||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส
เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา
พระประชา ปสนฺนธมฺโม  สัมภาษณ์
บทที่ ๗ การศึกษาด้านใน

 

หลักปฏิบัติเกี่ยวกับสตรี

 

? อาจารย์ครับ เกี่ยวกับสตรี อาจารย์ถือหลักอย่างไรครับ

          ก็ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในหนังสือพุทธประวัติ เล่ม ๑ ที่ตรัสแก่พระอานนท์ ในเมื่อยังอยู่ในสภาพตั้งต้น ไม่ติดต่อด้วย ไม่ดูไม่แลไว้ได้เป็นการดี ถ้าเราต้องเสียสละ เพื่อจะได้ประโยชน์อะไรจากการติดต่อ ให้เลือกข้างไม่ติดต่อ ถ้าจำเป็นต้องติดต่อต้องมีสติสัมปชัญญะเต็มที่ ครั้นเมื่อมันสูงขึ้นไป ถึงขั้นที่มีหน้าที่ที่จะต้องสั่งสอนสตรี มันอยู่คนละขั้น ถ้าเชื่อตัวเองว่าจะทำได้โดยไม่เสียหายก็เอา ถ้าว่ามันไม่แน่ใจเกรงจะเกิดเสียหายก็อย่าเอา อย่าเกี่ยวข้อง อย่าแตะต้อง มันไม่มีหลักอะไรที่แปลกใหม่จากที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้

? อาจารย์ทำตามหลักนี้เพียงใดครับ

          มากเท่าที่จะทำได้ มันต้องระวัง คือเรื่องอย่างนี้ผมไม่ชะล่าใจ ไม่เห็นเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างที่เขามักจะทำกัน กลัว เขาเรียกว่ากลัว เพราะว่าโดยวินัย เราทำไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ควรทำอยู่แล้วโดยธรรมะ อันตราย เผลอนิดเดียว อันตราย

? โยมอรุณวตีเล่าว่า สมัยอาจารย์ยังหนุ่ม เวลาสนทนากับสตรี อาจารย์จะไม่มองหน้า อาจารย์มีเหตุผลอะไรหรือครับ

          ก็มันไม่มีเรื่องที่จะต้องมองดูหน้า ดูผมจะเป็นอย่างนั้น ไม่ชอบมองหน้าคน มองหน้าสบตาเกิดความหมายอะไรขึ้นมา มันเข้าใจผิดกันได้ ไม่มองหน้าหลับตาพูดได้ยิ่งดี จะได้มีสมาธิ พูดแต่เรื่องจริงที่มีประโยชน์ที่ควรพูด ไปมองเข้า มันจะเป็นอารมณ์ที่จะทำให้ใจยุ่งเปล่า ๆ บางคนหน้ามันสวย บางคนหน้ามันไม่สวย บางคนหน้ามันหยี อะไรก็ไม่รู้ เสียเวลาที่จะไปรู้สึก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มองเสียเลย บางทีก็เหลือบไปพอดี ไปเห็นประจันหน้ากันก็มี เราแสดงความมั่นคง เขาจะดึงเราไปไม่ได้ ก็พอแล้ว

? อาจารย์เคยคุยกับผู้หญิงสองต่อสองไหม

          บอกว่ากลัวยังไง เดี๋ยวนี้บางทีก็มี เรานั่งอยู่คนเดียว บางคนเข้ามาคุย บางทีก็คุยเหมือนกัน แต่ว่าสองต่อสอง ในลักษณะกามารมณ์ (หัวเราะ) มันกระดาก หรือละอาย หรือกลัว เรื่องเหล่านี้ถือตามวินัยก็ได้ ถ้าผิดวินัย ก็ไปแสดงอาบัติ ไปออกอาบัติเสียให้ถูกต้อง

? อาจารย์ครับ ตั้งแต่อาจารย์บวชมา ไม่เคยนึกชอบผู้หญิงคนไหนเลยหรือครับ

          ชอบก็ชอบอย่างอื่น ไม่ได้ชอบในความหมายทางเพศ รู้สึกว่าแค่นั้นเอง มันเหมือนกันหมด เคยอ่านหนังสือของ น.ม.ส. เมื่อบวชใหม่ ๆ เขียนไว้ว่า พอดับเทียนแล้วก็เหมือนกันทุกคน (หัวเราะ) แสดงว่ารสบ้า ๆ นั้นเหมือนกันทุกคน ไม่มีสวย ไม่มีงาม ไม่มีนิ่มนวล ไม่มีวิเศษวิโส ดับเทียนแล้วมันเหมือนกันทุกคน อย่างนี้มันก็ช่วยให้คิดนึกอะไรได้มาก ไม่มีคนสวย ไม่มีคนขี้เหร่ ดับเทียนดับตะเกียงเสียแล้ว สัมผัสทางเนื้อหนังเหมือนกันทุกคน

? อาจารย์ไม่เคยคิดสึกเลยหรือครับ

          (หัวเราะหึ ๆ) มันเคยคิด หรือเคยเอียงไปหาบ่อย ๆ เหมือนกัน บางยุคบางสมัย แต่ว่าเล็กน้อย ชนิดเอียงไปมาก หวุดหวิด ๆ จวนจะออกไปอย่างนี้ ก็เหมือนจะมีบ้างกระมัง มันลืมเสียแล้ว แต่ไม่ถึงกับออกไป (หัวเราะ) ก็ต้องเรียกว่าโชคดี มันเลี้ยวของมันเอง หรือว่าโดยมีอะไรแวดล้อม ทำให้มันเลี้ยวของมันเอง

? อาจารย์ครับ อาจารย์ใช้วิธีซับบลีเมท พลังงานทางเพศหรือเปล่าครับ

          มันเป็นไปโดยอัตโนมัติ ไม่ได้มีแผนการ คือเราทำงานที่เราชอบหามรุ่งหามค่ำ แล้วพลังงานที่เหลือที่รุนแรงทางนั้น มันก็ลด มันก็หมดไป แรงกระตุ้นอยากมีชื่อเสียง อยากให้มีประโยชน์แก่ผู้อื่นที่เขาคอยรอผลงานของเรา อันนี้มันมีมากกว่า นี่ก็เลยทำเสียจนหมดแรง พอเพลียก็หลับไป พอตื่นขึ้นมาก็ทำอีก ไม่มีโอกาสใช้แรงไปทางเพศตรงกันข้าม เราไม่ได้เจตนาโดยตรง มันเป็นไปเอง เหตุการณ์มันบังคับให้เป็นไปเอง คือเราหาอะไรทำให้มันง่วนอยู่กับงาน พอใจในงาน เป็นสุขในงาน มันก็ซับบลีเมทของมันเอง เอาแรงทางเพศ มาใช้ทางสติปัญญา เอาแรงงานของกิเลสมาใช้เป็นเรื่องของสติปัญญา ต้องมีงานอันหนึ่งซึ่งพอใจ หลงใหลขนาดเป็นนางฟ้า เหมือนกับเรียนพระไตรปิฎก ต้องหลงใหลขนาดเป็นนางฟ้า

          สมัยหนุ่ม ๆ เขียนลงในพุทธสาสนา เป็นตอนสั้น ๆ ไม่ยาว มีคนชมบ้างติบ้าง มันก็สนุก เขียนไปได้ ทีนี้อีกทีหนึ่ง ถ้ามันแปลกก็สนุก รู้สึกว่านี้แปลก ไม่เหมือนใครแน่ ถ้ามันซ้ำ ๆ กับคนอื่น มันไม่สนุก เดี๋ยวก็ง่วงนอน ถ้ารู้สึกว่าแปลกแหวกแนวไปแล้วก็ต้องฮือฮากันบ้าง ผมมีสมาชิก ๔-๕ คน เป็นญาติทั้งนั้น ญาติแก่ ๆ เขาคอยอ่าน แต่ไม่อ่านเปล่า เขาเชียร์ เขามาพูดถึงบทความที่ลงไปแล้วทำนองเชียร์ เราก็นึกสนุกอีกทีจะเขียนต่อ หรือว่าคนไกล ๆ เขียนมาเชียร์มาชมก็สนุกมาก เราได้จดหมายอยู่บ่อย ๆ จดหมายจากที่ไกล ๆ ก็มี

          สำหรับผมโดยเฉพาะ มันพูดได้ว่า รู้อยู่ว่าสึกออกไป ก็ทำอะไรให้มีประโยชน์ ไม่ว่าแก่ผู้อื่น หรือตัวเองก็ตาม ไม่ได้มากเท่าที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ จะช่วยเพื่อนมนุษย์ ในด้านวัตถุก็ตาม ด้านสติปัญญาก็ตาม ไม่มีทางช่วยได้เหมือนอยู่ในเพศบรรพชิต ถ้าอยู่ในเพศนี้ยังทำอะไรที่เป็นประโยชน์ได้มาก ๆ เรื่องความรู้สึกเกี่ยวกับชื่อเสียงอะไรทำนองนี้ มันต้องมีบ้างตามความรู้สึกของคนธรรมดา แต่มันไม่รุนแรง พูดให้มันสั้นก็คือบวชพระอยู่นี้ทำอะไรให้เป็นชื่อเสียงแก่ตัวเอง หรือแก่วงศ์ตระกูลของตัวเองได้มากกว่า สึกออกไปมันก็เท่านั้น มันเห็นอยู่แค่นั้น เทียบส่วนกัน ไกลกันร้อยเท่าพันเท่าหมื่นเท่า

          ถ้าตีค่าในด้านที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ เดี๋ยวนี้ตีค่าเท่าไร สึกออกไปไม่มีทางทำได้ จะสึกออกไปพิมพ์หนังสือขาย ก็ไม่ค่อยมีใครเชื่อถือ มีหลายคนสึกออกไปแล้ว เราก็เห็น ๆ อยู่ เขาไปพิมพ์หนังสือขาย แต่ความเคารพในพระธรรมไม่มี แล้วมันไม่มีใครประพฤติตามเรา อยู่เป็นพระ พูดอะไรสักคำหนึ่ง คนยังสนใจ มันเป็นประโยชน์แก่ประชาชนและเพื่อนมนุษย์

? อาจารย์ครับ ความคิดที่จะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมนี้ มันไม่ถูกความแรงของความรู้สึกทางเพศกระแทกบ้างหรือครับ

          มันก็ถูกแหละ มันก็ต้องมีเหมือนกัน ความรู้สึกทางเพศมันก็ต้องเกิด แต่ว่าความรู้สึกทางนี้เหมือนกับสิ่งต้านทาน เช่นว่าคลื่นกับฝั่ง คลื่นมันก็แรงเหมือนกัน แต่ว่าฝั่งมันแข็งแรงพอจะรับ (หัวเราะ)

          ความรู้สึกว่าเป็นพระ ทำอะไรได้มากกว่า ไกลกว่า สูงกว่า แพงกว่านี้ มันมีมาตั้งแต่แรกแล้ว ตั้งแต่แรกเรียนปริยัติก็มีความคิดแบบนี้ ตอนหลังเมื่อมาทำงานแบบนี้เข้า มันยิ่งเห็นชัดว่าเราอาจจะทำสิ่งที่มีค่าได้มากกว่านัก ถ้าเห็นแก่ตัวเอง อย่างมากก็ครอบครัว มันก็มีเท่านั้นแหละ ผมเคยนึกเอาว่า การสืบสกุลที่ชอบอ้างถึงกันนักนั้น สู้สืบสกุลด้วยธรรมะไม่ได้ สืบสกุลความดีด้วยธรรมะ ในทางนามธรรม ภาษาธรรม ดีกว่าเรื่องโลก ๆ ดิบ ๆ เช่น ว่าใครรู้จักลูกหลานของเช็คสเปียร์บ้าง เดี๋ยวนี้ไม่มีใครรู้จัก ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านสืบสกุลด้วยตัวท่านเอง ไม่สืบทางบุคคล ทางสายโลหิต สกุลของพระพุทธเจ้าเดี๋ยวนี้ไม่รู้อยู่ที่ไหนแล้ว แต่สกุลในทางธรรมะของท่านยังอยู่ สกุลด้านคุณธรรมนี้จริงกว่า แน่นอนกว่า พวกที่มาชวนให้สึกไปสืบสกุล รักษานามสกุลไว้ ไม่มีน้ำหนัก ไม่มีความหมาย (หัวเราะ) เพราะเราสืบสกุลโดยธรรมะได้ดีกว่า นานกว่า เข้มแข็งกว่า เรื่องสืบสกุลก็เป็นอันว่าไม่มีปัญหา ยกเลิกได้ (หัวเราะ)

? อาจารย์ครับ ครั้งที่อาจารย์ประสบวิกฤตจริง ๆ อาจารย์ใช้อุบายเฉพาะหน้าอย่างไรบ้างครับ

          ไม่เห็นมีวิกฤตอะไรจริง ๆ (เว้นนาน) บอกไม่ได้ว่ามีวิกฤตอย่างไร เมื่อไร

? แบบจวนเจียนจะไปไม่ไป ตัดสินใจอย่างไรครับ

          นั่นมันเรื่องคิดฝัน เวลามันช่วยได้ หรือว่าไม่รู้ไม่ชี้ (หัวเราะ) มันช่วยได้ มันเหมือนกับคลื่นกระทบฝั่ง พอพ้นสมัยพ้นเวลา มันก็ไม่รู้หายไปไหน แต่สรุปแล้วมันต้องทำงาน พอถึงเวลาเข้ามันต้องทำงาน มันรักงานอยู่ พอถึงเวลาเข้าไปทำงานเสีย ความคิดฝันนั่นก็ค่อย ๆ ซาไป ๆ มันไปสนุกในงาน

? แต่ความขัดแย้งในใจลึก ๆ ก็มีอยู่ตลอดเวลา

          นั้นก็เรียกว่าถูกรบกวน กามฉันทนิวรณ์รบกวน แต่ถ้าเรามาสนุกในงานเสียมากกว่า ความรู้สึกนั้นก็หมดฤทธิ์ไปเอง ทำอะไรเราไม่ได้ คล้าย ๆ กับที่เขาพูดไว้เป็นอุปมา ผมก็เคยเอามาพูดบ่อย ๆ พระไตรปิฎกชื่อวาณี เป็นนางฟ้าเกิดจากดอกบัว คือพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นจอมแห่งมุนี จงมารึงรัดจิตใจของข้าพเจ้าไว้เต็มที่ มันเป็นไปเองเรื่องการศึกษาสิ่งใหม่ สิ่งแปลก สิ่งยาก สิ่งลึก มันรึงรัดจิตใจ เข้าใจว่าไม่เฉพาะแต่พวกเรา แต่พวกอื่นเช่นพวกนักศึกษาฝรั่งตัวยงก็คงมีผลอย่างนี้ การศึกษามันจับหัวใจ มีโอกาสน้อยมากที่จะคลุกคลีทางกามารมณ์ไปแต่งงานกับนางฟ้าเสีย (หัวเราะ) ใช้คำว่าสมรสกับนางฟ้ากล่าวคือ พระไตรปิฎก หรืออะไรก็ได้ที่ตัวชอบสุดเหวี่ยง

? อาจารย์ครับ แรงจูงใจในเรื่องการบรรลุธรรมเฉย ๆ ไม่พอหรือครับ

          มันยากที่จะพอ เพราะเราไม่ค่อยที่จะรู้ถึง โดยมากคนทั่วไปไม่ค่อยรู้ถึงขนาดที่จะจูงใจ ดึงใจไปหมด แต่ว่าเราเห็นได้ว่ามันต้องอาศัยอะไรอย่างอื่นบางอย่าง เราเคยเห็นคนที่เขาเล่นของเล่นบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนกเขา ปลากัด ไก่ชน เขาหายใจเป็นนกเขาตลอดวัน ไม่ได้อยู่บ้าน เร่ร่อนไปตามทุ่งนา กลางคืนก็ยังสนใจอยู่กะนกเขา จนลูกเมียต้องหย่ากันก็มี มันเป็นรสเดียวกัน มันเป็นราคะ สงเคราะห์ลงในรูปราคะ คนนั้นชื่อนายหวอด อยู่ใกล้ ๆ วัดเวียง เขารักนกเขาและเล่นปลากัดเป็นสรณะ ไก่ชนก็เล่น สามอย่างนี้ดึงเขาไปหมด ไม่มีเมียเป็นตัวตน แล้วก็ไม่มีลูกด้วย ถึงขนาดลืมกามตัณหา ถูกภวตัณหาดึงไปหมด เขามาที่บ้านโยมผมบ่อย โยมชายผมแกชอบนกเขาเหมือนกัน แต่ไม่ได้เล่นขนาดนั้น ชอบยืมเขามาฟัง เข้าใจว่านักค้นคว้าประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ด้วยกันก็น่าจะเป็นแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องของปัญญาสูงสุด เป็นเรื่องของมานะสูงสุด เป็นเรื่องสมาธิ ไม่ใช่เรื่องปัญญา บางคนถือเพียงข้อเดียวก็พอ ถ้าสึกออกไปทำอะไรได้แค่ข้อมือ แต่ถ้ายังอยู่ทำอะไรได้เป็นวา ๆ เป็นเส้น ๆ เป็นกิโลเมตร (หัวเราะ)

? อาจารย์เคยศึกษาวิธีการของพวกโยคี ที่หาวิธีผันเปลี่ยนพลังงานเพศไปใช้ทางอื่นหรือเปล่าครับ

          เคยศึกษาโดยหลัก ไม่เคยศึกษาโดยรายละเอียด คือท่าทางของโยคีทั้งหลาย มันเป็นเทคนิคกลุ่มหนึ่ง ที่จะลดความรู้สึกทางกาม และไปเพิ่มความรู้สึกทางธรรมะ และของเขามีนะ ห้ามไม่ให้ทำอย่งนั้นอย่างนี้ ที่มันจะไปส่งเสริมความรู้สึกทางกาม แล้วให้ไปทำท่าที่มันระงับความรู้สึกทางกาม ก็ได้ผลเป็นความเข้มแข็งทางจิต มันก็เป็นเรื่องชั้นสูง เป็นโยคะชั้นสูง แม้แต่อาหารการกินเขาก็ไม่กินอย่างนั้นอย่างนี้ ที่ส่งเสริมความรู้สึกทางนี้ มันมีอยู่ในคัมภีร์พวกนี้ ไปหาอ่านดูเอง

? อาจารย์เคยลองสังเกตเรื่องอาหารไหมครับ

          เออ มันมีจริงอย่างเขาว่า อย่างฟักทองสุก ฟักทองที่แก่จัด ที่เอามาปรุงเป็นอาหารคาวหวาน เหล่านี้ส่งเสริม ขนุนสุกก็ส่งเสริมกระตุ้นความรู้สึกทางนี้ มันมีน้ำตาลชนิดนั้น พวกโยคีไม่กล้ากิน ละมุดสุกก็เหมือนกัน ในตำราไสยศาสตร์ของพวกนักเลงคาถาอาคมถือเครื่องรางของขลังก็มีตรงกับพวกโยคี ไม่กินผลไม้อย่างนั้นอย่างนี้ เขาถือว่าเป็นเรื่องทำลายวิชาอาคม มันทำให้น้ำอสุจิใสเหลวแล้วรบกวน

          ฉะนั้น อย่าอยู่ด้วยสิ่งที่มันยั่วให้เกิดความรู้สึกทางเพศ เช่นอ่านหนังสือพิมพ์ปัจจุบันแล้วแย่ หรือดูโทรทัศน์มันคงยิ่งแย่ใหญ่ พระบางองค์อยู่ด้วยสิ่งเหล่านี้ ในที่สุดมันก็แย่ มันกรุ่นด้วยความรู้สึกทางนี้ตลอดเวลา

          ฉะนั้น ควรระวังจิตให้ดี แวดล้อมตัวเองให้ดี ถ้ารักจะอยู่ในเพศบรรพชิต มองกามคุณในลักษณะแค่นั้นเอง เป็นค่าจ้างของธรรมชาติไว้หลอกจ้างสัตว์ที่มีชีวิตให้สืบพันธุ์แค่นั้นเอง ไม่เช่นนั้น สัตว์มันไม่สืบพันธุ์ เพราะมันไม่สนุกอะไร จึงเอากามคุณมาเป็นเหยื่อล่อ ก็เลยสมัครใจทำตามกันใหญ่โดยไม่รู้สึกตัว ไม่ทันรู้ตัวว่านี่เป็นค่าจ้าง ไปติดเบ็ดแล้วทำตามความต้องการของพรานเบ็ดโดยธรรมชาติ ไม่รู้ตัวกัน

 

<-- ^ -->

...

ชีวิตและผลงาน > ประวัติ > อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" >
>
หลักปฏิบัติเกี่ยวกับสตรี

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.