|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส พระประชา ปสนฺนธมฺโม สัมภาษณ์
|
|||
|
ครูบาอาจารย์ที่เป็นบุคคลนั้นเราก็มีการรวบรวมมาฟัง มาวินิจฉัยกันอยู่เรื่อย ๆ ข้อนี้ทำกันมาตั้งแต่ก่อนมีสวนโมกข์ เรียกว่าใครมีอะไร ที่ไหน เราก็เอามาใคร่ครวญพิจารณาดู โดยมากเป็นเรื่องเทศน์ของผู้มีชื่อ องค์นั้นองค์นี้ เจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) สมเด็จฯ วัดเทพศิรินทร์ หรือใครหลาย ๆ คน คนที่น่านับถือ ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รู้จักแก่สังคมธรรมดาสามัญ ผมก็เคยอ่าน แต่มันเป็นเรื่องที่เนื่องมาจากการจะหัดเทศน์ เรียกว่าผู้ต้องการจะเป็นนักเทศน์จะทำอย่างนั้นกันทุกคนนะ (หัวเราะ) เพื่อนฝูงของเราก็ทำ อุตส่าห์รวบรวมค้นหา อย่างเช่นหนังสือของใครที่มีชื่อเสียง ต้องให้เจ๊กเสาะหามาให้ครบชุด เจ๊กที่แบกห่อหนังสือขาย เป็นอย่างนี้ อาจารย์ที่เป็นบุคคลพยายามที่สุดเท่าที่จะหามาได้ หามาฟัง ไม่กล้าที่จะวิจารณ์ว่าผิดว่าถูก แต่เราก็มีธรรมเนียมกันว่าได้ฟังว่าคนนั้นว่าอย่างนั้น คนนี้ว่าอย่างนี้ เรื่องนั้นเป็นอันว่าอย่างนั้น เรื่องเดียวกันอีกคนว่าอย่างไร ก็รู้ส่วนที่เขาคัดค้านกัน การอธิบายธรรมะที่แหวกแนวที่สุดก็คงเจ้าคุณอุบาลีฯ แหวกแนวที่ผู้อื่นทำกันอยู่ ผมไม่มีความคิดที่ว่าดูถูกดูหมิ่น ยืนยันได้ แต่ว่าฟังไว้ ๆ แปลก ๆ ฟังไว้ เรามันยังเป็นเด็ก จะไปมีความคิดลบล้างผู้เฒ่านั้นทำไม่ได้
โอ้ ยากที่จะพบเพราะว่าเป็นผู้สูงอายุและก็ตายไปเสียแล้วก็มี และเราจะไปพบได้ยังไง เราเป็นพระเด็ก ๆ ไม่มีใครรู้จัก แม้ที่เป็นฆราวาสก็มีอย่างเช่น (หัวเราะ) กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา ผมอ่านหนังสือของท่านมาก ฟังความคิดเห็นมาก นั่นล่ะแบบมหายาน เรื่องวิญญาณ เรื่องชาติหน้าอะไรแบบมหายาน แต่มันก็มีประโยชน์ที่ทำให้คน (หัวเราะ) มีศีลธรรม เกลียดบาป กล้าบุญกันได้เหมือนกัน และส่วนที่เห็นตรงกันก็มี ทีนี้ก็เหลือแต่อรรถกถา อรรถกถานี้พูดได้ว่าไม่ยอมรับตามอรรถกถาไปเสียทั้งหมด แต่ก็ขอบคุณมากที่ว่าเราได้อาศัยบางเรื่องที่ถ้าไม่อาศัยอรรถกถาละก็ ไม่มีทางตีความออกได้ อย่างนี้ก็มี พูดยากว่าจะทำอะไรกับอรรถกถา เราคัดเลือกเอาที่ว่ามีประโยชน์หรือว่าใช้เป็นประโยชน์ได้ ที่ไม่เห็นด้วยก็เฉยเสีย ก็เงียบเสีย ก็ไม่เอามา คำอธิบายธรรมะที่อธิบายข้อธรรมะแท้ ๆ ของอรรถกถา เราก็รับเอาแต่บางส่วน ส่วนที่เป็นการเล่านิทานท้องเรื่อง (หัวเราะ) ก็ไม่ค่อยรับ เพราะเห็นว่าท่านมักจะเอาเรื่องที่มันอยู่ในที่ที่ท่านมีชีวิตอยู่มาปน อย่างพระพุทธโฆษาจารย์* เขียนอรรถกถาธรรมบทนั้น เอาเรื่องในที่ที่ท่านมีชีวิตอยู่มาสวมเข้ากับเรื่องครั้งพุทธกาล เช่น เรื่องเกี่ยวกับสถานที่ เรื่องเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องเกี่ยวกับการดูหมิ่นกษัตริย์ ยกย่องพราหมณ์ เป็นเรื่องในลังกาเสียมากกว่า สำหรับผมไม่ค่อยจะมีความหมายอย่างนั้น เพราะว่ามันมีความคิดอิสระ เอาตามที่ตัวเห็นตัวรู้สึก ถ้าตีความมันก็ตีความเป็นของตัวไปเลย ไม่เป็นของอรรถกถา แม้ว่าบางทีเค้าเงื่อนได้มาจากอรรถกถา หรือคิดออกตามแนวของอรรถกถาก็มี ไม่ใช่ไม่มี จึงไม่มีเหตุผล ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปดูหมิ่นอรรถกถา แต่นั่นแหละคำพูดมักจะหลุดปากไปเสมอว่า "เป็นเพียงอรรถกถาเท่านั้น" มีบ่อยหลุดปากแบบนี้ แต่ในใจจริง ไม่ได้คิดจะลบหลู่ดูหมิ่น เราก็อธิบายไปตามต้องการที่จะอธิบาย คนเขาแกล้งกล่าวโทษว่าผมลบหลู่อรรถกถา หรือก็คัดค้านอรรถกถา มันไม่ถึงกับคัดค้าน แต่เราไม่เอาด้วย (หัวเราะ) มันมีอยู่บ่อย ๆ แต่เป็นเรื่องอะไรบ้าง ลืมเสียแล้ว ไม่ค่อยจะจำได้
เรียกว่า (หัวเราะ) คนละแนว ที่ว่าอรรถกถาอธิบายปฏิจจสมุปบาทเพราะเป็นเรื่องหลายชาติ เกี่ยวข้องกันระหว่างชาติ เรียกว่ารอบหนึ่งเกี่ยวข้องกันระหว่างชาติหลายชาติ อรรถกถาทั้งหมดนั้นผู้เขียนเป็นคนเดียวกับที่เขียนวิสุทธิมรรค เราตอนแรกก็เรียนอย่างนั้น แล้วก็ยอมรับอย่างนั้น แล้วเมื่อสอนผู้อื่น ก็สอนอย่างนั้น ต่อมา (หัวเราะ) เราแหวกแนวมาเป็นเรื่องชาติในความคิดนึกรู้สึก ตอนนี้เป็นเรื่องที่แยกทางกันเดินเลย แล้วมันก็ไม่ต้องกระทบกัน เลยยกให้เป็นเรื่องทางศีลธรรม และทางปรมัตถธรรม คำอธิบายอย่างนั้นก็มีประโยชน์ทางศีลธรรม คนนั้นตายแล้วไปเกิดเป็นอีกคน คนเดียวกัน ถ้าอย่างนั้นมันเป็นสัสสตทิฏฐิ ส่วนเราไม่พูดถึงคนตายแล้วไปเกิด พูดว่าเมื่อไรมันเกิดตัณหา เมื่อนั้นมันก็เป็นปฏิจจสมุปบาทรอบหนึ่งแล้ว ฉะนั้น วันเดียวมันเกิดตัณหาได้หลายหน เกิดตัณหาทุกที เป็นทุกข์ทุกที หมายความว่าเป็นทุกข์ทีหนึ่งก็ปฏิจจสมุปบาทรอบหนึ่ง ในวันเดียวมีได้หลายรอบ มันขัดกับอรรถกถาที่ว่าเอาส่วนเหตุไว้ชาตินี้ เอาส่วนผลไว้ชาติโน้น แล้วกลายเป็นเหตุเพื่อผลในชาติต่อไปอีก แล้ว (หัวเราะ) มันจะเป็นได้อย่างไรเพราะในวันเดียวมันยังเกิดตัณหาได้หลายที สำหรับเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ มันเดินกันคนละแนว ถึงพวกโน้นก็คัดค้านไม่ได้ ที่เราจะพูดว่าเกิดตัณหาทีหนึ่งก็ปฏิจจสมุปบาทรอบหนึ่ง มันไม่มีใครคัดค้านได้ดอก แม้ในอภิธรรมก็ยอมรับคล้าย ๆ อย่างนั้น คือบัญญัติว่า พอมันเกิดกิเลสวันละกี่หน ปฏิจจสมุปบาทก็ตั้งต้นเท่านั้นหนเท่านั้นรอบ
ไม่ถึงอย่างนั้น ท่านแต่งตามนั้น แต่งตามเค้าวิมุตติมรรค เพียงแต่เพิ่มเติมตัวอย่างที่เป็นท้องนิทานเข้าให้มันมากกว่าเดิม มันก็น่าเห็นใจนะ ถ้ามันมีอยู่ ๒ ฉบับแล้ว มันก็ค้านกันตายเลย คนจะศึกษายังไงไหว (หัวเราะเบา ๆ)
จะว่าอย่างนั้นมันก็มีทาง แต่ว่าไม่ถึงกับเป็นอย่างนั้น ท่านอาจตั้งใจจะทำให้ดีที่สุด อาจหวังดี จะให้ดีที่สุด หรือว่าเพื่อแสดงภูมิของตัวให้มากที่สุด วิมุตติมรรค ถ้าไม่มีใครแปลเป็นภาษาจีนก็หมด เท่าที่อธิบายในวิมุตติมรรคมันพอดีและก็เป็นหลักฐานดี กะทัดรัดพอดี พระพุทธโฆษาจารย์ ไปอธิบายอีกมากมาย ก็ไม่เห็นมีอะไรแปลก มันเป็นเพียงขยายความ ทางไวยากรณ์ทางภาษาบ้าง เอานิทานเป็นเรื่อง ๆ มาประกอบบ้าง มีนิทานไม่รู้กี่สิบเรื่องในคัมภีร์วิสุทธิมรรค คัมภีร์วิมุตติมรรคไม่ต้องมี เขาอธิบายได้โดยไม่ต้องเอานิทานมาเป็นเรื่องให้น้ำหนัก
มันไม่ชัดถึงอย่างนั้น แต่มันก็ไม่หลีกความเป็นอย่างนั้น เพราะว่าทางปฏิบัติในพระศาสนามันก็ต้องเป็นอย่างนั้น อธิบายพื้นฐานด้านศีลไปก่อน แล้วก็ขึ้นมาถึงสมาธิ จนไปถึงปัญญา ถึงใครแต่งก็ต้องแต่งอย่างนั้น
ยัง ยัง ยังไม่มีปัญหาเรื่องนี้ ก็คือว่ามันมีระเบียบ หรือมีธรรมเนียมที่จะอธิบายศีล สมาธิ ปัญญา แต่เดี๋ยวนี้ มันมามองกันดูอีกทางหนึ่งในการปฏิบัติจริง ๆ ของคนจริง ๆ นั้น ต้องให้ปัญญานำหน้าอยู่เรื่อยไป ให้มีศีล ให้มีสมาธิ โดยมีปัญญานำ ตามหลักอัฏฐังคิกมรรค ให้หมวดปัญญา มาก่อนหมวดศีล หมวดสมาธิ เมื่อแต่งหนังสือตามรอยพระอรหันต์ ยังยึดหลักศีล สมาธิ ตามธรรมเนียม ตาม (หัวเราะ) หลักทั่วไป และก็หาเรื่องที่มีน้ำหนักมีความหมายดีเอามารวม ๆ กันไว้เป็นหมวด ๆ หมวดศีล หมวดสมาธิ หมวดปัญญา ส่วนหมวดธุดงค์นั้นใช้แทรกประกอบ มันก็อยู่ระหว่างศีลกับสมาธิเรียกว่าหมวดธุดงค์ แต่ในหลักเกณฑ์แท้ ๆ เรามีตั้งแต่ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าว่าจะให้สมาธิเป็นไปโดยสะดวกโดยง่าย ผู้นั้นควรจะถือธุดงค์ด้วย (หัวเราะ) ศีลก็มีเพื่อสะดวกแก่การที่จะเป็นสมาธิ จะมีสมาธิ ไอ้ที่สำคัญแท้ ๆ มันก็มีอยู่ แต่ข้อนี้มันเห็นได้ชัดและง่ายเลยว่า เมื่อพระพุทธเจ้าท่านตรัสวิธีดับทุกข์ทั้งหลายโดยมากก็จะตรัสเป็นอัฏฐังคิกมรรค มีองค์ ๘ แต่บางทีท่านก็ไม่ตรัสอัฏฐังคิกมรรค ตรัส ๒ คำสั้น ๆ ว่า สมถะและวิปัสสนา ศีลหายไปเลยเพราะรวมอยู่ในสมถะ ธุดงค์ถ้าใครเห็นว่าจำเป็นก็รู้เสียว่ามันรวมอยู่ในสมถะ ระบบสมถะทั้งหมดมันทำให้ระงับ จึงรวมเอาศีลเอาธุดงค์ไว้ด้วยได้ ส่วนระบบปัญญาหรือระบบเห็นแจ้ง ๆ แทงตลอดต้องแยกตัวออกเป็นระบบหนึ่งต่างหาก มันก็มีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ที่พระพุทธเจ้าไม่ตรัสอัฏฐังคิกมรรค ไปตรัสคำสั้น ๆ ๒ คำ ว่าสมถะและวิปัสสนา ทีแรกคำนี้ผมไม่ค่อยจะสนใจคิดว่ามันเหมือนคำพูดของชาวบ้าน แต่เมื่อมาดูทีหลังพบในพระบาลีเอง แม้พระพุทธเจ้าก็ตรัสแบบสั้น ๆ ด้วยคำเพียง ๒ คำว่าสมถะและวิปัสสนามากเหมือนกัน ซึ่งถ้าขยายออกก็เท่ากับอัฏฐังคิกมรรค สมถะเป็นหมวดสมาธิ วิปัสสนาก็เป็นหมวดปัญญา หมวดศีลก็รวมอยู่ในคำว่าสมถะ
มันก็อยู่ในช่วงที่มาศึกษาปฏิจจสมุปบาทมากเข้า มีสวนโมกข์แล้ว ค้นคว้าพระไตรปิฎกมากขึ้น เมื่อก่อนมีสวนโมกข์หรือแรกมีสวนโมกข์ใหม่ ๆ ปี ๒ ปี (หัวเราะ) ก็ยังสอนอย่างเดิม และพอมาเกี่ยวข้องพระไตรปิฎก อ่านข้อความในพระบาลีโดยตรงมากขึ้น และในที่สุดมันสะดุดขึ้นมาเองว่าก็หลักปฏิจจสมุปบาทมันมีอยู่ชัดแล้วนี่ว่า ถ้ามีตัณหาก็ต้องมีอุปทาน มีภพมีชาติ และเราก็มีตัณหาวันละหลาย ๆ หน (หัวเราะ) จะไปคาบเกี่ยวกันตั้งชาติชนิดเข้าโลงทีหนึ่งอย่างนี้ อย่างไรได้ ก็เลยหาทางพิจารณาว่าเป็นอย่างไรกัน ในที่สุดก็พบว่า คำว่าชาตินี้มัน ๒ ความหมาย ถ้าทางร่างกายเกิดจากท้องแม่มันครั้งหนึ่งครั้งเดียว เกิดแล้วก็เลิกกันไปแล้ว แต่ชาติที่เกิดมาจากตัณหาอุปาทานมันมีทุกคราวที่เกิดตัณหา วันหนึ่งได้หลาย ๆ หน เป็นอุปาทานวันละหลาย ๆ หน จะมีภพมีชาติได้วันละหลาย ๆ หน คือไม่ใช่ชาติทางกาย ไม่ต้องเข้าโลง จึงแยกตัวออกมาและมันก็ต้องยิ่งหาเหตุผลและหลักฐานอะไรมาส่งเสริมมากขึ้น และก็พบขึ้นเรื่อย ๆ และความคิดนึกทางเหตุผลที่มันออกมาเอง อย่างที่ว่านี้ มันก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ เราเลยพบหลักที่เรียกว่าภาษาคนภาษาธรรมเพราะเหตุนี้ ชาติในภาษาคน เด็ก ๆ มันก็เห็นเกิดจากท้องแม่ ชาติภาษาธรรมเกิดโดยจิตใจ เกิดเป็นความคิดเป็นตัวกูของกูขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ไม่มีใครมองเห็น แล้วมันไม่ต้องเกิดทางท้องแม่ มันเกิดผลุงขึ้นมาในความรู้สึกนึกคิด ถ้าความอยากมันเป็นไปแก่กล้าแล้ว ความคิดว่าตัวกูผู้อยากมันเกิดขึ้นมาเอง เกิดอย่างนี้คือความเกิดทางภาษาธรรม ก็เลยในที่สุดเอาเป็นว่า ยกปฏิจจสมุปบาทแบบอธิบายกันคร่อมภพคร่อมชาติไว้เพื่อส่งเสริมศีลธรรมแบบปรมัตถธรรมหรือสัจธรรมโดยแท้จริง คือแบบที่ไม่ต้องข้ามภพข้ามชาติ เพียงในชาติเดียวก็มีหลายรอบหลายวงแล้ว และมันก็คาบเกี่ยวกันระหว่างวงความคิดว่าตัวกูครั้งเดียวมีผลเนื่องไปถึงการเกิดตัวกูครั้งหลัง แต่มันไม่เป็นคน มันเป็นเพียงกระแสจิต ชนิดนี้เก็บไว้สอนในขั้นปรมัตถธรรมเพื่อความหลุดพ้นโดยตรง
ก็เป็นปี ๆ คิดดู สวนโมกข์มัน ๕๐ ปี (หัวเราะ) สักครึ่งหนึ่งก็ ๒๕ ปีเห็นจะได้ เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นย้ำเหมือนตอกตะปูว่า ต้องเป็นอย่างนี้ อย่างอื่นไม่สำเร็จประโยชน์ จะกั้นกระแสปฏิจจสมุปบาทได้อย่างไร ถ้ามันอยู่คนละชาติ เรื่องอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ ซึ่งจะต้องมีสติกั้นกระแสของปฏิจจสมุปบาทอย่าให้ไกลไปถึงความทุกข์ ตาเห็นรูป หูฟังเสียง เป็นต้น ควบคุมให้ดี อย่าให้ปรุงไปจนถึงความทุกข์ นี้เป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง
อ้าว มันแน่นอน เพราะมันเป็นหนังสือหลักที่ต้องศึกษาอยู่ ต้องใช้คำว่าศึกษา คำอธิบายต่าง ๆ ของสมเด็จกรมพระยาฯ ในนวโกวาทก็ดี ธรรมวิภาคเล่ม ๒ ก็ดี ธรรมวิจารณ์สำหรับนักธรรมเอกก็ดี ยังต้องเอามาศึกษา ก็พบข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า ท่านต้องอธิบายอย่างนั้นเพราะในสมัยนั้นมันมีเท่านั้น และเรื่องเกี่ยวกับภาษาคนภาษาธรรมไม่มีวี่แววใน (หัวเราะ) ความรู้สึกนึกคิดของท่านเลย
นั่นแน่นอน ก็ท่านมีปัญญา และก็เห็นว่าส่วนไหนเป็นแก่น ส่วนไหนเป็นกระพี้
มีบ้าง คือถ้าดีเป็นที่พอใจก็นำมาเปิดเผยให้เป็นที่รู้กัน ก็เอามาลงของใครก็ได้ หลายอย่างอธิบายอย่างสอดคล้องกันก็มี แต่ถ้าให้อธิบายปฏิจจสมุปบาทก็คงจะไม่พ้นอย่างข้ามภพข้ามชาติ ท่านเป็นคนในรัชกาลที่ ๔ ที่ ๕ คาบเกี่ยว จัดเป็นฝ่ายอรัญวาสี
เป็นเรื่องทางภาษา ไม่ใช่ทางธรรมะ ธรรมะนิดหน่อยเป็นส่วนประกอบ เป็นประโยชน์ทางภาษา ทางที่จะแปลภาษา เข้าใจว่าไม่ใช่งานของท่านเอง ตัวงานของท่านคือ ท่านชำระหนังสือเล่มนี้ให้มันถูกตามตัวอักษรและก็พิมพ์ออกมา คนที่แต่งคัมภีร์นี้ไม่รู้ว่าใครเหมือนกัน ผมไม่ได้ฟังไม่สนใจ ท่านเอาชื่อเอาคำที่เป็นไวพจน์แทนกันได้มาประมวลรวมกันไว้ สำหรับคำว่าพระพุทธเจ้าก็หลาย ๆ สิบคำ คำว่าพระอรหันต์ ก็หลายสิบคำ คำอะไรล้วนแต่หลาย ๆ คำทั้งนั้น เราได้ใช้ประโยชน์อันนี้ ได้ประโยชน์ จากผู้ที่แต่งเดิม สมเด็จพระสังฆราชเจ้านั้น ท่านได้ทำให้มีขึ้นในภาษาไทย เราก็ได้รับประโยชน์มาก คำซินโนนีมในประเภทไวพจน์ แม้กระทั่งเรื่องต่าง ๆ ที่ซึ่งไม่ใช่เรื่องทางธรรมะเป็นเรื่องต้นไม้ เป็นเรื่องบ้านเมือง เป็นเรื่องภูเขา เป็นเรื่องธรรมชาติ ทำให้ความรู้กว้างขวาง หนังสือเล่มนั้นมีประโยชน์ ถ้ารู้จักใช้ หรือว่า มันอยู่ในฐานะที่จะใช้หนังสือเล่มนั้น ก็เรียกว่าใช้ได้มาก (หัวเราะ) แต่พวกอภิธรรมไม่ได้รับประโยชน์จากหนังสือนี้แม้แต่นิดเดียว เพราะเขาไม่มีเรื่องที่จะต้องสนใจอย่างนี้ หรือจะใช้อย่างนี้ เขามีหน้าที่จะนั่งนับเม็ดมะขาม (หัวเราะ) ถ้าเป็นนักศึกษาแท้จริง ต้องศึกษาในส่วนที่เป็นภาษาศาสตร์ อักษรศาสตร์ด้วย ในอภิธรรมไม่มี และเรื่องราวในหนังสือนี้มีพอ เกินที่จะศึกษาจะท่อง จะนั่งคำนวณเสียอีก * พระพุทธโฆษาจารย์ เป็นพระภิกษุชาวอินเดีย (สมัยราว ๆ พ.ศ. ๑๐๐๐) เดินทางมาศึกษาพระไตรปิฎกในลังกาและแต่งคัมภีร์อรรถกถาขึ้นใหม่ทั้งยังเป็นผู้แต่งปกรณ์พิเศษ ชื่อ "วิสุทธิมรรค" ซึ่งอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาทแบบข้ามภพข้ามชาติ การศึกษาปริยัติธรรมระดับสูงสุดในประเทศไทย ใช้คีมภีร์เล่มนี้เป็นหลัก
|
|||
|
> จากครูบาอาจารย์ในอดีต |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org