|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส พระประชา ปสนฺนธมฺโม สัมภาษณ์
|
|||
|
มันไม่ใช่ความมุ่งหมาย แต่มันมีความจำเป็นบังคับ คือว่าเราออกมาจากกรุงเทพฯ ด้วยเจตนาข้อใหญ่ก็คือ เพื่อจะปฏิบัติธรรม ทีนี้พอมาจะลงมือปฏิบัติธรรม มันก็ปรากฏว่า ความรู้ไม่พอ และอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ที่เขาพูด ๆ สอน ๆ กันอยู่ แม้จะมีบ้าง เราก็ไม่เห็นด้วย เราเลยจำเป็นที่จะต้องค้นหาหลักเอาเอง อันนี้มันจึงทำให้ต้องไปสนใจกับสิ่งที่เรียกว่าปริยัติ แต่ไม่ใช่เพื่อเป็นนักปริยัติ หากเพื่อจะเก็บเอาหลักธรรมมาสำหรับใช้ปฏิบัติ ทีนี้มันก็ต้องช่วยตัวเอง จึงต้องค้นเอาจากพระไตรปิฎกด้วยตนเอง ถึงแม้ว่าเขาจะมีพระไตรปิฎกแปลกันอยู่บ้าง ก็น้อยมาก และก็ไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ เราเป็นคนชอบช่วยตัวเองมากกว่า จึงขอสมัครค้นคว้าด้วยตัวเอง เพื่อเก็บเอาหลักธรรมะที่จะอาศัยได้นั้นมาเป็นหลักปฏิบัติ ซึ่งหลักเหล่านี้ก็ได้มาตามสมควร สำเร็จรูปออกมาเป็นหนังสือที่เรียกว่า ตามรอยพระอรหันต์ ทีนี้มันมีความจำเป็นแทรกเข้ามาอีก คือว่าทางคณะธรรมทานจะออกหนังสือพิมพ์กัน หนังสือพิมพ์พุทธสาสนา รายตรีมาสต้องการให้เราช่วยในการงานนี้ด้วย ก็เลยเปิดแผนกเผยแผ่พระไตรปิฎก ส่วนที่ควรจะเผยแผ่ จึงต้องคัดเลือกเอาพระไตรปิฎกส่วนหรือสูตรที่ควรจะเผยแผ่มาแปล มาให้หนังสือพิมพ์พุทธสาสนา มันก็เลยกลายเป็นสองเรื่องเข้า ก็ค่อนข้างจะมากอยู่ในการที่จะต้องไปเกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎกในรูปแบบที่คล้าย ๆ กับปริยัติ แต่ไม่ใช่ปริยัติ ไม่มีวิธีการศึกษาอย่างรูปแบบปริยัติ ศึกษาอย่างรูปแบบจะคัดเลือกเอาส่วนที่จะใช้ปฏิบัติได้มาเป็นหลักปฏิบัติ แม้ที่เราจะเผยแผ่ไปในหนังสือพิมพ์ก็ยังมุ่งหมายอย่างนั้น คัดเลือกเอามาแต่สูตรที่จะมีประโยชน์แก่การปฏิบัติ หรือความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติของประชาชนทั่วไปด้วย นี่คือมูลเหตุอันแท้จริงที่ต้องมาเกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎกอีก มันไม่ใช่เรื่องเปลี่ยนกลับหรืออะไร มันเป็นเรื่องที่ก้าวหน้าต่อไป
ถ้าว่าโดยแท้จริงนั้น ตอนแรกก็มุ่งมั่นอยู่แต่พระไตรปิฎกเท่านั้น แต่เมื่อได้อ่านหรือได้พบเรื่องของฝ่ายอื่น เช่น พวกฝ่ายเซนเป็นต้น มันกลายเป็นพบว่ามันมีประโยชน์เหมือนกัน มันจะใช้ประกอบในการศึกษาได้ดี โดยเฉพาะอย่างเซนนั้น มันเป็นเทคนิคของการรวบรัดที่สุด ทำพร้อมกันไปในคราวเดียว ทั้งสมถะและวิปัสสนา แล้วยังมีพิเศษที่ว่าสามารถใช้คำพูดที่คมคายที่สุด เมื่อพบอย่างนี้ (หัวเราะ) ก็เลยต้องสนใจด้วย สนใจและพยายามเอามาใช้เป็นประโยชน์ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จึงได้ศึกษาเรื่องอื่น ๆ มากออกไปนอกจากพระไตรปิฎก แล้วประกอบกับนิสัยก็ชอบศึกษาอย่างไม่มีขอบขีดจำกัดอยู่แล้ว ก็เลยเป็นไปได้โดยง่าย ที่จะศึกษาขยายวงกว้างออกไป
(หัวเราะ) มันก็ศึกษาเท่าที่จะทำได้ เล่นหรือจริงก็ไม่รู้ (หัวเราะ) เท่าที่มันชอบ เท่าที่มันพอใจ แล้วก็มีความหวังอยู่มากเหมือนกันว่าจะใช้วิชาวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือในการเผยแผ่ธรรมะ และคิดว่าเราจะเผยแผ่ธรรมะให้แก่นักวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเป็นหมู่ชนที่มีอิทธิพลมากในอนาคตนั้น จะต้องทำอย่างไร จึงศึกษาวิถีทางวิทยาศาสตร์เผื่อ ๆ เอาไว้ ศึกษาเท่าที่จะทำได้ ดูมันก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก แต่มันเท่าที่จะทำได้ เท่าที่จะเอามาสนองความประสงค์ที่ว่า จะเผยแผ่ธรรมะแก่นักวิทยาศาสตร์ หรือใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือในการเผยแผ่ สิ่งใดที่ให้สำเร็จประโยชน์ได้ตามนี้ก็พยายามเต็มที่
ปรัชญาอินเดียนั้น เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องอยู่กับพุทธศาสนา บางอย่างมันเป็นพื้นฐานหรือเป็นแบ๊คกราวน์ของพุทธศาสนา และมีชาวอินเดียบางคนอ้างว่า หลักพุทธศาสนานั้นแยกตัวออกมาจากเวทานตะ อย่างนี้มันก็ทำให้ต้องศึกษาปรัชญาอินเดีย แล้วก็มีอยู่อีกตอนหนึ่งในระยะต่อมา ผมรับแต่งหนังสือให้คณะบางคณะ เช่น คณะกองตำรามหามกุฎราชวิทยาลัย เรื่องพุทธประวัติ มันก็ต้องเอาปรัชญาอินเดียมากล่าวในฐานะเป็นบทแรก ๆ เพื่อให้รู้ว่าชาวอินเดียมีความรู้กันอยู่อย่างไรในยุคที่พระพุทธเจ้าเกิดขึ้น อันนี้ก็เป็นเหตุอันหนึ่งเหมือนกัน ที่ทำให้ต้องศึกษาปรัชญาอินเดีย ศึกษาเพื่อประโยชน์ให้รู้พุทธศาสนามากขึ้นบ้าง ศึกษาเพื่อตอบปัญหาที่ถูกกล่าวหาบ้าง แล้วมันก็พบความน่าสนุก คือมีรสมีชาติในการศึกษามากเหมือนกัน แล้วมันก็พบตามข้อเท็จจริงที่ว่า บางแง่ไม่ใช่ทั้งดุ้น บางแง่ก็มีส่วนเป็นรากฐานของพุทธศาสนา หรืออย่างน้อยก็ช่วยให้รู้จักพุทธศาสนาดีขึ้น ดังนั้นสมัยหนึ่งแม้ว่าจะเป็นระยะสั้นก็ตามเถอะ ก็เคยทุ่มตัวศึกษาปรัชญาอินเดีย
ปรัชญาตะวันตกนับว่าน้อยมาก เพราะว่าไม่ค่อยศรัทธา เราจึงมักจะดูถูก เพราะว่ามันไม่มีเรื่องลึกซึ้งสูงสุดไปในทางดับทุกข์ มันเป็นเรื่องของนักคิดธรรมดาสามัญ หรือ มันคิดไปแต่ในเรื่องธรรมดาสามัญ ไม่มาในทางที่จะดับทุกข์ หรือเพื่อมรรค ผล นิพพาน ดังนั้นจึงสนใจน้อยมาก แล้วก็อีกอย่างหนึ่งก็คือ เห็นว่ามันมากเกินไป กว่าที่จะไปทำกับมันได้ ก็เลยศึกษาแต่บางเรื่องของเขา บางเรื่องของบางคน แล้วก็มักจะศึกษาเฉพาะเรื่องของบางคนที่เกี่ยวพันอ้างอิงมาถึงพุทธศาสนา อย่างเรื่องของโชเปนฮาว เป็นต้น
เท่าที่เห็นว่ามันพอจะเปรียบเทียบได้ ก็เอามาเปรียบเทียบเพื่อเข้าใจพุทธศาสนาดีขึ้น และเพื่อป้องกันไม่ให้มัน (หัวเราะ) ปนกันจนเป็นเรื่องมีผลร้าย เพื่อให้รู้จักแยกออกจากกัน บางทีมันก็นึกไปทำนองดูหมิ่นว่ามันต่ำเตี้ย ต่ำต้อยกว่ากัน ถ้าเอามาพูด ก็พูดให้เห็นในทางที่มันยังไม่ถูกต้องมากกว่า ยังไม่ถูกต้องในการที่จะดับทุกข์ ไม่ใช่ดูถูกดูหมิ่นอะไรเขามากมาย แต่ถ้าพูดในเรื่องที่ดับทุกข์ มันยังไม่ถึงขนาด มันก็อยากให้พุทธบริษัทรู้จักคุณค่าของพุทธศาสนาของตัวเอง จึงเอาไปเปรียบเทียบบ้าง ตามที่ทำได้ มันก็ไม่ใช่มากมายอะไรนัก
คริสต์ศาสนานั้นมีมูลเหตุหลายอย่าง หลายทิศทาง ดูเหมือนนายธรรมทาสเขาสนใจก่อนผมเสียอีก ชอบเอาอะไรมาอ้างอิง พูดกับมิตรสหายในคณะธรรมทาน (หัวเราะ) ผมก็เกิดสนใจขึ้นมาบ้าง อีกทางหนึ่งก็อยากจะรู้ว่า ทำไมจึงมีคนนับถือมาก และพร้อมกันนั้นก็เกิดสงสัยว่า ทำไมรัชกาลที่ ๖ ที่แต่งเทศนาเสือป่านั้นจึงประณามไว้อย่างรุนแรง ผมก็บังเกิดสนุกขึ้นมาบ้างเหมือนกัน อย่างตอนที่ออกหนังสือพิมพ์พุทธสาสนาแล้ว มีบาทหลวงบางคนเขาเขียนมา จะหวังดีหวังร้ายอะไรก็ไม่รู้ แต่มันพาดพิงถึงพุทธศาสนาในลักษณะที่ว่า จะลองเชิงหรือว่าจะหาช่องโอกาสมาเปรียบเหยียบย่ำ ผมก็เลยศึกษาในแง่ลบ (หัวเราะ) คริสต์ศาสนาตามความรู้สึกของเรา แล้วตอนนั้นเราก็รู้คริสต์ศาสนาน้อยมาก คือรู้แต่คำว่า พระเจ้า ในความหมายที่เขาใช้ ๆ กันอยู่ในภาษาคน ก็เลยเขียนต่อต้านพระเจ้า (หัวเราะ) พิมพ์เป็นหนังสือขึ้นมา คือตอบปัญหาของบาทหลวง บาทหลวงที่ว่าก็คือ ยอน อุลลิอานา (หัวเราะ) ซึ่งตอนหลังก็มาเป็นมิตรกัน เดี๋ยวนี้ตายแล้ว แต่การเขียนครั้งนั้นมันกระเทือนไปถึงฝ่ายอิสลาม มีนักศึกษาฝ่ายอิสลามเขียนมาทำนองคัดค้านข้อความที่พาดพิงถึงพระเจ้า ในลักษณะเป็นการจ้วงจาบ เพราะว่าเราพูดอย่างพระเจ้าชนิดบุคคล ก็มีผลมาก หนังสือพิมพ์ของชาวคริสต์ก็เขียนต่อต้านเรื่องนี้ ตอบโต้เรื่องนี้ แต่ต่อมา เมื่อใช้หลักภาษาคน - ภาษาธรรม ก็มองเห็นไปอีกทางหนึ่งว่า พระเจ้า ที่สอนอย่างภาษาคนนั้น มันสอนคนโง่ พระเจ้าควรจะมีความหมายในภาษาธรรม สอนคนที่มีสติปัญญา แต่ว่าเขาบันทึกไว้อย่างในรูปภาษาคน เป็นเหตุให้นึกว่า การพูดสำหรับคนที่ไร้การศึกษา มันก็ต้องมีอยู่ส่วนหนึ่งในพระคัมภีร์ หรือจะเป็นส่วนมากด้วยซ้ำไป ตอนหลัง ๆ ผมจึงพูดถึงพระเจ้าในลักษณะอื่น ในลักษณะที่พระเจ้าจะมีความหมายที่มีประโยชน์และเข้ากันได้ทุก ๆ ศาสนา เอาพระเจ้ามาช่วยคุ้มครองโลก นี้จะได้แก่บทเขียนหลัง ๆ นี้มันก็เป็นผลที่สนใจเกี่ยวเรื่องพระเจ้ากันมาเป็นเวลานาน สำหรับคริสต์ศาสนานั้น ระยะแรก มันก็รู้สึกว่าเป็นคู่แข่งขันโดยแน่นอน จึงจะต้องรู้เรื่องของฝ่ายที่เป็นคู่แข่งขัน ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จึงพยายามศึกษาเท่าที่จะศึกษาได้ แต่ก็ไม่ใช่มากมายถึงขนาดที่เรียกว่า เต็มขนาดอะไรกัน ก็เพียงเท่าที่พระในป่าจะทำได้ เดี๋ยวนี้กลับมีความมุ่งหมาย ว่าทุกศาสนาที่มีอยู่ในโลก จะต้องคงมีอยู่ในโลกต่อไปแหละ สำหรับบุคคลบางคนเป็นพวก ๆ ลดหลั่นเป็นขั้น ๆ ลงไป ก็เลยมองไปถึงข้อที่ว่าคนจะต้องสัมพันธ์แก่กันและกัน ในระหว่างคู่ต่างศาสนา จะเป็นเรื่องการเมืองก็ดี เรื่องเศรษฐกิจก็ดี จะต้องมีความสัมพันธ์ในระหว่างคนที่ต่างศาสนาต่อกัน กระทั่งว่า มันจะต้องแต่งงานกันในระหว่างคนที่ต่างศาสนากัน และมีหลักเกณฑ์อะไรที่จะทำให้สัมพันธ์กันได้ด้วยดี แม้เดี๋ยวนี้ก็ยังคิดอยู่ว่า (หัวเราะ) คู่ผัวเมียที่มันต่างศาสนา จะต้องมีหลักทางศาสนาอย่างไร คนถือพุทธแต่งกับคริสต์ก็มี แต่งกับอิสลามก็มี นี่มันจึงเป็นเรื่องที่จะต้องคิดว่าจะวางหลักทางศาสนากันอย่างไร แล้วเขาจะได้เข้ากันอย่างสนิท ไม่เกิดปัญหาขึ้นมา
จะเรียกว่ามากก็ไม่ได้ เพราะว่ามีเรื่องอย่างอื่นอีกมาก ก็ศึกษาเท่าที่โอกาสจะอำนวย คงจะพอ ๆ กันกระมัง ถ้าเทียบการศึกษาคริสต์กับศึกษามหายาน แต่ว่ามหายานนั้น เราไม่ค่อยจะต้องศึกษาอะไรให้มาก เพราะว่ามันคล้าย ๆ กับเถรวาท (หัวเราะ) เข้ากันได้กับเถรวาทของเราก็มีอยู่มากแล้ว ก็ประหยัดได้ ส่วนคริสต์นั้นต้องศึกษาในฐานะที่มันแปลกออกไป และจะเป็นผู้คัดค้าน ในระยะแรก จึงศึกษาอย่างพิถีพิถันมากกว่าศึกษามหายาน ตรงนี้ต้องพูดกันสักหน่อยว่า มหายานอย่างที่พูดถึงนี่ คือมหายานชนิดที่สำหรับคนด้อยการศึกษา สำหรับผมนั้น นิกายเซน ผมไม่จัดเป็นมหายาน แต่ว่ามีคนหลายคนเขาไปจัดเซนเป็นมหายาน คล้าย ๆ กับว่าถ้ามันเกิดในเมืองจีน เมืองญวน แล้วมันก็จะเป็นมหายาน ที่จริงเซนนั้นเป็นผู้คัดค้าน ล้อเลียนมหายาน ฉะนั้นจึงเอาข้อความในมหายาน สูตรของมหายาน ไปอธิบายใหม่อย่างล้อเลียนเรื่องสวรรค์ เรื่องสุขาวดีอย่างนี้ พวกเซนไม่ได้ถือว่าอยู่บนสวรรค์ทางทิศตะวันตก สวรรค์อยู่ที่การเข้าถึงจิตเดิมแท้ นี่เรียกว่า เป็นผู้ต่อสู้ล้อเลียน ท้าทายมหายาน แม้ว่ามหายานชั้นดี มันก็ไม่มีเรื่องอะไรแปลกออกไปจากเถรวาทสูตรใหญ่ ๆ ยาว ๆ เช่น สัทธัมมปุณฑริกสูตร ใจความสำคัญ มันก็ไปอยู่ตรงที่ละอุปาทานในขันธ์ ๕ สูตรใหญ่ ๆ อย่างอื่น ประจำนิกายอื่น ๆ ก็เหมือนกัน มันไปจบลงที่ละอุปาทาน ในขันธ์ ๕ ทั้งนั้น ข้างต้น ๆ ของสูตรเหล่านี้มันอาจเลอะเทอะเปรอะปะ เตลิดเปิดเปิงไปไหน ๆ ก็สุดแท้ อย่างลังกาวตารสูตร ว่าจะไปสอนชาวลังกา พวกทศกัณฐ์น่ะให้ถือศีล จะไปสอนเรื่องไม่กินเนื้อเป็นต้น แต่พอตอนท้าย ตอนจบสูตรก็เป็นเรื่องละความยึดมั่นถือมั่นในเบญจขันธ์นั้นเอง ดร.ซูสุกิ จึงมองว่าลังกาวตารสูตรนี้เป็นเงื่อนต้นของเซน (หัวเราะ)
เท่าที่ผมทราบ เท่าที่ศึกษามา ไม่ชอบ ไม่ค่อยได้ศึกษากี่มากน้อย แล้วก็ยิ่งได้ยินว่า มันมีอะไรพิเศษเกี่ยวกับเรื่องเพศ เกี่ยวกับเรื่องกามารมณ์ ดังนั้นก็เลยไม่ได้สนใจ ไม่มีเวลาจะสนใจ ไม่มีเวลาพอที่จะเจียดให้ แล้วการตีความรูปเคารพของวัชรยาน ที่รูปผู้หญิงกับผู้ชายประกบกันอยู่โดยอวัยวะเสียบกันนั้น ผมเห็นว่ามันเต็มที จะจริงแท้อย่างนี้หรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่เขาพูดกันอย่างนั้น แล้วผมก็ไปพบที่อินเดีย ก็เลยซื้อมาตัวหนึ่ง ไม่กล้าให้ใครดู จนเดี๋ยวนี้ ไม่กล้าให้ใครดู เดี๋ยวมันจะเข้าใจผิด ว่าเรานี่เป็นอะไรไปแล้ว แล้วเมื่อไม่นานมานี้ มีคนส่งมาให้อีกตัวหนึ่งอีก ก็เลยให้เก็บเงียบ ถ้าให้ใครดู แล้วคงจะเข้าใจผิด รูปพระพุทธเจ้ากระทำประกบกันอยู่กับปรัชญาปารมิตา ถ้าอุปมากันอย่างนี้ถือว่าเป็นการตีความกับสิ่งที่เรียกว่าไม่คุ้มค่าเวลาเลย ก็เลยไม่ค่อยสนใจ เข้าใจว่าคงจะมีอะไรที่ไม่ใช่อย่างนั้นกระมัง ก็มันมีอะไรดี ๆ อยู่เหมือนกัน มิฉะนั้นท่านทะไลลามะ คงจะไม่ยึดถือวัชรยานนี้ แต่ที่มันจะสอนคนภายนอกแล้วใช้อุปมาที่โลดโผนมากอย่างนี้ มันทำกันลำบาก ในเมืองไทยไม่ใคร่จะมี เพราะมันยากที่จะอธิบายให้เข้าใจได้ บางคนอธิบายว่า ศรัทธากับปัญญา ต้องประกบคู่กัน
คำว่าสังคมศาสตร์ สำหรับผมนี่ ผมเห็นด้วยกับสวามี สัตยานันทบุรี ที่เขาพูดว่า มันเกือบจะทุกวิชาแหละ ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่สังคมศาสตร์ วิชาอะไรที่สังคมควรจะรู้ แล้วก็เป็นสังคมศาสตร์หมด มันจึงลงมากระทั่งถึงเรื่องศาสนา เรื่องกฎหมาย เรื่องอนามัย เรื่องสุขภาพ เรื่องอะไรต่าง ๆ เรียกว่าเป็นสังคมศาสตร์หนึ่ง ๆ ทั้งนั้น แล้วมันก็ศึกษากันไม่รู้จักจบ สวามี สัตยานันทบุรีแกถือหลักอย่างนั้น แล้วเราก็ได้ฟังเป็นครั้งแรก ก็พลอยถือหลักอย่างนั้นไปด้วย แล้วเราก็ตกลงเห็นพ้องกันว่าเราไม่สามารถจะเผยแผ่ สังคมศาสตร์ได้ทุกวิชา จะเลือกเผยแผ่เฉพาะบางศาสตร์เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ปรัชญา ศาสนา ที่เรียกว่าวิธีดับทุกข์ นี่เป็นศาสตร์ที่สังคมควรจะรู้ เพราะตัวหนังสือนี่มันเปิดโอกาสให้อย่างนั้น ศาสตร์ที่สำหรับสังคมควรจะรู้นับไม่ไหว อักษรศาสตร์ วัฒนธรรม อะไรต่าง ๆ ก็นับเป็นสังคมศาสตร์ ผมเลือกศึกษาเฉพาะ ที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา ไป ๆ มา ๆ สังคมศาสตร์ที่อ่านมากหน่อยก็ไม่พ้นปรัชญาอินเดีย
ไม่ ไม่ได้สนใจ ไม่ได้เกี่ยวข้อง โดยถือเสียว่ามันเหมือนกัน คือสิ่งที่สังคมควรจะรู้ รู้เอาได้เอง ไม่ต้องไปอ่าน หรือไม่ยอมซื้อหนังสือชนิดนั้น (หัวเราะ) ให้เปลืองมากออกไป
ก็มี มีมูลเหตุมาจากการที่เมืองไชยา เต็มไปด้วยหลักฐานทางโบราณคดี ทางประวัติศาสตร์ มันก็อดสนใจด้วยไม่ได้ เท่าที่ผมสนใจแล้วก็เขียนเป็นหนังสือแนวสังเขปโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน แล้วก็ยังรวบรวมไว้อีกมากพอ แต่ว่าเดี๋ยวนี้มันเหนื่อยแล้ว มันอ่อนเพลียแล้ว ไม่อาจจะเขียนได้อีกแล้ว แม้ว่าถ้าจะเขียน ก็เขียนได้อีก มากเท่าตัวรูปภาพต่าง ๆ ก็สะสมไว้ด้วยความตั้งอกตั้งใจ เดี๋ยวนี้มันเบื่อหมด ปล่อยให้เสียหมด วิชาโบราณคดีไม่ดับทุกข์ (หัวเราะ) การศึกษาทางโบราณคดีไม่ดับทุกข์ แต่ถ้าเป็นเรื่องกระตุ้นให้เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้สนใจวิธีการดับทุกข์ที่เขาเคยใช้กันมาแต่โบราณ โบราณคดีอย่างนี้ก็สนใจมากเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นเรื่องวัตถุต่าง ๆ แล้ว ก็ชักจะหมดศรัทธา เราไม่เรียกว่าเป็นเรื่องของพุทธศาสนา มันโบราณคดีของวัตถุ ของศิลปะ ของความคิดของมนุษย์ในแง่ของศิลปะมากกว่า ถ้าขยายออกไปถึงสถาปัตยกรรมด้วยแล้ว ยิ่งแล้วใหญ่
อาจจะก่อนก็ได้ ผมก็ไม่แน่ใจ ผมลืมเสียแล้ว เขาสนใจที่จะพิสูจน์เรื่องเกี่ยวกับเมืองไชยาเป็นส่วนใหญ่ ส่วนผมนั้นสนใจทั่วไปด้วย ไม่ได้หมายมั่นปักหลักอะไรที่ไชยาเท่านั้น
|
|||
|
> เหตุผลของการศึกษา |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org