|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส พระประชา ปสนฺนธมฺโม สัมภาษณ์
|
|||
|
ไม่ค่อยมี คุณสังเกตดูเถอะ ที่ว่าจะตั้งใจวิพากษ์วิจารณ์โดยตรงไม่ค่อยมี มีเขียนถึงบ้างในฐานะที่เปรียบเทียบ หรือว่าน่าสนใจ น่าจะเอามาผสมผสานกัน แต่ที่เขียนวิพากษ์วิจารณ์โดยตรงดูจะไม่มี คุณเห็นตรงไหนบ้าง เช่นอะไรบ้าง
(หัวเราะ) ถูกแล้ว เรื่องนี้อยู่ในความรู้สึกมากทีเดียว เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเสียหายและเป็นเรื่องขัดขวางความเจริญของธรรมะ แทนที่พุทธบริษัทจะปฏิบัติธรรมะ ก็หันไปตามก้นฝรั่งเสียหมด ไม่ค่อยเข้าใจถึงโทษของการจัดการศึกษาตามแบบก้นฝรั่ง คนเหล่านี้ก็ไม่เหมาะที่จะศึกษาหรือปฏิบัติธรรมะ ถ้ามันเข้ามาเกี่ยวข้องในแง่อย่างนี้ เราจึงจะพูดไปบ้าง ไม่ได้มีเจตนามากมายอะไรหรอก มันจะสะดุดขึ้นมานาน ๆ ครั้งว่า ไอ้นี่มันติดอยู่ที่ว่าตามก้นฝรั่ง แต่ก็ไม่ได้พูดในลักษณะตำหนิติเตียนฝรั่งนะ แต่บอกให้เห็น บอกให้รู้ว่า นี่มันเป็นอุปสรรคที่จะเจริญในทางธรรมะ แม้การเมืองของประเทศชาติก็ต้องอาศัยธรรมะ ธรรมะเป็นไปไม่ได้เพราะว่าตามอย่างฝรั่ง โดยเฉพาะที่มันขัดขวางกันอย่างยิ่ง ก็คือเรื่องไม่บังคับตัวเอง วัฒนธรรมฝรั่งหรืออุดมคติการศึกษาฝรั่ง มันไม่มีเรื่องการบังคับตัวเอง ไม่สอนให้บังคับตัวเอง พากันเห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตย เลยให้เด็ก ๆ เป็นอิสระ ไม่บังคับตัวเอง อย่างนี้ เราเห็นว่าเสียหายอย่างยิ่ง เด็กเหล่านั้นย่อมไม่เหมาะที่จะรู้ธรรมะ วัฒนธรรมไม่บังคับตัวเองเป็นปฏิปักษ์โดยตรง โดยจัง ๆ กับพุทธศาสนา เช่น การจูบกอดกันตามที่สาธารณะ โดยเห็นเป็นการถูกต้องไปเสีย นี่คือการไม่บังคับความรู้สึก มันก็มีนิสัยปล่อยตามความรู้สึก ปล่อยตามกิเลส มันหันหลังให้กับหลักธรรมะ ที่จะต้องบังคับความรู้สึกไว้ให้อยู่ในระเบียบ นี้เป็นเรื่องไม่เห็นด้วยกับวัฒนธรรมฝรั่ง หรือหลักศึกษาอย่างฝรั่งให้มีประชาธิปไตยระหว่างครูกับศิษย์มากเกินไป ผมก็พูดบ้างเฉพาะเมื่อมีอะไรมากระทบความรู้สึก ถ้าเข้ามาในขอบเขตที่ว่าขัดกับความรู้สึกแล้วก็พูดบ้าง เจตนาที่จะค้านโดยตรงหรือตะพึดนั้นก็ไม่มี ไม่มีแผนการต่อต้าน แต่จะพูดถึงบ้างในเมื่อมันมาขัดขวางกับเรื่องของเราที่จะเผยแผ่ธรรมะ
อ้าว ก็ศึกษาเท่าที่มันมี เท่าที่มันพิมพ์ออกมาให้ปรากฏ หรือว่าอ่านหนังสือเรื่องราวนั้น ก็เห็นว่ามันตรงหรือไม่ตรง เข้ากันได้หรือเข้ากันไม่ได้กับหลักพุทธศาสนา โดยเฉพาะเรื่องอัตตา-อนัตตา นี้เราเหมาได้เลยว่า นอกจากพุทธแล้วมันก็เป็นเรื่องอัตตาในรูปแบบอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ จะสอนจะพูดให้คนที่นิยมอัตตามาเข้าใจอนัตตามันก็ลำบาก ต้องพูดประท้วงขึ้นมาบ้าง นี่เรียกว่าไม่ได้เป็นเรื่องของฝรั่งหรือไม่ฝรั่ง เป็นเรื่องของมนุษย์ส่วนใหญ่ยึดหลักอัตตาโดยไม่รู้ตัว แต่เราก็ได้พยายามเปรียบเทียบชี้แจงให้เขาเห็นประโยชน์ของการถืออนัตตา นี้ก็พยายามอยู่เหมือนกัน
ทั้ง ๒ อย่าง แล้วแต่มันจะมีมาทางไหน บางทีผมอ่านเรื่องของคนที่เขาวิพากษ์วิจารณ์อีกต่อหนึ่ง หนังสือบางเล่มก็มีฝรั่งหรือคนอินเดียเขียน พยายามจะเอามติเรื่องอัตตาของพวกฝรั่งคนนั้นฝรั่งคนนี้ฝรั่งคนโน้น มารับรองเรื่องอัตตา ในคัมภีร์ภควัทคีตาก็เป็นเรื่องอัตตาไปหมด เราต้องการจะดึงไปสู่อนัตตา เราไม่มีห้องสมุดที่สมบูรณ์ บางทีก็อ่านหนังสือพิมพ์ (หัวเราะเบา ๆ) และหนังสือบางเล่มก็ยืมเขามาอ่าน
vไม่อาจจะเป็นหลัก มันตามสบาย คือว่าเราไม่ได้ตั้งโครงการทำให้มันเหมือนกับว่าต่อต้านกันทั้งหมด เป็นความคิดส่วนน้อยส่วนหนึ่งเท่านั้นที่จะวิพากษ์วิจารณ์ความคิดเรื่องอัตตาของพวกอื่น บางทีก็ได้เค้าเงื่อนนิด ๆ หน่อย ก็มาขยายความมาตีความให้มันเป็นเรื่องของมนุษย์พวกหนึ่งขึ้นมา และก็ใช้เป็นเรื่องคู่เปรียบเทียบต่อสู้ ขัดแย้ง วิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็เป็นเรื่องไม่มากมายอะไร สำหรับเอ็นไซโคลปีเดียก็ใช้ไม่บ่อย ใช้เฉพาะเรื่อง สงสัยเรื่องอะไรก็เปิดดูเฉพาะเรื่อง โดยมากแล้วจะพูดได้ว่าในเรื่องเกี่ยวกับศีลธรรมเท่านั้น เรื่องอื่นไม่ค่อยได้ใช้ ที่ใช้จริง ๆ จัง ๆ ก็เรื่องศีลธรรม (หัวเราะ) ส่วน The Great Books of The West นี่ เกือบจะไม่ได้ใช้ ดูผิว ๆ ถึงแม้จะมีหนังสือเหล่านี้ก็เหมือนกับไม่มี ยังใช้น้อยมาก เอ็นไซโคลปีเดีย ดูเฉพาะของพุทธะคำหนึ่งเท่านั้น แล้วคำอื่น ๆ ที่เนื่องกันกับพุทธะเขาบอกไว้ให้เสร็จ แล้วก็ดูคำว่า Morality คำหนึ่งและคำอื่น ๆ ที่เนื่องกันกับคำ ๆ นี้ ดูเหมือนกับว่าจะใช้ไม่คุ้มค่านัก
ไม่ค่อยได้อ่าน (หัวเราะ) อ่านเท่าที่สะดวก หนังสือบางเล่ม หรือหนังสือพิมพ์หรือที่เขาพูด ๆ กัน พอรู้ว่าเค้าเงื่อนเป็นอย่างไร แล้วก็ตัดบทเลย ตัดไปเสียเลยว่าไม่ต้องอ่าน คือผมประมาณว่ามากซ์ไม่เคยศึกษาพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง ศึกษาพุทธศาสนาผิว ๆ ในชั้นแรกที่พูดกันผิด ๆ คาล มากซ์ก็ไปจัดพุทธศาสนาไว้ในกลุ่มเดียวกับศาสนาอื่น ๆ เขาก็เลยพูดเกี่ยวกับศาสนาผิด ผิดสำหรับพุทธศาสนา ถ้ารู้พุทธศาสนาจริงคงไม่พูดอย่างที่พูด พอเห็นว่าอย่างนี้แล้วก็เลยไม่สนใจ ใน The Great Books of The West มีเล่มใหญ่เล่มหนึ่งเรื่องมากซ์คนเดียว แต่ก็อ่านไม่ไหว (หัวเราะ) ไม่อ่านไหว เปิดเห็นแล้วผ่านเลย เปิดเห็นแล้วก็อ่านไม่ไหว เพราะปฏิเสธตั้งแต่ทีแรกแล้วว่า เราไม่ถือเอาตามความคิดของมากซ์เป็นหลักอะไรได้ เพราะเขาไม่รู้พุทธศาสนา ก็เลยไม่ค่อยอยากอ่าน
ไม่น่าจะผิด เพราะวิจารณ์ว่าไม่รู้พุทธศาสนา เขาไม่มีทางที่จะวางหลักธรรมะสำหรับโลก ถึงจะวางก็ไม่ถูกสำหรับมนุษย์ และการที่เอาศาสนาไปแปลความหมายอย่างนั้นก็ไม่ถูกกับความจริง พอได้ยินคำว่าศาสนาเป็นยาเสพติดแล้วก็หมดศรัทธาแล้ว เพราะว่าศาสนาพุทธนี้ไม่เป็นยาเสพติด แต่กลับจะเป็นเครื่องปราบปรามยาเสพติด เช่น ไสยศาสตร์ เป็นต้น
ผมไม่สนใจวิทยาศาสตร์ทั้งหมด วิทยาศาสตร์แขนงอื่น ๆ นอกจากวิทยาศาสตร์ที่เอามาใช้อธิบายพุทธศาสนาได้ คือเอามาสนับสนุนพุทธศาสนาได้ อย่างนี้จะเป็นตอนแรก ๆ เรียกว่าดึงวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวกับเรื่องศาสนา ที่น่าอ่านก็คือหนังสือของนายสมัคร บุราวาศ แกแต่งตั้งแต่อยู่เมืองนอก และเป็นเค้าเงื่อนเป็นข้อ ๆ ข้อปลีกย่อยของหลักวิทยาศาสตร์สนับสนุนหลักใหญ่ของพุทธศาสนา โดยเฉพาะสนับสนุนเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้อ่านและพยายามศึกษา แต่พอเห็นว่าเป็นเรื่องสนับสนุนได้ ดังนั้นก็เลยไม่รู้ว่าจะศึกษาไปทำไมอีก (หัวเราะ) มันพอแล้ว เพราะแน่ใจพอแล้ว ตอนแรก ๆ นายสมัคร บุราวาศเขาเขียนพุทธศาสนาเปรียบเทียบกับวิทยาศาสตร์ มาตอนหลังเขียนมาก ๆ เขียนเป็นปรัชญาเลย พุทธศาสนาเป็นปรัชญาอ่านไม่ไหว
(หัวเราะ) ก็นั่นแหละวิทยาศาสตร์อย่างที่เขาว่า ๆ กัน อย่างที่เขาว่า ๆ กัน ตอนนั้นมันยังไม่รู้ว่าวิทยาศาสตร์คืออะไรด้วยซ้ำไป รู้แต่เพียงว่าถ้าเป็นเรื่องพิสูจน์และทดลองก็เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ถ้าเป็นเรื่องการคำนวณและก็เป็นเรื่องปรัชญา เรามองเห็นอยู่ หลักพุทธศาสนา หัวข้อธรรมะ ต้องการพิสูจน์ทดลอง ไม่ต้องการคาดคะเนคำนวณ มันผิดหลักกาลามสูตร ตรรกเหตุ นยเหตุ มันต้องพิสูจน์ ทดลอง จนทนต่อการพิสูจน์ ว่ามันจะดับทุกข์ได้ ฉะนั้น เรื่องนี้ไม่สำคัญอะไรเกี่ยวกับผม เพราะไม่ได้ตั้งใจจะสอนวิทยาศาสตร์อะไรให้มันมากมาย เพียงแต่ว่าพอใจแล้วว่าพุทธศาสนานี่มันมีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ จะต้องใช้วิธีการอย่างวิทยาศาสตร์มาแตะต้อง มาเกี่ยวข้อง ก็เลยพูดออกไปให้เพื่อน ๆ รู้ด้วยเท่านั้นเอง ถ้ายิ่งถอยหลังลงไปถึง พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้ว ผมยิ่งไม่มีความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์อะไรนัก รู้อยู่นิดเดียวว่าต้องพิสูจน์และทดลองค้นคว้า ถ้าว่าเป็นเรื่องคำนวณละก็เป็นเรื่องปรัชญา เป็นเรื่อง logic เป็นเรื่องอะไรไปตามเรื่อง อย่าเอามาเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาเลย ไม่ได้อธิบายกันอย่างแตกฉาน ชี้แจงชัดเจนอะไร เรื่องเหมา ๆ ว่าพวกเราถือพุทธศาสนาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์กันเถิด ให้พระพุทธเจ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นเอกชั้นเลิศของโลก คือเป็นเรื่องดับทุกข์ เกี่ยวกับเรื่องดับทุกข์สิ้นเชิง เป็นวิทยาศาสตร์เกี่ยวกะจิตใจ
ก็เคยอ่านหนังสือแบบเรียน เท่าที่เคยเรียนมาในหนังสือแบบเรียน ก็สรุปความหมายของคำว่าวิทยาศาสตร์เอาเอง ตอนนั้นมันมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง เพราะว่าคำว่าวิทยาศาสตร์ ที่ใช้กันอยู่ในเมืองไทย (หัวเราะ) มันหมายถึงการเล่นแร่แปรธาตุเสียเป็นส่วนใหญ่ อย่างในตลาดเขาจะมีคำพูดว่าทองวิทยาศาสตร์หรือทองจริง อย่างนี้เป็นต้น คำว่าวิทยาศาสตร์ประชาชน (หัวเราะ) เข้าใจความหมายไปอีกทางหนึ่ง กลายเป็นเรื่องหลอกลวงและเป็นเรื่องทำเทียมอะไรไปเสีย และที่พระเถระผู้ใหญ่ก็ยังพูดว่าไอ้วิทยาศาสตร์ ไอ้พวกวิทยาศาสตร์ หมายถึงว่าเป็นเรื่องพวกปลอม ๆ พวกที่สนุกสนาน พวกเอร็ดอร่อย พวกหลอกลวงทั้งนั้นแหละ และก็เกลียดคำว่าวิทยาศาสตร์ เกลียดพวกวิทยาศาสตร์ ทีนี้ (หัวเราะ) เราก็ลำบากที่จะเสนอขึ้นมาใหม่ เอาวิทยาศาสตร์เป็นหลักเกณฑ์ที่มันมีประโยชน์ที่จะรู้ธรรมะ ใช้กับธรรมะ ทำธรรมะให้เป็นวิทยาศาสตร์ มันขัดกันยุ่งไปหมด กับความรู้สึกของประชาชนหรือแม้แต่ของพระเถระ (หัวเราะ) ส่วนใหญ่สมัยนั้นเป็นคำที่เสียหาย ไม่ใช่เป็นคำที่มีเครดิต
ก็ไม่ได้เขียนเรื่องวิทยาศาสตร์กันนักดอก ไปดูเถอะ เขียนเรื่องอื่นกันทั้งนั้น แต่ว่าที่เต็มอัดอยู่ในหมู่ประชาชน ถือว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องหลอกลวงเป็นเรื่องฉาบทา จนถือว่ามันเป็นเรื่องไว้ใจไม่ได้ (หัวเราะ) เพราะมันจะทำอะไรหลอกใครที่ไหนเมื่อไรก็ได้ อย่างทองวิทยาศาสตร์ก็หมายความว่าทองปลอม
ไม่เกิน หนังสือค้นคว้าก็ไม่มีด้วย แล้วมันไม่สามารถจะอ่านภาษาอังกฤษชนิดยาก ๆ ได้
(หัวเราะ) ไม่ใช่ผมเป็นคนแรก คนอื่นพูด ไม่ใช่ผมเป็นคนแรก จะเป็นเรื่องของนายสมัครก็ได้ นายสมัคร บุราวาศ หมายความว่าไม่มีอะไรนักดอกเกี่ยวกับผม เป็นแต่ชอบคำว่าวิทยาศาสตร์ เพราะว่ามันเป็นเรื่องทนต่อการพิสูจน์เท่านั้นเอง (หัวเราะ) ธรรมะทนต่อการพิสูจน์เหมือนวิทยาศาสตร์
ก็ผมไม่ได้เรียนวิทยาศาสตร์อะไรมามากมาย เรียนธรรมะออกไปหาวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรียนวิทยาศาสตร์เข้ามาหาธรรมะ มันมาเรียนธรรมะเต็มเนื้อเต็มตัวแล้วก็คืบคลานออกไปหาวิทยาศาสตร์เพื่อสนับสนุน
เท่าที่มองเห็นและเข้าใจ ก็อยากจะพูดให้เพื่อนกัน เพื่อนฝูงกัน คิดทำนองนี้บ้าง
ถ้าอย่างนี้ละก็เป็นเรื่อง (หัวเราะ) ที่คิดต่อกันมาเรื่อย ๆ จนบัดนี้ก็อย่างที่กำลังพูดอยู่ (หัวเราะ) เกือบทุกคราว ว่าหลักธรรมะที่ทนต่อการพิสูจน์แบบวิทยาศาสตร์นั้นมีอยู่ จะต้องคัดเลือกเอามาเฉพาะหลักธรรมะชนิดนี้ ฉะนั้น จึงต้องเว้นพระไตรปิฎกบางส่วนออกไป ที่ไม่ทนไม่เข้ากับหลักวิทยาศาสตร์ เช่นเรื่องจันทรคราส สุริยคราส เรื่องเมืองยักษ์ เรื่องอะไรพวกนี้ ผมยังคิดอยู่ในใจเสมอว่าพุทธศาสนาจะเผชิญหน้ากับโลกในสมัยวิทยาศาสตร์ได้ถึงที่สุด คือโลกในอนาคต เมื่อวิทยาศาสตร์ไม่สามารถจะช่วยโลกได้ เราก็เสนอหลักธรรมะหรือธรรมะเข้าไป ให้นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้วิทยาศาสตร์ช่วยโลกได้
เพราะมันไม่มองในเรื่อง (หัวเราะ) ดับทุกข์เสียเลย วิทยาศาสตร์ทั้งหลายไม่มองในเรื่องดับทุกข์ในจิตใจของคนเสียเลย มองออกข้างนอก ก้าวหน้าในทางวัตถุเรื่อยไป เท่ากับไม่ได้ใช้วิทยาศาสตร์ดับทุกข์ของโลก ใช้วิทยาศาสตร์เพื่อความก้าวหน้าของโลกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แล้วถ้าอย่างนี้แล้วมันก็ช่วยให้คนมีกิเลสมากขึ้น ต้องให้เวลากลับตัวอีกสักพัก จึงจะเอาปัญหาเรื่องดับทุกข์เป็นเรื่องใหญ่ และใช้วิธีหรือวิชาความสามารถทางวิทยาศาสตร์มาเป็นเครื่องมือ อย่างว่าจะใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนในการละกิเลส (หัวเราะ) แม้ในทางวัตถุ หรือไปจากทางวัตถุ ก็ยังได้ ยังดี ยังดีมาก มันอาจจะไปถึงกะว่าใช้ยากินเพื่อบรรเทาโลภะ โทสะ โมหะได้ (หัวเราะ) ก็ยังดี แต่เขาจะคิดหรือไม่ก็ไม่รู้
อ้าวเราก็ได้ยาทางระบบประสาททางร่างกายเป็นยาระงับอย่างที่ใช้กันอยู่ทุกวัน คงไม่เหลือวิสัยที่วิทยาศาสตร์จะมียาคือวัตถุทางเคมีที่ทำให้โกรธไม่ได้ ผมคิดว่าทำได้ ให้โกรธไม่ได้ หรือให้ผิดปกติเกินไปไม่ได้ มันก็ยังมีผลดีชั่วระยะหนึ่ง ถ้าศึกษารู้ว่าความโกรธเกิดขึ้นมา มันมีปฏิกิริยาทางเคมีของอะไร ก็มียากินเพื่อระงับไอ้อาการนั้นเสีย มันก็อาจจะป้องกันหรือระงับความโกรธได้ ถ้าเอาวิทยาศาสตร์มาใช้กันในแง่ดับกิเลสดับทุกข์ มันอาจจะขวนขวายมาได้ถึงขนาดนี้ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในระบบประสาท วิทยาศาสตร์จะค้นได้ จะสามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงนั้นให้มีผลในทางให้หยุดกิเลสหรือป้องกันกิเลส แม้ชั่วคราวก็ยังดีกว่าไม่มีเสียเลย เหมือนกับใส่ทองวิทยาศาสตร์นั้นแหละ มันยังดีกว่าไม่มีทองอะไรจะใส่เสียเลยใช่ไหมล่ะ
แต่มันยังไม่จริง ยังไม่จริงจัง ยังไม่เหมือนกะที่ไปคิดทำปรมาณู ทำคอมพิวเตอร์ทำอะไรต่าง ๆ ถ้าใช้ความคิดทั้งหมดมาค้นในเรื่องนี้มันก็คงจะดี แต่นั่นมันเป็นส่วนร่างกายหรือในส่วนระบบประสาท ต้องศึกษาเรื่องจิตให้ถึงที่สุด โดยเฉพาะเรื่องปฏิจจสมุปบาท ให้เข้าใจถึงที่สุดจนควบคุมกระแสของปฏิจจสมุปบาท นี่ จะมีผลในการดับทุกข์ได้ถาวร เดี๋ยวนี้ทางวัตถุมันมุ่งไปทางผลิตสิ่งที่ส่งเสริมกิเลส ไม่มีที่จะมาในทางควบคุมหรือระงับกิเลส ถึงจะทำยาชนิดนี้ขึ้นมาไม่มีใครซื้อแน่ เพราะเขาต้องการสิ่งที่ส่งเสริมกิเลสทั้งนั้น
แน่นอนซิ ในส่วนที่เป็นประโยชน์แก่การเข้าใจหลักธรรมะแล้ว ควรจะรู้อย่างยิ่ง เพราะอิทัปปัจจยตานั่นมันเป็นกฎวิทยาศาสตร์
กฎของวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยเหตุผล เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี กฎอิทัปปัจจยตามีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์อยู่อย่างเต็มที่ แล้วมนุษย์ก็จะเริ่มสนใจเรื่องต้นเหตุของความทุกข์ ต้นเหตุของวิกฤตการณ์กันอย่างเต็มที่ พบแล้วก็กำจัด หรือควบคุมตามแต่กรณี เรื่องร้าย ๆ ในจิตใจของมนุษย์ก็จะลดลง
ต้องพูดว่ายังไม่มีขอบเขต ยังไปได้อีกไม่มีที่สิ้นสุด จะทำของแปลกของใหม่ออกมาได้อีกไม่มีที่สิ้นสุด หลักก็คือ(หัวเราะ) อาศัยสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยถูกต้อง ก็ได้ผลออกมาอย่างถูกต้อง
ก็อย่างที่ว่านั่นแหละ คือไม่เอามาใช้ในทางที่จะดับทุกข์ เอาไปใช้ในฝ่ายที่ส่งเสริมความทุกข์ ส่งเสริมกิเลส เป็นอุปกรณ์ส่งเสริมกิเลส
มันเป็นเรื่องจะหาประโยชน์ของคนที่จะใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ ถ้าเขาเอาความคิดอย่างนั้นมาทุ่มเทในเรื่องธรรมะ จะชักชวนกันมาแต่ในเรื่องอย่างนี้ มันก็จะสนใจในเรื่องดับทุกข์ได้มากขึ้น เดี๋ยวนี้บุคคลแต่ละคนมันถูกจูงถูกดึงไปโดยไม่รู้สึกตัว ให้ไปเมามายในเรื่องปัจจัยของกิเลส นั่นแหละคือผลผลิตทางวิทยาศาสตร์ อยากมีอะไรให้แปลก ให้สวย ให้อร่อย ให้วิจิตรพิสดารยิ่ง ๆ ขึ้นไป มันเป็นผลของการประพฤติถูกต้องตามหลักของวิทยาศาสตร์ ในการให้เกิดของใหม่ ๆ ออกมาเรื่อย แปลกออกมาเรื่อย แล้วมันก็น่าอัศจรรย์มากยิ่งขึ้นจนคนหลงใหล อย่างปรากฏว่าไอ้นาฬิการุ่นใหม่ที่มีวันที่ เขาคำนวณให้มันมีวันที่ตรงในตัวมันเอง ทั้งที่บางเดือนมี ๒๘ วัน บางเดือนมี ๓๑ วัน โดยเราไม่ต้องไปแตะต้อง (หัวเราะ) มันน่าอัศจรรย์ อย่างนี้เป็นต้น นี่เสียหัวคิดไปตั้งเท่าไหร่ ๆ ถ้ามันเอาหัวเหล่านี้มาใช้ในเรื่องเกี่ยวกับความดับทุกข์ทางจิตทางใจกันบ้าง รวมกันแล้วมันเสียหัวไปทางที่ส่งเสริมเหตุปัจจัยที่ส่งเสริมกิเลส
(หัวเราะ) ถูกแล้ว แต่ถ้าเราพิสูจน์ว่ามันดับทุกข์ได้ เขาก็หันมาสนใจเอง ทำขายเฉพาะคนเป็นโรคประสาทอย่างเดียวก็พอแล้ว เป็นเบื้องต้นง่าย ๆ กำจัดความรู้สึกที่เป็นเหตุให้เกิดโรคประสาท หรือกำจัดโรคประสาทที่กำลังเกิดอยู่ก็ดีถมไปแล้ว แต่เดี๋ยวนี้เราพูดเพื่อจะเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่างศาสนาที่มีพระเจ้า กับศาสนาที่ไม่มีพระเจ้ามากกว่า พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ต้องมีพระเจ้า ศาสนาที่มีพระเจ้าไม่มีทางที่จะเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะว่าอะไร ๆ ก็แล้วแต่พระเจ้า ซึ่งมีอารมณ์อย่างบุคคลนี่ มันเสียหายมากตอนนี้ ถ้ามีความรู้สึกคิดนึกอย่างบุคคล ถ้าพระเจ้าเป็นอย่างนั้นจริง พระเจ้าก็ต้องสร้างโลกดีกว่านี้ ช่วยสร้างไม่ให้โลกมีปัญหา
(หัวเราะ) เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่พยายามรู้จักให้มากเท่าที่จะรู้จักได้
ก็ทั้ง ๒ อย่าง ไปอ่านมาจากหนังสือเรื่องชีววิทยาเป็นรากฐาน พื้นฐาน ไอ้ต้นไม้เหล่านี้จะรู้จักกันในแง่ไหน ถ้ารู้จักมันในแง่หยูกยาผมก็สนใจมาพอสมควร สนใจกันในแง่พฤกษศาสตร์ ก็สนใจอยู่เหมือนกัน ศึกษาอยู่เสมอว่าไอ้ไม้ต้นไหนเนื้อของมันมีคุณลักษณะอย่างไร คุณสมบัติอย่างไร ก็สนใจอยู่มาก เป็นเรื่องเล่นเป็นเรื่องสนุก ผมก็สนใจมากกว่าคนที่ไม่เคยสนใจเท่านั้น จนมันค่อย ๆ รู้ว่าไอ้พวกนี้มันพวกไหน สกุลไหน มันมีทางสังเกตกันโดยศึกษาอย่างนี้ จนรู้เป็นพวก ๆ พวกต้นไม้ดีที่สุด แล้วก็รองลงมา มันก็ไม้สกุลเดียวกัน ไม้สายเดียวกัน คนละชนิดแต่ว่ามันก็สายเดียวกัน ผมเคยสำรวจดูว่าไม้เคี่ยมแข็งที่สุด แล้วไปไม้ตะเคียน แล้วก็ไปไม้ที่ระหว่างนั้น ไปไม้ยาง แล้วก็เลวกว่าไม้ยาง มันก็พบกันว่ามันเป็นสายเดียวกันแท้ ๆ แล้วก็ธรรมชาติมันมาตามกฎเกณฑ์ของมัน ทางหยูกยานี่ก็สนใจเหมือนกัน ก่อนนี้ต้องใช้หยูกยา ก็รู้ว่าเมื่อต้นนี้มันกินแก้อะไรได้ ที่คล้ายกันมันก็ต้องได้ด้วย (หัวเราะ) ก็เลยใช้ยาอย่างตรัสรู้เอาเอง (หัวเราะ) นี่เรามีอยู่บ่อย ๆ จนกระทั่งรู้ว่า โอ้! มันก็เหมือนกัน มันก็แก้ได้ด้วยกัน แต่ว่าไอ้ต้นไม้บางชนิดมันมีส่วนที่ทำให้แสลง มีส่วนที่ทำให้เหม็นหื่น ให้อาเจียนอยู่ด้วย ต้นไม้ต้นนี้เลยใช้ไม่ได้ ถ้าใช้ได้ก็ต้องเอาไปสกัดออกเสียก่อน หรือมิฉะนั้นก็กินเข้าไปยอมอาเจียนยอมทนความยากลำบากและก็เอาผลคือโรคหายได้ก็ยังได้ เช่น เรื่องต้นเลี่ยนกับต้นควินินที่เคยเล่าแล้ว
ไม่เคย แต่เคยให้คนอื่นลอง นึกถึงคำที่เขาพูดว่า หมอชีวกโกมารภัจจ์เดินไปที่ไหน ต้นไม้ทั้งหลายก็ร้องบอกว่าตัวแก้อะไร มีคุณสมบัติอะไรกันทั้งป่าเลย นี่คือความชำนาญ เคยเห็นไม้มาหลายอย่างแล้ว ไม้นี้มันตระกูลคล้ายกันอย่างนี้ ก็เลยบอกได้ว่ามันแก้อะไร เพียงแต่ฉีกใบมาดมดู ก็พอจะรู้ว่ามันอยู่ในพวกไหน แต่เราไม่ถึงอย่างนั้น รู้อะไรบ้างมากกว่าคนธรรมดา ที่ว่าธรรมชาติวิทยานั้นมันหลายแขนง หลายแง่ หลายมุม หลายด้าน
มันก็เล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ อ่านหนังสือเรื่องนก อ่านหนังสือเรื่องปลา อ่านหนังสือเรื่องสัตว์ อ่านหนังสือเรื่องแร่ธาตุ เคยสะสมไอ้แร่ธาตุไว้ ศึกษาตัวอย่างเป็นกระบะ ๆ เดี๋ยวนี้ไม่รู้หายไปไหนหมดแล้ว
มันไม่สนุกเท่าไรดอก แต่ว่ามันก็มีแง่ที่น่าสนใจ เป็นแร่ธาตุยุคแรก แร่ธาตุยุคหลัง แร่ธาตุยุคหลังมาอีก นายสมัคร บุราวาศเขามาหาแถวเขาน้ำร้อนในไชยานี้ก็พบหินรุ่นแรก เรียกอิ๊กเนียส ที่ว่าพอโลกเย็นลงก็มีอิ๊กเนียส (หัวเราะ) อิ๊กเนียสนี่ค่อยถูกทำให้ละลายไปแล้วจับกลุ่มกันใหม่ สลายไปแล้วจับกลุ่มกันใหม่ เกิดเป็นแร่ธาตุนั้น แร่ธาตุนี้ แร่ธาตุโน้นขึ้นมา เป็นแม่ของแร่ธาตุ ของคำว่าธาตุที่ประกอบกันเป็นโลก ที่ภูเขาน้ำร้อนนี่บางชิ้นมี เขาเอาให้ผมดูตามที่เขาเรียนมา จะจริงเท็จยังไงสุดแท้ เขาว่าภูเขาน้ำร้อนลูกนี้มันก็คงจะเนื่องกันมาตั้งแต่แรกสร้างโลก เคยเป็นภูเขาไฟตรงนี้และก็ละลายไปหมดแล้ว ก็ไม่รู้กี่ล้าน ๆ ปี นายสมัครเขามาค้างที่นี่ ๒-๓ คืน มาหนหนึ่งก็พาไปเที่ยวดูตามที่เห็นว่าควรจะให้แกดู พาไปเดินรอบเขาน้ำร้อนและเขานางเอ แกจะอ่อนกว่าผมไม่กี่ปี พอ ๆ กัน ตั้งแต่แกอยู่เมืองนอกแกอ่านหนังสือพุทธสาสนา แล้วพ่อแกก็เป็นคนศึกษาพุทธศาสนา เป็นอุบาสกวัดไหน เป็นพระยาอะไร ผมก็ลืมแล้ว คล้าย ๆ กระทรวงเกษตร พระยาอะไร พระยาโภชากรหรืออะไรทำนองนั้น แต่แล้วก็ดูซิ คุณสมัครไม่ได้สนใจเรื่องดับทุกข์ (หัวเราะ) สนใจแต่จะไปพูดเรื่องที่มันมีเหตุผลเกี่ยวโยงกัน ไม่สนใจเรื่องนิพพานหรืออิทัปปัจจยตาให้เต็มที่ ตอนหลังดูเหมือนจะหันไปหาทางดูฤกษ์ดูยามอะไรด้วย
ผมว่าเรื่องไสยศาสตร์นี่มันสำคัญ
เวลาผิดหวังก็ต้องนึกถึงสิ่งที่เข้าใจไม่ได้
ถ้าคนที่ศึกษาธรรมะให้มาก ให้มากเท่า ๆ กับศึกษาวิทยาศาสตร์นี่คงจะดีมาก แล้วมันก็ไม่เป็นอย่างนั้น
ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร
มันก็ได้ ถ้ามันมีเหตุผลอย่างนั้น มันก็เป็นวิทยาศาสตร์ได้ เดี๋ยวนี้โหราศาสตร์ไม่ได้รู้อย่างนั้นเลย และก็สมมติว่าวันนั้นเป็นเทวดาองค์นั้น วันนี้เป็นเทวดาองค์นี้ ดาวนั้นเป็นเทวดาองค์นั้น ดาวพุธ ดาวพระเกตุ ดาวราหู ดาวอะไร ฯลฯ ว่ากันไปตามแบบนั้น (หัวเราะ) ดาราศาสตร์น่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ โหราศาสตร์ไม่ใช่
สู้แรงกรรมได้หรือ แรงของดวงดาวจะสู้แรงกรรมคือการกระทำได้หรือ
การกระทำที่ถูกต้อง (หัวเราะ) สำคัญเหนือสิ่งใดอื่น แต่เขาก็แย้ง แม้แต่ทำให้ถูกต้องมันก็ยังไม่ได้ผล (หัวเราะ) ก็เลยหันไปหาไสยศาสตร์ เขาทำดีที่สุด ถูกต้องที่สุด ตามหลักวิชามันก็ยังขาดทุน ที่จริงมันไม่ดูให้ดี มันมีอะไรแฝงอยู่ในนั้นที่ไม่ถูกต้อง แฝงอยู่ในนั้นแล้วก็มองไม่เห็น ก็เข้าใจว่าเราทำถูกต้องหมดทุกอย่างแล้ว มันก็ยังไม่สำเร็จหรือยังขาดทุนอยู่ และพวกนี้ก็ไม่ได้ค้นคว้าศึกษาในส่วนที่มันยังไม่ถูกต้อง ไม่ได้ค้นคว้าศึกษาเท่าไร ตอนหลังคุณสมัครเขียนหนังสือทางปรัชญาออกมาจนอ่านไม่หวาดไหว มากมายก่ายกอง ผมก็เลยอ่านไม่ไหว
อ้าว ก็อ่านหนังสือทั่ว ๆ ไป (หัวเราะ) เมื่อสวามีสัตยานันทบุรีเขาออกหนังสือ Social Science พักหนึ่ง ออกมาได้หลาย ๆ เล่ม เขาก็ลงแต่เรื่องอย่างนี้ เขาแปลมา แล้วก็เขียนขึ้นด้วย สวามีก็เคยเขียนเรื่องวิทยาศาสตร์ สะดวก อ่านง่ายไม่ต้องอ่านยุ่งยากอะไร อ่านง่าย ๆ สรุปใจความได้ง่าย ๆ แล้วเราก็สนใจที่เขาพูดถึงฟรอยด์ว่าเป็นผู้พูดว่าอะไร ๆ ก็ล้วนมีมูลรากมาจากความรู้สึกทางเพศทั้งนั้น มันก็จริง มันก็จริงที่สุดหละ แต่มันก็มีขอบเขตอยู่เพียงกามาวจรภูมิ ส่วนพวกที่มีจิตเป็นรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ มันก็ไม่ค่อยเป็นอย่างนั้นด้วย และฟรอยด์ไม่รู้เรื่องนี้ รู้แต่เรื่องกาม กามคือเรื่องมนุษย์ธรรมดา ก็เลยเขียนออกไปอย่างนั้น ผมจึงถือว่าฟรอยด์ไม่รู้เรื่องรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ คำพูดนั้นจึงถูกครึ่งเดียว
ไม่ คือเอามาใช้ประกอบในการศึกษาพุทธศาสนา อ่านก็ไม่ค่อยจะออก หนังสือแนวนี้ไม่มีมาก เพียงได้ยินเค้าเงื่อนใหญ่ ๆ หลักใหญ่ ๆ ก็มาสนใจแยกแยะเอาเอง เช่นได้ยินว่ามีผู้ว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับความรู้สึกทางเพศ มันก็จริงที่สุด พอมีความต้องการก็เกิดความโลภ พอไม่สมประสงค์ก็เกิดโทสะ เกิดโมหะ เกิดอะไร ความรู้สึกทางเพศเป็นเหตุบันดาลให้เกิดอะไรขึ้นทุกอย่าง แต่จริงเฉพาะในหมู่ผู้ที่ยังมีจิตใจอยู่ในระดับกาม (หัวเราะ) ภายใต้ความรู้สึกของกาม มันก็เว้นพวกรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ เว้นพระอรหันต์ นี่ฟรอยด์ไม่รู้เรื่องพระอรหันต์ แต่มันก็เป็นคำพูดชนิดที่เรียกว่า เอาข้างเข้าถู เช่นว่าทำไมจึงออกบวช ก็เพราะความรู้สึกเบื่อกาม (หัวเราะ) นี่ก็เรียกว่าอาศัยกามอยู่ดี (หัวเราะ) แต่เป็นในแง่ตรงข้ามว่ากามมันบีบคั้นให้ออกบวช พูดได้ว่าทุกเรื่องในปุถุชนคนธรรมดามีมูลเหตุมาจากสิ่งที่เรียกว่าเซ็กส์ ทำสงครามกันก็เพราะต้องการปัจจัยแห่งเซ็กส์
เขาเป็นคนแรกที่ล้อพวกที่ถือพระเจ้า หรือหลงงมงายในพระเจ้า แล้วมันก็มีอะไรที่กลับกันอยู่มาก คือคนทั่วไปนะหาว่าโอมาร์คัยยัม บูชากาม อะไรก็อ้างโอมาร์คัยยัม ในลักษณะที่บูชากาม ถึงมีเขียนแต่เรื่องกาม ความจริงเป็นคำล้อ เป็นเรื่องล้อ เขาล้อพวกบูชากาม แล้วก็พวกที่บูชาพระเจ้านั่งอ้อนวอนพระเจ้าให้ช่วย เขาจึงว่าไปกินเหล้าเสียดีกว่าไปอยู่กับผู้หญิงเสียดีกว่า แต่งให้ผู้หญิงมันชวนไปทำอะไร ๆ กันเสียดีกว่ามานั่งไหว้พระเจ้าอยู่ ตอนท้ายใช้ว่า กามมันดีกว่าพระเจ้า เป็นคนล้อกาม หรือล้อพระเจ้าอย่างแยบคาย จนคนไม่รู้เท่า ไม่มีใครคิดออก เพิ่งเร็ว ๆ นี้ มีคนแปลโอมาร์คัยยัมออกมาอีกครั้งหนึ่ง คน ๆ นี้เข้าใจโอมาร์คัยยัมถูก เพราะว่าไม่ได้ชักชวนให้ไปบริโภคกาม มันทำได้ละเอียด แนบเนียน แยบคาย ไพเราะ เราเริ่มรู้สึกมาตั้งแต่แรกอ่าน ว่านี่มันไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่ชวนให้บูชากาม เป็นเรื่องที่ไปบริโภคกามเสียดีกว่ามานั่งไหว้พระเจ้าอยู่ ความจริงเขาพูดเพื่อด่าคนที่หลงพระเจ้า ทีนี้คนก็หาว่าบูชากาม แรกที่สุดก็อ่านโอมาร์คัยยัมของกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ตอนนั้นก็ไม่มีใครแปลอีก ตอนหลังก็มาอ่านภาษาอังกฤษ รู้ว่าเขาแปลมีส่วนถูกอยู่มาก โดยใจความ แต่ดูคนทั่วไปจะไม่เข้าใจเรื่องว่ามุ่งหมายจะล้อคนที่นั่งไหว้พระเจ้า แต่ว่าดูเหมือนกรมพระนราฯ คงจะเข้าใจถูก ท่านเขียนต่อท้าย ๆ ที่ฟุตโน้ตนั่นไม่รู้ของเดิมมาจากไหน เช่นที่ว่า "ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัว" ที่คนชอบพูดกันมากนั้น เข้าใจว่าจะเป็นคำของกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ แล้วมีอยู่คำหนึ่งที่ว่า "พระเจ้าสร้างเรา ใครเล่าสร้างพระ" นี่แสดงว่าท่านก็ไม่เชื่อพระเจ้าเหมือนกัน อยู่ในพวกที่ไม่เชื่อพระเจ้า เป็นอย่างเดียวกับโอมาร์คัยยัมที่คัดค้านพระเจ้า ดูเหมือนใครพูดว่าโอมาร์คัยยัมนี้ ฉบับภาษาอังกฤษ มีตั้ง ๓๐ สำนวน แปลต่าง ๆ กัน แปลตามความเห็นของตัว ไม่ค่อยเหมือนกัน แต่ในที่สุดสรุปความได้ว่าทุกคนเชื่อไปอย่างนั้นหมด เชื่อว่าโอมาร์คัยยัมเป็นคนบ้ากามหมด (หัวเราะ) พวกที่อ่านหนังสือโอมาร์คัยยัมก็เลย (หัวเราะ) ได้ความรู้ผิด ๆ จากของเดิม พระดุลยนาถนัยพิจิตรให้ผมเล่มหนึ่ง ปกหนังแกะ (หัวเราะ)
ควรจะเรียกว่า ไม่ เพราะไม่อ่านจริง ๆ จัง ๆ แต่ว่าอ่านบ้าง ผ่านมาแล้วเป็นอ่าน สำหรับโอมาร์คัยยัมนี้อ่านมากหน่อย ผมไปได้มาจากนครศรีธรรมราช คุณนายสุด แกมี แกอ่านไม่รู้เรื่อง แกให้ผม แล้วนายธรรมทาสเขาชอบมาก หนังสือเล่มนั้นก็เลยตกอยู่ที่นายธรรมทาส ความคิดลึก มองเห็นพระเจ้าอะไรเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ ก็ล้อพวกที่มันนั่งไหว้พระเจ้า มานั่งหมอบนั่งกราบอยู่หน้าแท่นบูชา ไปหาผู้หญิงไปกินเหล้าไปอะไรกันดีกว่า แกเขียนคมคายมาก เพราะว่าเล่นสำนวนชวนกันไปอยู่กับผู้หญิงดีกว่า ไปกินเหล้าดีกว่า เป็นเหตุให้ผู้อ่านเข้าใจว่า เอ๊ะ ไอ้นี่มันชอบอย่างนั้น ความลึกลับของมันอยู่ตรงนี้ อย่างนี้ ผมเข้าใจว่าฝรั่งไม่กี่คนหรอกที่จะรู้ถูกต้องอย่างนี้ เขาใช้โอมาร์คัยยัมเป็นตัวอย่างบุคคลบ้ากามทั้งนั้น จัดเป็น materialism อย่างยิ่ง อย่างหนัก จัดเป็นพวกที่ว่าไปดื่มกันดีกว่า พรุ่งนี้อาจจะตายแล้ว พรุ่งนี้เราอาจจะตายเสียก็ได้ ไปบริโภคกามเสียดีกว่า เอาเป็นตำรับ เจ้าตำรับ โอมาร์คัยยัม แต่มันมีคำเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พอสังเกตได้ว่า แกไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอก ล้อ ๆ อย่างยิ่ง ด่า ๆ อย่างยิ่ง ด่าพระ ด่าพวกเจ้าหน้าที่บูชาพระโดยเฉพาะ คือเอาพระเจ้ามาล้อ ใน catalog หนังสือชั้นปรัชญานี้ถ้าตรวจดูจะมีชื่อหนังสือโอมาร์คัยยัมหลายเล่มแล้วก็ในลักษณะที่ต่างคนต่างแปล ไม่ใช่แปลคนเดียวกัน ของบริษัทนั้น ของบริษัทนี้ ผมเคยสังเกตเห็นหนังสือโอมาร์คัยยัมแพร่หลายมาก ฉบับเต็มมันก็มี ๒๐๐ กว่าบท ฉบับย่อก็มี ๑๐๐ กว่าบท
ยังนึกไม่ออก เพราะแม้แต่เรื่องอย่างนี้ก็ไม่ได้ประทับใจอะไรจนเกินไป
อ่านภาษาไทย เคยคัดคำบางคำมา (หัวเราะ) ใช้เป็นคำสุภาษิต คำตัดพ้อ คำอะไรต่าง ๆ คมคายมาก แล้วผมก็อ่านเพียง ๓ เรื่องเท่านั้น เรื่องตามใจท่าน เรื่องเวนิสวาณิช และโรมิโอจูเลียต อีกเรื่องเป็น ๓ เรื่อง โรมิโอจูเลียตดูเหมือนไม่ได้อะไรเลย ๆ เรื่องเวนิสวาณิช ยังมีสุภาษิต "เขาช่างสอนจริงหนอไอ้ขอทาน แล้วสอนให้คัดค้านคนช่างสอน" (หัวเราะ) ทีแรกสอนไม่ให้ขอ ทีหลังก็กลับขอ คำแปลของรัชกาลที่ ๖
ไม่รู้ว่าอะไรซ้าย อย่างไร เช่นอะไรล่ะ
เคยผ่าน ๆ ไม่ได้อ่าน แม็กซิม กอกี้นั่นเคยอ่านบ้าง
ถ้าเป็นนิยายไทยก็อ่านเกือบทุกเรื่องเท่าที่ผ่านมา ก็อ่านทุกเรื่อง
อ๋อ นิยายอย่างนี้หรือ อ่าน ๆ บ้าง อ่านบ้าง ก่อนนี้เคยอ่านในหนังสือพิมพ์รายวัน ตามประสาคนหนุ่ม ๆ ก็อ่านหนังสืออย่างนี้
บวชแล้วก็ไม่ค่อยมี ไม่ค่อยมีโอกาสพบ เรื่องของสันต์ เทวรักษ์ที่เขียนสำนวนหยดย้อยก็เคยอ่าน แต่ว่าถ้าเราจะเอามาใช้บ้างก็จะดูน่าขยะแขยง
ไม่มี อยู่ที่นี่ไม่มี ปรึกษากันทางจดหมายก็ไม่มี มีนิด ๆ หน่อย ๆ ก็คุณผ่อง มิลินทางกูร คุณผ่องสมัยนี้แกก็เปลี่ยนเป็นนักสมาธิ ทำสมาธิอย่างยิ่ง เป็นคนคราวเดียวกัน เจอกันอยู่ที่วัดปทุมคงคา เมื่ออยู่วัดปทุมคงคาได้คุยกับเขาบ้างเรื่องชนิดนี้ คนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันแต่เดี๋ยวนี้มาไม่ไหวแล้ว คงงอมเต็มทีเหมือนกัน เป็นนักศึกษาปรัชญา ตามความคิดของตนเอง (หัวเราะ)
|
|||
|
> ตะวันตกและวิทยาศาสตร์ |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org