|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส พระประชา ปสนฺนธมฺโม สัมภาษณ์
|
|||
|
เรื่องนี้มันมีอยู่ ๒ ความหมายแรก ที่เราสนใจพระบาลีก็เพราะว่าเรื่องที่มันจะแน่นอนเด็ดขาดชัดแจ้งนั้น มันมีอยู่ในคัมภีร์ชั้นบาลีหรือชั้นพระไตรปิฎก อีกความหมายหนึ่ง การศึกษาในโรงเรียนทั่วไปนั้น เขาจัดให้เรียนคัมภีร์ชั้นอรรถกถาเพื่อจะได้ไปอ่านพระบาลี ถ้าใครเรียนอรรถกถาแตกฉานแล้ว จะอ่านพระบาลีได้ด้วยตนเอง แต่เดี๋ยวนี้ก็ปรากฏว่านักเรียนนักศึกษาที่เรียนสอบประโยคต่าง ๆ ได้แล้วก็หยุดอยู่เพียงแค่นั้น ไม่ได้ไปสนใจในตัวพระบาลี เพราะไม่มีอะไรบังคับ ทั้งนี้เพราะการสอบไล่นั้นสอบตามหลักสูตรที่เป็นคัมภีร์อรรถกถา ฉะนั้นจะโทษว่าสนใจกันแต่อรรถกถาก็ไม่ถูก เพราะใช้เป็นหลักสูตรนักเรียนก็ต้องสนใจแต่อรรถกถา ก็ไม่มีโอกาสจะไปสนใจพระไตรปิฎก และมันต้องซื้อ ต้องหา มันแพง แต่ถ้าเราจะต้องการรู้เรื่องที่เป็นหลัก ก็ต้องสนใจพระบาลีไตรปิฎก ทีนี้ประชาชนส่วนใหญ่ เขาได้รับคำสั่งสอนแนะนำแต่เรื่องชั้นอรรถกถา ชั้นบาลีอาจจะยาก หรือสูงเกินไป ชั้นอรรถกถามันมีเรื่องปาฏิหาริย์ หรือเรื่องทำนองที่อาจจะเอามาขยายให้เข้ารูปแบบกับไสยศาสตร์ได้ สำหรับคนทั่วไปมันสนุกดี ไม่ทำให้ง่วงนอน คัมภีร์อย่างไตรภูมิพระร่วง ก็เกิดขึ้นจากการรวบรวมอรรถกถาทั้งนั้น ประชาชนส่วนมากก็เรียนรู้กันแต่ในระดับนั้น เพราะมีโอกาสเพียงเท่านั้น โดยที่จริงแล้ว มันไม่ใช่เจตนาของประชาชน เราต้องการรู้เรื่องโดยตรงก็ต้องค้นจากพระบาลี ข้อเท็จจริงมันมีอยู่อย่างนี้
เขาจะเรียนภาษา ไม่ใช่เรียนธรรมะ เพราะมีความจริงอยู่ว่า ถ้ารู้อรรถกถาแล้วมันไปอ่านบาลีได้ รู้อรรถกถาของทุก ๆ ขั้นตอนของบาลีแล้ว มันไปอ่านบาลีได้เอง เขาก็ให้เรียนอรรถกถา เพื่อไปเรียนบาลีเอาเอง เป็นเรื่องของส่วนตัว แต่แล้วมันก็ตายด้าน (หัวเราะ) หยุดอยู่เพียงแค่นั้น อันนี้มันเป็นความเห็นของผู้วางหลักสูตรว่า ถ้าอ่านอรรถกถาได้ต้องอ่านชั้นบาลีได้ เพราะว่าภาษาอรรถกถามันยากกว่าชั้นบาลี มันมีหลักเกณฑ์อย่างนี้มาตลอด จนบัดนี้
ผมเข้าใจว่าไม่แบบนี้ทั้งหมด ในประเทศพม่าก็มีบางประโยคหรือบางขั้นตอน ให้เรียนพระบาลีโดยตรงก็มี แต่ในเมืองไทยเรียนอรรถกถาล้วนตั้งแต่ต้นจนปลาย
ก่อนที่จะมีความคิดเรื่องสวนโมกข์ เราก็ได้สนใจเรื่องจากพระบาลีอยู่มาก ตอนนั้นก็ยังไม่พ้นการเกี่ยวข้องกับอรรถกถา สนใจเรื่องจากทั้งบาลีและอรรถกถา เราเคยมีความใฝ่ฝันที่จะสร้างหนังสือเป็นเล่ม ๆ เป็นเรื่อง ๆ ไป ที่ทำสำเร็จ ได้พิมพ์หนังสือเล่มออกไปแล้ว ก็มีอยู่เล่มหนึ่ง เรียกว่า การทำทาน แม้เพียงเท่านี้ก็เป็นเหตุให้ต้องค้นบาลีมาก คือเรื่องเกี่ยวกับทานมีอยู่ในที่ไหนเอามาใส่กันเข้า อรรถกถานั้นมันอยู่ใกล้มืออยู่แล้ว แต่ใจความที่สำคัญ ที่ไพเราะ ที่น่าสนใจมันอยู่ในคัมภีร์ประเภทบาลีทั้งนั้น ดังนั้นแม้ก่อนจะมีความคิดเรื่องสวนโมกข์ มันก็มีความคิดเรื่องจะทำหนังสือ เป็นเล่ม ๆ เป็นหลักฐาน มันก็เลยสนใจพระไตรปิฎก ไปหาซื้อพระไตรปิฎก เศษ ๆ อยู่นอกชุด ขายถูก ๆ อยู่แถวเวิ้งนครเขษม ดังที่เคยเล่าแล้ว (หน้า ๑๑๕ เล่ม ๑)
ยังไม่มีฉบับแปลไทย มีแต่ที่เขาเรียกว่า ชุดธรรมสมบัติ แปลลงในหนังสือธรรมจักษุ สมัยสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส รวมแล้วได้จำนวนหนึ่งเหมือนกัน พออาศัยเป็นเครื่องมือได้และก็ได้อาศัยฉบับของโรงพิมพ์ไท ๒-๓ เล่มเท่าที่มันมี เป็นเครื่องช่วยเปรียบเทียบคำแปลต่าง ๆ นอกจากนั้นก็ดิ้นรนเอาเอง เพื่อจะหาคำแปลออกมา แล้วก็อาศัยอรรถกถา อาศัยดิกชันนารีชั้นที่มันดีพิเศษ เช่น ดิกชันนารีของสมาคมบาลีปกรณ์ (Pali Text Society) ของอังกฤษ เรามีตั้งแต่ก่อนมาเริ่มสวนโมกข์แล้ว เขามีมาขายในเมืองไทย ดูจะเป็นระยะที่ยังไม่ได้เย็บรวมเป็นเล่มใหญ่ นึกไม่ค่อยออกแล้วว่าซื้อได้ที่ไหน แต่ว่าไม่ได้สั่งจากนอกเองแน่ นักเลงบาลีในเมืองไทย เขารู้จักหนังสือพวกนี้กัน คนที่เขาเป็นนักเลงจริง ๆ เขารู้จัก ในระดับนาคะประทีป เสฐียรโกเศศ เขามีหนังสือพวกนี้ทั้งนั้น
พอคิดจะมีสวนโมกข์ มันก็เลยตั้งใจจะค้นแต่เรื่องเกี่ยวกับปฏิบัติกัมมัฏฐานวิปัสสนา เรื่องอื่นเช่นเรื่องการทำทาน อะไรพวกนี้เลิกค้น เลิกสนใจ เท่าที่เรี่ยวแรงและเวลามี มันก็เกือบจะไม่พอที่จะค้นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติทางจิตใจอยู่แล้ว เพราะต้องเริ่มสำรวจกันอีกทีหนึ่ง
มันก็เหมือนกับ ที่เคยบอกวันก่อนแล้วว่าอยากจะมีหนังสือที่เป็นโครงปฏิบัติโดยสมบูรณ์ ซึ่งต่อมาก็ใช้ชื่อ ตามรอยพระอรหันต์ เล่มนี้ ใช้เวลานาน ติดต่อกันมา มันก็ผ่านพระไตรปิฎกทุกเล่ม เพื่อจะหาเฉพาะเรื่องที่ใช้ตามรอยพระอรหันต์ได้ ค้นไปค้นมาได้ออกมาพอสมควรที่จะเขียนเป็นเรื่องตามรอยพระอรหันต์ได้ภาคหนึ่ง ตั้งแต่ได้ฟังเทศน์และก็พอใจในพุทธคุณ ออกบวช และก็ปฏิบัติตามลำดับจนไปถึงขั้นออกป่า ตอนจะปฏิบัติกัมมัฏฐานโดยตรงไม่ทันได้เขียน มันค้างเติ่ง ทิ้งระยะห่างกันหลายปี เพิ่งจะได้มาเขียนกันใหม่ในรูปที่เรียกว่า "อานาปานสติ" เป็นหนังสือ อานาปานสติภาวนา สำเร็จเป็นหนังสือเล่มใหญ่ ก็ถือว่าต่อยอดเรื่องตามรอยพระอรหันต์นั่นเอง
อ้าว ทีแรกก็สำรวจหมด แล้วกะไว้ ตอนไหนเป็นตอนไหน แล้วลงมือเขียนตั้งแต่ตอนแรก ๆ มาตามลำดับ ตามรอยพระอรหันต์นั้นเรื่องศีลใช้หลัก จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แทนการใช้หลักปาฏิโมกข์
ก็อาศัยเหมือนกัน ถ้ามันมีอยู่ที่ไหนบ้างก็เอามาเป็นเครื่องช่วย แต่เรามีหลักแน่นอนว่าจะเอาตามข้อความในพระบาลี คือว่าถ้าอ่านแล้วมันติด เอาเรื่องไม่ได้ จึงเปิดอรรถกถา เพื่อจะเอาเรื่องให้ได้ ก็ต้องใช้คู่กันมา ภาษาอังกฤษยังไม่ค่อยมี ตอนนั้นยังไม่ค่อยรู้เรื่องสมาคมบาลีปกรณ์ ฉบับภาษาอังกฤษนี่ มาเริ่มใช้ตอนหลัง ๆ ตั้ง ๒๐ ปีของการมีสวนโมกข์แล้ว มันจึงมาเกี่ยวข้องกับฉบับภาษาอังกฤษมากขึ้น เพื่อเป็นเครื่องช่วยเปรียบเทียบ ไม่ได้เอาจริงจัง เพราะว่าตัวจริงมันอยู่ในบาลีแล้ว และเราก็เชื่อของเราเอง ที่เอาจากบาลี ไม่ค่อยจะเชื่อเรื่องที่คนอื่นแปล แม้แต่ฝรั่ง เราทำไปตามมีตามได้ ทำตามสะดวกที่จะมีมา ระยะแรกฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษดูจะมีสักเล่มหนึ่ง เอามาศึกษาเทียบบ้าง และก็หายาก และเพิ่มมีฉบับบาลีแปลอังกฤษของ ๓ นิกายแรก เมื่อได้ไปประชุมที่พม่า (๒๔๙๗) แวะร้านขายหนังสือและก็ไม่แพง ก็ซื้อมาหลายเล่ม
มันเพลิน ๆ เป็นคำที่เขาพูดไว้ก่อนและเราก็ใช้เป็นเครื่องปลุกปลอบตัวเอง ให้พอใจให้สุดเหวี่ยง และมีลักษณะพอจะเปรียบเทียบได้ คล้าย ๆ กับเกิดความหลงใหลจนไม่อยากจะทำอะไร รู้สึกเป็นของแปลกของใหม่ที่ไม่เคยได้ยิน ดูจะเชื่อว่าหลาย ๆ คนก็คงไม่เคยได้ยิน ความแปลกของคำพูดมันช่วยให้พอใจในฐานะเป็นของแปลกและลึกซึ้ง นี่เป็นลักษณะมัวเมาในแง่ของปริยัติ บางยุคบางสมัยมันหมกมุ่นอยู่แต่เรื่องอย่างนี้ เป็นเนื้อเป็นตัวของวันคืนแห่งการศึกษา เวลากำลังสนุกมันก็สนุกจริง ๆ เหมือนกัน มันมีอยู่เป็นระยะ เป็นช่วง ๆ
ไม่เคยมี เมื่อยังไม่รู้และตีความไม่แตก ก็เก็บไว้ก่อน บันทึกไว้ก่อน ต่อมาก็ค่อย ๆ รู้ พบนั่นพบนี่ก็รู้ขึ้นมาเอง ความที่อยากจะค้นของที่ไม่เคยมีคนรู้ให้ออกมาสู่ประชาชนมันมีมาก มันมีลักษณะกิเลส เหมือนกับว่าจะอวดว่าเป็นผู้เปิดเผยสิ่งที่ยังไม่เคยเปิดเผย กิเลสอย่างนี้ก็มี ทำให้สนุก ฉะนั้นจึงมีเรื่องอะไรหลายเรื่องถูกเปิดเผยออกมา เพราะเราเป็นผู้เปิดเผย ก่อนนี้คำว่าปฏิจจสมุปบาท เรื่องสุญญตา เรื่องตถาตานั้นชาวบ้านพูดไม่เป็นหรอก (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้ชาวบ้านก็พูดเป็นกันบ้างแล้ว
มันไม่ได้ตั้งกำหนด ตามสะดวก บางวันก็มีธุระอย่างอื่น ก็ไม่ได้อ่าน ระหว่างอยู่ที่สวนโมกข์พุมเรียง ส่วนมากอ่านตอนกลางคืน เป็นเหตุให้ต้องใช้ตะเกียงหลอด ก่อนนี้ใช้ตะเกียงน้ำมันมะพร้าว ลอยใส่ไว้ในถ้วย มันไม่สะดวก จึงต้องใช้ตะเกียงหลอด เพราะมันต้องคัดบ้าง ต้องพิมพ์ดีดบ้าง เมื่อมาอยู่สวนโมกข์นั้น ก็คิดว่ามันไม่ต้องการใช้พิมพ์ดีดอีกต่อไป ก็เลยให้ที่คณะธรรมทาน เอ้า! พอมาทำหนังสือเข้าเลยจำเป็นต้องใช้อีก จึงขอคืนมาใช้อีก ใช้กันตลอดเวลาที่ต้องทำต้นฉบับลงหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา หรือส่งโรงพิมพ์ ลองคิดดูคนเดียวทำทุกอย่าง มันจะทำได้สักกี่มากน้อย ค้นคว้า เขียนคัดลอก พิมพ์ดีด คนเดียวทำ
มันจะต้องอ่านเพื่อเก็บสิ่งที่เราต้องการ แล้วคัดลอกออกมาเพื่อเอามาใช้เอามาอ้างอิง เอามาชนกัน แต่ถ้ามันเป็นเรื่องที่แปลโดยตรงได้ ก็แปลโดยตรง ส่งลงหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา ฝ่ายพระไตรปิฎกแปล (หัวเราะ) กลายเป็นพระป่าที่ทำงานกับพระไตรปิฎก รู้สึกมันไม่ค่อยมีหรอก ถ้าอยู่ป่าก็อยู่ป่าไปเลย เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นคนเดียวกัน พระป่าที่ทำงานพระไตรปิฎกก็เพื่อความเป็นพระป่า รอบรู้ในเรื่องของพระป่าค้นคว้าเรื่องการเป็นอยู่ในป่า
ปฏิบัติส่วนตัวเท่าที่จะปฏิบัติได้ สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิตามเวลา พอเสร็จกิจประจำวันเหล่านั้นแล้วก็อ่านหนังสือ (หัวเราะ) รวมความแล้วเวลาที่ทำหนังสือมากกว่า
มันก็เป็นเรื่องประกอบเรื่องหนึ่ง และมันออกจะเลยขอบเขตของความมุ่งหมาย คือมันมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ลงเรื่องกระทบสัทธรรมปฏิรูป เรื่องกาจำศีล เรื่องสุกรยักษ์ นี้มันมีอยู่ในอรรถกถา คุ้ยเรื่องเหล่านี้ออกมาพักหนึ่ง ได้กระทบกระทั่ง (หัวเราะ) ไม่เฉพาะแต่สัทธรรมปฏิรูปหรอก ได้กระทบอลัชชีทั้งหลายด้วย ไอ้สัทธรรมปฏิรูปนั้นพิสูจน์ยากเพราะว่าเขาทำกันมาจนลงรกลงราก คัดง้างยาก แต่ที่บอกไว้ว่า ในพระบาลีว่าอย่างนี้โว้ย ไม่ใช่ว่าอย่างคุณว่า อย่างนี้ก็มีบ้างเหมือนกัน
ก็มีเรื่องอย่างที่เป็นไสยศาสตร์ เรื่องทำนองไสยศาสตร์ เรื่องบูชา เรื่องอ้อนวอนต่าง ๆ ความคิดมันยังมองไปว่า แม้แต่วิธีไหว้พระสวดมนต์ที่ใช้อยู่ก็ยังไม่ถูกตามวิธีพุทธศาสนา มีคำอ้อนวอนหรือมีคำอะไรมาก บทที่มาใช้สวดมีลักษณะเป็นการอ้อนวอนขอร้อง ต่อรอง หรือขอร้อง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ให้อดโทษ คล้าย ๆ กับว่ามีลักษณะเป็นบุคคลตัวตนเป็น ๆ ก็เริ่มคิดมาตั้งแต่นั้น แต่ก็เห็นว่าไม่สำคัญอะไรนัก เพราะว่าประชาชนในระดับที่ต้องการความเป็นอย่างนั้น มันมีประโยชน์และได้รับประโยชน์ ผมก็ช่วยปรับปรุงคำแปล (หัวเราะ) วิธีสวดให้แจ่มใสขึ้นมา ที่เรียกว่าสัทธรรมปฏิรูปนี้ก็หมายถึงที่มันเป็นหลักเป็นฐาน เป็นคัมภีร์ เป็นอะไรทำนองนั้น ถ้าเป็นของกะปริบกะปรอยอยู่ตามกลางบ้านนั้นยังไม่ถึงกับจะเรียกว่า สัทธรรมปฏิรูป เช่นเรื่องไสยศาสตร์ (หัวเราะ) มันปนเข้ามาโดยไม่รู้สึกตัว เพราะว่าประชาชนชั้นทั่วไปชอบเพื่อการขอร้อง ชอบการอ้อนวอน ชอบการพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ตามความรู้สึกของผม มี เช่น สูตรที่เขาพิมพ์แจกกันอยู่กระทั่งเดี๋ยวนี้ที่เรียกว่า อาการวัตตสูตร เอาอิติปิโสมาทำวนไปวนมาหลายสิบรูปแบบ แล้วท่องกัน อย่างนี้มันเป็นลักษณะไสยศาสตร์ แล้วสูตรที่เขาทำขึ้นด้วยความหวังดี เช่น ชมพูบดีสูตร เรื่องพระยาชมพู ชาวบ้านชอบฟังกันนัก ก็ไม่มีในบาลี ไม่มีในอรรถกถา แต่ว่าจารใบลานขายได้มากและก็อ่าน เทศน์ สอนกันทุกวัดทุกวา แม้สูตรอย่างนี้ก็เรียกว่าสัทธรรมปฏิรูปได้เหมือนกัน เพราะไม่มีในบาลีในอรรถกถา แต่ดูเจตนาแล้ว มันก็เป็นเรื่องเจตนาให้คนนับถือพระพุทธเจ้า เช่นเดียวกับเรื่องจันทิมาสูตร อาทิตยสูตร เรื่องจันทรคราส สุริยคราสนั้น แม้จะมีในพระไตรปิฎกเองก็จะต้องเรียกว่าน่าจะจัดไว้ในพวกสัทธรรมปฏิรูปด้วยเหมือนกัน ในพระไตรปิฎกเองบางสูตรมีลักษณะที่ฟังดูแล้วเป็นสัสสตทิฏฐิ ซึ่งควรนับเนื่องอยู่ในสัทธรรมปฏิรูป
โอ้ เห็นแต่ก่อนนั้นอีก ก่อนอยู่สวนโมกข์ ตั้งแต่ก่อนบวช หนังสือเล่มนี้เขาชอบเอามาเทิดทูนกัน เราสนใจธรรมะกัน ก็มีคนเอามาให้ดู จะให้เรียนจะให้ท่อง พออ่านเข้าไปได้ สัก ๒-๓ ใบ โอ๊ย! ไม่ไหว ๆ นี่มันไม่ใช่ ๆ อิติปิโสถอยหน้าถอยหลังแล้วว่าทีละตัวสำหรับหนึ่งตัวแล้วว่าถอยหน้าถอยหลังอีก
เข้าใจว่าแต่งที่เมืองไทย
ก่อนเรียนบาลี เมื่อแรกเรียนบาลีมาใหม่ ๆ มันก็เทศน์เหมือนเขาเทศน์กัน ตายแล้วต้องเกิด ต้องเกิดให้ดี ต้องทำให้ดีเพื่อจะเกิดดี แต่ก็ดูไม่เคยยืนยันว่าเกิดแน่หรือไม่เกิด เพราะว่าเราเรียนเหมือนเขา เรียนจากโรงเรียน ซึ่งเรียนเหมือน ๆ กัน จำได้ว่าผมยังเคยเทศน์อภิธัมมัตถสังคหะ เทศน์เรื่องทำนองว่าตายแล้วเกิด ทำนองเหมือนกับลงทุนไปค้าทะเล เที่ยวท่องเที่ยวไปในทะเล เรือผุแล้ว ผุเล่า ลำแล้วลำอีก จนกว่าคนนั้นมันจะหยุดการค้า ไม่ชอบการค้า เลิกค้า มันจึงจะไม่ลงเรือเที่ยวไปในทะเลอีกต่อไป เรื่องเกี่ยวกับเทวดานั้นน่าคิด ในพระไตรปิฎกที่เขาถามพระพุทธเจ้าว่าเทวดามีหรือไม่มี พระพุทธเจ้าตรัสว่า จะถามอะไรอีกล่ะ เพราะว่ามันเชื่อกันอย่างอุโฆษไปแล้ว เชื่อกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง จะมาถามอะไรกันอีกล่ะ (หัวเราะ) กลับตอบเสียอย่างนี้ ไม่ตอบว่ามีหรือไม่มี อย่างนี้เราก็เอามาพิมพ์โดยเร็ว แม้กระทั่งข้อความที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าจะดูพวกเทวดา รูปร่างอย่างไรละก็ให้ดูพวกกษัตริย์ลิจฉวี สวยสดงดงามแบบที่เห็นกันอยู่ อย่างนี้ก็เอามาพิมพ์ เอามาพูดให้คนได้ยิน แต่ถ้าถามว่า ทำอย่างไร จึงจะเป็นเทวดาอย่างนี้ พระพุทธเจ้าอาจจะทรงตอบ (หัวเราะ) หรืออาจจะทรงตอบว่าธรรมะข้อนั้น ข้อนี้ ประพฤติแล้วจะได้เป็นเทวดา พวกนี้มีในหนังสือพิมพ์พุทธสาสนาเล่มแรก ๆ คุณไปเปิดดูเรื่องอย่างนี้เราเห็นเป็นของแปลกชิ้นสำคัญที่จะเอามาเปิดเผย เพราะเขาเชื่อเรื่องผีเรื่องเทวดากันมากนัก เป็นวัฒนธรรมไปเลย
มันค้นเรื่องที่ต้องการ แล้วก็มาพบเข้า เดี๋ยวนี้ก็ยังมี ลักษณะอย่างนั้น การค้นเรื่องอริยสัจจากพระโอษฐ์ให้ทั่วถึงนี้ ก็พบไอ้ของอย่างอื่นที่ปลีกย่อย ที่ดี ๆ ลึก ๆ อีกเยอะแยะไปหมด ก็บันทึก ๆ ไว้บ้างและใช้ให้เป็นประโยชน์ และก็พบสิ่งที่เราเคยรู้อยู่แต่น้อย ๆ แล้วมาพบคำอธิบายที่สมบูรณ์มากขึ้น ๆ มันก็มีครบหมด
ไม่ได้อ่านทุกตัว แต่ว่าเปิดทุกใบมี (หัวเราะ) เปิดทุกใบ ก็อย่างน้อยเห็นหัวเรื่องว่านี่เรื่องอะไร เรื่องอะไร เป็นเรื่องที่เราต้องการจะได้เดี๋ยวนี้หรือไม่
มีครบชุดเมื่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวงศ์ องค์สภานายกมหามกุฎราชวิทยาลัยประทานให้ ผมปรารภกับมหาทองสืบว่า สวนโมกข์ควรจะมีพระไตรปิฎก มหาทองสืบเข้าไปทูล สมเด็จฯ สั่งให้ให้มา และต่อมามีใครให้อีก เดี๋ยวนี้มีตั้ง ๔ ชุด ฉบับบาลีอยู่ที่วัดชยารามชุดหนึ่ง อยู่ที่ตู้ตรงโน้นชุดหนึ่ง อยู่ห้องสมุดชุดหนึ่ง เวลาทำอะไรกันหลาย ๆ คนสะดวก มหาวิจิตรเอาไปใช้อยู่ชุดหนึ่ง
ซื้อเอง เคยซื้อเล่มละ ๕ บาทอย่างที่เล่าแล้ว รวม ๆ กันได้ประมาณตั้ง ๒๐ เล่ม (หัวเราะ) เป็นของที่ถูกใจพอใจที่สุด สมัยนั้นสตางค์ไม่ค่อยมี
เมื่อความคิดเกิด ก็เลยทำชุดจากพระโอษฐ์ดีกว่า นึกดูว่าจะทำเรื่องอะไรดี ทำชุดจากพระโอษฐ์ดีกว่า ก็ทำพุทธประวัติ (หัวเราะ) ทำอริยสัจ เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็หยุด มันทำยากกว่าพุทธประวัติ ซึ่งภายในเวลาไม่นาน ก็ได้พิมพ์เป็นเล่ม เล่มหนาเท่านิ้วโป้ง ทางมหาทองสืบชอบมาก สั่งให้บรรจุในการเรียนของนักศึกษามหามกุฎฯ ตอนแรก ๆ แปลก ไม่มีใครเลยอุตริทำอย่างนี้ มันเห็นเป็นของแปลก แล้วมันเป็นหลักฐานดีด้วย (หัวเราะ) เรื่องก็จึงเพิ่มเรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้หนาเกือบครึ่งคืบ (หัวเราะ)
ต้องเปิดหมด เปิดทุกใบ ฉะนั้นตลอดที่ผ่านมา ๕๐ ปี ก็เปิดหลายรอบ หลาย ๆ เที่ยว หลายคราว แต่ว่าในอภิธรรมนั่นน่ะไม่จำเป็น เพราะมันไม่มีอะไรที่จะต้องการ เปิดเหมือนกัน แต่ว่าเปิดหยาบ ๆ เอาข้อความมาเป็นเชิงอรรถของเรื่องจากพระสูตร เช่นเรื่องปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์นี้ก็มีใจความสำคัญจากอภิธรรมอยู่ประโยคหนึ่งว่าพอจิตเกิดกิเลส ปฏิจจสมุปบาทก็ตั้งต้น อย่างนี้มีในอภิธรรม
หมายความว่าเกี่ยวข้องหรือค้นคว้าอะไรอยู่จนกระทั่งบัดนี้ ตั้งแต่แรกเริ่ม พอจะพลิกได้ก็พลิกอยู่จนกระทั่งบัดนี้ มันสงสัยนั่นสงสัยนี่อยู่เรื่อย สอบสวนอยู่เรื่อย
มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย ส่วนอังคุตตรนิกายก็รองลงมา แต่ก็เรียกว่ามาก ฑีฆนิกายใช้น้อย
มันเรื่องพอดี ๆ กับประชาชน เรื่องพอดี ๆ กับจะศึกษา พอดี ๆ และมันชัดเจน เป็นเบื้องต้นเป็นอะไรชัดเจน อย่างฑีฆนิกาย พรหมชาลสูตร ก็มาทำกันจริงจังเมื่อคราวนี้ คราวทำอริยสัจจากพระโอษฐ์ (๒๕๒๗) ก่อนนั้นดูผิว ๆ
ไม่มีที่จะปรึกษาใคร อยู่ที่สวนโมกข์หาคนปรึกษายาก พยายามดิ้นรนอย่างนั้นอย่างนี้ ค้นที่นั่น ค้นที่นี่ หาทางเทียบเคียงอย่างนั้นอย่างนี้ คำบางคำต้องแปลงเป็นสันสกฤต แล้วก็ไปดูปทานุกรมสันสกฤตจึงได้คำแปลที่ดีออกมา เราก็มีดิกชันนารีสันสกฤต เดี๋ยวนี้มอดกินหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไอ้ที่มีเรื่องดี ๆ เบ็ดเตล็ดยังมีแยะ เคยคิดกับมหาวิจิตร ถ้าเขาจะปลีกตัวมาช่วยได้ ทำเรื่องจากพระโอษฐ์เล่มสุดท้าย สมาธิภาวนาจากพระโอษฐ์
(หัวเราะ) ไม่ได้ปรึกษา เรื่องทางภาษาบาลีไม่ค่อยได้ปรึกษา ถ้าเป็นคนตั้งใจจริงมันเกือบจะไม่มีปัญหา พออาศัยอรรถกถาของสูตร ๆ นั้นจนได้เรื่องออกมา ผิดถูกก็แล้วแต่ บางทีเราก็ไม่เอาตามอรรถกถา เราอวดดี ก็มีอยู่บ่อย ๆ
มันก็บอกไม่ถูกว่าเมื่อไร มันเห็นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รู้จักสังเกตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมันชิน วินัยก็สำนวนอย่างนี้ สุตตันตะก็สำนวนเป็นอย่างนี้ อภิธรรมก็สำนวนเป็นอย่างนี้ อย่างน้อย ๓ รูปแบบนี้ไม่เหมือนกัน เรื่องในสุตตันตะนั้นก็มีหลายรูปแบบ เพราะมันหลายยุคหลายสมัย ทับ ๆ กันไป พลิกหลาย ๆ ครั้งเข้าก็แยกออก มันรู้ขึ้นมาเองเพราะมันชินเข้า ๆ ว่าไอ้อย่างนี้ ๆ อ้าว เดี๋ยวอย่างนี้มาอีกแล้วก็รู้
ไม่มี เคล็ดลับไม่มี มีแต่ว่าทำมันเรื่อยไป ทำมันเรื่อยไป มันจะค่อย ๆ ชำนาญ คล้าย ๆ มันบอกขึ้นมาเอง มันบอกของมันขึ้นมาเอง ดูจะไม่มีใครมีเคล็ดลับอะไร ถ้ามันติดขัดขึ้นมา มันมีข้อเท็จจริงอยู่อย่างหนึ่งว่าความรู้รอบตัวสำคัญเหมือนกัน ช่วยให้สันนิษฐานคำแปลได้ดี ได้มากขึ้น เอากันแต่ตามแบบฉบับแท้ ๆ ก็ไม่ค่อยตรงจุด
ตัวอย่างมันก็ (หัวเราะเบา ๆ) เรื่องเกี่ยวกับต้นไม้ต้นไล่ เกี่ยวกับเรื่องเจ็บเรื่องไข้ เรื่องเป็นเรื่องตายอะไรเหล่านี้ ถ้าเรามีความเข้าใจชัดเจน กว้างขวาง พอจะยุติคำแปลของภาษาบาลีเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็สรุปความได้ดี เรื่องชาวบ้าน เรื่องบ้าน ๆ เรือน ๆ นี้ ถ้าแตกฉานละก็มีประโยชน์มากเหมือนกัน ผมไม่บอกได้ว่ามีเคล็ดอะไร มีแต่ว่าให้ทำไปเท่านั้น สำเร็จประโยชน์จากการทำให้มาก ทำให้ชำนาญ คนอื่น ๆ เขาไม่ทำนี่ คือเขาไม่ต้องการ เขาไม่จำเป็นจะต้องทำ ไม่จำเป็นจะต้องสนใจกับบาลี อ่านแต่ที่เขาแปล ๆ เขียน ๆ ไว้มันก็พอเสียแล้วสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับเรานี่ไม่พอ มันต้องการมากกว่านั้น ที่จริงถ้าจะทำให้สนุกก็ยังทำได้อีกเรื่องหนึ่ง เรียกว่าของแปลก ๆ ในพระไตรปิฎก (หัวเราะ) เรื่องเดี่ยว ๆ เล็ก ๆ เอามาแสดง เอามาเปิดเผย ก็เป็นหนังสือสนุกอีกสักเล่มหนึ่ง (หัวเราะ) แต่มันไม่มีแรงจะทำ เดี๋ยวนี้มันไม่มีแรงจะทำ
ก็เคยคิด ๆ เพราะว่ามันอยู่ในขอบเขตของการงานของเรา ถ้ามันมีออกมาสักเล่มจะวิเศษที่สุด ผู้เป็นนักปฏิบัติทั้งหลายจะได้อาศัย แต่ก่อนเราก็เชื่อว่าพระไตรปิฎกแตะต้องไม่ได้ ครั้นมาถึงเดี๋ยวนี้พระไตรปิฎกก็ต้อง (หัวเราะ) พิจารณา จะต้องคัดเลือก จะต้องพิสูจน์ เรียกว่าไม่ถือเอาสักว่ามีในพระไตรปิฎก ต้องมองเห็นความดับทุกข์ได้จึงจะถือเอา (หัวเราะ) * คัมภีร์ชั้นพระบาลี หมายถึงพระไตรปิฎกซึ่งเป็นพุทธวจนะ เรียกย่อ ๆ ว่าพระบาลี ** สัทธรรมปฎิรูป หมายถึงธรรมะปลอม ธรรมะเทียม ไม่ใช่ของเดิมแท้ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน
|
|||
|
> วิธีศึกษาค้นคว้า |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org