||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส
เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา
พระประชา ปสนฺนธมฺโม  สัมภาษณ์
บทที่ ๕ ทำหน้าที่พุทธทาส ประกาศพุทธธรรม

 

งกับชาวบ้านและพิธีกรรมบางอย่างแบบสวนโมกข์

 

? อาจารย์ครับ เมื่อย้ายมาอยู่ที่ธารน้ำไหลนี้แล้ว ยังมีชาวบ้านเห็นกิจกรรมของสวนโมกข์ เป็นเรื่องบ้าบออีกหรือเปล่าครับ

          ไม่ได้ข่าว เพราะไม่ได้ทำอะไรแปลก ๆ ที่ชาวบ้านเข้าใจไม่ได้ และเราก็เคยตั้งใจจะยกระดับชาวบ้านดังที่เคยเล่ามาแล้ว เมื่อผมมาที่นี่ ซึ่งเป็นเขตที่ล้าหลังที่สุด ธรรมเนียมเก่า ๆ บางอย่างยังเหลืออยู่ เช่นถ้าปลูกผัก ปลูกอะไรไว้ ถ้าขโมยมาขโมยเอาไป เขาจะนิมนต์พระไปบังสุกุลร่องผักนั้น เป็นการทำอันตรายแก่ขโมย ก็มีคนมานิมนต์ผมไปทำ ผมก็ไม่ได้ไปทำ แต่คงมีพระพื้นบ้านอื่น ๆ ทำตาม ๆ กันมาแต่โบราณ พระแกคงไม่รู้คงไปหลอกพระให้ช่วยบังสุกุลที่ขโมยมันชุมนัก

          แต่สภาพโดยทั่วไป ชาวบ้านเขาก็อยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกัน ความเป็นอยู่ก็เสมอ ๆ กัน ไม่มีปัญหาระหว่างคนมั่งมีกับคนยากจน อยู่กันแบบเพื่อน ขนบธรรมเนียมประเพณีส่งเสริมความเป็นเพื่อน ช่วยเหลือกันเต็มที่ คนนั้นไปช่วยคนนี้ คนนี้ไปช่วยคนนั้น ถึงกับจำว่าใครมาช่วยเรากี่ครั้ง เราต้องไปปลดหนี้ ปลดหนี้ให้หมด ไปช่วยตอบแทน ถึงกับจดจำไว้ไม่เอาเปรียบกัน คิดว่าทีหลังจะมีเพื่อนมาช่วยเราอีก ถ้าเราไม่ไปช่วยเพื่อนก็ขาดไปคนหนึ่ง ถ้าไม่ไปช่วยบ่อย ๆ ก็เท่ากับขาดหมด

          ทำเลรอบ ๆ วัดนี้มันเป็นที่ทำกินของชาวบ้าน เป็นที่ว่างที่เขาจับจองไว้แล้ว แต่ไม่อาจมาอยู่เพราะมันไม่สะดวก เพราะไม่มีโรงเรียนให้เด็ก ไม่มีที่พึ่งพาอาศัย เปลี่ยว พอมีวัดเข้า มันก็หมดปัญหาเหล่านี้ ก็อพยพตามมาอยู่รอบ ๆ ไปหมด มันเป็นประเพณีแบบนี้ ผมเคยแนะนำทางราชการ กับพนักงานการปกครองหลายต่อหลายคน นายอำเภอก็เคยคุย ถ้าจะบุกเบิกพื้นที่ออกไปก็ใช้วัดเป็นเครื่องนำหน้า ทำให้ได้ผลสำเร็จมาก จะเบิกบ้านเบิกเมือง ให้ใช้วัดนำหน้าเป็นหัวหอก ที่ไหนก็เป็นอย่างนี้ ในป่าในดง ถ้ามีวัดเข้ามาอยู่ คนก็ต้องการเข้ามาอยู่ อย่างวัดนี้เป็นตัวอย่าง

          จะเล่าให้ฟังก็ได้ แรก ๆ ที่มาอยู่นั้น ก็ช่วยทุกอย่างทุกประการ พอมีวัดสมบัติของวัดก็มีเยอะแยะไปหมด ถ้วยชามก็มี จอบพร้าก็มี ปีบหาบน้ำก็มี เมื่อแรกมาอยู่ ประชาชนแถบนี้ถึงกับยืมพร้าไปถางป่า ยืมจอบไปขุดนา วันไหนที่เขาจะเลี้ยงที่ท้องนาเป็นการใหญ่ เขาจะมายืมจาน ชาม ที่วัดเอาปีบไปหาบน้ำ ยืมขันน้ำอะไรไป

          แล้วก็แนะนำให้รู้จักบรรเทาความทุกข์ยาก คือมันป่วยไข้กันมากในฤดูเกี่ยวข้าว เหนื่อยกันทั้งวัน หลาย ๆ วัน จนป่วยไข้ ยุงก็มาก ผมก็แนะนำให้รู้จักใช้ยา เช้าก่อนไปนา กินควินินเม็ดหนึ่ง พอเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว กลับมาบ้าน กินยาแอสไพรินเม็ดหนึ่ง มันก็เป็นการป้องกันอาการเลวร้ายนั้นได้ ยาแอสไพรินช่วยไม่ให้เมื่อย ช่วยให้นอนหลับ แต่ก่อนมันนอนไม่หลับ มันเมื่อย มันเจ็บตัว ไม่หลับมันก็เสื่อมสุขภาพ ควินินมันป้องกันเชื้อมาลาเรียได้อย่างดี มันก็เลยไม่เป็นไข้ ไม่ครั่นเนื้อครั่นตัว นอนสบายได้พักผ่อนเต็มที่ ลุกขึ้นก็ไปทำงานได้ดีทุกวัน ๆ ต่อมาเขารู้จักยาเหล่านี้ เขาก็ไปหาซื้อกินเองได้ เราไม่ต้องให้แล้ว แต่ก่อนไม่ยอมกินกัน ยาเม็ดขาว ๆ แล้วไม่ยอมกิน ยาฝรั่งไม่ยอมกิน ต้องชี้แจงกันกว่าจะลองกิน

          ธรรมดายาร้าย ๆ ผมก็ไม่แนะนำให้กิน แต่ก็มีเหมือนกัน เด็กคนหนึ่งเด็กหญิงเล็ก ๆ มันเป็นคุดทะราดไปทั้งตัว ผมก็ให้ยาสารหนูอย่างแรง สไปโรซีส เม็ดเล็ก ๆ สีขาว เม็ดเดียว ไม่กี่วันหายหมด เลยมาขอกันใหญ่ ผมบอกว่ายาอย่างนี้ไม่มีให้ คุณต้องซื้อที่ร้านยา เดี๋ยวนี้ดูจะไม่ค่อยมีแล้ว สโตราซาน สไปโรซีส แก้โรคอย่างนี้ชะงัดที่สุด แต่ถ้าเกินมันอันตราย เด็กคนนั้นมันน่าสงสาร กินเม็ดเดียวสักอาทิตย์หนึ่งมันหายหมด สักเดือนหนึ่งหายเกลี้ยงเป็นเนื้อดีหมด

          ตอนนั้นผมใช้อยู่ประจำ ใช้สโตราซานฆ่าเชื้อมาลาเรีย มันมีเขียนอยู่ในฉลากยา ว่าสกัดเชื้อมาลาเรีย ไม่มีใครใช้ เรากล้าใช้แก้พวกพุพอง น้ำเหลืองเสีย เช่น คุดทะราด เป็นต้น ที่ผมกล้าใช้อีกอย่างมันเสี่ยงมากก็คือเป็นไข้ไทฟอยด์ ที่ถ่ายออกมาเป็นน้ำ เหมือนกับมีเลือดผสมออกมาด้วย ยานี้มันมีประโยชน์ คือมันหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ผมไปเห็นหมอชุมพร เขาใช้กับอาเสี้ยง ผมไปนั่งดูเขารักษา แบบไข้ก็รักษาไป แต่บางมื้อให้สโตราซานไปด้วย ซื้อมาไว้ประจำ แต่เราไม่ได้เอามาแจก มันเป็นสารหนู ๒ ชนิดที่ไม่เป็นอันตราย เป็นยาเยอรมัน เดี๋ยวนี้ดูจะไม่มีขายแล้ว

          นอกจากนั้นก็ช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับกฎหมาย แต่เราไม่ได้ทำหน้าที่ยุให้เขาเป็นความกัน ช่วยพิมพ์หนังสือสัญญาก็มี พิมพ์ดีดให้ แล้วก็ชวนกันทำถนน ทำคลอง ทำทางเดิน เหมือนที่เล่าแล้ว ชวนกันคุ้มครองที่สาธารณะ เช่น ป่าไทรที่ขึ้นคร่อมคลองไชยา เป็นต้น

          แล้วก็ยังให้มาสวดมนต์ จนมีการสวดมนต์ประกวดกัน เหมือนที่เล่าไว้แล้ว แล้วยังมีหัดเทศน์วันเสาร์ ให้หนุ่มชาวไร่ชาวนา มาพูดตามที่ตัวเองถนัด แล้วก็มีรางวัลเป็นพร้าบ้าง เป็นจอบบ้าง พอเราเทศน์จบก็เป็นรายการบรรยายประกวด นายน้อยพูดได้เกือบทุกปี แกมีปฏิญาณโวหาร เป็นมโนห์รา พูดธรรมะตามความคิดเห็น ไม่ใช่ธรรมะตามแบบฉบับ ก็ยังมีประโยชน์ ทำสัก ๒-๓ ปี มันก็เริ่มเบื่อด้วยกันทั้งฝ่าย มันซ้ำซาก ก็เลิกกันไป

 

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล ฉบับของสวนโมกข์ . หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล ฉบับของสวนโมกข์
เริ่มใช้ในสวนโมกข์ราว ๆ ปี ๒๔๙๖
ครั้งแรกแปลแล้วให้คัดลอกลงในกระดาษสมุด
ให้ชาวบ้านซ้อมสวดกันก่อน
แล้วแก้ไขขัดเกลา ให้เสียงลงกันและฟังลื่นไม่ขัดหู
จนเป็นที่พอใจ จึงพิมพ์เป็นเล่ม (ครั้งแรก ๒๔๙๗)
ปรากฏว่าได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วประเทศ
นับเป็นหนังสือของสวนโมกข์
ที่มีสถิติการพิมพ์จำหน่ายจ่ายแจกมากที่สุด

 

? อาจารย์ครับ ได้ทราบว่าอาจารย์ช่วยตั้งชื่อให้เด็กด้วย อาจารย์มีหลักอย่างไรหรือเปล่าครับ

          อันนี้มีบ้าง เมื่อมาอยู่ที่นี่มีมากขึ้น เมื่อก่อนก็ตั้งเฉพาะญาติ ๆ นาน ๆ คนหนึ่ง มาที่นี่มีทั้งคนใกล้ คนไกล ทางไปรษณีย์ก็มี ต่อมาผมก็เบื่อ จะเลิกเขาเขียนมาก็เฉยเสีย มาถามก็บอกว่าลืมเสียแล้ว แบบมันหายแล้วบ้าง หลาย ๆ ครั้งเข้า เขาก็เริ่มเบื่อก็ลดลง ๆ จนเกือบจะไม่มีแล้ว มีแต่ญาติสนิทบางคน โดยทั่วไป ถ้าเป็นคนไม่สนิท เดี๋ยวนี้ก็ใช้วิธีลืมหาย แต่ก่อนบางครอบครัวตั้งให้ทั้งชุดเลย อย่างลูกน้องของคุณมนัส ถ่ายรูป (มนัส จิระวงศ์) นั้น ก็ตั้งให้ทั้งชุด ของหมอจำเนียร (รัตนะมีศรี) ก็เช่นกัน

          แม้ผมจะไม่เชื่อไสยศาสตร์ เวลาตั้งชื่อ ผมก็ตั้งให้มันถูกต้องตัวอักษร ตามตำรา เพราะว่าถ้าต่อไปข้างหน้า เด็กมันรู้ว่าไม่ถูกกับตัวอักษร หรือมีคนไปทักเข้า มันจะรำคาญใจ เลยตั้งตามตัวอักษร มันต้องเลือกเหมือนกัน แล้วทีนี้ก็ต้องให้สัมผัสกับนามสกุล แล้วก็ต้องให้มีความหมายดี ให้ใจความแปลกดีสำหรับยึดถือ แต่ว่าไม่ให้ซ้ำกับใคร ๆ ในประเทศนี้ (หัวเราะหึ ๆ) ต้องคิด ๔-๕ ตอนกว่าจะได้สักชื่อหนึ่ง เหนื่อยเหมือนกัน ตอนหลังเลยขอเลิก

          บางคนตั้งให้แล้ว เขาบอกไม่ชอบก็มี อย่างสมณีย์ พ่อเขาว่าคล้ายชื่อแม่ชี ผมก็บอกว่าตามใจ เราชอบอย่างนี้ คุณไม่เอาก็ได้ ดูเหมือนเขายังใช้อยู่ ลูกชายเจ้าคุณลัดพลีฯ ๒ คน ผมตั้งให้ เขายังชอบใจนัก ตั้งให้ตั้งแต่อยู่พุมเรียง คนแรกชื่อรุ่งธรรม เกิดเมื่อเจ้าคุณลัดพลีฯ เริ่มสนใจธรรมะ อีกคนเกิดเมื่อเจ้าคุณกำลังรื่นเริงทางธรรมะ ก็ให้ชื่อเริงธรรม (หัวเราะหึ ๆ) ชื่ออื่น ๆ ลืมหมดแล้ว (หัวเราะหึ ๆ)

? อาจารย์ครับ แล้วความสัมพันธ์กับชาวบ้านนี่มันคลี่คลายมาอย่างไรครับ

          ตอนแรกมันก็ผูกพันกันมากอย่างที่เล่ามาแล้ว ลูกเขาก็มาบวชกับผมเป็นส่วนมาก ที่ไปบวชที่อื่นก็มีบ้าง ไม่มากนัก แต่ก่อนเวลาแขกมาก็ต้องขออาหารจากชาวบ้านมาเลี้ยงแขก หิ้วปิ่นโตมาเลี้ยงในวัด มันก็ผูกพันกัน เวลาเจ็บไข้ก็ไปเยี่ยมเยียน โดยเฉพาะท่านพระครูสุธนฯ ทำมากที่สุด ใครเจ็บไข้ที่ไหนไปเยี่ยม ในนามของวัด ระหว่างคุณเฉลิมอยู่ก็ทำอยู่มาก มีหยูกมียาไปช่วยเหลือ มีพิธีกรรม ด้านพิธีกรรม สวดมนต์ฉันเพลอะไรก็ไปทำให้ ไปสวดให้ เดี๋ยวนี้พระก็ยังไปอยู่ ในด้านพิธีกรรม แต่ผมเองลดลง ๆ ๆ มาให้เวลากับการเผยแผ่ การทำหนังสือ การพูดธรรมะ อีกระดับหนึ่งมากขึ้น ๆ ความสัมพันธ์ก็เริ่มห่างออกมา ๆ เดี๋ยวนี้ก็มีร้านค้า แขกก็ซื้อกินเองได้ แรงงานก็จ้างเอา เพราะผมลงไปคุมไม่ไหว มันก็เลยห่างออกไปทุกที จนด้านศีลธรรม ความประพฤติ ปฏิบัติก็เสื่อมลง โดยเฉพาะรุ่นเด็ก ๆ วัยรุ่นตอนนี้ จนถึงกับมาขโมยของในวัดก็มี ต้องสรุปว่างานพัฒนาชาวบ้านด้านนี้มันล้มเหลว ผมทำงานอย่างอื่นหมดแรง หมดกำลัง หมดสมอง ไม่มีคนลงไปทำอย่างจริงจังต่อจากที่เริ่มไว้ในระยะแรก

? อาจารย์ครับ ที่อาจารย์เล่าเกี่ยวกับการสวดมนต์แปลแบบสวนโมกข์ ซึ่งทำให้เด็ก ๆ ถิ่นนี้ในยุคนั้น สวดมนต์เป็นกันมากนั้น ผมลืมถามไปว่ามีอะไรเป็นต้นเหตุ จึงทำให้อาจารย์คิดทำบทสวดมนต์แปลขึ้นครับ

          คงคิดว่ามันดี ตรงที่มันฟังรู้เรื่อง มีความรบเร้าของบางคนแถวนี้ เช่นผู้ใหญ่พิศ เป็นต้น ที่มีความประสงค์ หลายคนมีความประสงค์อยากสวดมนต์แปล สมัยโบราณท่านก็มีแปล แต่สวดไม่ได้ สมเด็จพระวันรัต (ทับ) ท่านก็เคยแปลไว้ แต่สวดไม่ได้ สวดไม่ลง แล้วต่อมาเจ้าคณะภาคเจ้าคุณธรรมวโรดมองค์ก่อน (วัดราชาธิวาส) ส่งสวดมนต์แปลมาสองสามบท ท่านเป็นเจ้าคณะภาคส่งมาบังคับให้สวด อันนี้เป็นเหตุที่ทำให้รู้สึกกันว่า เอ๊ะ สวดแปลนี้มันดี ท่านมีความคิดแยบคายแลบออกมานิดหนึ่ง ไม่ได้มากมายอะไรนัก บทละ ๒ ถึง ๓ นาทีเท่านั้น เราเลยมาแปลให้ทั้งหมด ทำวัตรเช้า วัตรเย็น ก็แปลอาศัยของเก่า ที่เขาแปล ๆ ไว้ ในหนังสือสวดมนต์แปลบ้าง เพิ่มเติมเอาเองตามพอใจบ้าง ให้มันไพเราะเสียงลงกันได้ เอาเด็ก ๆ

          รุ่น ๆ แถวนี้มาหัดซ้อมเสียงกันดู ให้ฟังเรียบร้อย สะดวก ลื่น ฟังไม่ขัดหู ตอนแรกคัดลอกกันด้วยมือก่อน จนเป็นที่พอใจแล้วจึงพิมพ์เป็นเล่ม (ครั้งแรก ๒๔๙๗) ก็ออกมาเป็นสวดมนต์แปลแบบสวนโมกข์ ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น ทั้งอุโบสถศีล ทั้งปัจจเวกขณ์ และเบ็ดเตล็ด ตามที่เห็นกันอยู่ มันจะโดยอย่างไรก็ไม่รู้ มันฟลุคโดยบังเอิญ คนชอบกันก็เลยแพร่หลาย จนเดี๋ยวนี้มีคนเอาไปสวดกันทั่วประเทศ เป็นหนังสือของคณะธรรมทานที่พิมพ์มากที่สุด พิมพ์เองบ้าง เขามาพิมพ์แจกบ้าง รวม ๆ คงจะหลายแสนฉบับแล้ว (หัวเราะ) ถ้าคณะสงฆ์จะออกแบบสวดมนต์แปลของคณะสงฆ์ออกมา คงจะลำบากเหมือนกัน (หัวเราะ) เพราะชาวบ้านเขาสวดแบบสวนโมกข์เต็มไปเสียทุกหนทุกแห่งแล้ว โรงเรียนบางแห่งเขาก็เอาไปใช้กัน

          พระปาสาทิโก ชาวเยอรมัน มาอยู่ที่นี่ แกรู้ภาษาไทยพอสมควร แกรู้สึกว่าเป็นคำแปลที่เหมาะสมที่สุด เขาแปลกันที่อื่น ๆ มันไม่เป็นที่พอใจ แกก็อยากให้คำแปลที่เหมาะสมที่น่าฟังนี้มีขึ้นในภาษาเยอรมัน เลยแปลเป็นภาษาเยอรมัน ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น และข้างในบางบท เสร็จแล้วพิมพ์ที่นี่ แล้วส่งไปเยอรมัน ในห้องธรรมโฆษณ์ก็มีตัวอย่าง แกเองก็พอแปลจากบาลีได้และเคยเห็นที่เขาแปล ๆ กัน สำหรับจะศึกษา แต่ความหมายมันไม่ลึก ไม่ชัด ไม่เพราะ เหมือนกับฉบับของสวนโมกข์ แกเลยแปลใหม่จากภาษาไทยเลย ไม่ได้แปลจากบาลี

? ท่านมาอยู่กับอาจารย์ได้อย่างไรครับ

          เขามาด้วยกัน ๓ รูป ปาสาทิโก วิมโล สิริจันโท เป็นเยอรมันทั้งหมด มาอยู่กันสัก ๓-๔ ปีเห็นจะได้ ปาสาทิโก ดูจะบวชที่อินเดีย วิมโล บวชที่พม่า สิริจันโท บวชกับสมเด็จธีรญาณมุนี วัดจักรวรรดิ์ (ราชาวาส) ไม่ได้มาบวชที่นี่ ต่อมาสิริจันโท กลับไปญี่ปุ่น ไปศึกษาเซนที่ญี่ปุ่น แล้วสึก วิมโล กลับไปเปิดกิจการที่เยอรมัน ปาสาทิโก ไปอยู่ฝรั่งเศส เพื่อค้นคว้าเรื่องที่มีอยู่ในภาษาธิเบต สูตรที่มีอยู่ในภาษาธิเบต เขารู้ภาษาธิเบตพอที่จะทำอะไรได้ เขามาสอบดูว่ามันตรงกับที่อื่นไหม มาสอบกันดูแล้วปรากฏว่าธิเบตน่าสนใจ เดี๋ยวนี้ยังทำงานนี้อยู่ แปลสูตรที่เป็นธิเบตซึ่งแปลมาจากสันสกฤตเดิม

          สมัยอยู่กับผมก็อยู่อย่างอิสระ คุยสนทนากันบ้างตามโอกาส ความรู้ทางพุทธศาสนาเขาดี เคยเรียนในพม่า รู้ภาษาจีนด้วย วิมโลนั้นเคยเรียนในพม่าหลาย ๆ ปี ปาสาทิโกเขาฉลาด เรียนง่าย สิริจันโทจะด้อยกว่าเพื่อน ไปเรียนเซนที่ญี่ปุ่น วิมโล ดูเหมือนจะทำให้บ่อนติดอยู่พักหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้ถามดู เงียบไปแล้ว อาจจะสึกแล้วก็เป็นได้

หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปล ฉบับของสวนโมกข์
เพื่อมิให้อุบาสกอุบาสิกา
นังคุยในเรื่องไม่เป็นสาระ ในระหว่างที่พระฉัน
ท่านอาจารย์จึงมีกุศโลบาย ให้ญาติโยมที่มาตักบาตร
ทำวัตรเช้าในระหว่างพระฉันด้วย

? อาจารย์ครับ การที่ให้ชาวบ้านสวดมนต์ในขณะพระฉัน ในวันที่มีการเลี้ยงพระที่นี่นั้น เป็นการริเริ่มของที่นี่หรือเปล่าครับ

          มันเริ่มที่นี่ (หัวเราะในคอ) มูลเหตุก็คือ มันคุยกันหนวกหู คุยเรื่องอะไรก็ไม่รู้ จ้อกแจ้กไปหมด ตั้งหลาย ๆ คน หนวกหู เลยตัดบท อ้าวไหว้พระกัน ขณะพระกำลังฉัน ชาวบ้านก็สวดมนต์ แล้วก็ได้ประโยชน์ พระนั่งฟังสบายเลย ฉันข้าวไปพลาง ฟังไปพลาง ที่สวดบทปัจจเวกขณ์ยิ่งดีใหญ่เลย พิธีกรรมพวกนี้ มาเริ่มที่นี่ สมัยอยู่สวนโมกข์เก่ายังไม่ได้ทำอะไรกับประชาชน

 

? อาจารย์ครับ แล้วในด้านพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับประชาชนแถบนี้ เช่น งานประจำปีวัดพระบรมธาตุไชยานี่ อาจารย์เกี่ยวข้องด้วยมากน้อยแค่ไหนครับ

          ก่อนที่เขาจะตั้งผมเป็นเจ้าอาวาส ผมก็ช่วยพระครูโสภณฯ (เอี่ยม) ด้วยความคิดอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ แล้วพอมาเป็นเจ้าอาวาสเอง ก็ทำเท่าที่ทำได้ โดยมีพระครูสิริศรีวิชัยกิจ รองเจ้าอาวาส เป็นผู้นำ โดยร่วมกับเจ้าคณะอำเภอ ผมคล้าย ๆ กับอยู่รอบนอก เพราะเป็นเจ้าอาวาสที่ไม่ได้อยู่วัดนั้น งานของวัดพระธาตุฯ เขาเคยทำในนามของเจ้าคณะอำเภอทั้งนั้น ก็ทำไปตามเดิม จนเข้ารูปเป็นอย่างนั้น ทำในนามของเจ้าคณะอำเภอ เป็นวัดของส่วนรวม สมัยผมเป็นเจ้าอาวาส ขอร้องไม่ให้มีมหรสพทั้งหลาย ไม่ต้องมี ให้มีแต่พิธีพระ รุ่นโบราณจริง ๆ เขาก็ไม่มีมหรสพแบบนั้น มามีรุ่นหลัง ๆ มาแล้ว จัดให้มีมหรสพกันอย่างสุดเหวี่ยง มันน่าสลดสังเวช หลังงานเลิก ผมเคยเดินดู กำแพงโบสถ์ด้านที่ต่อกับโรงเรียน มันดูไม่ได้เลย พอเลิกร้านขายของเต็มไปด้วยขนไก่ มันมาทำกันในวัดเลย เหล้าอะไรก็มีขายทั้งนั้น มวยก็มี มีกระทั่งระบำจ้ำบ๊ะ การพนันประเภท ๒ การพนันเบา ๆ ก็มี เลยขอร้องให้เลิก คนที่มีรายได้ก็ไม่ชอบ พากันโกรธผมว่าเป็นต้นเหตุให้เลิก ทางอำเภอก็ไม่ชอบ เพราะไม่มีรายได้ นายอำเภอบางคนชอบจัดงานแบบนี้ เมื่อเลิกก็เหลือแต่พิธีพระพิธีกุศล บางปีเขาก็ไปจัดมหรสพที่หน้าอำเภอ พิธีพระทำที่วัด มันก็ไปไม่รอด ก็เลยยุบตัวลง ๆ เหลือแต่งานกุศลล้วน ๆ คำว่างานประจำปีก็หมดไปโดยสิ้นเชิง เหลือแต่งานมาฆะ วิสาขะ อาสาฬหะ แต่ก่อนนั้นงานประจำปีเขาจัดเดือน ๕

? อาจารย์ครับ ปี ๒๕๐๐ กึ่งพุทธกาล ที่หนังสือพิมพ์พุทธสาสนาประกาศมานานนั้น พอถึงปีนั้น ได้ทำอะไรกันเป็นพิเศษบ้างครับ

          เราออกหนังสือเล่มหนึ่งเท่านั้น เพราะทางรัฐบาล ทางการบ้านเมืองเขาจัดการอยู่แล้ว เขาจัดกันที่วัดพระธาตุ พอดีผมเกี่ยวข้องเป็นเจ้าอาวาสอยู่แล้ว ก็เลยทำร่วมเป็นของกลางของบ้านเมืองที่นั้น เท่าที่จำได้พิธีกรรมก็ไม่มีอะไร สวดมนต์เลี้ยงพระไปตามธรรมเนียม ทางราชการดูเหมือนจะทำการบูรณะวัดเป็นการใหญ่ทั่วประเทศ วัดสำคัญ ๑๔ แห่ง รวมวัดพระธาตุนี้วัดหนึ่งด้วย ให้เงินมา ๓ ล้าน ๔ ล้าน ทางอำเภอ ทางจังหวัดเป็นผู้จัดการทั้งนั้น เราไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องเงิน เรื่องทอง การทำวิหารหลวง ทำอุโบสถวัดพระธาตุเป็นเงินกึ่งพุทธกาล

? คติกึ่งพุทธกาลนี้เป็นมาอย่างไรครับ

          เป็นเรื่องสมมติ เพื่อจะทำอะไรกันให้ขยันขันแข็ง ไม่พบหลักฐานที่มาในบาลีพระไตรปิฎก หรืออรรถกถา ความคิดแบบนี้เป็นเรื่องที่พูดกันลอย ๆ ในหมู่พุทธบริษัท อาจจะเป็นแบบไตรภูมิพระร่วง ในลังกา อาจจะมีแต่งอยู่ในพวกพุทธวงศ์ มหาวงศ์ อาจจะมีบ้าง พระจึงได้ยึดถือกันจริง ๆ จัง ๆ ถือว่าศาสนาจะเรียวลง จนถึงกึ่งพุทธกาล แล้วจะเจริญงอกงามขึ้น กลับเจริญขึ้น เหมือนสากตำข้าวที่กิ่วตรงกลาง พอถึงตรงกลางแล้วก็จะโตขึ้น ถือว่าควรฉวยโอกาสเสริมให้มันกลับเจริญ

? อาจารย์ครับ แล้วที่สวนโมกข์นี่ เคยทำพิธีรับกฐินหรือเปล่าครับ

          เคยปีหนึ่ง (๒๔๙๕) แล้วเลิก ที่จริงเราไม่อยากให้มี บอกเขาว่าที่นี่ไม่มีสีมารับกฐินไม่ได้ ก็เลยไม่ได้รับ อยู่มาจน ๔-๕ ปี จนคณะกรุงเทพฯ เขาไม่ยอม คุณประสิทธิ์ จันทแสงสว่าง คุณชำนาญ ด้วย ใครต่อใครอีกหลายคน เขาบอกว่าจะทอดกฐินล่ะนะ ไม่ยอมแล้วล่ะ ก็เลยไปทำกันในทะเลที่ปากน้ำไชยา เป็นเรื่องของเขาทุกอย่าง เขาไม่ยอมเขาจะทำ เขาก็ทำไป นายประสิทธิ์ไปเช่าเรือพระมาจากบ้านดอน ที่เขาเสร็จจากการแห่พระแล้ว เขาคิด ๓ พันบาท ไปเอาบุษบกน้ำมา ลากจูงกันมาจากบ้านดอน มาที่ปากน้ำไชยา ทำพิธีทอดกฐินกันที่นั่น (หัวเราะ) ก็เลยเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว มันสนุกก็สนุก ลำบากก็ลำบาก เลยบอกขอทีไม่ต้องมีอีกต่อไป จนกระทั่งต่อมาได้วิสุงคามสีมาแล้ว จะทำสังฆกรรมอะไร ก็สะดวกแล้ว ก็ยังไม่อยากทำ มันยุ่ง เลยขอไม่มีจนเดี๋ยวนี้ รับได้แต่เพียงผ้าป่า

          คราวนั้นที่มีทอดกฐินมันสนุกเรื่องเล่นน้ำ เรื่องเรือ มีคนเอาเรือมากันเป็นสิบ ๆ หลายสิบลำ เสียค่าใช้จ่ายไปเยอะแยะ ดูเหมือนเหลือเงินสัก ๘-๙ พันบาท (หัวเราะ) โยมวาสน์ เป็นตัวการเรื่องอาหารการกิน เมื่อยังแข็งแรงอยู่ แกมาช่วยบ่อย มาหลายครั้ง เดี๋ยวนี้ได้ยินว่าลุกไม่ค่อยไหวแล้ว คงหง่อมจนเดินจะไม่ไหวอยู่แล้ว มันเป็นธรรมเนียม ถ้าใครมาทอดกฐินก็ต้องเลี้ยงเขา เดี๋ยวนี้มันมากันเป็นร้อยเป็นพัน ยุ่งตายเลย (หัวเราะ)

          อีกอย่างหนึ่ง กฐินเดี๋ยวนี้มันเสียความมุ่งหมายเดิมหมดแล้ว ความมุ่งหมายเดิม เขาต้องการให้ภิกษุเย็บจีวรเป็น ฝึกภิกษุทำการเย็บ ย้อมซัก ทำอย่างที่เรียกว่าเป็นกรรมกรกันทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ยกเว้นแม้แต่อาจารย์อุปัชฌาย์ เจ้าอาวาส แล้วก็สามัคคีกัน ยกให้คนที่มีจีวรเก่าที่สุด เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว มีแต่จีวรสำเร็จรูป แล้วก็ยกให้สมภารทั้งนั้น ไม่ได้ประโยชน์ ตามความมุ่งหมายของกฐิน กลายเป็นพิธีรีตองอย่างหนึ่งไป ไม่ต้องมีดีกว่า ก็เลยไม่มีมาเป็นปกติจนบัดนี้

ษบก ซึ่งใช้เป็นที่ทำสังฆกรรมรับกฐินกลางน้ำในปี ๒๔๙๕

บุษบก ซึ่งใช้เป็นที่ทำสังฆกรรมรับกฐินกลางน้ำในปี ๒๔๙๕
ตั้งแต่ก่อตั้งสวนโมกข์มา มีพิธีทอดกฐินครั้งนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

? อาจารย์ครับ ทำไมถึงต้องทำในน้ำครับ

          ตอนนั้นที่นี่ยังไม่มีสีมา แต่ตามวินัยทำสังฆกรรมได้ ถ้าทำในน้ำ ที่เป็นน้ำตามธรรมชาติ ที่กว้างใหญ่ขนาดวักน้ำสาดตลิ่งไม่ถึง ก็เลยทำอย่างนั้น ทำในทะเล มันจึงเรียกทำในสีมาน้ำ อุทกุกเขปสีมา จะทำในสีมาป่า อรัญสีมา ก็ไม่ได้เสียแล้ว เพราะว่าบ้านรุกเข้ามาใกล้เต็มไปหมด เหลือแต่สีมาน้ำพอทำได้ ก็เลยลองทำกันอยู่ครั้งหนึ่ง

? ทำไมท่านจึงอนุญาตสีมาน้ำครับ

          อ้าว ก็ต้องไปถามพระพุทธเจ้าดู มันเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ สันนิษฐานว่า ทะเลหรือน้ำไม่มีใครถือกรรมสิทธิ์ ถ้าเป็นแผ่นดินมันมีเจ้าของ มีคนถือสิทธิ์ ดังนั้นจึงต้องให้พระเจ้าแผ่นดินอนุญาต สละกรรมสิทธิ์ ให้พระทำได้ ถ้าป่าอย่างสมัยโน้น ก็ไม่มีใครถือกรรมสิทธิ์ ก็เลยอนุญาตอรัญสีมาอีกอย่างหนึ่ง

? อาจารย์ครับ แล้วการเวียนเทียน ในวันสำคัญของสวนโมกข์ เริ่มมาแต่ต้นเลยหรือครับ

          ตอนแรก ๆ ที่นี่ไม่มี ไปเวียนที่วัดพระธาตุไชยา ผมก็ยังไปเวียนที่นั่น ตอนหลังมีคนต่างจังหวัดมาค้างที่นี่มากเข้า ๆ เขาไม่อยากไปวัดพระธาตุ เขาอยากทำวิสาขะในป่าแบบที่นี่ เลยต้องจัดวิสาขะที่เหมาะสมกับคนที่มาจากต่างจังหวัด ตอนแรกก็มีคน ๑๐ กว่าคน เป็นเวียนเทียนพิเศษ ทำตั้งแต่ตอนเย็น พอค่ำก็ไปวัดพระธาตุ ทำเป็น ๒ ที่ พอเสร็จที่นี่แล้ว ผมก็ไปพูดอะไรที่วัดพระธาตุนิดหน่อย

          ก็เลยเกิดวิสาขะแบบที่นี่ มันจะเลิกเสียก็ไม่ได้ เพราะเขายังอุตส่าห์มากัน และเพิ่มมากขึ้น ๆ คนแถวนี้ก็มาสมทบบ้าง แต่ส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด ต่างอำเภอทั้งนั้น จนเดี๋ยวนี้ก็มาก เท่า ๆ กับที่วัดพระธาตุ ที่วัดพระธาตุผมไปไม่ไหวก็เลิก ไม่ได้ไป

? งานอาสาฬหบูชาที่นี่มีก่อนใช่ไหมครับ

          เรามีก่อน ไม่น้อยกว่า ๔-๕ ปี คนกรุงเทพฯ มาเห็นเข้า คุณชำนาญ เขาก็เอาไปป่าวข่าวทางโน้น ไปขู่กันเอง บอกให้มหาเถรสมาคมประกาศ ถ้าไม่อย่างนั้นเขาจะทำเอง (หัวเราะ) ได้ยินว่าพระธรรมโฆษาจารย์เจ้าคณะจังหวัดชลบุรี เป็นผู้เสนอในที่ประชุมมหาเถรสมาคม แล้วเขารับรองประกาศทางการว่าวันอาสาฬหะเป็นวันพระสงฆ์ เราถือเป็นวันพระธรรมภิกษุเพิ่งเกิดขึ้น ไม่ใช่พระสงฆ์ มันผิดหลักเสียแล้ว เอาวันมาฆะเป็นวันพระธรรมมันไม่ถูก พระสงฆ์ พระอรหันต์ ประชุมพร้อมกัน ๑,๒๕๐ รูป ต้องเป็นวันพระสงฆ์ เดี๋ยวนี้ผมยังพูดออกวิทยุอะไรบ้างว่าวันวิสาขะเป็นวันพระพุทธ วันอาสาฬหะเป็นวันพระธรรม วันมาฆะเป็นวันพระสงฆ์ พูดกรอกหูอยู่เรื่อย แต่ก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะว่าเขาประกาศไปอย่างนั้นเสียแล้ว แต่มีคนเห็นด้วยกับเรามากกว่าที่จะเห็นอย่างนั้น

          เราได้ข่าวพวกสมาคมมหาโพธิที่อินเดีย เขาทำอาสาฬหะกันที่สารนาถก่อนหน้านั้น เราไม่รู้เหมือนกันว่ามันมีวันที่ควรจะบูชาเป็นพิเศษอีกวันหนึ่ง เขาทำกันที่สารนาถ อันเป็นที่เกิดของธรรมจักร หรือที่เกิดอาสาฬหะอยู่แล้ว ดูเหมือนเขาจะทำกันใหญ่โต ถือว่าสำคัญกว่ามาฆบูชาเสียอีก ทางเมืองไทยเรามีแต่มาฆะ วิสาขะ เพิ่งมารู้จักอาสาฬหะกันไม่กี่ปี

? อาจารย์ครับ แล้ววันทำวัตรขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๐ นี้ เริ่มมาอย่างไรครับ

          หลายปีแล้ว ๑๐ กว่าปีเห็นจะได้ เป็นเรื่องที่ข้างนอกเขาคิดกันเอง ดูเหมือนพระครูถาวรฯ จะเป็นตัวตั้งตัวตี ร่วมกับเจ้าคณะอำเภอ เริ่มแรก ๆ ไม่กี่คน ผมไม่ได้สนใจเป็นพิเศษ แล้วมันค่อยเพิ่มขึ้น ๆ ขยายกันออกไปถึงชุมพร เจ้าคุณหลังสวนถ้าไม่ป่วยไข้ก็มาประจำ ตอนแรกทำคล้ายเป็นเรื่องส่วนบุคคล เรียกว่าทำวัตร ผมว่ามันเกินไป ผมเรียกว่าวันเยี่ยมสวนโมกข์ แต่เขาไม่ค่อยเรียกกัน

วันเยี่ยมสวนโมกข์

วันขึ้น ๑๓ ค่ำเดือน ๑๐ ของทุกปี พระภิกษุสามเณรทั้งจังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดใกล้เคียง
ตลอดจนลูกศิษย์ท่านจากแดนไกลอื่น จะเดินทางมาทำวัตรท่านอาจารย์
เพื่อแสดงความเคารพบูชาแด่พระผู้ใหญ่ ตามสังฆประเพณี
ท่านอาจารย์เรียกวันดังกล่าวว่า วันเยี่ยมสวนโมกข์

? อาจารย์ครับ แล้วทำบุญล้ออายุเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ

          ที่จริงมันไม่มีอะไรเลย พอถึงวันนั้นก็เทศน์พิเศษหน่อย แล้วก็อดอาหาร แต่ก่อนนี้รู้กันแต่คนวงใน คนภายในที่นับถือกันมาก ๆ ทำกันไม่กี่คน ให้ของขวัญ อดอาหาร แล้วมันก็เพิ่มขึ้น ๆ เดี๋ยวนี้อดกันเป็นร้อย ๆ มันไปตื่นเต้นสนใจกันทางกรุงเทพฯ แถวนี้เขาไม่ค่อยสนใจกัน เขาถือว่าขัดขวางเขาเสียอีก เขาต้องการให้มันดี ให้มันครึกครื้น เราไปทำให้มันลด นึกสนุกขึ้นมาอยากล้อพวกที่ต่ออายุชนิดกลัวตาย เราล้ออายุชนิดเยาะเย้ยความตาย

วันล้ออายุ

วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ของทุกปี อันเป็นวันคล้ายวันเกิดของท่านอาจารย์
ที่สวนโมกข์จะมีงาน "ล้ออายุ" ท่านอาจารย์จะงดอาหาร ๑ วัน
และพูดธรรมะประกอบการวิจารณ์ตนเอง ให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นไปด้วย
ใครจะให้ของขวัญแก่ท่านอาจารย์ในวันนั้น ก็ร่วมงดอาหารด้วย ๑ วัน
ระยะแรกทำกันเป็นส่วนตัวในวงคนใกล้ชิด เริ่มเมื่อปี ๒๕๑๙ เมื่อท่านอาจารย์อายุครบ ๕ รอบ
ต่อมามีผู้มาร่วมมากขึ้นตามวัยและผลงานของท่าน
และท่านจะบรยยายธรรม ๓ เวลา เช้า – บ่าย – กลางคืน
ช่วงหลังที่สุขภาพท่านไม่ดี จึงลดจำนวนครั้งลง

? อาจารย์ อดอาหารแบบเด็ดขาด หรือว่าฉันอาหารเหลวครับ

          ฉันน้ำปานะ เดี๋ยวนี้มันไม่มีความหมาย ไม่หิว อดสัก ๒-๓ วันคงจะได้ ยังคิดอยู่ถ้าน้ำหนักความอ้วนไม่ลด จะอดข้าวเลย อย่างที่ฉันทุกวันนี้ก็ฉันน้อยมาก ๓ เดือนลดลงได้ ๘ กิโลฯ จาก ๑๐๕ มาถึง ๙๗ รูปร่างสบายขึ้น ลุกขึ้นนั่งลงมันคล่องแคล่ว จะลุกจะนอนมันคล่องแคล่วขึ้น ตอนนี้กำลังต่อสู้กันอยู่ ขึ้น ๆ ลง ๆ ระหว่าง ๙๗ กับ ๙๘ กลับไปกลับมาแต่ไม่เกิน ๙๘ (หัวเราะ)

<-- ^ -->

...

ชีวิตและผลงาน > ประวัติ > อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" >
>
กับชาวบ้านและพิธีกรรมบางอย่างแบบสวนโมกข์

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.