|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส พระประชา ปสนฺนธมฺโม สัมภาษณ์
|
|||||||||||
|
พุทธทาสภิกขุ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อปี ๒๔๙๐
ก็ชั่วระยะสั้น ๆ เขาเปลี่ยนระบบการปกครองคณะสงฆ์เป็นระบบประชาธิปไตย มีสังฆสภา สังฆนายก มีการบริหาร ๔ องค์การ อยู่ ๆ ผมก็ได้รับหนังสือแต่งตั้งให้เป็นองค์การเผยแผ่ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี (๒๔๘๗) เป็นตำแหน่งควบคุมดูแลการเผยแผ่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตอนหลังผมพบเจ้าคุณเกษม บุญศรี ซึ่งรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง ถามว่าจะแต่งตั้งให้เป็นอะไรทำไมไม่ทาบทามกันก่อน ทำอย่างนี้ไม่เข้าท่าเลย ก็เลยหัวเราะกันใหญ่แล้วบอกว่า ถ้าถามก็ไม่เอานะสิ เลยตั้งมาเลยไม่ต้องทาบทาม (หัวเราะหึ ๆ)
ไม่มี นอกจากเวลาประชุม ไปพูดอะไรบ้างในที่ประชุม ศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัด อบรมเจ้าคณะสังฆาธิการกันที่นั่น ผมมีบรรยายเรื่องต่าง ๆ ที่เขามอบให้ เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล เจ้าอาวาสต่าง ๆ อบรมกันที่นั่น ผมไม่เคยใช้อำนาจหน้าที่เรียกประชุมผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเองเลย (หัวเราะเหอะ ๆ) ต่อมาไปประชุมระดับภาคกับเจ้าคณะภาค (พระศาสนโสภณปลอด) ท่านตั้งให้ผมเป็นองค์การเผยแผ่ประจำภาค ๕ (๒๔๙๒) มีอำนาจเรียกประชุมอะไรได้ ผมก็ไม่ได้ทำอะไร นอกจากเวลาเขาเรียกไปประชุม ไม่เคยใช้อำนาจหน้าที่ในการสั่งการจัดการอะไร เป็นตำแหน่งสมัครเล่นเท่านั้น (หัวเราะเบา ๆ)
ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันนัก สมณศักดิ์ต่าง ๆ นั้น เจ้าคุณศาสนโสภณ (ปลอด) เป็นผู้จัดการให้ ท่านสนับสนุนผมสุดเหวี่ยง ที่ได้เป็นพระครู เป็นเจ้าคุณ เป็นอุปัชฌาย์ก็องค์นี้แหละ ท่านอยู่วัดราชาธิวาส เคยเป็นเจ้าคณะภาค ตอนนั้นเป็นพระธรรมโฆษาจารย์
ไปค้นเอาเองสิ (หัวเราะดุ ๆ) มันก็เริ่มเป็นพระเงื่อม แล้วก็เป็นมหาเงื่อม (๒๔๗๓) แล้วก็เป็นพระครูอินทปัญญาจารย์ (๒๔๘๙) ต่อมาก็เป็น พระอริยนันทมุนี (๒๔๙๓) เป็นพระราชชัยกวี (๒๕๐๐) แล้วครั้งหลังสุดก็เป็น พระเทพวิสุทธิเมธี (๒๕๑๔) (หัวเราะ) ตอนเป็นอุปัชฌาย์ (๒๔๙๐) เป็นเจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุฯ (๒๔๙๒) และเป็นอริยนันทมุนีดูเหมือนจะในเวลาไล่ ๆ กัน
ผมก็ไม่ทราบ เขาอาจจะถือว่า งานสวนโมกข์เป็นงานที่มีประโยชน์ต่อสังคม เป็นความชอบในทางราชการบ้างก็ได้ อย่างนี้เขาถือว่าเอื้อเฟื้อให้เป็นพิเศษ ตอนเป็นพระครูอินทปัญญาจารย์ ทางนี้ก็ไม่ได้ทำเรื่องขอขึ้นไป โดยปกติพระผู้ใหญ่ในท้องถิ่นที่มีหน้าที่ จะเป็นผู้ทำเรื่องขอขึ้นไป แต่กรณีของผมเป็นเรื่องผู้ใหญ่ข้างบน ทางนี้ก็ประหลาดใจกัน เจ้าคณะจังหวัดยังไม่รู้เรื่องเลย
ตอนเป็นพระครูอินทปัญญาจารย์ ไปรับที่จังหวัด ทำพิธีกันที่วัดธรรมบูชา เป็นวัดธรรมยุต มีผู้ได้รับพระครูรูปหนึ่ง เจ้าคุณรูปหนึ่ง ต่อ ๆ มาต้องเข้าไปรับที่กรุงเทพฯ ผมบอกไม่สบาย ไม่ได้ไป ให้กรมการศาสนาเก็บไว้ แล้วคุณพัฒน์ (นิลวัฒนานนท์) ไปเอามาให้ ๒ คราว ครั้งสุดท้าย เจ้าคุณปัญญาฯ เอามาให้ ที่ว่าไม่สบายนั้น มันเกี่ยวกับประสาทการทรงตัวไม่ดี เดี๋ยวไปล้มในที่ประชุมก็เสียหายหมด
ตอนเป็นพระครู เขาฉลองรวมกันทั้งหมด มาตอนหลัง เราไม่ได้ไปรับ ใครเขาจะฉลอง ทิ้งระยะนานมากจึงค่อยไปเอามา เมื่อถึงคราวจำเป็นจะต้องใช้พัด เช่น เวลาไปรับกฐินพระราชทานที่วัดบรมธาตุฯ หรือเมื่อเจ้านายเสด็จ อย่างวันก่อน เจ้าฟ้าชายทรงมายกฉัตรยอดพระธาตุ เราต้องไปอยู่ในที่ประชุมด้วย ก็ต้องใช้พัด
ขบวนแห่จากวัดชยารามมาวัดพระบรมธาตุไชยา ในปี ๒๔๙๒
กลอนนั้นมันเขียนทีหลัง เขียนไว้ที่ภาพรับพัดยศ ไม่รู้ไปอยู่ไหนแล้วรูปนั้น (หัวเราะ) แต่เป็นภาพที่เผยแพร่ไม่ได้ มันอวดดี มันกระทบกระเทือน ดูถูกคนให้พัด คนแต่งตั้ง พระนาคเสนเคยชวนผมคืนพัดยศ อ้อนวอนให้เป็นผู้นำ เขาจะหาพระที่อยากจะคืนพัดยศมารวมได้เยอะแยะ คิดแบบนี้มันบ้า ไม่ใช่ความถูกต้อง มันไม่รู้ว่าในโลกนี้ต้องมีเรื่องสมมติ เรื่องปุถุชน ถ้าเป็นเจ้าคุณ บางครั้งเวลาพูดอะไรมันก็มีคนฟังมากกว่า ตั้งแต่ชาวนาไปจนถึงราชการนั่นแหละ เวลาออกวิทยุ ถ้าเป็นพระ ก. พระ ข. พูด ก็มีคนสนใจน้อย มันเป็นธรรมเนียมของสัตว์ที่มีกิเลส ถ้าฟังเจ้าคุณเทศน์กับฟังพระครูเทศน์มันผิดกันลิบลับ
คงจะเกี่ยวข้องกันในตอนแรก เพราะเป็นพระอารามหลวง เขาตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสก่อน แล้วอ้างตำแหน่งเจ้าอาวาสนั้นตั้งให้เป็นเจ้าคุณ แล้วเลื่อนต่อ ๆ ไป แต่ผมไม่ได้ทำงานในฐานะเจ้าอาวาสเป็นการเฉพาะ เป็นเจ้าอาวาสโดยจำเป็น แต่งตั้งโดยไม่ต้องทาบทาม ไม่ต้องบอกใคร เมื่อรับตำแหน่งเจ้าอาวาสใหม่ ๆ มีการแห่จากวัดชยาราม ตามคำสั่งเจ้าคณะภาคด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดมาเป็นประธาน นายอำเภอ ใครต่อใครยุ่งกันใหญ่ ผมค้างคืนเดียวก็กลับมาสวนโมกข์ ความจริงพระครูสิริศรีวิชัยกิจ ท่านรักษาการเจ้าอาวาสอยู่ก่อน ท่านควรจะได้เป็นเจ้าอาวาส ตามธรรมเนียมควรจะเลื่อนท่าน แต่ทีนี้เนื่องจากได้เลื่อนเป็นวัดหลวงเสีย ก็ต้องการพระที่สูงกว่านั้น หรือมีเครดิตอะไรบ้าง เจ้าคณะภาคจึงขวนขวายให้มีการแต่งตั้งผมเป็นเจ้าอาวาส ผมก็ไม่ได้แตะต้องกิจการประจำต่าง ๆ ในวัด ปล่อยให้รองเจ้าอาวาสบริหารไปตามเดิมกับหมู่คณะที่อยู่กันมาก่อนแล้ว นอกจากเวลามีพระราชพิธี หรือมีเรื่องนโยบายติดต่อกับทางราชการ ทางจังหวัดจึงมาถึงผม มีอยู่สมัยหนึ่ง (๒๔๙๓) ผมเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ สาขาประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ต่อจากพระครูโสภณฯ (เอี่ยม) เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่มาอยู่ประจำ มีแต่ภารโรงที่ช่วยดูแลความปลอดภัยเท่านั้น ทางการจึงต้องขอความร่วมมือจากพระสงฆ์ในท้องถิ่น สมัยนั้นเป็นยุคที่หลวงบริบาลเป็นหัวหน้ากองโบราณคดี สำหรับกองบูรณะต่าง ๆ ภายในวัดพระธาตุนั้น ทำเป็นราชการเกือบทั้งนั้น ใช้งบประมาณของหลวง คุณพัฒน์ นิลวัฒนานนท์ ส.ส. สุราษฎร์ธานีสมัยนั้น มาติดต่อกับผมเป็นประจำ เพื่อให้การดำเนินงานสะดวกและเรียบร้อย เมื่อคราวฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษมีเรื่องมาก เขาทำตามราชการสั่ง ผมก็พลอยถูกเขียนชื่อติดลงไปเป็นประธานกรรมการบ้าง เป็นกรรมการบ้าง ในงานนั้นงานนี้ ซึ่งมีการรับเหมาและดำเนินการโดยคณะกรรมการอำเภอ และคณะกรรมการจังหวัด ซึ่งก็ยุ่งพอใช้อยู่เหมือนกัน (หัวเราะ) เช่น มีการสร้างวิหารหลวง สร้างโบสถ์ สร้างกำแพงวัด เป็นต้น เราเป็นเจ้าอาวาส แต่ไม่ได้ประจำที่นั่น งานเหล่านี้ก็เท่ากับเป็นการช่วยรองเจ้าอาวาส และคนที่อยู่ที่นั่นเท่านั้น พอถึงสมัยเจ้าคุณชยาภิวัฒน์ (เยื้อน) รองเจ้าอาวาสองค์ต่อมา ท่านทำทุกอย่าง และจะทำเก่งกว่าผมเสียอีก การสร้างศาลาใหญ่นั้น ท่านสร้างด้วยความคิดความพยายามอดกลั้นอดทนมาก ซึ่งผมสร้างไม่ได้ (หัวเราะ)
มันเลือกไม่ได้ มีแต่คนเขามาขอร้องให้ช่วยบวชให้ ในท้องถิ่นไชยานี้ เขามีธรรมเนียมมาตั้งแต่สมัยตัวเมืองอยู่ที่ ต.พุมเรียง เจ้าคณะเมือง รองเจ้าคณะเมืองอยู่ที่นั่น และเป็นอุปัชฌาย์ทั้งคู่ ใคร ๆ จึงไปบวชที่พุมเรียงกัน ไม่วัดโพธารามซึ่งอุปัชฌาย์ผมอยู่ ก็วัดสมุหนิมิตที่เจ้าคุณชยาภิวัฒน์อยู่ บางทีหลาย ๆ นาค จนค่ำมืดกว่าจะเสร็จ บวชแล้วกลับไปอยู่วัดใดก็ได้ โดยมากก็อยู่วัดใกล้ ๆ บ้าน เมื่อผมได้อุปัชฌาย์แล้ว ก็มีคนจะมาทำอย่างนั้นกับผม ผมบอกว่าขอตัว อย่าต้องทำอย่างนั้นเลย จะอยู่วัดไหนก็หาอุปัชฌาย์ใกล้วัดนั้น เพราะอุปัชฌาย์เดี๋ยวนี้ก็มีมากหลายองค์แล้ว จึงกลายเป็นธรรมเนียมขึ้นมาว่า ไม่รับคนอื่นบวช นอกจากคนที่จะมาอยู่วัดนี้ ผมจึงบวชให้น้อยมาก ระยะแรก ๆ โดยมากก็บวชชาวบ้านแถวนี้ ถ้าบวชกันที่วัดชยารามก็ชาวบ้านใกล้ ๆ วัดชยาราม ถ้าที่วัดพระธาตุก็ชาวบ้านใกล้ ๆ วัดพระธาตุฯ ตอนต่อ ๆ มาก็เหลือแต่ที่สวนโมกข์นี้กับที่วัดพระธาตุฯ ตอนหลัง ๆ วัดพระธาตุฯ ก็ไม่บวช บวชเฉพาะคนที่จะมาอยู่ที่นี่และทำพิธีบวชที่นี่เท่านั้น เพราะท่านเยื้อนรองเจ้าอาวาสที่วัดพระธาตุฯ ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นอุปัชฌาย์แล้ว ชาวบ้านรอบ ๆ สวนโมกข์นี้ เขาก็บวชลูกชายกันที่นี่ ที่ไม่ยอมบวชวัดนี้ก็มีบ้าง ตัวเจ้านาคเองนั่นแหละ คล้าย ๆ กับรังเกียจว่าที่นี่เคร่งครัด พิถีพิถัน ในเรื่องให้เรียน ให้ทำงาน ไม่ให้สูบบุหรี่ อย่างนี้เขาไปบวชที่วัดอื่นก็มี
ที่เคยบวชให้แล้วมีปัญหากับพ่อแม่นั้น นึกไม่ออก มีคนหนึ่งเป็นหม่อมราชวงศ์ มาคะยั้นคะยอขอบวช ผมก็บอกว่าบวชไม่ได้ ไม่รู้ว่าคุณมาจากไหน ต้องให้พ่อแม่อนุญาตมาก่อน ผมก็สงสัยอยู่แล้วว่าพ่อแม่จะไม่ให้บวช มันจะมาบวชแต่มาคุยโต ทำตัวเป็นรู้มาก รู้จนตำหนิติเตียนคนอื่น ผมบอกบวชให้ไม่ได้ ทีนี้เขาก็เขียนไปบอกพ่อแม่เขาว่า ขอให้พ่อแม่ส่งคำอนุญาตมา เดี๋ยวนี้เขาโกนหัวแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้โกน หลอกพ่อแม่ว่าโกนหัวแล้ว พ่อเขาก็เขียนไปรษณียบัตรมาด่าผมว่าอะไรกัน ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรโกนหัวแล้ว ผมก็ตอบไปสั้น ๆ ว่ายังไม่ได้โกนหัว นานเข้าเขาก็กลับไป ว่าจะไปบวชที่เชียงใหม่แล้วก็ไม่ได้บวช
ท่านไม่ถือนิกาย ตอนนั้นการปกครองคณะสงฆ์ยังรวมกันทั้ง ๒ นิกาย สมัยท่านเป็นเจ้าคณะภาค ผมก็ทำงานใต้บังคับบัญชาของท่าน ก็อย่างที่ว่า ผมไปช่วยบรรยายหลายตอน บรรยายแก่เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอแถวนี้ทุกจังหวัด ท่านเป็นคนไปเรียกประชุมเอง ท่านก็หวังดีเมตตาปรานีกับผมมาก ด้วยเหตุอะไรไม่ทราบ ทราบแต่ว่าให้ช่วยทำงานให้ พูดถึงวัดราชาฯ มีเรื่องเกี่ยวกับผมอยู่บางอย่าง คือมีน้าผู้ชายบวชอยู่ที่นั่น ตอนผมจะบวช ได้มาชวนผมไปบวชที่วัดราชาฯ โยมผู้หญิงก็ยินดี เพราะว่าเป็นญาติ (หัวเราะเบา ๆ) แต่ในที่ประชุมญาติ อาเสี้ยงคัดค้านว่า อะไรกัน บวช ๓ เดือน ต้องไปบวชถึงกรุงเทพฯ เลยล้มความคิด ถ้าผมไปอยู่วัดราชาฯ (หัวเราะเฮ่อะ ๆ) ประวัติศาสตร์ก็ต้องเป็นอีกอย่างหนึ่ง สวนโมกข์จะเกิดได้หรือไม่ได้ก็ไม่รู้ (หัวเราะหึ ๆ)
เจ้าคุณพิมลธรรม (อาจ) ผู้เป็นหัวหน้าทีม เสนอแก่พระผู้ใหญ่ว่า ผมมีความเหมาะสม ที่จะไปเป็นผู้กล่าวคำปราศรัยในที่ประชุมนั้น จึงถูกส่งให้ไป โดยไม่ได้บอกให้รู้ตัวก่อนล่วงหน้าในระยะยาว ต้องเตรียมคำปราศรัยในเวลาอันฉุกละหุก ผมพูดเรื่อง ลักษณะที่น่าอัศจรรย์บางประการของพุทธศาสนาแบบเถรวาท และต้องปราศรัยเป็นภาษาอังกฤษด้วย อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ได้ช่วยผมมากในเรื่องแปลคำปราศรัยเป็นภาษาอังกฤษ ผมกับคุณปิ๋ว (เปรมะติฏฐะ) ช่วยกันยกร่างแปลทีหนึ่งก่อน แล้วคุณสัญญาเป็นคนแก้เกลา แก้มากเหมือนกัน แดงไปหมดแหละ คำไม่เหมาะ คำยืดยาด คุณสัญญาช่วยแก้ให้ จนถึงกับสามารถพิมพ์ต้นฉบับคำปราศรัย ไปพร้อมเสร็จจากเมืองไทย พอไปถึง เจ้าหน้าที่ทางโน้นเขาขอทราบเรื่องนี้ ผมก็เลยให้ต้นฉบับที่จะปราศรัยนั้นไปชั่ววันเดียว เขาก็พิมพ์คำปราศรัยเป็นสมุดเล็ก ๆ ขึ้นมากมาย กองสูงท่วมหัว ถึงเวลาปราศรัยจริง ไม่ได้พูดทั้งหมด พูดเฉพาะที่เวลาอำนวย สบายมาก (หัวเราะเห่อะ ๆ) ไปพม่าคราวนั้น (๒๔๙๗) มีเรื่องเกร็ด ๆ น่าสังเกตหลายอย่าง คราวนั้นเจ้าสีหนุเสด็จด้วย ทางพม่าเขาจัดพิธีรับเสด็จอย่างมีเกียรติสูงสุด อย่างชนิดที่เราไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเป็นถึงขนาดนั้น และเวลามีพิธีกรรมทางศาสนา คนที่มีเกียรติสูงสุดของประเทศอย่างอูนุและคนอื่น ๆ เขาจะมานั่งพับเพียบต่อหน้าพระสงฆ์ เหมือนอุบาสกอุบาสิกาอื่น ๆ ไม่มีลักษณะของผู้มีอำนาจบาตรใหญ่อะไรเลย และตอนนั้นมีประชุม พ.ส.ล. (พุทธศาสศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก) ด้วย ผมก็ได้เข้าร่วมประชุม มีสิ่งแปลกประหลาดอย่างหนึ่ง (หัวเราะ) คือผู้มีเกียรติสูงสุดของประเทศอีกคนหนึ่ง เป็นที่เคารพนับถือทั้งทางฝ่ายบ้านเมืองและฝ่ายศาสนา คือ อูตวิน ท่านไม่ยอมพูดภาษาอังกฤษเลย จึงพูดภาษาพม่าในที่ประชุมชาวต่างประเทศหลายชาติหลายภาษา ว่ากันว่าท่านผู้นี้ไม่ยอมพูดภาษาอังกฤษ นับตั้งแต่วันที่ประเทศพม่าหลุดจากอำนาจการปกครองของอังกฤษเป็นต้นมา
นั่นเจ้าคณะภาคองค์ต่อมา คือพระธรรมวรนายก (สมบูรณ์) สั่งให้ทำ ตอนนั้นท่านประจำอยู่ที่นครนายก แต่มีสำนักงานอยู่ที่วัดมหาธาตุฯ ที่กรุงเทพฯ ตอนนี้เป็นอธิการบดีมหาจุฬาฯ สมัยนั้นผมเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ไม่ได้ไปมาหาสู่กัน ทักทายกันตามปกติเวลาพบกันตามหน้าที่การงาน เมื่อเขียนให้ท่านแล้ว ท่านเคยเอาไปประกาศ แต่ใครจะนำไปใช้หรือเปล่าก็ไม่ทราบได้
มันเลิกได้เมื่อไร (เสียงดุ) เดี๋ยวนี้ก็ยังเกี่ยวข้องเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุฯ อยู่ มีอะไรก็ต้องทำตามระเบียบเขา บางอย่างมันเลิกไม่ได้ ส่วนที่เป็นเผยแผ่จังหวัดนั้น ตำแหน่งยุบไปเองเมื่อเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (๒๕๐๕) องค์การเผยแผ่ องค์การอะไรต่าง ๆ ก็เลิกหมด ผมถือว่าตำแหน่งผมก็ยุบไปด้วย
ผมไม่อยากเกี่ยวข้องเรื่องนี้ เพราะรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างนิกาย จึงเปลี่ยนกลับไปใช้ พรบ. ที่มีหลักการคล้ายกับการปกครองคณะสงฆ์สมัยรัชกาลที่ ๕ โน้น ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจมากนัก ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นหรือเลวลงสักเท่าไร เมื่อก่อนก็ทำอะไรไม่ได้มาก องค์การต่าง ๆ ก็ทำเป็นพิธีกรรมเสียมากกว่า
ไม่ได้คิด ลืมหมดแล้วตอนนี้
ไม่ ไม่ได้ขอร้องอะไร สันนิษฐานว่า คงจะรู้สึกไม่มีความจำเป็น บรรดาพระมหาเปรียญที่ไปเรียนมาจากอินเดียคงมีมากพอ ครั้งหนึ่งเมื่อเจ้าคุณธรรมวรนายก ไปธุระทางใต้ แล้วแวะเยี่ยมไชยา พามหาเจริญเมื่อยังบวชอยู่มาด้วย ท่านได้ใช้ให้มหาเจริญจดชื่อตำราภาษาอังกฤษต่าง ๆ ที่ผมมีอยู่ไปทุกเล่ม (หัวเราะ) มีลักษณะว่าจะไปซื้อใส่ห้องสมุดมหาจุฬาฯ ให้สมบูรณ์ แต่จะได้ทำอย่างนั้นหรือไม่ก็ไม่ทราบ ทางมหาจุฬาฯ ไม่เคยขอร้องให้ผมแต่งหนังสือ อาจจะเห็นใจที่ผมมีงานเต็มมือ แต่เคยนิมนต์ผมไปเทศน์งานประจำปีหลายครั้ง เป็นงานหาทุนประจำปีของมหาจุฬาฯ และเมื่อไม่นานมานี้ (๒๕๒๒) ได้ให้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพุทธศาสตร์ แก่ผม ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติอย่างสูง สำหรับเรื่องคุ้นเคยนั้น พระลูกวัดในวัดมหาธาตุฯ หลาย ๆ องค์ก็คุ้นเคยกัน บางองค์ เคยเรียนหนังสือหรือว่ารู้จักกันมาตั้งแต่ตอนผมไปเรียนที่วัดปทุมคงคา
ไม่ได้คุ้นเคยกับท่าน ท่านเพียงแต่ชมว่าแปลหนังสือดี ชมทั้งต่อหน้าและลับหลัง ชมลับหลังนั้นหลวงบริบาลมาเล่าให้ฟัง ว่าท่านสรรเสริญผมว่าแปลดี ให้ลูกศิษย์ของท่านฟัง ว่าแปลแล้วอ่านรู้เรื่อง ฟังดูไม่ใช่จริงจังนัก อาจจะคล้ายกับว่าพูดปลุกเร้าน้ำใจพระทั้งหลายให้ขันแข็ง ดูพระในป่าซึ่งมันไม่น่าจะเป็นไปได้ ยุให้เกิดกำลังใจ ทำงานอย่างแข็งขัน หลวงบริบาลมาเล่าว่ารุ่นนั้นหลาย ๆ องค์ทำงานกันอย่างเต็มที่ แล้วต่อมา สมเด็จท่านแสดงความประสงค์ว่าอยากจะพบ ผมก็ไปกราบนมัสการท่าน แต่ก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันมาก นอกจากชมว่าแปลดี แล้วให้ผ้าไตรมาเป็นกำลังใจ เป็นรางวัล (หัวเราะ) ตอนงานพระราชทานเพลิงศพท่าน ทางคณะเจ้าภาพนิมนต์ผมไปเทศน์ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นพระศาสนโสภณ (ช้อย) ท่านเป็นประธานคณะเจ้าภาพ ทีแรกได้ยินว่าจะนิมนต์ไปเทศน์ปุจฉาวิสัชชนา ๒ ธรรมาสน์ กับอาจารย์สด อาจารย์วิปัสสนาวัดปากน้ำ ผมบอกไม่เอา ไม่เอาเด็ดขาด เพราะเราจะเทศน์คนเดียว (หัวเราะ) ผมพูดเรื่อง "ลักษณะน่าอัศจรรย์บางประการของนิพพาน" ขึ้นหัวลงท้ายแบบเทศน์ แต่ตรงกลางเป็นบรรยายแบบปาฐกถา
เท่าที่รู้ ตอนแรก ๆ เข้าใจผิดก็มีเจ้าคณะภาคองค์ก่อนโน้น เจ้าคุณธรรมวโรดม วัดราชาธิวาส เมื่อครั้งที่ท่านเป็นเจ้าคณะภาค ระยะแรกท่านมองสวนโมกข์ในแง่วิปริต จัดเข้าพวกคล้าย ๆ แบบนายนรินทร์ (กลึง) ท่านมักพูดให้เจ้าคณะต่าง ๆ ในภาคใต้นี้ให้เข้าใจอย่างนั้น แม้พระครูโสภณฯ (เอี่ยม) ที่รักใคร่คุ้นเคยกับผม ท่านก็พูดให้ฟังในทำนองท่านระแวงสวนโมกข์ ให้ช่วยกันระวัง กลัวว่าจะเป็นเรื่องแหกตาประชาชน (หัวเราะ) ตอนหลังเมื่อท่านออกจากหน้าที่การงานแล้ว ท่านเห็นเราไม่ได้ทำอะไรที่น่าตำหนิติเตียน ไม่มีอะไรเป็นที่ไม่น่าไว้วางใจ เป็นระยะเวลายาวนานมา ท่านคงคิดว่าอย่าให้บาปมันค้าง ท่านก็เรียกผมไปพบ บอกอนุโมทนาเห็นด้วยกับการกระทำที่ผ่านมา ว่าทำดีมีประโยชน์ แล้วก็ให้ผ้าไตรมาไตรหนึ่ง เป็นรางวัล ตอนนั้นท่านชรามากแล้ว ป่วยหนักด้วย เป็นมะเร็งอยู่สัก ๒ ปีก็ดับ
ไม่เคยไปอยู่ ไม่เคยไปพัก ไปธุระ ไปขอร้องท่าน (สมเด็จวัดสามพระยา) ให้แต่งตั้งอาจารย์บาลีของผมให้เป็นอุปัชฌาย์เป็นกรณีพิเศษ คือพระครูชยาภิวัฒน์ (กลั่น) ท่านมีฐานะเหมาะสมทุกอย่าง แต่ท่านเป็นพระผู้เฒ่า ลำบากแก่การเดินทางมาสอบซ้อมในกรุงเทพฯ พอพูดขึ้นท่านก็รู้ว่าใครเป็นใคร เพราะเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ท่านจำได้ ผมขอให้ท่านสั่งเป็นกรณีพิเศษ ท่านก็ว่า อือ ๆ ต่อมาท่านพระครูก็ได้เป็นอุปัชฌาย์ ผมก็ไม่ได้สนใจต่อ
มันฟลุค ผมไปธุระอื่นที่กรุงเทพฯ แล้วท่านปัญญาฯ ชวนไป ท่านเป็นคนบ้านหัวเตย (จังหวัดสุราษฎร์ธานี) นี่เอง ผมพบกับท่านไม่บ่อยนัก ท่านคงเห็นว่าผมเป็นคนทำชื่อเสียงให้แก่บ้านเกิดเมืองนอน ผมยังประหลาดใจที่ท่านรู้จักผมดี ตอนที่ผมรับสัญญาบัตรเป็นพระครูอินทปัญญาจารย์ เขานิมนต์ไปแสดงความยินดีที่วัดประยูรวงศ์ฯ หลาย ๆ องค์ด้วยกัน ผมพลอยติดไปด้วย ท่านยังเอาดอกไม้เครื่องสักการะมาถวาย ท่านเป็นพระผู้ใหญ่กว่ามาก เป็นเจ้าคุณ เป็นเปรียญ ๙ ประโยค เรายังเป็นพระเด็ก ๆ ผมถามว่าทำไมจึงทำอย่างนี้ ท่านว่าเขามีธรรมเนียมแสดงความยินดี ไม่ใช่แสดงความเคารพ คราวหนึ่งมารถไฟด้วยกัน ห้องนอนเดียวกัน คุยกันมากในรถไฟ แต่ไม่ได้คุยเรื่องโหราศาสตร์ ซึ่งผมไม่มีความรู้เลย (หัวเราะ)
ท่านสงเคราะห์กิจการโดยสมทบทุนมูลนิธิสำหรับใช้พิมพ์หนังสือหมื่นบาทหรือ ๒ หมื่นบาท ลืมแล้ว ด้านการอื่นไม่ได้ขอร้องอะไร ไม่ได้ช่วยในผลประโยชน์หรือยศศักดิ์อะไร ตอนผมทำงานเป็นเผยแผ่ ท่านเป็นผู้สำเร็จราชการแทนองค์สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระสังฆราชทำงานไม่ค่อยได้ ชรามากแล้ว ท่านบัญชาการสงฆ์แทนทั้งหมด ผมเลยเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาไปด้วย แต่ด้านงานคณะสงฆ์ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน พระคุณของท่านที่สูงสุดก็คือ การที่ท่านส่งเสริมให้ขบคิดธรรมะยาก ๆ ออกเผยแผ่ เมื่อรู้จักกันแล้ว ไปกรุงเทพฯ ทุกครั้ง ผมต้องไปพบท่านเสมอ มิฉะนั้นท่านรู้เข้าท่านจะต่อว่า
เรื่องส่วนใหญ่ที่สนทนากันก็เรื่องธรรมชั้นลึก ๆ และเรื่องบุคคลต่าง ๆ ผมฟังตะพึด แต่ผมก็ไม่คุยอยู่นานเกินไป รู้ใจท่าน สุขภาพของท่านไม่ค่อยดี ไปก่อนเพล จวนเพลกลับ ท่านให้เกียรติให้ขึ้นไปคุยชั้นบนที่ท่านอยู่ ในห้องส่วนตัว ไม่ใช่ห้องรับแขกชั้นล่าง วิธีที่ท่านส่งเสริมให้ขบธรรมะยาก ๆ ก็คือชวนคุย ธรรมะข้อนั้นข้อนี้ บางทีท่านก็บอกว่าผมสอนอนัตตาเร็วเกินไป ไม่ควรนำมาสอนประชาชน อย่าเน้นเรื่องอนัตตามากเกินไป สอนเรื่องอื่นดีกว่า บางทีมีแง่ของธรรมะที่เร้นลับ ท่านชอบบอกผม ให้เป็นธรรมทาน ธรรมข้อนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างนั้น ข้อนี้เปลี่ยนแปลงอย่างนี้ ตามความเห็นของท่าน ซึ่งเราไม่ได้เห็นด้วยเสมอไป แต่ก็ไม่ได้ขัดท่านตรง ๆ เฉยเสีย นั่นแหละถูกที่สุด ไม่ใช่บ้าเหมือนเด็กสมัยนี้ อะไรมันก็ค้าน เถียงผู้หลักผู้ใหญ่ เขาหาว่าอุบาทว์ ไม่เห็นด้วยก็นิ่งเสีย แต่ไม่ค่อยมีที่ไม่เห็นด้วยกับท่าน ท่านมักเรียกผมว่า "มหาเงื่อมผู้ถูกอัชฌาสัยของฉัน" ท่านเป็นคนแรกที่บอกว่ามหาสติปัฏฐานสูตรนั้น "ฉันไม่เชื่อว่าเป็นพุทธภาษิต" เพราะมันยาวเกินไป เป็นเหตุให้ผมสำรวจดู เออจริงที่ขึ้นต้นด้วยมหา ๆ ไม่น่าไว้ใจทุกสูตร ยาวเกินไปกว่าที่พระพุทธเจ้าจะทรงตรัสในคราวเดียวกัน ท่านเป็นคนพูดขึ้นก่อนใคร ๆ ที่เรียก ปฏิจจสมุปบาท ว่าเป็น อริยสัจใหญ่ อริยสัจที่สอนอยู่ทั่วไปเรียกอริยสัจเล็ก เรื่องอย่างนี้จะเป็นเรื่องที่คุยกัน ท่านจะใช้คำว่า ในกรณีอย่างนี้ ฉันถือว่า (หัวเราะ) ท่านเรียกตัวเองว่าฉัน ผมเรียกตัวเองว่า กระผม เกล้ากระผม บางที (หัวเราะ) เมื่อท่านบัญชาการสงฆ์แทนองค์สมเด็จพระสังฆราช ผมก็ใช้ว่า ใต้เท้ากรุณา ถ้าไม่อย่างนั้น ก็ใช้คำธรรมดาทั่ว ๆ ไปว่า พระเดชพระคุณ บางทีก็ใช้ไม่ค่อยตรงตามธรรมเนียม เรื่องอย่างนี้ดูท่านไม่ถือเป็นความหมายสำคัญหรอก ไม่ถือเป็นกฎเกณฑ์อะไร ท่านเป็นคนที่มีจิตใจ ที่มีตัวกู - ของกู น้อยมากเหมือนกัน ท่านทำสมาธิภาวนาทุกคืน เรื่องบางเรื่อง ท่านจะบอกให้ผมเป็นคนเอาไปพูดไปโฆษณา เพราะเชื่อว่าผมจะพูดได้ถนัดกว่า อย่างเช่นเรื่อง สอุปาทิเสสบุคคล ซึ่งไม่มีใครสนใจมาก่อน ท่านสนใจ โสดาบัน ๓ สกิทาคามี ๑ อนาคามี ๕ รวมเป็น ๙ ท่านต้องการให้รู้ว่า อุปาทิคืออะไร มีความหมายไม่เหมือนอย่างที่เขาสอน ๆ กัน ผมเอามาพูดถึงบ่อย ๆ เจ้าคุณศรีวิสุทธิวงศ์ วัดลิงขบ ฝั่งธนฯ ไม่เห็นด้วย เขียนด่าผม บางเรื่องสมเด็จท่านก็ล้อ อย่างคำว่า มโนราห์ ท่านล้อว่าทำหนังสือพิมพ์ใหญ่โตยังเขียนผิด หลักในภาษาบาลี มันมีอยู่เรื่องสุธนกับมโนห์รา นี่แสดงว่าท่านเห็นว่าเราไม่รู้ ก็อยากให้รู้ มีเรื่องอะไรก็ถามได้ สงสัยอะไร อยากถามอะไร ถามเมื่อไรก็ได้ ที่ผมเขียนว่า เปิดโรงเรียนพิเศษกับท่านนั่นแหละ เรื่องเกี่ยวกับบุคคลเบ็ดเตล็ด ท่านมักเล่าให้ฟังเรื่อย เรื่องท่านหญิงใหญ่ ดูเหมือนจะชื่อดำรงธรรมสาร แต่งปุจฉาวิปัสสนา ท่านสนับสนุนให้พิมพ์ ผมเคยเอามาพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา เรื่องคนนั้นคนนี้ อย่างนั้นอย่างนี้ ท่านเล่าบ่อย ๆ ท่านมีวิธีจำคนโดยการเปรียบเทียบ อย่างผมนี้ ท่านพูดบ่อยว่าหน้าเหมือนขุนนิราพาส อุบาสกประจำวัดเทพศิรินทร์ เป็นนักธรรมะตัวเอกคนหนึ่ง คงจะเผยแผ่เก่ง อายุแก่กว่าผม ตายนานแล้ว แต่เพื่อไม่ให้ลืม จำคนนั้น ชื่อนั้น หน้าเหมือนคนนั้น ลืมยาก ผมยังเคยได้ยินท่านบอกพระองค์อื่นว่าผมหน้าเหมือนขุนนิราพาส เรื่องที่ท่านเคยตำหนิผมตรง ๆ ก็มีเรื่องถือย่ามถูกเนื้อ ตอนท่านมาสวนโมกข์นั่นแหละ ถือย่ามให้ท่าน ท่านบอกว่า ต้องให้จีวรพันแขนแล้วให้ย่ามอยู่บนจีวร ย่ามจะได้ไม่เปื้อนเหงื่อ คราวนั้นท่านค้างคืนหนึ่ง พักที่กุฏิสังกะสีล้วน หลังสุดทางเดินสู่ทิศตะวันตก กุฏิหลังนั้นไม่มีเหลือแล้ว เป็นกุฏิทรงสี่เหลี่ยม กว้างวาหนึ่ง ยาว ๖ ศอก สูงวาหนึ่ง มีบานพับเปิดปิดรอบด้าน มีเตียงพับลงได้ ยกขึ้นก็เป็นโต๊ะหนังสือ เป็นเตียงนอนได้ เสาต่ำ บันไดขั้นเดียว ก่อนท่านจะมา ดูเหมือนพระดุลยพากษ์สุวมัณฑ์จะเป็นคนติดต่อมาก่อน ต้องมีการติดต่อทางคณะสงฆ์ มิฉะนั้นเจ้าคณะจังหวัดคงไม่ได้มาต้อนรับ
เป็นนักเทศน์สุภาพ เป็นนักเทศน์ธรรมะ นักเทศน์ตามแบบฉบับ ไม่ใช่เทศน์แบบโต้กัน แบบแสดงละคร ท่านอยู่ในระดับนักเทศน์ที่ได้รับความนิยม หรือเขาจัดเป็นนักเทศน์ชั้นสูงสุด
|
|||||||||||
|
> ราชการคณะสงฆ์และพระผู้ใหญ่ที่รู้จัก |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org