|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส พระประชา ปสนฺนธมฺโม สัมภาษณ์
|
|||||||||||
|
มันปนกัน เรียกว่ามันสับสนปนกัน สมัยหนึ่งเคยเล่นชนิดที่มีประโยชน์ทางวัตถุ เคยเล่นหีบเสียง เรียนภาษา เล่นพิมพ์ดีดเพื่อพิมพ์หนังสือ เล่นกล้องถ่ายรูป เพื่อรวบรวมรูป และอะไร ๆ ที่มันคล้าย ๆ อย่างนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งแห่งการเล่น เรามักจะชอบไปซื้อหาของเก่า ๆ มาซ่อมเล่นสนุก ใช้ประโยชน์ได้ ก็สนุก เล่นอย่างจิตใจก็เล่นเพลินกับธรรมชาติ เคยเล่นต้นไม้แปลก ๆ แปลกสำหรับเรานะ ไม่ใช่แปลกสำหรับผู้อื่น สะสมต้นไม้แปลก ๆ เรื่องปลา เรื่องนก เรื่องแมว เรื่องหมา กระทั่งจิ้งจก ตุ๊กแก ก็เคยเป็นเรื่องเล่น สมัยหนึ่ง ๆ แล้วในที่สุดก็กลายเป็นเรื่องเป็นราวไปได้ นอกจากนั้นก็มีเล่นการพักผ่อน นั่งเล่น นอนเล่น ทำสมาธิเล่น สมาธิเคยทำอย่างเล่น ๆ มันหลายประเภท ผมเคยเล่นเกือบทุกอย่างตามความเหมาะสม ตามโอกาส จะจัดลำดับไม่ค่อยได้ แต่มันก็มีลำดับอยู่ในตัว ตามที่อายุมันมากเข้า อะไรเข้า สถานะของตนมันเปลี่ยนไป เรื่องเล่นก็ต้องเปลี่ยนไปพอเหมาะพอสม เคยชอบไปเที่ยวทะเล ลงเรือไปเล่นทะเล ไปลอยทะเลก็เคยหลายครั้ง จัดจอมปลวกให้เป็นระเบียบก็เคยทำมาแล้ว จอมปลวกอยู่ที่นั่นบ้างที่นี่บ้าง เราก็ย้ายเอามาทำให้เป็นระเบียบ ตรงที่ ๆ เราอยากให้มันอยู่ แล้วเอาแผ่นปูนวางข้างบน ทำเป็นโต๊ะได้ ย้ายแล้วปลวกยังอยู่ในนั้น ต้องขุดลึกมาก แล้ว ๔ คนจึงหามไหว ข้างล่างที่อยู่ใต้ดินมันโตกว่าข้างบน ข้างบนเป็นโพรง ปลวกแถวสวนโมกข์เก่าตัวเหลือง ๆ เป็นปลวกที่ไม่กัดของ ย้ายมาตั้งเป็นแถว ๆ ข้างกุฏิของเรา ใกล้ ๆ แถวนั้นไม่พอ ก็ไปหาจากที่ไกลออกไป บางทีก็ตาย แล้วก็เลิกร้างไปก็มี ถ้าทำผิด นายทัศน์เขาเป็นคนแข็งแรงมาก ช่วยย้ายจอมปลวก นายทัศน์เป็นอีกคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสวนโมกข์มาตั้งแต่แรก คอยช่วยเหลือตลอดเวลา ช่วยทำแทบทุกอย่าง เขาเป็นคนพุมเรียง เกิดที่นั่น เห็นกันมาตั้งแต่เล็ก รุ่นอ่อนกว่าผมหน่อย เคยตั้งเนื้อตั้งตัวได้ด้วยตนเอง มีเรือลำเล็ก ๆ จนมีเรือลำใหญ่ จนมีโรงถ่าน มีร้านค้า สมัยผมอยู่สวนโมกข์เก่า มักไปปรึกษาหารือ ขอความคิดเห็นตลอดเวลา จนกระทั่งไปอยู่กรุงเทพฯ ไร่สวนของนายทัศน์ เขาก็อยู่เกือบตรงกับสวนโมกข์เก่า เยื้องไปทางตะวันตก ระหว่างถนนเส้นบ้านทุ่งกับไชยา จึงไปนั่งเที่ยว ไปคุยสนทนากันบ่อย ๆ อย่างนี้ก็เรียกว่าเล่น คุยกันเล่น เคยเอาเรือนายทัศน์ไปเที่ยวทะเล ไปดอนเส็ด ซึ่งเป็นเกาะทรายอยู่กลางอ่าว นายทัศน์เป็นคนให้ความสะดวกเพราะเขามีเรือ เคยพาหลวงบริบาลไปดูทะเลฝั่งโน้นด้วย เขาก็เลยคุ้นเคยกับหลวงบริบาล คุ้นเคยกับฝรั่งบางคนที่มาศึกษาโบราณคดีด้วย สิ่งที่เรียกว่าเล่นมันมีความหมายมาก กินความกว้างขวาง จากเล็กที่สุดจนถึงใหญ่ที่สุด แม้แต่แต่งโคลงแต่งกลอน มันก็เป็นของเล่น ไม่ได้จริงจัง ผมก็ไม่รู้จะบอกอย่างไร บอกได้แต่ว่าเคยเล่นสิ่งเหล่านี้มาตามโอกาส ผมเคยแม้แต่ปรุงอาหารเล่น แกงดอกลั่นทมที่ไม่มีใครเคยคิดว่าจะกินได้ จะแกงได้ เราก็แกงมาแล้ว (หัวเราะ) ต้องใส่กะทิมาก ๆ ใส่มะขามเปียกให้มันเปรี้ยว ๆ ใส่น้ำตาลให้พอ ๆ กัน ก็กินได้ อร่อยดีเหมือนกัน แกล้งทำเลี้ยงให้เขารู้รส ให้ยอมรับว่ามันก็กินได้เหมือนกัน อร่อยดีเหมือนกัน (หัวเราะ) ดีกว่าปล่อยให้เสียไปมากมายก่ายกอง ต้องใช้ประโยชน์ ช่วยถ่ายสะดวกนิดหน่อย ไม่ถึงกับเป็นยาระบาย เล่นมาหลายอย่างเลยไม่รู้จะตอบอย่างไร (หัวเราะ)
แบบของที่มีอยู่ก่อน ที่เราพยายามท่องจำไว้มากก็ คำฉันท์ของกรมพระปรมานุชิตชิโนรส คำโคลงโลกนิติก็เคยพยายามท่อง ของครูเทพ เราก็ชอบ ของรัชกาลที่ ๖ ก็รู้สึกนิยม เพราะเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องทำยาก ที่ท่านแปลจากเช็คสเปียร์ ท่องจำไว้หลายตอน เรื่องธรรมาธรรมะสงคราม ก่อนนี้จำได้เกือบหมด เดี๋ยวนี้ลืมเกือบหมด (หัวเราะ) แต่ด้วยอะไรไม่รู้ ผมเกิดไม่นิยมสุนทรภู่ ความรู้สึกมันอาจจะเกิดจากเคยได้ยินว่าแกกินเหล้า แกเมาผู้หญิง เลยเหมาเอาว่าคงเอาความรู้สึกอันนั้นมาเขียนกลอน แต่ถ้อยคำของแกก็เพราะดี เรายังเคยแต่งล้อสุนทรภู่ (หัวเราะ)
(หัวเราะ) ยังมีอีก ๔ บาท นึกไม่ออกแล้ว คุณสัญญาท่องจำแม่นเลยจนเดี๋ยวนี้ เวลาเราแต่งเอง ก็เลือกแบบให้เหมาะสมกับเรื่องที่จะแต่ง ถ้าไปแปลงของฝรั่งมา ก็จะแต่งเป็นบทดอกสร้อย ที่เป็นคำฉันท์หรือคำโคลงนั้น แต่งล้อกรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา เรื่องแม่ลูกสนทนาเรื่องนิพพาน บางเรื่องเราก็ลงทุน แต่งล้อตัวเอง เพื่อให้คนอื่นได้ประโยชน์ก็มี ที่ตั้งใจแต่งจริง ๆ ยาวพอสมควร ก็มีแต่นิราศลพบุรี แต่งให้คุณสัญญา คนพาไปเที่ยว กาพย์กลอนนอกนั้น ก็แต่งยามว่าง แต่นาน ๆ เข้ามันก็มากขึ้น จนพอจะพิมพ์เป็นเล่มได้ (หัวเราะ)
รูปวิว วิวตามความพอใจของเราอย่างในกล่องที่เก็บ ๆ ไว้นั่นแหละ เมื่อเล่นถ่ายรูปก็ถ่ายวิวมากกว่าอย่างอื่น กล้องถ่ายหนังก็เคยเล่น เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ พันเอกสาลี่ให้มา กล้อง ๑๖ มิล ๕๐ ฟุต และกล้อง ๘ มิลซุปเปอร์กับ ๘ มิลธรรมดา ก็ได้ถ่ายไว้ไม่น้อย คงเตรียมขึ้นราหมดแล้ว เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ดทั้งนั้น ที่ชอบมากที่สุดก็ถ่ายปลาใส่ตู้กระจก สวยมาก เรียกว่าเพชรพลอยในหนอง เมื่ออยู่ในหนองมันไม่สวยไม่น่าดู พออยู่ในตู้กระจก มันสวยวิเศษไปเสียทุกตัว เวลาถ่ายเป็นหนังออกมา เครื่องฉายก็มีตั้ง ๒ เครื่อง เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่าใครจะเป็นคนใช้มัน ตอนนั้นคุณบุญชูอยู่ เขาทำทุกอย่าง เกี่ยวกับการทำงานของพระในสวนโมกข์ก็เคยถ่ายไว้ เดี๋ยวนี้ต้องอุทิศแล้ว สละให้แก่การเน่าเสีย การขึ้นรา มันรักษาลำบาก มันต้องมีห้องปรับอากาศ ปรับความชื้นอะไร แล้วก็ไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร
มีหลายคน นายมณี ศรีพัฒน์ อยู่กรุงเทพฯ เป็นเพื่อนเล่นกันมาที่ไชยานี้ ก็ไม่มีใครที่ว่าเป็นเพื่อนเล่นกล้อง ผมมักสอนให้เล่นจนเป็นกันหลายคน ครูวงศ์เขาก็เล่นตามผม ผมเคยไปถ่ายทั่วกรุงเทพฯ ทั่วอย่างหยาบ ๆ ผมไม่รู้แห่ง อาจารย์พระครูชยาภิวัฒน์พาไป สมัยที่ยังอยู่กรุงเทพฯ แกพาไปทุกแห่ง วัดฝั่งธนสวย ๆ ไปทั้งวัน
ไม่ใช่ตอนแรก เพิ่งมารู้จักกันเมื่อผมเลิกเล่นกล้องแล้ว เขาชั้นปรมาจารย์มีชื่อ รู้จักกันในฐานะนักศึกษาธรรมะ ไม่ใช่เพื่อนเล่นกล้อง คุณระบิลมาช่วยกิจการของสวนโมกข์ ในด้านถ่ายภาพพุทธประวัติหินสลักจำลองเป็นชุด ถ่ายเป็นหนังก็เคยมี เดี๋ยวนี้ไม่รู้ไปไหนแล้ว ถ่ายเป็นสไลด์ก็มาก เรื่องวันหนึ่งในสวนโมกข์ เป็นหนังก็ฝีมือคุณระบิลร่วมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งชื่อสุขุม นอกจากนั้น ยังช่วยอัดรูป เมื่อเราต้องการให้อัดรูป แกไปวานคุณพูล เกศจำรัส ที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ทุ่งมหาเมฆ ช่วยอัด คุณพูลเป็นอาจารย์ มีลูกน้องเยอะ ภาพไปอินเดียที่วางระเกะระกะนั้น อัดที่เทคนิคทุ่งมหาเมฆทั้งนั้น มีคนช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ คุณระบิลเป็นคนช่วยทำกรอบ ทำอย่างประณีตและฝีมือ รูปพวกนั้นจึงทนทานมาได้บัดนี้ แล้วก็สอนให้คุณบุญชู (พระบุญชู) ทำเป็นถ่ายได้ ล้างได้ อัดได้ ทำเคล็ดต่าง ๆ ได้ แกเป็นคนฉลาด มีหัวทางนี้ ก็ทำได้ตามที่คุณระบิลแนะ อีกคนที่คบหากันในเรื่องรวบรวมรูปก็คือ นายเที่ยง เขามีร้านถ่ายรูปที่สงขลา เดี๋ยวนี้เลิกแล้ว ขายของในตลาดแทน เคยแนะเคล็ดในการทำรูปคนเดียว ดูเป็น ๒ คนคุยกัน เป็นต้น เรื่องแบบนี้ คุณบุญชูทำได้สนิทมาก ผู้ที่เล่นตามผมอีกคนหนึ่งคือเจ้าชื่น สิโรรส เชียงใหม่ นับได้ว่าเป็นผู้ที่ได้ถ่ายภาพไว้มากที่สุด ทั้งตอนไปอินเดีย และในประเทศไทย ประเทศพม่า หมอไพบูลย์ สิทธิคู ที่อยู่หาดใหญ่ ช่วยเหลือด้วยเรื่องอุปกรณ์สารพัดอย่าง รุ่นหลังสุด นี้ก็มีคุณมนัส จิระวงศ์ ซึ่งคอยให้ความสะดวกเกี่ยวกับรูปตลอดเวลาจนทุกวันนี้
เราได้เคยเห็นที่กรุงเทพฯ ที่เขาฉายสไลด์กัน ชนิดไม่ต้องมีแผ่นสไลด์ ชนิดที่ใช้ภาพหนังสือสอดเข้าไปข้างใต้ แล้วภาพนั้นก็ออกมาปรากฏที่จอได้ แล้วก็คิดว่า เราควรจะมีการใช้ของอย่างนี้บ้าง ก็ศึกษาว่ามันจะทำได้อย่างไร ในชั้นแรกนั้น ไม่เคยคิดว่าจะซื้อ เพราะว่ามันไม่มีทุน จึงศึกษาจนรู้ว่าทำอย่างไร ก็ทดลองอย่างนั้น ทดลองอย่างนี้ (หัวเราะ) จนรู้หลักของมัน ก็เลยประกอบขึ้นด้วยตนเอง เป็นลังไม้ยาวเกือบวา เพราะว่าไปใช้ไฟฉายที่ใช้หน้ารถยนต์ มาทำเป็นตัวแสง มันก็กินเนื้อที่ยาว แล้วก็ไอ้คอนเด็นเซ่อ ก็หาได้ยากตามความประสงค์ ไปซื้อเปะปะมา มันก็ทำให้ต้องใช้โฟกัสยาว รวมกันเข้าจึงยาว จึงหนัก ใช้เลนซ์กล้องถ่ายรูปขนาดใหญ่หน่อย ทำเลนซ์ รวมกันจึงเป็นลังไม้ยาวเกือบวา ทีนี้ก็ต้องรู้จักล้างฟิล์มให้เป็นโพสิตีฟ คือสไลด์แบบสำเร็จรูป ชนิดที่ล้างกลับได้เลยแบบสมัยนี้ มันยังไม่มี หาไม่ได้ เราก็ฟิล์มแดงธรรมดา เขาเรียกกันว่าฟิล์มแดง (หัวเราะ) เป็นฟิล์มถ่ายรูปชนิด ๓ นิ้วนั่นแหละ ถ่ายแล้วล้างที่หนึ่งแล้วก็ล้างกลับ เป็น ๒ หน มันก็ใช้ได้ แต่ถ้าฟิล์มเขียวใช้ไม่ได้ ก็เลยได้สไลด์ขนาดใหญ่ ๖ x ๖ นิ้ว พอดีใช้กับเครื่องที่ทำขึ้น แล้วก็ถ่ายเอาตามที่ต้องการว่าควรจะมีอะไรบ้าง รวมทั้งก๊อปปี้รูปในหนังสือต่าง ๆ บางทีก็ถ่ายเอาเลย ในที่สุดก็ได้ผลตามความประสงค์ เพียงแต่ว่ามันไม่สะดวก มันใหญ่โตเทอะทะ เอาไปฉายให้คนดู เอาไปฉายในงานศพอาจารย์ผมที่เคยเป็นสมภารวัดใหม่พุมเรียงก็เคย อาจารย์หนุนนั่นแหละ (หัวเราะ) หามกันไป เด็ก ๒ คนหาม แล้วก็ใช้เสื่อน้ำมันเป็นจอพ่นสีบรอนซ์เข้าด้านหลัง กางออกเป็นจอ (หัวเราะ) ยาววากว่า โกลาหลที่สุดแหละ (หัวเราะ) ต้องใช้เด็ก ๔-๕ คน แรก ๆ ไปถึงไหนก็ตื่นเต้นที่นั่น ทำอย่างนี้อยู่ปี ๒ ปีได้ จึงใช้เครื่องสำเร็จรูปของฝรั่ง ที่หมอไพบูลย์ให้เป็นรุ่นแรก รุ่นต่อมา กมล สุโกศล ให้ ก็ดีขึ้น แล้วก็ได้เครื่องที่กระทรวงศึกษาธิการช่วยซื้อให้ก็ดีที่สุด (หัวเราะ) สำหรับเครื่องสไลด์
นี่เมื่อเร็ว ๆ นี้เอง เมื่อมีภาพเขียนชุดหนวดเต่าเขากระต่ายแล้ว ก็ขอร้องให้พวกหนังตะลุงเอาไปเล่น เป็นการสอนธรรมะ มันน่าจะสะดวกในเรื่องมันมีพระเอก มีนางเอก มียักษ์ พอจะเล่นเป็นหนังตะลุงได้ เผอิญหนังตะลุงมาอยู่ที่วัดเวียง ก็เลยขอร้องเขาให้ช่วยลองดู ตามบทหนังตะลุงที่คุณวรศักดิ์ (พระวรศักดิ์ วรธมฺโม) แต่งขึ้น ยืดยาว ฉายภาพเป็นสไลด์ แล้วร้องบรรยายแบบหนังตะลุง ใช้ดนตรีแบบหนังตะลุง มันก็น่าดูแหละ แต่ว่ามันยาวเกินไป หลายชั่วโมง ในที่สุดก็เอือม คนดูมันทนไม่ไหว แล้วเรื่องมันก็ไม่สนุกนัก ดูกันเดี๋ยวเดียวก็ง่วงนอน มันยาวตั้ง ๔-๕ ชั่วโมง ลองกันที่นี่ทีหนึ่ง แล้วอีกทางหนึ่งก็ทางสงขลา ขอร้องให้เพื่อนฝูงที่รู้จักกัน พูดจา เจรจากับหนังตะลุงที่มีชื่อเสียง ให้เอาเรื่องอย่างนี้ เอาภาพอย่างนี้ไปลองเล่นดู เขาก็รับปาก ต่อมาก็แจ้งมาว่าไม่ไหว (หัวเราะ) ว่าเป็นเรื่องที่เล่นยาก ประชาชนไม่ชอบดู เป็นเรื่องที่อธิบายไม่ค่อยจะถูก ยังสั่งมาเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อไม่นานนี้ว่าขอเวรคืน นี่ยังคิดเล่น ๆ อยู่ว่าถ้ามันสะดวก จะทำวีดีโอ เป็นหนังตะลุงฉายสไลด์ บรรยายเป็นหนังตะลุง เป็นของน่าจะทำได้ แต่เดี๋ยวนี้มันชักจะเบื่อแล้ว อาจจะต้องทำตัวประกอบเพิ่มขึ้น ระหว่างนี้ เรายังไม่มีเวลา
เริ่มเลี้ยงเมื่ออยู่วัดชยาราม เริ่มเลี้ยงในที่ขังน้ำรอบ ๆ ที่พัก ที่ขังน้ำนั้นผมทำกับมือเอง มหาเฉวียงเลี้ยงปลาทอง ปลาเงิน ผมเลี้ยงปลาใหญ่ ๆ มาที่นี่ก็ยังเลี้ยงปลาด้วย เพื่อความเย็นและเพื่อกันมดกันปลวกด้วย ทำเป็นที่ขังน้ำรอบกุฏิ แล้วเลี้ยงปลาในนั้น มีพระรูปหนึ่งชื่อทวี ตอนนี้กลับไปบ้านที่จันทบุรีแล้ว เคยผสมลูกปลาทองออกมาเป็นพัน ๆ ตัว เรามีเอ็นไซโคลปิเดียปลาด้วย (หัวเราะ) เลี้ยงปลามันสนุก ถ้ารู้เรื่องความลับที่จะทำให้มันโตเร็ว ให้มันเปลี่ยนสี ให้มันรอดชีวิต มันมีมากมายหลาย ๑๐ อย่าง จนหมดเวลากับมันได้มาก ๆ ผมเคยบ้าเป็นพัก ๆ เคยนั่งดูปลาวันทั้งวัน ผสมออกมาจนเกือบคล้ายสีธงชาติก็มี ดูผาด ๆ คล้ายธงชาติ คุณประยูร ชอบเอามาให้จากกรุงเทพฯ ญาติของแกเลี้ยงปลาขาย เอาปลาแพงที่สุด คู่ละตั้ง ๔,๐๐๐ บาท มาให้ตั้งหลายตัว ปลาดิสกัสปอมปาดัว มันก็ดีจริง ๆ เหมือนกัน มันอยู่ได้สบาย มีสีเหลื่อมกันหลายสี สีม่วง สีเขียว สีคราม เป็นปลาที่แพงที่สุดในบรรดาปลาเลี้ยงทั้งหลาย บ้านเดิมของมันอยู่ที่อเมซอน เป็นปลาชนิดที่อยู่ในระหว่างต้นอ้อที่เกิดอยู่ในบึง ตัวมันจึงแบนเหมือนจาน เขาเลยเรียกดิสกัส ที่แปลว่าจานนั่นแหละ มีคนที่ตลาด ชื่อนายกระจ่าง เป็นบุรุษไปรษณีย์ เขาก็เลี้ยงเหมือนกัน เลยหาอาหารมาเลี้ยงของเราด้วย เราก็ให้ปลาไปตอบแทน เยอะแยะไปหมด เราเองใช้อาหารแผ่นที่เป็นวิทยาศาตร์ ฉีกให้มันกิน แต่ปรากฏว่าไม่ดีเท่าอาหารสด ปลาทะเลบ้านเรามีชนิดหนึ่งที่คล้ายกับดิสกัสปอมปาดัว เป็นปลาน้ำเค็ม สวยน้อยกว่า ชาวบ้านเรียกปลาขี้เก้ง บางตัวก็สวยมากเหมือนกัน มีหลาย ๆ สี เลี้ยงปลาทำให้รู้ว่าปลามีจมูก เอาอาหารวางอยู่บนใบบัว มันก็รู้ได้ มันตอดใบบัวทะลุตรงอาหารพอดี แล้วก็มีการรับเสียงด้วย ปลาทุกชนิดมีเส้นแล็ทตะรัลไลน์ ยาวตั้งแต่คอไปตามลำตัวทั้ง ๒ ด้านถึงหางนั่นแหละ เป็นเส้นรับเสียง หรือหูของมัน มันจำได้ด้วยว่าเสียงใครเดินมา มันแยกเสียงได้ ผมเดินมามันรู้ มันขึ้นมา มันรู้ว่าเป็นคนที่เคยให้อาหาร มันรับเสียงกระเทือนจากแผ่นดินได้ คนอื่นเดินมามันไม่ขึ้น และก็ได้ความรู้อีกว่า ปลามี ๒ ประเภท อนาคาริกแบบหนึ่ง อาคาริกแบบหนึ่ง (หัวเราะ) พวกตระกูลปลาตะเพียน ปลาหางแฉก จะเคลื่อนที่เรื่อยไม่อยู่ประจำ แม้แต่ออกไข่แล้วก็ทิ้งไปเลย มันไม่รู้ไม่ชี้ ไม่มีการยึดถือว่าที่ตรงนี้ของเรา รังของเรา ลูกของเรา ไข่ของเรา ไม่มีการยึดถือเลย มันไม่น่าเชื่อ คล้ายเครื่องจักร เห็นได้จากปลาทอง ปลาตะเพียนทั้งหลายก็เหมือนกัน จะมากันเป็นฝูง ไล่กันมา แล้วก็ไข่ราดไว้ที่หญ้า แล้วก็หายไปหมด อยู่ข้างหลัง ไข่ก็ออกเป็นตัวเองตามบุญตามกรรม รอดไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซนต์ มดกินเสียบ้าง แดดเผาเสียบ้าง ถึงอย่างนั้น มันก็มีพันธุ์เหลือ เพราะไข่เป็นล้าน ๆ ปลาตระกูลปลาตะเพียน แม่หนึ่งอย่างน้อยออกไข่ครั้งละ ๔,๐๐๐ ฟอง ทีนี้ปลาอีกชนิดหนึ่งมันตรงกันข้าม มันมีตัวกู ของกู พอเป็นหนุ่มเป็นสาวหน่อย มันก็จับคู่ มีคู่ของกู มีที่อยู่ของกู บริเวณนี้ใครเข้ามาไม่ได้ รังของกู เมียของกู เข้ามาเป็นสู้ตาย โดยเฉพาะปลากัด ปลากิม ปลากระดี่ แม้แต่ปลาหมอ พวกนี้หางเป็นพัด คือไม่เป็นแฉก ๒ แฉก เพราะเขาไม่ต้องว่ายทวนกระแสน้ำ หรือไม่ต้องการว่ายน้ำไกล ๆ อยู่กับที่ตลอดเวลา ปลาทั้งหมดที่อยู่ในลักษณะอย่างนี้ เขาเรียกพวกปลาชิกคริด ส่วนแบบแรกเขาจัดเป็นพวกปลาคาร์ป หรือไซปิรินเด้ เป็นพวกไม่อยู่กับที่ ก็เลยเรียกว่า แม้แต่ปลาก็มีอยู่ ๒ ชนิด อนาคาริกพวกหนึ่ง อาคาริกพวกหนึ่ง (หัวเราะ) พวกไม่มีเรือนกับพวกมีเรือน ปลากัดนี่เป็นพวกสูงสุดในเรื่องตัวกู ของกู นอกนั้นก็รอง ๆ ลงไป มันกัดกันจนตาย เป็นนักสู้ ตอนเด็ก ๆ ผมเคยเลี้ยง เมื่อมันคึกขึ้นมาถึงที่สุดแล้ว ไปมองมันก็ไม่ได้ ใครไปมองมันก็ทำท่าจะกัด หูกาง หางกาง จะกัดคนที่ไปมอง ถึงขนาดนั้น เรียกว่ามีอัสมิมานะสูงสุด ปลาอื่นไม่เป็น เดี๋ยวนี้ก็มีปลาออสก้า ใครเข้าไปใกล้มันก็ทำท่าจะกัด ผมไม่เคยเลี้ยงในตู้กระจก เลี้ยงในบ่อ หย่อนนิ้วลงไปก็ทำท่าจะกัด เป็นตระกูลปลาชิกคริดเหมือนกัน ปลาเลี้ยงทั้งหลายนี้ ต้องการออกซิเย่นมากกว่าอาหาร ถ้าขาดออกซิเย่นแล้ว อาหารก็ไม่กิน ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องปลาเกี่ยวกับธรรมะก็ไม่ได้เขียนสักที เดี๋ยวนี้ร่างกายมันไม่ค่อยอำนวยแล้ว เก็บข้อมูลไว้แยะ บันทึกไว้เป็นปึก ๆ เคยตั้งใจจะเขียนเรื่องปลาเกี่ยวกับการดับทุกข์ (หัวเราะ)
เลี้ยงไว้ช่วยจับแมลง (หัวเราะ) มันก็เล่นเหมือนกัน คอยดูมันทำอะไรได้บ้าง ฉลาดเท่าไร โง่เท่าไร เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีแล้ว แมวรังแกมัน ก่อนนี้มีหลายตัว เลี้ยงไว้เฉย ๆ มันหากินของมันเอง กินแมลงอะไรของมันตามเรื่อง ไว้ฟังเสียงดูเล่น หัดเลียนเสียงตุ๊กแก ไม่รู้จะหัดอย่างไร เคยคิดจะเอาเสียงตุ๊กแกไปใส่ไว้ตอนท้าย เวลาบรรยายจบ พอ ทุกทิวา ราตรีกาลเทอญ ตุ๊กแก คงโกลาหลกันใหญ่ ไม่ได้ทำ เป็นความคิด ไม่กล้าทำ (หัวเราะ)
นกกางเขนดง มันเคยมาออกลูกในไหเล็ก ๆ ที่เราเอาไปวางไว้บนหลังกันสาดหน้าต่าง มาออกลูกได้ ๒-๓ คอก มาไม่ไหว แมวคอยรังควาน ตอนสุดท้าย ย้ายไหขึ้นไปสูง ใกล้หลังคา พ้นแมว แต่ไม่พ้นตุ๊กแก ออกลูกอ่อน ๆ มาตุ๊กแกกินหมด ไหยังติดอยู่เลย แต่ดูมันจะร้อนเกินไปด้วย อุณหภูมิร้อนเกินไป มันไม่กล้าไข่ เดี๋ยวนี้นกกางเขนดงเกือบจะสูญพันธุ์แล้ว เพราะมีการดักไปขายที่กรุงเทพฯ ตระกูลนกกางเขน สีดำ หน้าอกแดง ตัวเมียสีเทาหน่อย หน้าอกเหลือง เขาว่าเอาไปขายที่กรุงเทพฯ ได้ตัวละ ๓๐๐ บาท ทั้ง ๆ ยังเป็นนกป่า ไม่ทันได้ฝึกหัด เด็ก ๆ ข้างวัดคอยดักไปขายตัวแทนที่ตลาด ครั้งหนึ่งมันเคยเข้าไปออกลูกในกุฏิพระ กุฏิคุณบัญญัติ เป็นนกกางเขนดง แกดูแลจนฟักสำเร็จจนบินไปหมด เลี้ยงไม่ไหว มันกินเนื้อสัตว์ ไม่กินข้าวสุก กินแมลง ต้องคอยสับหมูบะช่อให้กิน แล้วมันขี้เหม็นที่สุด อีกสมัยหนึ่งเคยเลี้ยงนกยูง นายทัศน์เขาซื้อมาให้ เขาไปค้าขายปลาตอนน้ำบ้านดอน ซื้อมาจากไหนไม่รู้ ตัวละ ๓ บาทเท่านั้น เป็นตัวผู้ เลี้ยงที่สวนโมกข์เก่า แล้วมาเลี้ยงต่อที่นี่ มาตายที่นี่ เลี้ยงปล่อย ไม่ได้ใส่กรง แล้วมันไปเที่ยวในหมู่บ้าน ไปจิกลูกไก่ของชาวบ้าน ชาวบ้านตีปีกหัก เลยกลายเป็นนกปีกหัก บินขึ้นสูง ๆ ไม่ได้ นอนต่ำเตี้ยเกินไป เสือดำเอาไปกิน หมดเรื่อง อีกสมัยหนึ่ง เลี้ยงนกกาฮัง นกเงือกขนาดใหญ่ ผมคิดว่าในบรรดานกทั้งหมด นกเงือกนี้ฉลาดที่สุด ฉลาดกว่านกอะไรหมด แม้อีกาที่ถือกันว่าเป็นนกฉลาดแล้ว ก็ยังสู้นกเงือกไม่ได้ มันรู้อะไรได้ไว รู้ได้ลึก รู้สังเกต เล่นฉลาด โยนของให้รับ ไม่เคยพลาด โยนห่างก็ชะโงกออกมารับ โยนบนหัวก็รับได้ นายสมบูรณ์ซื้อมาให้คู่หนึ่งตั้งแต่เป็นลูกนก ปล่อยไว้ที่โรงปั้น มันไม่ชอบ มันมาอยู่แถวนี้ ก็เลยเลี้ยงกัน กินผลไม้ องุ่นชอบที่สุด กินองุ่นตั้งกำมือ โยนให้ทีละเม็ด โยนส่งเดชมันก็รับได้เหมือนกัน แล้วมันก็ร้ายกาจ อย่างวางของบนโต๊ะนี้ มันรื้อหมด จับพลิก จับพลิก พลิกทิ้ง พลิกทิ้ง บางทีของพังหมด บาตรปิดอยู่ มันก็งัดทีเดียวฝาบาตรกระเด็น แล้วก็กินของในบาตร สารพัดที่มันทำความรำคาญ แต่ก็สนุก คนมาเยี่ยม จิกหัว จิกหลัง หลังสุดไปจับสายไฟแรงสูง ตกลงมากรอบที่โคนเสาไฟฟ้าตรงข้างบันไดศาลาโรงธรรม มันคงตายตั้งแต่ตอนเย็นวันก่อน ไปพบรุ่งขึ้นนอนตายตัวแข็งแล้ว ตีนไหม้หมดทั้ง ๒ ตีน ถ้าตัวเล็ก ชาวบ้านแถวนี้เขาเรียกนกเงือก ตัวใหญ่เขาเรียกนกฮาง ตัวเล็กนั้นเคยเลี้ยงเมื่ออยู่สวนโมกข์พุมเรียง มีพระเขาเอามาให้ที่วัดชยารามก่อน แล้วเอาไปเลี้ยงที่สวนโมกข์พุมเรียง เกือบไปเหมือนกัน มันกระโดดเจาะตาครูสิริ (ลูกชายคนโตของคุณธรรมทาส) เมื่อยังเล็ก ๆ เป็นรอยเหนือตาและใต้ตา ถ้าพอดีกับตาก็ตาบอด นี่ดีที่มันเจาะคร่อมลูกตา ตอนเลี้ยงที่สวนโมกข์เก่า มันบินตามพระ เวลาพระไปบิณฑบาต มันไล่ตามพระไป เกาะฝ่ายโน้นที ฝ่ายนี้ที ใกล้ ๆ ข้างถนน ตอนหลังจิกหัวคนใส่บาตร โกลาหลกันใหญ่ ผลที่สุดต้องเลิกคบ ไม่ให้อยู่วัดไล่ตีมัน คิดว่ามันจะไปอยู่ป่า แต่มันก็เข้าไปอยู่ในหมู่บ้าน ไปอยู่บ้านคนนั้นที บ้านคนนี้ที ทีแรกมันก็น่าสนุก น่าสงสาร เขาให้กินกล้วย กินอะไร พออยู่ชินเข้า มันก็เปิดหม้อข้าวหม้อแกงกินเองหมด เขาก็ไล่จากบ้านโน้นไปบ้านนี้ ได้ยินว่าตลอดย่านตลาดหัวจดท้าย ตั้งแต่บนสุดถึงล่างสุดตลาดพุมเรียง นกตัวนี้เคยอยู่ ไม่น้อยกว่า ๑๐ บ้านถึง ๒๐ บ้าน ผลสุดท้ายไม่มีใครคบ เข้าไปในหมู่บ้านมุสลิม ก็ไปทำอย่างเดียวกันอีก ก็เลยถูกจับแกง จบเรื่อง (หัวเราะ)
ไก่ต๊อก เราก็เคยเลี้ยง ส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปหมดวัด ในที่สุดก็ไม่คุ้มครอง อีเห็นป่าก็กินหมด ไก่งวงก็เคยเลี้ยง คุณควนเอามาทิ้งไว้ เขาเป็นอัยการ ตอนนั้นจะย้ายไปที่อื่น เป็นชนิดลาย แปลกที่ว่าไก่งวงนี้จิกแล้วตีไม่เป็น คอยแต่จะขึ้นเหยียบคู่ต่อสู้ เลยสู้ไก่แจ้ตัวเล็ก ๆ ก็ไม่ได้ ไก่แจ้เป็นมวยไทย ไก่งวงเป็นมวยอะไรก็ไม่รู้ น่าหัว (หัวเราะ) ไก่ธรรมดานี่เราเลี้ยงมาตลอดเวลา ก่อนนี้เลี้ยงที่โรงฉัน ตกเย็นต้องพาดบันไดให้มันขึ้นนอนบนพุ่มไม้ แล้วเอาบันไดออก มีสังกะสีหุ้มโคนต้นไม้ อีเห็นขึ้นไปกินไม่ได้ เคยเลี้ยงหลายชนิด ชนิดหนึ่งเรียกไก่ลุ่น ไม่มีหาง ลุ่นเหมือนนกคุ่ม นกกระทา เดี๋ยวนี้หายไปหมด ทั้งตัวผู้ตัวเมีย หางลุ่นจึงเรียกไก่ลุ่น คนเลี้ยงขายพูดว่ามันได้กำไรดี เพราะว่าให้กินอาหารเท่าไรก็เป็นน้ำหนักเป็นเนื้อ ไม่มาทำหาง มีมากอยู่พักหนึ่ง ต่อมานานเข้า คุ้มครองไม่ดี อีเห็นเอาไปกินหมด คุณเพรียง (โรจนรัส) เคยเอาไก่เล็คฮอนพันธุ์แท้ที่ชนะการประกวดมาให้คู่หนึ่ง มันไข่ปีหนึ่งตั้ง ๓๐๐ ฟอง พอได้ ๕ ฟอง ก็ให้คนบ้านหนึ่งเอาไปฟัก ได้กันเกือบทุกบ้าน เดิมเป็นไก่ขาว พอชาวบ้านเอาไปผสมไก่ตะเภา มันก็ค่อยลดลง สีค่อย ๆ เหลืองขึ้น มันรักษาพันธุ์แท้ไม่ได้ บ้านพี่ข้อง พันธุ์ผสม ได้ไข่ปีละ ๑๘๐ ฟอง แล้วก็จางไป ๆ เดี๋ยวนี้ไม่มีเชื้อไก่เล็คฮอนเหลืออยู่ตามหมู่บ้านแถบนี้อีกแล้ว มีไข่พันธุ์แท้ลูกหนึ่ง ผมให้เณรชื่อจวนจัดการฟักให้ ใส่ลังไม้ไว้ แล้วให้จุดตะเกียงเล็ก ๆ แบบที่เขาตั้งไว้ตามร้านขายบุหรี่จุดไว้ข้างใต้ แล้วใส่ปรอทไว้ ให้วัดความอบอุ่นได้ ๓๒ องศาอยู่เรื่อย ๒๗ วันมันก็ออกมา เป็นลูกไก่ที่ฟักในลังด้วยตะเกียง (หัวเราะ) แล้วเณรเขาก็ฉลาด โปรยข้าวลงไปที่ปลวก ให้ไก่คุ้ยเขี่ยกิน มันก็กินอาหารธรรมดา อ้วนใหญ่พิเศษ ขนเป็นมัน ตัวใหญ่กว่าไก่ธรรมดา แล้วก็ดุ จิกตีคนเดินมาวัด ไล่ตีทางหลัง เดือดร้อนกัน โดยเฉพาะผู้หญิง จิกตีเป็นการใหญ่ มันคงรู้ว่าผู้หญิงแตะไม่เป็น (หัวเราะ) มันแทงด้วยเดือยเลือดไหลไปหลายราย ในที่สุดก็โดนใครไม่รู้ตีตาย สมัยอยู่สวนโมกข์เก่า ก็เคยเลี้ยงไก่เล็คฮอนมาแล้วทีหนึ่ง มันไปผสมกับไก่ป่า เป็นไก่เลอะเทอะสีต่าง ๆ อยู่พักหนึ่ง แล้วค่อย ๆ กลับเป็นไก่ป่าตามเคย ไก่ที่มีมาอยู่กับผมมีหลายชุด มันสมัครมาอยู่ใกล้ชิดเพื่อต้องการคุ้มครองเหมือนกัน ไม่ใช่เพื่อกินอย่างเดียว
ไม่ได้ตั้งใจจะเลี้ยง มันมาเองเป็นส่วนมาก ตั้งใจเลี้ยงก็มีอยู่ตัวหนึ่ง นายสติ เอามาให้ เป็นหมาพันธุ์ใหญ่มาก อัลเซเชียน ที่เขาถือว่าฉลาดที่สุด แต่ตัวนี้มันโง่ ไม่รู้เพราะอะไร เลี้ยงหมาเลี้ยงแมวมันคุ้มกันกระรอก ปราบกระรอก ปราบงู
ยุคหนึ่ง แกล้งตั้งชื่อให้ตัวหนึ่งว่าสมภาร เป็นหมาดำพันธุ์ไทยหูปรก เลี้ยงไว้ต้อนรับคนมาขอหวยเบอร์ มาขอเลข ๓ ตัวบอกไปขอสมภารโน่น (หัวเราะ) สั่นหัวกันรู้ว่าด่าโดยอ้อม ไปก้มไหว้มัน มันเลียกี่ทีก็เอาไปแทง เมื่อคุณทองสุขปั้นรูปผม ก็เลยปั้นรูปหมาสมภารไว้ด้วย มันอยู่ใกล้ ๆ ผมตลอดเวลา ลุกไปไหนก็ตามไป ไปเทศน์ก็ไปนอนอยู่ข้างธรรมาสน์ มันก็รักเรามากเหมือนกัน แต่ผมดูออกว่า มันไม่ได้รักเรา เพื่อจะคุ้มครองเรา มันรักเราเพื่อจะให้เราคุ้มครองมัน คนมักเข้าใจผิดกัน ที่มันคุ้มครองเราก็เป็นไปตามสัญชาตญาณของมัน มันรู้ว่าฝ่ายโน้นเป็นศัตรู ถ้าทำอันตรายคนที่มันรัก มันก็จะต่อสู้ แม้จะรู้ว่าสู้ไม่ได้ มันก็ต้องสู้ จะใช้คำกตัญญูมันเกินไป มันชอบมานอนหลับข้าง ๆ มันรู้ว่าปลอดภัย ที่อื่นไม่แน่ใจว่าใครจะคุ้มครองมัน นอนใกล้เรามันรู้ว่าปลอดภัย มันจึงหลับง่าย ไม่ใช่มาคุ้มครองเรา ถ้าศัตรูมา มันก็ต่อสู้ศัตรูร่วมกัน อีกตัวหนึ่งชื่อไอ้ตึ๋ง หมาไทยสีดำเหมือนกัน แต่หูตั้ง มันมีหน้าที่สำหรับพาคนไปเที่ยวรอบวัด ถ้าคนเดินช้าล้าหลัง มันจะหยุดรอจนกว่าคนจะเดินไปทัน ทำอย่างนี้จนรอบวัด มีชื่อเสียงไปหลายจังหวัด (หัวเราะ) มันเกิดฟลุคเป็นของมันขึ้นมาเอง ไม่ได้ตั้งใจฝึก พอแก่เข้า หมานอกวัดมารุมกัดตาย เรื่องหมานี่ไม่เคยศึกษาอย่างที่เขาทำกัน มันเป็นของแพง ก็เลยไม่เล่นตามวิธีของเขา เราให้กินข้าวธรรมดา อัลเซเชียนก็ให้กินข้าวธรรมดา ไม่มีเนื้อ ไม่มีกระดูก
ไม่เคยจริงจัง เคยปลูกเล่นต้น ๒ ต้น กล้วยไม้กระเช้า ๒ กระเช้า เมื่อยังอยู่กุฏิไม้ข้างล่าง ใต้ชายคาเคยแขวนกระเช้ากล้วยไม้ ไปเชียงใหม่ทีหนึ่ง ติดมือมาต้นหนึ่ง หลายทีก็หลายต้น คราวหนึ่งเจ้าราชภาคินัยเชียงใหม่ ขอร้องให้เอาฟ้ามุ่ยมาต้นหนึ่งเป็นที่ระลึก เหลืออยู่จนกระทั่งบัดนี้ ทั้งที่อื่นไม่รู้กี่ต้นต่อกี่ต้น ตายไปหมดแล้ว ข้อนี้จะพิสูจน์ว่า กล้วยไม้ภาคเชียงใหม่ มาเลี้ยงภาคใต้ก็ได้ ไม่มีปัญหาอะไร แม้จะเลี้ยงอย่างเทวดา เลี้ยงแขวนไว้ในที่เหมาะ ๆ ตามบุญตามกรรม ที่บ้านเจ้าคุณภรตราชสุพิชนั่น เป็นคลังหน้าวัว อย่างดี ๆ ที่สุด ชอบให้มาเที่ยวละต้นเสมอ ผมยอมรับเพียง ๑ ต้น หน้าวัวก็ดี กล้วยไม้ก็ดี ยอมรับครั้งละ ๑ ต้น หน้าวัวเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็น ดอกใหญ่มาก ไว้ที่วัดชยาราม ตอนนี้ถูกขโมยไปหมดแล้ว เคยสนใจเล่น ๆ สนใจศึกษาบ้าง เอาคู่มือกล้วยไม้มาศึกษา ก็เลยได้รู้จักกล้วยไม้ในพรุที่เรียกว่าแวนด้า ที่ผมถือว่าเป็นดอกไม้ประจำเมืองไชยา จนตอนนี้ถูกคนกรุงเทพฯ มาขนไปหมด ขนเป็นตู้ ๆ รถไฟเลยหมด เราแนะนำให้คนที่มาเยี่ยมรู้จัก แล้วก็รู้ต่อ ๆ กันไปที่กรุงเทพฯ นักเลงดีเลยมาขนไปจนหมด ตำรากล้วยไม้ที่เป็นภาษาไทย ก็อ่านฉบับของกรมพระนครสวรรค์ฯ ละเอียดถูกต้องที่สุด เป็นเล่มใหญ่ คุณเพรียงเอามาให้ นอกจากนั้น ก็ที่นั่นบ้างที่นี่บ้าง หนังสือพิมพ์ กสิกร บ้าง ตอนอยู่สวนโมกข์พุมเรียงเคยไปเก็บกล้วยไม้ตระกูลหวาย เรียกว่าหวายตะมอย อยู่ในป่าข้าง ๆ วัด เอามาปลูกให้มันเป็นแถว ดอกขาว เอามาติดตามต้นไม้ ให้เป็นธรรมชาติขึ้นในวัด เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็นแล้ว คงจะเหลืออยู่บ้าง หวายตะมอย ดอกขาว บานพร้อมกันทั้งประเทศ เท่าที่เราเห็นทุกต้น ทุกตำบล ทุกอำเภอ ทุกจังหวัด (หัวเราะเบา ๆ) ในประเทศไทยภาคใต้ ทั้งภาคใต้ออกดอกปีละ ๒ ครั้ง ต้นไม้อื่น ๆ ก็ศึกษาบ้าง แต่ไม่ได้ศึกษาอย่างพฤกษาศาสตร์ ศึกษาในทางใช้ประโยชน์ เช่นเรื่องหยูกเรื่องยา เป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป ศึกษาให้รู้จักไม้ดี ไม้แพง ไม้ถูก ตระกูลไม้ตะเคียน ไม้ยางอะไร เป็นอย่างไร กันถูกหลอกเท่านั้น
ผมไม่ได้ประกอบวิทยุ เล่นฟังเท่านั้นแหละ สมัยที่ยังอยู่วัดชยารามเปิดให้คนที่อยากฟัง มาฟังรอบกุฏิ สมัยนั้นคนยังไม่ค่อยมีวิทยุกัน และตอนระยะสงคราม ถ่านไฟฉายในตลาดไม่มีขาย ใครมีวิทยุก็ต้องหยุดหมด เราไม่ยอมแพ้ ไปเอาน้ำเกลือที่บ่อน้ำร้อน ซึ่งมีแอมโมเนียมคลอไรด์เอามาใส่ถ้วยเล็ก ๆ แล้วก็เอามาถ่านไฟฉายที่หมดแล้ว ปอกข้างนอกออกทิ้ง คงเหลือไว้แต่ข้างในที่หุ้มแกนถ่าน หย่อนลงไปในถ้วยนั้น แล้วหย่อนสังกะสีชิ้นหนึ่งลงไปแช่ แล้วต่อจากถ้วยนี้ไปถ้วยนั้น จนครบจำนวนโวลต์ที่ต้องการ กระบะใหญ่ ๆ ก็พอใช้เปิดวิทยุตลอดสมัยที่ไม่มีถ่าน ทีนี้คนก็พลอยมาฟัง โดยเฉพาะข้าราชการอำเภอที่มีหน้าที่บันทึกข่าว ก็ได้มาพลอยฟังและคอยจด เมื่อมีคำสั่งด่วน ต่อมาผมเคยไปเอาน้ำจากบ่อน้ำร้อนมาตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ เอาน้ำมาเคี่ยวจนงวด เป็นน้ำตาลทรายเปียก ๆ ก็มาเกลี่ยดูใต้กล้องจุลทรรศน์ ก็พบว่ามีผลึกสี่เหลี่ยมจตุรัสมากที่สุด นี่ก็คือเกลือโซเดียมคลอไรด์ เกลือธรรมดา รองลงไปเป็นผลึกทรงกระบอกข้าวหลาม นี่เป็นแอมโมเนียคลอไรด์ เป็นตัวที่ต้องการ เพื่อกัดสังกะสี ตามแบบหม้อไฟฟ้าที่เรียกกันว่า เลอคลังเช่ ที่น้อยลงไปกว่านั้นก็คือโปรแตสเซี่ยมคลอไรด์ เป็นผลึกหัวแหลมท้ายแหลมรูปลอดช่อง แต่มันอยู่ในน้ำ ไม่มีใครมีปัญญาแยกออกมาเฉพาะได้ ถ้าแยกได้รวยตายเลย เพราะขายได้ราคาแพง
เกิดความเห็นร่วมกับพระครูโสภณฯ (เอี่ยม) ว่าน่าจะไปเอามาลองดู ก็เดาเอาว่าในน้ำอาจจะมี ทดลองดู ลองไปลองมามันก็ทำได้ขึ้นมา พอใช้ประโยชน์ได้ แต่ไม่ได้ผลดีเท่ากับแอมโมเนียมคลอไรด์ ที่เขาใช้กันโดยตรง มันกัดสังกะสีเร็วเกินไป เพราะมีเกลืออยู่ด้วย แต่ว่ามันก็ดีกว่าไม่มี อุตส่าห์ทนลำบากหน่อย คอยเปลี่ยนสังกะสีบ่อย ๆ ทีแรกก็ลองเดา ๆ เอามันเกิดใช้ได้ ต่อมาคุณสมัคร บุราวาสมาเยี่ยม เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง จึงรู้ว่าเป็นแอมโมเนียมคลอไรด์ และอธิบายให้ฟังถึงผลึกอย่างอื่น จึงรู้เรื่องหมดทุกชนิด ผมบอกชาวบ้านว่า ถ่านไฟฉายหมดแล้วไม่ต้องทิ้ง ใครมีเขาก็เอามาให้ บอกบุญถ่านไฟฉายที่ใช้แล้ว (หัวเราะ) แล้วบอกบุญขวดเบียร์ขนาดเล็ก ๆ เอามาตัดทำเป็นถ้วยใส่น้ำอย่างที่ว่า เวลาจะตัดขวด เอาน้ำมันข้น ๆ เช่นน้ำมันเครื่องใส่เข้าไป จะตัดตรงไหนก็ใส่น้ำมันแค่นั้น แล้วก็เผาเหล็กขนาดที่รอดลงในปากขวดได้ให้แดง แล้วจี้ลงไปตรงระดับน้ำมัน ข้างบนมันถูกความร้อน ส่วนข้างล่างน้ำมันยังรักษาไว้ไม่ร้อน ส่วนหนึ่งขยายตัว อีกส่วนหนึ่งไม่ขยายตัว มันก็แยกจากกัน สวย เกลี้ยง เหล็กเผาให้แดงเฉพาะแต่ปลายเท่านั้น ใส่ลงไปเร็ว ๆ พอแตะน้ำมัน ขวดก็แยกจากกัน ตัดพักเดียวได้เยอะแยะ ท่านพระครูโสภณฯ เอี่ยม บอกวิธีให้ วิธีอื่นก็มี แต่สู้วิธีนี้ไม่ได้ เลยตัดแก้วบ้าง ตัดขวดบ้างด้วยวิธีนี้
คุณจรูญ พระจรูญ ช่างวิทยุสมัครเล่น เขาอยากรู้ของเขาเอง ทำขึ้นเอง เรามีแต่ห้ามว่าอย่าให้มันรุนแรง เปิดเผย เดี๋ยวจะถูกตำรวจจับ แต่ก็ไม่เคยมีใครมาจับ คุณจรูญ เขาทำเล็ก ๆ ตามหลักเครื่องส่ง เอาความรู้จากหนังสือในตำรา วิทยุธรรมดา ๆ เพิ่มอะไรเข้าไปบางอย่างก็กลายเป็นเครื่องส่ง ส่งออกรับกันเฉพาะในวัด ไม่ได้ทำอะไรจริงจัง ทำเป็นครั้งเป็นคราว รู้ว่ามันผิดกฎหมาย ยุคต่อมา ภิรมย์เขาทำแรง ได้ยินไปถึงตลาด ไปเข้าเครื่องของพวกในตลาด เราบอกไม่ได้ เดี๋ยวเกิดเรื่องยุ่ง หยุด ๆ ส่วนมากออกตอนเย็น ๆ เขตอุบาสิการับ เอาเทปออกอากาศ มีบางครั้ง ยุคบรรยายในโรงฉัน ก็มีการส่งบ้าง อุบาสิกาไม่ต้องฟังที่โรงฉัน อยู่ที่บ้านพักเปิดฟังเอาเอง เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ทดลองอะไรกันเล่น ไม่ได้จริงจังอะไร
ไม่ใช่ท่องเที่ยวทีเดียวนัก บางทีไปธุระต่างจังหวัด เท่ากับไปเที่ยวในตัว บางทีไปศึกษาโบราณคดี ไปดูสภาพบ้านเมือง ก็ถูกนิมนต์ให้เทศน์เหมือนดังที่เคยเล่าแล้ว ที่ไปใต้สุดคราวนั้นก็ไปธุระ นายกลิ่นเขาพาไปเที่ยวเทศน์ในถิ่นนั้น นายกลิ่นที่ว่านี้ คนละคนกับนายกลิ่นที่ช่วยก่อสร้าง นายกลิ่นนี้อยู่นราธิวาส แกเป็นทนายความ อ่านพุทธสาสนา รู้เรื่องคณะธรรมทานมาขอบวชอยู่ด้วย ก่อนบวชขอนิมนต์ไปเทศน์โปรด ยะลา นราธิวาส คราวนั้นออกไปเขตมลายูนิดหนึ่ง เพื่อจะได้จับรถไฟที่ตุมปั๊ด ตอนนั้นดูง่าย ๆ อย่างไรก็ไม่รู้ การผ่านแดนไม่มีพาสปอร์ต แค่นั้นเขาอนุญาตให้ไปมากันได้ ไปเทศน์ที่นราธิวาสหลายแห่ง แล้วก็ผ่านยะลา นายอะไรคนหนึ่งเขามีโรงเลื่อยเล็ก ๆ ในสวนยาง ลืมชื่อเสียแล้ว เขานิมนต์เทศน์ที่ยะลา เรียกว่าแย่ทั้งคนเทศน์และคนฟัง คนฟังก็ฟังไม่รู้เรื่อง คนเทศน์ก็เป็นของใหม่ ไม่เคยเทศน์ให้คนชนิดนั้นฟัง ทำไม่ถูก เลยนั่งงงกัน ที่ไปกลันตันนั้น ได้ไปเยี่ยมหมู่บ้านคนไทยในกลันตัน มีวัด มีพระแช่มเป็นเจ้าอาวาส แกขอร้องให้ช่วยส่งหนังสืออะไรไปให้บ้าง ผมก็เลยถือโอกาสเขียนเผื่อ ๆ ไว้ในหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา ว่าชาวพุทธไทยทางใต้อยู่กันในสภาพอย่างไร ต้องการความช่วยเหลืออะไร ถ้าจะส่งของไปให้ส่งที่นั้นที่นี่ ก็เขียนเผื่อ ๆ ไว้ โดยปกติ การไปเที่ยวเฉย ๆ นั้นไม่ค่อยมี ไปทำธุระก่อน เช่นไปเผยแผ่ธรรมะ แล้วก็พลอยเป็นเหตุให้ได้เที่ยว อย่างที่ตระเวนทั่วภาคใต้ที่เคยเล่าไว้แล้ว ถ้าต่างประเทศ อาจจะเรียกได้บ้างว่าไปเที่ยว อย่างไปอินเดียก็ไปเที่ยว ไปเขมรก็ไปเที่ยว ไปพม่าก็ต้องว่าไปเที่ยว ไปทำหน้าที่ตามต้องการนิดหน่อย ไปเที่ยวเป็นส่วนมาก ในเมืองไทยนั้นตั้งใจจะไปเที่ยวโดยตรงนั้นดูจะไม่มี ไปลพบุรี จนได้เขียนนิราศอะไรไว้นั่นก็ไปเช้าเย็นกลับ อยู่กรุงเทพฯ ไปดูเมืองลพบุรี ราชธานีเก่า เป็นความต้องการของเจ้าคุณลัดพลีฯ อาจารย์สัญญาว่า ผมควรไปเที่ยวดูอย่างนั้นบ้าง ไปดูพระพุทธบาทสระบุรี ไปถึงลพบุรี ก็ดูวังเก่า ดูสวนสัตว์ ไปดูเขาวงพระจันทร์แต่ที่ไกล มีความรู้เรื่องต่าง ๆ น้อย การดูก็ได้ผลน้อย สุโขทัยไปดูแบบศึกษาประวัติศาสตร์ ท่านปัญญาฯ ไปเทศน์ ตามท่านไปดูประวัติศาสตร์ อยุธยาก็ไปดูตอนหาที่ทำสวนโมกข์ให้ท่านปรีดี เจ้าคุณพิมลธรรมตอนนั้นยังเป็นพระศรีสุธรรมพาไปดูตรงนั้นตรงนี้ดังที่เล่าแล้ว ได้เที่ยวบางแห่งนิด ๆ หน่อย ๆ บางปะอินก็เคยไป อุตรดิตถ์ก็ไป ศรีสัชนาลัยก็ไป ก่อนไปก็อ่านเท่าที่จะอ่านได้ ที่อุตรดิตถ์มีคนรู้จักเป็นคนไชยา ไปเป็นข้าราชการอยู่ เขาก็พาเที่ยว ที่เพชรบุรี คุณเปรม ธรรมรักษ์ ต้องการให้ไป รู้จักเพราะหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา คนส่วนมากที่รู้จักเราก็ผ่านทางหนังสือพิมพ์พุทธสาสนาทั้งนั้น จนเกิดความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ขยายออกไปเหมือนอย่างที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ นี่เป็นประโยชน์คุณค่าของหนังสือพิมพ์พุทธสาสนาอย่างมาก แต่ผมก็ไม่ได้เที่ยวทั่วทุกจังหวัดหรอก อีสานไม่มีเลย นอกจากนครราชสีมา และก็ไม่มีเวลาได้ดูอะไรมากนัก แล้วแต่เขาจะพาไป ไปดูโบราณสถาน อย่างอื่นนึกไม่ออก
เชียงใหม่เที่ยวมากจนจำไม่ได้ คนพาเขาไปเกือบทุกแห่ง เรียกว่าทุกอำเภอ เรื่องอย่างนี้จำไม่เก่ง เขาพาไปเที่ยววันนี้ รุ่งขึ้นมาไปอำเภออื่น เวียนหมด แต่ประมาณได้ว่าทุกอำเภอ เขตแม่ฮ่องสอนไปถึงแม่สะเรียง ไม่ได้ไปถึงตัวแม่ฮ่องสอน คนพาไปโดยมากก็คณะเจ้าชื่น ลูกบ้างหลานบ้าง เจ้าชื่นเองบ้าง คุณปรานีบ้าง คุณปรานีมักพาไปข้างเหนือ ไปสวนชา (เขต อ.เชียงดาว) ไปแก่งปันเต๊าะ ห้วยตาด ผมเคยพักที่สวนชา ดูเหมือนจะเคยเล่าแล้ว เป็นสวนชาที่ใหญ่ที่สุด ของคุณประสิทธิ์ พุ่มชูศรี ไปโดนแมลง ทางนั้นเขาเรียกอะไรก็ไม่รู้ ทางใต้เรียกเบิ่ง คล้ายกับริ้น แต่ตัวใหญ่กว่ามาก มันกัดเข้าแล้วได้เรื่อง วันนี้มีรอยนิดเดียว พรุ่งนี้เป็นลูกขึ้นมา จากสีแดงกลายเป็นสีม่วงนูน แล้วก็กลายเป็นสีดำ หลายวันกว่าจะหาย เกือบ ๑๐ วัน ต่อเขตขึ้นไปจากห้วยตาดเป็นมูเซอ มาเป็นคนงานของคุณประสิทธิ์ก็มี คุณประสิทธิ์ชวนว่าไปเปิดวัดโปรดพวกมูเซอ (หัวเราะ) ทำไม่ได้หรอก พูดภาษาเขาไม่ได้
โดยมากก็คนจากภาคอื่นแวะมาเยี่ยมสวนโมกข์ แล้วก็เลยไปเที่ยวเกาะสมุย ผมไปด้วยก็มี ไปกันเองก็มาก อย่างคณะเจ้าชื่น คณะคุณปรานี เราเคยพาไปเกาะสมุย หมู่เกาะอ่างทองก็เคยไป คุณปรานีดูจะเคยไป ๒-๓ เที่ยว เช่าเรืออะไรลืมแล้ว ๒ ลำ ชื่อเคยคุ้นปากที่สุด วันหนึ่งคืนหนึ่ง ๗๕๐ บาท นอนได้ตั้ง ๓๐ คน ในเรือลำนั้น ไปเช่าที่เกาะสมุย การไปเกาะสมุยเขามีเรือประจำทางอยู่แล้ว แล้วไปเช่าเรือพิเศษนี้ไปนอนค้างตามหมู่เกาะอ่างทอง บางคนค้างในเรือ บางคนก็ขึ้นไปนอนบนบก ได้ถ่ายรูปสวย ๆ มาแยะ พอเช้าตรู่ ลงเรือหางยาวไปเที่ยวระหว่างเกาะเล็กเกาะน้อย ตอนเช้าส่วนใหญ่แดดไม่จัด รูปสวยที่สุด สไลด์ชุดนั้น มันขึ้นราเน่าหมดแล้ว ครั้งหนึ่ง คุณระบิลไปด้วย ไม่ใช่ครั้งคุณปรานี คุณสุลักษณ์ไป คุณอังคารก็ไปด้วย ตอนนั้นผู้ใหญ่ทวีที่เกาะแตนหาเรือให้ คุณสุลักษณ์เมาคลื่นง่าย เมาก่อนคนอื่น (หัวเราะหึ ๆ)
ไป ไปดูโรงงานทำกระดาษ ก็ถือโอกาสไปเที่ยวที่นั่นบ้าง ที่นี่บ้าง คุณอะไรเป็นข้าราชการบำนาญ เป็นสมาชิก พุทธสานา ชั้นที่สนใจมากถึงขนาด คนนี้แหละพาไปเที่ยวอย่างแข็งขัน ได้รับความสะดวกจากเขาทั้งนั้น โรงงานกระดาษต้องขออนุญาต แกบอกไม่ต้อง ไปถึงบุกเลย คนเหล่านั้นทำตามแกหมด แกเป็นคนเก่าคนแก่ที่นั่น อ้อนึกออกแล้ว ขุนกัลยา ไปดูวัดเหนือ ไปดูวัดใต้ พักที่วัดเหนือ สมภารให้เกียรติมาก จัดให้พักในโบสถ์ ยุ่งยากจะตาย ให้เกียรติยิ่งยุ่งยาก ป่าพุแคก็เคยไป เจ้าคุณลัดพลีฯ คุณชำนาญพาไป ไปกันหลายคน เอาเก้าอี้ผ้าใบไปกางนั่งนอนคุยกัน ไม่ได้ไปค้าง ไปวันเดียวกลับ แค่สระบุรี ใกล้ ๆ กรุงเทพฯ ตอนนี้ได้ยินว่าเขาทำเป็นสวนพฤกษศาสตร์แล้ว
ไม่คิด เอาแต่ความเพลิดเพลินพัก ๆ สรุปแล้วไม่ต้องไปก็ได้ เดี๋ยวนี้จึงไม่อยากไป
ไม่อยากไป ถ้าจะดันทุรังไปก็ไปได้ เมืองนอกก็ไปได้ แต่ไม่อยากไป มันเบื่อล่วงหน้า พอไปแล้วก็ได้ความกลับมาว่า ไม่ต้องไปก็ได้ เกือบจะทุกแห่ง มันเบื่อยิ่งกว่าเบื่อ ไปเมืองนอก ยิ่งเบื่อ ผลที่ได้รับไม่คุ้มค่ายุ่งยาก ความเจริญสมัยใหม่เหล่านี้ ใช้อะไรกับเราไม่ได้ผล ถ้าสมัยก่อน ๆ โน้น มันยังอยากไปดูของแปลก ๆ เดี๋ยวนี้มันไม่มีของอะไรแปลก มันอย่างนั้นเอง เลยหมดอยาก เที่ยวชมธรรมชาติอะไรก็ไม่ค่อยอยากเที่ยว อยากจะนอน อยากนอนอ่านหนังสือ นอนคิด นอนนึกอะไรมากกว่า
ไม่หงุดหงิด มันก็หลับเอง หงุดหงิดนั้น มันต้องการอะไรอยู่แล้ว มันไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้มันไม่รู้ว่าจะต้องการอะไร
คิดว่าอยู่ได้ โดยการอ่านหนังสือแปลก ๆ หนังสือที่ไม่เคยอ่าน แต่ในที่สุดก็รู้ว่า ได้ผลไม่คุ้มค่า แสบตา เดี๋ยวนี้ผมอ่านอะไรก็ได้ หนังสือนักเรียนชั้นประถมสมัยโน้นก็อ่านได้ อ่านเพลิน แต่มันไม่ถึงกับต้องอ่านหนังสืออย่างนั้น หนังสือที่ซุกอยู่นี่เป็นปึก ๆ ได้มาแล้วยังไม่เคยอ่านก็ยังมี
ก็ยังคิดอยู่เหมือนกัน เบื้องหน้าถ้าสมมติว่าตาบอด จะทำอย่างไร คงสนุกได้บ้าง ก็คงได้คิดอะไรแปลก ๆ บอกให้คนอื่นจดหรือบันทึกเสียงไว้ ขอบันทึกเสียงไว้ อาจจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้ คงไม่ถึงกับเหงาจนรำคาญ สำรวมจิตให้ดี ยังมีความคิดอะไรแปลก ๆ อีกมาก ปัญหาที่ว่าโลกจะตกลงเรื่องสันติภาพกันได้ เพราะอะไรนี่ เป็นปัญหาที่สิงสถิตในใจผมอยู่ตลอดเวลา มีความเหมาะสมเมื่อไร อาจจะมีคำตอบออกมา ของเล่นตอนแก่เดี๋ยวนี้ ก็คืออย่างนี้ การคิดถึงอะไรแปลก ๆ ยาก ๆ คิดอะไรใหม่ ๆ (หัวเราะหึ ๆ)
|
|||||||||||
|
> ของเล่นในชีวิตสมณะ |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org