||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส
เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา
พระประชา ปสนฺนธมฺโม  สัมภาษณ์
บทที่ ๖ การศึกษาด้านนอก

 

ภารตวิทยา

 

? อาจารย์เคยเล่าว่ามีอยู่สมัยหนึ่งที่ศึกษาเกี่ยวกับปรัชญาอินเดียอย่างค่อนข้างจะจริงจัง ตอนนี้จะขอเรียนถามอาจารย์เกี่ยวกับเรื่องนี้ เริ่มจากว่าอาจารย์เริ่มศึกษาอย่างไรครับ

          มันนึกไม่ค่อยออกเสียแล้ว คือมันนาน และเราก็ไม่ได้รับเอาไว้ในฐานะเป็นเรื่องจำเป็น มันเป็นเรื่องใหญ่โตและผมก็ไม่ค่อยจะแตกฉาน ผมมาเริ่มศึกษา เมื่อสมัยที่สวามี สัตยานันทบุรีเข้ามาเผยแพร่ความรู้หรือลัทธิของเขาที่กรุงเทพฯ ยังจำได้ว่า เป็นสมัยพระปกเกล้าฯ ที่สวามี สัตยานันทบุรีเข้ามา และก็แสดงปาฐกถาที่จุฬาฯ สมเด็จพระปกเกล้าฯ เสด็จไปฟังด้วย เขาพูดยืดยาว แต่ที่น่าข้องใจที่สุดก็คือเขาบอกว่าเบื้องหลังหรือรากฐานของพระพุทธศาสนาคือเวทานตะ พระพุทธศาสนาออกมาจากเวทานตะ เราก็รู้สึกเป็นเรื่องที่รุกล้ำหรือว่ากระทบกระเทือน (หัวเราะ) ก็เลยอยากรู้ขึ้นมาว่าเวทานตะ ที่เขาพูดถึงกันอยู่นั้นคืออะไร รวมทั้งทัศนะทั้ง ๖ อย่างของอินเดียด้วย ก็ศึกษาดู มันก็ไม่น่าจะต้องสนใจดอก แต่ว่าเวทานตะนี้มันมาใกล้ชิดกันมาก แต่แล้วมันก็ไม่ใช่อันเดียวกัน เพราะว่ามีตัวตน เวทานตะอยู่ในพวกที่มีตัวตนสำหรับจะทำความบริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วไปรวมกับปรมาตมัน หลักการมันคล้าย ๆ อย่างนั้น ก็เลยไม่ใช่พุทธศาสนา แต่จะสอนเรื่องการละกิเลส สอนเรื่องการให้มีทัศนะที่ถูกต้องนั้นคล้ายกันมาก ผมก็เลยไม่สนใจอะไรอีก เพราะไม่มีอะไรที่จะใช้ประโยชน์ได้ ในที่สุดก็เลิกไป ไม่ค่อยรู้อะไรนัก ถ้าจะรู้กันจริงต้องศึกษากันมาก ต้องศึกษากันอย่างละเอียด แล้วมันก็จะไม่คุ้มค่า รู้สึกไม่คุ้มค่า ก็เลยเลิกในที่สุด แม้ที่สวามีคุยว่าลัทธิที่อาฬารดาบสสอนพระพุทธเจ้านั้นก็คือลัทธิสางขยะ (หัวเราะ) ผมเอามาดูแล้ว เห็นว่าเป็นไปไม่ได้ ที่ปรากฏในพระบาลีนั้น อาฬารดาบสสอน อากิญจัญญายตนะคือรูปฌานที่ ๗ ผมเลยเลิกเสีย ไม่ค่อยมีความรู้อะไรที่เกี่ยวกับปรัชญาฮินดูทั้ง ๖ ทัศนะนั้น เพราะมันจบแค่เวทานตะ มันเข้ากันไม่ได้ คือไม่รู้สึกว่าจะดับทุกข์ได้ เป็นเพียงปรัชญา ทัศนะทั้ง ๖ นั้นเมื่อจะปฏิบัติเขาจะปฏิบัติตามหลักที่เรียกว่า โยคะ เป็นนิกาย ๑ ใน ๖ เหมือนกัน ผมก็เอาเรื่องโยคะสูตรมาอ่านดู สวามีเขาแปลออกเป็นภาษาไทยทั้ง ๒ ภาค คนที่สนใจทำมากที่สุด ก็คือพระยาภะรตราชสุพิช ก็ไม่สำเร็จตามนั้น เราเอามาใคร่ครวญดูก็ไม่อาจจะกลมกลืนกันได้กับอานาปานสติ ก็เลยระงับไป แต่บางคำหรือบางประโยคของเขาเข้าที เรื่องปรัชญาอินเดียนั้น ผมความรู้ไม่ถึงงู ๆ ปลา ๆ หรอก เพียงอ่านบ้างด้วยความพยายามที่จะเข้าใจ พอเห็นว่าจะเอาเป็นประโยชน์หรือเป็นที่พึ่งไม่ได้ ก็เลิกกัน มุ่งมั่นเอาแต่พุทธปรัชญาซึ่งเป็นเรื่องในพระบาลีโดยตรง จนกระทั่งมาพบอานาปานสติสูตร (หัวเราะ) ก็พอใจ ด้วยเห็นว่าเป็นที่พึ่งได้และก็เป็นพุทธแท้ ๆ เลยละทิ้งไอ้เรื่องอื่น ๆ อย่างนั้นเสีย แม้ว่าจะเป็นของอินเดียด้วยกัน

? ก่อนที่อาจารย์จะพบอานาปานสตินั้น การปฏิบัติของอาจารย์รู้สึกติดขัดหรือครับถึงไปหาทางโยคะ

          มันก่อนนั้นอีก โยคะเกิดนิยมเกิดแตกตื่นในกรุงเทพฯ ในสมัยของสวามี มีคนไปศึกษากันมาก รวมทั้งนาคะประทีปด้วย ผมเคยพบนาคะประทีปที่สำนักสวามี หลายหน มีช่วงหนึ่งนาคะประทีปไปขอให้สวามีอธิบายอภิธรรม นัดเป็นนัด ๆ ไปเลย ๓ วันครั้ง ๕ วันครั้ง ผมก็ไปด้วย ๒-๓ ครั้ง ในที่สุดก็ไม่ไหว ผมไปแย้งขึ้นอย่างค่อนข้างไม่มีมารยาทว่าที่แปลนั้นไม่ถูก ที่แปลโลภมูลํ เป็นมูลแห่งโลภะ จิตดวงนี้เป็นมูลแห่งโลภะ ผมว่าในเมืองไทยเราแปลว่ามีโลภะเป็นมูล (หัวเราะ) จิตดวงนั้นมีโลภะเป็นมูล ไม่ใช่เป็นมูลแห่งโลภะ (หัวเราะ) เถียงกันไปเถียงกันมา (หัวเราะ) นาคะประทีปบอกว่า ถูกของท่านมหาแล้ว ๆ สวามีก็ยังไม่ยอม (หัวเราะ) จะเอาอะไรกับผมเรื่องปรัชญาอินเดียมากไม่ได้ พูดไปก็หยาบคายคือไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อ ในที่สุดสรุปความว่าเราจัดปรัชญาฮินดูทั้งหมด มีเวทานตะเป็นสูงสุดในสายวิวัฒนาการของความคิดนึกในประเทศอินเดียเรื่อย ๆ มา และก็ยังไม่กระโดดพ้นห้วงแห่งอาตมัน มีอาตมันเป็นสูงสุด ทีนี้พอมาถึงพุทธศาสนามันกระโดดมาจากขอบเขตของอาตมัน ไม่มีอาตมัน มันอยู่กันคนละชั้น อย่างที่กล่าวไว้ในบาลีถึงคำสอนบางลัทธิที่ว่าไม่มีอะไรเลย ไม่มีแม้แต่อาตมันนั้นก็ไม่ได้รวมอยู่ใน ๖ ทัศนะที่ว่านี้ แต่กลับมามีปรากฏอยู่ในบาลีไตรปิฎกคือ นัตถิกทิฏฐิ ทัศนะทั้ง ๖ ที่เขานิยมยกย่องกัน มันก็ไม่พ้นอิทธิพลของคำสอนหรือความเชื่อเรื่องอาตมัน ต้องมีอาตมันเป็นผู้หลุดพ้น ส่วนพุทธศาสนานั้นถือว่าจิตหลุดพ้น (หัวเราะ) เลยตรงกันข้าม เขามีอาตมันเป็นตัวยืนโรง แล้วมีจิตนี้เป็นสมบัติของอาตมัน เป็นเปลือกนอกของอาตมัน ผู้หลุดพ้นที่แท้จริงก็คืออาตมัน ส่วนในพุทธศาสนายืนยันชัด เป็นพระพุทธภาษิตในพระบาลีว่า สิ่งที่หลุดพ้นคือจิต และตัวตนคืออาตมันนั้นไม่มี ฉะนั้น ผมจึงเตือนอยู่เสมอว่า พุทธบริษัทต้องพูดให้ถูก ต้องพูดว่าจิตหลุดพ้น อย่าพูดว่าตัวตนหรือบุคคลหลุดพ้น เพราะมันไม่มี นี่เป็นความแตกต่างที่เข้ากันไม่ได้ ก็เลยยุติการศึกษาปรัชญาอินเดีย

? อาจารย์ครับ ถ้าผมอ่านแล้วจำไม่ผิด อาจารย์เขียนไว้ว่า เวทานตะนี้เขาก็สอนให้ละในเรื่องโลกียธรรม

          ต้องละสิ จะเข้าถึงอาตมันก็ต้องละโลกียธรรมที่เลว ๆ หยาบ ๆ เช่น ละกามารมณ์ ข้อนี้บางแง่เขาอธิบายดี เป็นคำอธิบายของสวามีเองที่อธิบายน่าฟังมาก ตอนที่อาตมันจะหลุดพ้นมาได้ก็ต้องหลุดพ้นจากโลกียรมณ์ โดยเฉพาะคือกามคุณ

? ถ้าหลุดพ้นได้จริง ๆ แสดงว่าเขามายึดอสังขตธรรม* ว่าเป็นตัวตน ใช่ไหมครับ

          เขาพูดถึงน้อยมาก เรื่องอสังขตะ แต่เขาว่ามีสิ่งที่เป็นตัวตนในชีวิตทุกชีวิตมีอาตมัน ตัวตนนั้นแหละทำผิด ทำถูกจนก้าวหน้า จนวิวัฒนาการ จนหลุดพ้นออกไป จนไม่มีแบ่งแยก จะเป็นของใหม่หรือของเก่าก็ไม่รู้ เขาว่าถ้ามันแก่เต็มที่ จะหลุดพ้นก็เรียกว่ามหาตมัน เช่น มหาตมะคานธี (หัวเราะ) เมื่อเป็นมหาตมันแล้ว หลังจากนี้ก็แน่นอนว่าไปสู่ปรมาตมัน เท่าที่ศึกษามาบ้างก็ได้ความอย่างนี้

? ถ้าพ้นโลกียธรรมได้ก็แสดงว่าก็สามารถเป็นอริยบุคคลขั้นต้น ๆ ของเราก็ได้ใช่ไหมครับ

          คงไม่ได้ เพราะมันมีอาตมัน เพราะมันไม่ละสักกายทิฏฐิ ถ้าเป็นโสดาบันต้องละสักกายทิฏฐิ ซึ่งเป็นศูนย์กลางหรือใจกลางของอาตมัน ตรงนี้แหละที่บัญญัติไว้เหมือนกัน คือเขาไม่มีละอัตตวาทุปาทาน เพราะเขาต้องการให้อาตมันนั้นแหละเป็นผู้ได้ เป็นตัวตนที่มีอยู่ตลอดกาล จึงละอาตมันเสียไม่ได้ พุทธศาสนาต้องการให้ละอัตตวาทุปาทาน คือความรู้สึกที่ว่ามีตัวตนเสียให้ได้ นี้ทำให้ต้องจัดไว้คนละพวกเลย

? แต่ของเราจะไม่มีตัวตนก็ตอนที่ละขั้นสูงขึ้นไปแล้ว ที่เป็นพระอรหันต์แล้ว ใช่ไหมครับ ระยะแรก ๆ มันก็ยังมีอยู่

          เริ่มแรกก็ละบางส่วนสิ เริ่มขุดเจาะเข้าไปจนเหลือน้อยเข้า ๆ จนหมดไปเอง สักกายทิฏฐิคือละอัตตวาทุปาทานในชั้นต้น ในชั้นต้น ๆ แต่เผอิญคำอธิบายไปอธิบายเหมือนกันเสีย เป็นละอุปาทานในขันธ์ ๕ เหมือนกัน ถ้าเป็นอย่างนั้น การละสักกายทิฏฐิของพระโสดาบัน ก็กลายเป็นพระอรหันต์ (หัวเราะ) ไป คนที่ไม่รู้เรื่องนี้ก็จะงงเพราะว่าในบาลีเป็นอย่างนั้น อธิบายการละสักกายทิฏฐิกับละอัตตวาทุปาทานเหมือนกันทุกตัวอักษร ละความสำคัญว่าตน ว่ามีตนในขันธ์ มีขันธ์ในตน มีตนเป็นของขันธ์ นั้นเหมือนกัน แต่เรารู้ได้ทันทีว่าโสดาบันอยู่ในระดับที่ไม่สิ้นสุด ในระดับที่ไม่ถึงขนาด

? แสดงว่าสักกายทิฏฐิกับมานานุสัย ทั้ง ๒ อย่างนี้จัดอยู่ในหมวดอัตตวาทุปาทานเหมือนกัน

          อยู่ในกลุ่มเดียวกันแต่ว่าคนละระดับ มานานุสัยมันใช้เป็นคำรวมเป็นชั้นที่พระโสดาบันจะต้องละขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์ รวมเรียกมานานุสัย ต้องใช้คำเต็มว่า อหังการมมังการมานานุสัย คำอันยืดยาวนี้เป็นที่รวมหมด พระโสดาบันก็ละตามส่วนเท่านั้น ละส่วนนอกส่วนหยาบ พระอรหันต์ละหมด

? ถ้าอย่างนี้แม้เขาจะละโลกียธรรมแบบของเขาได้ จะจัดให้เขาเป็นอริยบุคคลขั้นต้น ๆ ของเรา ก็ยากใช่ไหม

          ก็ไม่มีทาง ไม่มีทาง จะต้องเป็นอย่างของเขา ของเขาก็มีอริยบุคคล มีคำอรหันต์ใช้ด้วยเหมือนกัน

? ถ้าอย่างนี้ฮินดูธรรมนี่มีทางที่จะเข้ากับพุทธธรรมสนิท เหมือนกับที่อาจารย์ตีความคริสตธรรมได้ไหม

          อ้อ นั่นเราพยายามที่จะให้กลมกลืนกัน ต้องผ่อนสั้นผ่อนยาวมาก ถ้าจะให้กลมกลืนกันก็ได้ แต่อย่าไประบุข้อจำกัดต่าง ๆ ใน (หัวเราะ) คัมภีร์ พูดกันถึงแต่ว่าพระเจ้าก็คืออย่างนั้น ๆ แต่เวทานตะนี้ไปไกล ไม่มีพระเจ้าอย่างชนิดที่ต้องอ้อนวอนต้องอะไรกัน มีพระเจ้าเป็นพรหม เป็นปรมาตมันโน่น เป็นพระเจ้าที่สูงกว่าพระเจ้าทั่วไป ลัทธิเวทานตะนี้ คำอธิบายมีส่วนที่น่าฟังมาก เกือบ ๆ ถึงพุทธศาสนา สวามีเขาเรียกว่าบ่อเกิดแห่งพระพุทธศาสนา คือเวทานตะ และผมเข้าใจเอาเองว่าไม่มีใครเข้าใจกี่คน หนังสือเล่มนั้นก็ควรอ่าน แต่ไม่มีใครอ่านกี่คน บ่อเกิดแห่งมติพุทธศาสนา สวามี สัตยานันทบุรีแต่ง

? นอกจากอาจารย์จะอ่านหนังสือของสวามีแล้ว อาจารย์ศึกษาหนังสืออย่างอื่นอีกหรือเปล่า

          ก็มีบ้าง ถ้ามันมีหนังสือเล่มไหนพูดถึงเรื่องนี้แล้ว ก็อ่านทั้งนั้น อ่านอย่างที่จะฟังดูว่ามีอะไรแปลกออกไปอีก และในที่สุดมันก็ไม่มีอะไรแปลกออกไปอีกก็เลยเลิกกัน หนังสือฝรั่งอธิบายสู้สวามีอธิบายไม่ได้ ทั้ง ๖ ทัศนะนั้น ฝรั่งก็มีอธิบายหลายคนมีหลายเล่ม สวามีเขาก็ออกหนังสืออะไรอยู่ตอนนั้น เป็นหนังสือภาษาไทยรายเดือน ของสำนักของแกเอง แกลงเรื่องอย่างนี้อยู่มาก ในที่สุดเราก็ต้องระงับการอ่านเรื่องประเภทนั้น แต่จะฟังเหมือนกัน ถ้าเขาพูดคำประโยคไหนอะไรมาในฐานะที่ว่าจะดับทุกข์ได้ ฟังเหมือนกัน (หัวเราะ) แล้วดู ๆ ไปไม่เห็นมีเรื่องจะดับทุกข์ได้ ก็เลยเลิก เดี๋ยวนี้มีหลักอย่างนี้เสียแล้ว แม้ในฝ่ายคัมภีร์ฝ่ายพุทธเอง ผมก็มารู้สึกอย่างนี้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องฝ่ายนอกวงพุทธออกไป ยินดีจะฟังถ้ามันพูดมาน่าฟัง เรื่องปรัชญาอินเดีย ผมจับมาประมาณ ๒๐-๓๐ ปี มีช่วงศึกษาจริงจังตอนแต่งพุทธประวัติระยะหนึ่ง แต่ก็ได้แค่นั้น ถ้าศึกษาละเอียดจริงต้องมากกว่านั้น หนังสือก็ใช้ของหลายคนหลายเล่ม ถ้าหนังสือเล่มไหนจะพูดถึงเรื่องธรรมะชั้นสูงทางปรัชญา มันจะมีทัศนะ ๖ นี้มาเป็นเครื่องเปรียบเทียบด้วยเสมอ หรือว่าเกริ่นเป็นบทนำ ถ้าเป็นปรัชญาหรือวิชาของฮินดูมันก็ต้องอันนี้เป็นบทนำทุกเล่ม

? ผมดูในจดหมายหรือว่าในตู้ของอาจารย์ เห็นว่าอาจารย์ศึกษาต่อลงมาถึงนักคิดฮินดูรุ่นหลัง ๆ ด้วย อย่างวิเวกนันทะหรือรามกฤษณะหรือรพินทรนาถ ฐากูร หรือกฤษณมูรต

          ต้องมี ก็ต้องมีบ้าง เพราะว่าวิเวกนันทะนั่นแหละคือผู้เผยแผ่ฮินดูธรรมไปทั่วโลก วิเวกนันทะนั่นแหละเป็นอาจารย์ของสวามี สัตยานันทบุรี วิเวกนันทะภาคภูมิใจที่สุด ที่จะพูดว่าเขาเป็นลูกศิษย์ของรามกฤษณะ ซึ่งผมเอามาอ่านดูแล้ว (หัวเราะ) มันเป็นบ้าดี บ้าดี นี่เอง รามกฤษณะไม่ไหว มีอาการเพ้อคลั่งเหมือนคนบ้า แต่เขาว่ามาจากคำสอนธรรมะของพระเจ้า หนังสือนั้นมันต้องมีชุดหนึ่ง ๗ เล่ม เล่มหนึ่งว่าด้วยรามกฤษณะ แล้วก็ ๖ เล่มว่าด้วยวิเวกนันทะ ทั้งหมดนี้เป็นชุด Complete Works of Vivekananda เจ้าคุณลัดพลีฯ ซื้อให้ชุดหนึ่ง กฤษณมูรตินั่นทีหลังมาอีก นี้มันคนละอย่าง กฤษณมูรตินี้ไม่ได้เผยแผ่ลัทธิใดลัทธิหนึ่งเลย และเขาจะเลิกคำว่าลัทธิ เลิกคำว่าคุรุ ให้เหลือเป็นความจริงของธรรมชาติ คล้าย ๆ กับเราพูด ไม่ส่งเสริมลัทธิไหน

? แต่ในจดหมายที่อาจารย์เขียนถึงเจ้าคุณลัดพลีฯ อาจารย์บอกว่า คำสอนของกฤษณมูรติก็เข้าทำนอง เวทานตะที่ยึดตัวชีวิตที่แท้ว่าเป็นตัวตน แต่ไม่ได้พูดออกมาเท่านั้นเอง

          ไม่ใช่สิ นั่นจะพูดว่า ถ้าจะสงเคราะห์ในลัทธิไหน มันก็พอจะจัดเข้าในเวทานตะ แต่จริง ๆ มันไม่ได้ดอก เพราะเขาไม่มีพระเจ้า ไม่มีคณะ ไม่มีลัทธิ เขากระโดดไปไกลกว่าคำว่า พระเจ้า หรือ ระบบนั้นระบบนี้ซึ่งผูกพันอยู่กับพระเจ้า หรือกับครูบาอาจารย์ หรือกับธรรมะ ผมนึกถึงคำว่าเป็นผู้ปลดปล่อยอย่างยิ่ง ปลดปล่อยบางชนิดที่เรียกว่าไม่รู้จะไปเอาอะไร จะไปมีหลักเกณฑ์อย่างไร มันปลดปล่อยมากเกินไป จน (หัวเราะ) ไม่รู้จะไปเอาอะไร พุทธศาสนาเรานี้ก็อาจจะใช้ได้นะคำว่า ผู้ปลดปล่อย คือปลดปล่อยจากโลกียะไปสู่โลกุตระ กฤษณมูรติก็คล้าย ๆ อย่างนี้แหละ เขาใช้คำว่า เลิกผูกพันกับสำนักนั้น สำนักนี้ เป็นตัวเอง ศึกษาเอาจากความรู้สึกนึกคิดในภายในก็แปลว่าเพื่ออิสระ จะเรียกให้ถูก ก็เรียกว่าลัทธิปลดปล่อยอย่างอิสระ ถ้ามีสำนักก็ขึ้นอยู่กับสำนัก ต้องพูดตามหลักของสำนัก คือหลักของลัทธิ ซึ่งไม่ต้องตามความจริงของตัวเองในภายใน ที่มองเห็นแล้วก็พูดออกมาตามนั้น เปรียบคล้ายพุทธศาสนา (หัวเราะ) แต่ไม่เป็นพุทธศาสนา เป็นลัทธิอิสระในทางความคิด มีใครให้เทปผมมาตั้ง ๕ ม้วนใหญ่ ๆ ไม่เคยเปิดฟังเลย (หัวเราะ)

? อาจารย์รู้จักสวามี สัตยานันทบุรีได้ยังไงครับ

          เจ้าคุณลัดพลีฯ เป็นคนพาไป เจ้าคุณลัดพลีฯ เป็นคนรู้ก่อนว่า เขามีสนทนาเรื่องแบบนี้กันที่นั่น เขามาชวนผมไป ทีหลังก็รู้จักคุ้นเคยกันขึ้น ครั้งแรก ๆ สนทนาที่บางลำภู ห้องแถวที่สวามีเช่าพักอยู่ ครั้งหนึ่งย้ายมาสนทนาที่ถนนสี่พระยา เป็นบ้านใครหรือสำนักงานของใคร อยู่ชั้น ๒ พบกันอยู่หลายครั้ง ต่อมาผมก็ไม่ค่อยได้ติดตาม ไปอ่านหนังสือที่แกเขียนสะดวกกว่า นึกออกแล้ว แกออกหนังสือชื่อ Voice of the East ออกอยู่หลายเล่ม เป็นรายเดือน มีทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ผมอยากจะพูดว่า แกจะมองผมเป็นผู้ต่อต้านด้วยซ้ำไป

? อาจารย์ครับ แล้วอาจารย์กรุณา กุศลาสัยนี่มีส่วนเกี่ยวพันกับอาจารย์ในเรื่องการศึกษาทางด้านอินเดียหรือเปล่า

          ก็เรียกว่ามีส่วน ช่วยหาซื้อหนังสือดี ๆ ที่ว่าควรจะอ่านน่ะส่งมาให้ระหว่างไปอยู่ที่อินเดีย เมื่ออยู่อินเดียเขียนถึงกันมากกว่า เมื่อกลับมาแล้วไม่ค่อยพบกัน เขาคงจะเข้าใจผิดว่าผมไม่ยินดีคบกับคนที่ลาสิกขา (หัวเราะ) เข้าใจผิดอย่างนั้น เข้าใจว่าเป็นอย่างนั้น

? แล้วกับอาจารย์กรุณารู้จักกันได้อย่างไรครับ ครั้งแรกนี่

          อ้อ ก็อยู่ในชุดนั้นนะ ชุดที่ไปกับพระโลกนาถ อยู่ในชุดพระโลกนาถ ผมก็จำไม่ได้ ใครจะเขียนถึงใครก่อน ช่วงที่ติดต่อกันตอนอยู่ที่อินเดีย ติดต่อกันส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องงานหนังสือ หนังสืออะไรที่ดี ราคาถูก หนังสือของสมาคม Theosophy ให้ช่วยเลือกหาเลือกซื้อเล่มที่มีประโยชน์ ราคาไม่แพงส่งมาให้ เรามันทำอย่างคนจน ๆ ทำ

? เรื่องเกี่ยวกับปรัชญาอินเดียก็คงมีแค่นี้ครับ

          นั่นแหละผมรู้น้อยมาก รู้ไม่ถึงงู ๆ ปลา ๆ ด้วยซ้ำไป แต่มันรู้ชัดลงไปอย่างหนึ่งว่า มันไม่ตรงไม่เผงกับหลักพุทธศาสนา รู้ว่ามันลดลงไปชั้นหนึ่ง ไม่ขึ้นมาจนถึงชั้นสูงสุดยอด คือว่างตามแบบพุทธศาสนา เขายังต้องการจะมีตัวตนอยู่ มีที่สุดจุดจบอยู่ที่ตัวตนถาวร ไม่ใช่จบที่มีความดับที่ถาวร ก็เรียนให้รู้หัวใจที่แตกต่างกันอย่างนี้มันก็พอเสียแล้ว มันก็ไม่รู้จะศึกษาไปทำไม เพราะมันใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ แต่รู้ว่ามันมากมายมหาศาล ปรัชญาอินเดียมากลัทธิมากนิกาย แล้วก็มากมาย แล้วก็ไม่ดับทุกข์ ตามแบบของพุทธศาสนา คือ ไม่มีเรื่องเช่นเรื่องอิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาทโดยตรง ก็มีนิด ๆ หน่อย ๆ ถ้าอย่างนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องดับทุกข์ตามหลักของพุทธศาสนา มันยังอดมีสิ่งที่สูงสุดเบื้องบนที่มีอำนาจบันดาลสร้างสรรค์อะไรไม่ได้


* อสังขตธรรม คือ สิ่งที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง หมายถึงนิพพาน

 

<-- ^ -->

...

ชีวิตและผลงาน > ประวัติ > อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" >
>
ภารตวิทยา

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.