|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส พระประชา ปสนฺนธมฺโม สัมภาษณ์
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
เมื่อผมอยู่วัดปทุมคงคา ผมใกล้ชิดกับมหาน้อย ท่านเป็นนักเทศน์มีชื่อเสียงระดับสูงสุดของกรุงเทพฯ สมัยนั้น มี ๒-๓ คนเท่านั้นในระดับนี้ ท่านกรุณานิมนต์ผมไปด้วยเสมอ ๆ เพื่อเป็นพระสวดแจงในการเทศน์สังคายนา คือเทศน์โต้ตอบกัน แต่มันใช้กันไม่ได้กับของเรา เลียนแบบไม่ได้ ผมก็เคยพยายามไปฟังนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงทุก ๆ คน ทุก ๆ แห่ง แต่ก็ไม่มากนักเพราะมีชื่อเสียงอยู่ไม่กี่คน แต่เรามาใช้กันไม่ได้โดยตรง
มันก็ไม่มีที่เรียกว่าเทศน์จริงจัง แสดงไปพอตัว เริ่มจากเทศน์ประจำที่คณะธรรมทาน ทั้งที่พุมเรียง และที่ย้ายมาไชยาแล้ว เทศน์ตามพอใจ มีการปรับปรุงให้เนื้อหาทันสมัย เทศน์แบบเดิม ๆ ที่เคยเทศน์มาแต่ก่อนนั้น มันพ้นไปแล้ว เทศน์ทำนองปาฐกถา แม้จะเริ่มตั้งนะโม แต่พอถึงตอนพูดก็เป็นปาฐกถา เมื่อตอนเดินจากสวนโมกข์เก่ามาเทศน์ที่คณะธรรมทาน สมัยอยู่ริมทางรถไฟ ก็เคยแวะเทศน์ที่ท่าโพธิ์ทีหนึ่งก่อน ที่โรงเรียนประชาบาลท่าโพธิ์ ส่วนมากญาติ ๆ ไปฟังกัน เขาเคยแสดงความประสงค์ แต่ว่าไม่กล้านิมนต์ เราก็ว่าเราไปก็ไปเทศน์กัน ประชาชนแถวนั้นเลยได้ฟังเทศน์ที่แปลกออกไป จากที่เคยฟังเทศน์ใบลานกัน พอเสร็จก็เลยเดินมาเทศน์ที่คณะธรรมทานต่อ แฟนประจำ ๒๐-๓๐ คน จัดเทศน์เวลาพักเที่ยง พวกข้าราชการก็มาฟังด้วย ตอนหลังย้ายมาที่โรงเรียนพุทธนิคม บางทีเต็มโรงเรียนเลย เคยจัดวิสัชชนากับมหาสำเริง คนฟังหลายร้อยคนก็มี แล้วก็เปิดแสดงปาฐกถาเต็มรูป ฉากแรกที่กรุงเทพฯ (หัวเราะ) ปาฐกถาชุดพุทธธรรม เปิดฉากยืนพูด มีคนคัดค้านภายหลังว่าผิดวินัย ต่อมาผมเมื่อยขา ขอนั่ง ขอเก้าอี้สูง ๆ นั่ง พอให้พ้นขอบที่นั่ง ผู้ฟังดูไม่รู้ยืนหรือนั่ง ตอนแรก ๆ ก็ยืน เดี๋ยวนี้ยิ่งยืนไม่ไหว ขาเมื่อย ขาสั่น เดี๋ยวเดียวก็พูดไม่ได้ (หัวเราะ) ท่านปัญญายังยืน ความคิดที่จะใช้ปาฐกถาแทนเทศน์ มันเกิดจากรู้สึกว่าของเดิมเต็มสมัยแล้ว คิดจะเอาอย่างสากลเสียบ้าง ยืนบรรยายแบบสากล แต่มันผิดวินัยตามตัวหนังสือ ห้ามพูดกับผู้ฟังที่นั่งอยู่ ไม่เป็นไข้ ยืนแสดงธรรมกับผู้นั่งเป็นอาบัติทุกกฎ แต่เราตีความวินัยว่าเป็นคนละยุค คนละสมัย คนละถิ่น คนละประเทศ พูดครั้งแรก (๒๔๘๓) ที่กรุงเทพฯ นั้น คุณสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นคนนิมนต์ขึ้นไปพูด ตอนนั้นเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม ไปแสดงที่พุทธธรรมสมาคม เมื่อยังอาศัยอยู่ที่ร้านขายหนังสือของมหามกุฎ หน้าวัดบวรฯ เห็นคนมาฟังเต็มห้อง ก่อนไปเทศน์ ก็คิดว่า ทำอย่างไรจะไม่ให้ขายหน้าคุณสัญญา เขาอุตส่าห์มานิมนต์ไป ได้เตรียมหัวข้อใส่สมุดแบบฝึกหัดนักเรียนเล่มเล็ก ๆ เมื่อรู้ว่าต้องพูดก็อยากใช้คำว่าพุทธธรรม ซึ่งเป็นชื่อของสมาคมในสมัยนั้นด้วย เห็นเป็นชื่อเรียกพุทธศาสนาที่เหมาะที่สุด ก็เลยตั้งใจที่จะให้ชุดนี้เป็นชุดที่เกี่ยวกับพุทธธรรมในทุกแง่ทุกมุม จึงพูดเกี่ยวกับพุทธธรรมทั้งนั้น เช่น วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม (๒๔๘๓) ผลแห่งความสงบในฐานะเป็นพุทธธรรม (๒๔๘๕) พุทธธรรมกับสันติภาพ (๒๔๘๙) พุทธธรรมกับประชาธิปไตย (๒๔๙๐) ภูเขาแห่งวิถี หรือ อุปสรรคแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม (๒๔๙๑) ขยายความภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม (๒๔๙๒) ข้อคิดในปัจจุบันเกี่ยวกับพุทธธรรม (๒๔๙๓) ไปพูดครั้งแรกก็รู้สึกหวั่นอยู่นิด ๆ เหมือนกันว่า จะทำไม่ได้ดี จะทำ ๕ แต้ม อะไรก็มีบ้าง แต่ไม่ถึงกับประหม่า คราวนั้นพูดนานเป็นประวัติการ ๓ ชั่วโมง (หัวเราะ) คนฟังเต็มห้องที่เขาให้บรรยาย ๒-๓ ร้อยคนเห็นจะได้ ทางผู้จัดเขาโฆษณาลงหนังสือพิมพ์รายวัน แล้วมีคนจดชวเลข แล้วก็แปลเป็นไทย เราก็เอามาตรวจแก้ ไปลงพุทธสาสนา เขาจดชวเลขทุกครั้ง จนตอนหลัง ๆ จึงมีเทปเส้นลวดมาบันทึกเสียง
ดูเหมือนเขาจะตื่นเต้นกัน ถือว่าเป็นของแปลก เขาคงรู้สึกว่าเป็นของแปลก เป็นการอธิบายว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เป็นธรรมชาติเกี่ยวข้องกับคลื่นแสง คลื่นเสียง คลื่นแก๊ส อะไรพวกนี้ อย่าให้เห็นเป็นของวิเศษ ให้รู้จักสังเกต ถ้าเรามีอวิชชา ก็ทำให้เราเห็นของอย่างหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่ง เห็นงูเป็นเชือก เห็นเชือกเป็นงู สิ่งเหล่านี้คนไม่เคยได้ยิน ได้ฟังมาก่อน มีคนเล่าว่าพอเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี อ่านเรื่องนี้ ก็ออกปากว่าหนังสือนี้จะไม่ตาย เดี๋ยวนี้ยังมีคนพิมพ์อยู่ ยังขายได้อยู่ คนเอาไปพิมพ์แจกงานศพกันมาก พระยาภรตราชสุพิช เป็นคนแรกที่ขอไปพิมพ์แจกงานศพ แล้วจึงได้ไปถึงมือครูเทพเข้า เป็นหนังสือที่ทำให้แตกตื่นกัน คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ จะมาฟังทุกครั้ง แล้วเอาไปเขียนลงหนังสือพิมพ์ที่แกทำอยู่ เขียนทำนองเชียร์ ๆ ชวนคนไปฟัง แต่ไม่แน่ใจว่ามาครั้งแรกด้วยหรือเปล่า สมัยนั้นขึ้นไปกรุงเทพฯ บ่อย ๆ บางสมัยขึ้นไปทุกปี แล้วก็ไปพูดที่อื่นด้วย มีคนนิมนต์ไปพูดที่อื่นต่อ
คงไม่ถูก ที่จำได้ครั้งเดียว ที่ยังจำติดตามีอยู่ครั้งเดียว เพราะเป็นพิธีรีตอง พอเข้ามาทุกคนยืนขึ้นหมด พอพูดจบตอนออกไปทุกคนก็ยืนขึ้นอีก เขาจัดให้นั่งพิเศษที่หนึ่งใกล้ ๆ ธรรมาสน์ ตอนนั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน แทนพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ครั้งนั้นผมพูดเรื่องพุทธธรรมกับประชาธิปไตย
ดูจะเป็นอันแรกมากกว่า ครั้งภูเขาทำให้พระทิพย์ปริญญาโกรธแทนพระพุทธเจ้า เขาต่อต้านมาก อยากให้รัฐบาลจับเราข้อหาคอมมูนิสต์ทำเรื่องไปถึงหลวงกาจสงคราม ซึ่งเป็นอะไรที่เชื่อถือของจอมพล ป. หาว่าผมรับประโยชน์จากคอมมูนิสต์ จะมาทำลายพุทธศาสนา นี่มารู้ทีหลัง แต่หลวงกาจสงครามคงไม่เชื่อ เพราะเห็นเฉย ๆ กันไป พระทิพย์ปริญญาแกทำถึงขนาดนี้ แล้วแกยังทำเรื่องฟ้องสมเด็จพระสังฆราชด้วย ดูเหมือนจะฟ้องสมเด็จพระสังฆราชทั้ง ๒ องค์ ทั้งวัดบวรฯ และวัดเบญจฯ ซึ่งต่อกันมา จนพระศาสนโสภณเห็นว่าผมควรจะไปพบเพื่อเปลื้องข้อหา เพราะถูกกล่าวหารอบด้านมากกว่าทุกที คนเชื่อพระทิพย์ฯ มากเหมือนกัน โดยเฉพาะพวกอภิธรรม และพวกที่คิดแบบอนุรักษ์นิยม ใครแตะต้องอะไรไม่ได้ เขาหาว่าผมจ้วงจาบพระพุทธเจ้า ความจริงผมพูดเพียงแต่ว่า พระพุทธเจ้าตามทัศนะของบุคคลนั้น เป็นภูเขาหิมาลัย แต่พระทิพย์ฯ เขาไปตัดตามทัศนะของบุคคลนั้นออก กลายเป็นว่า ผมหาว่าพระพุทธเจ้าเป็นภูเขาหิมาลัย สมเด็จพระสังฆราช (ปลด) วัดเบญจฯ ก็เชื่อเขา แต่ไม่อาจทำอะไรได้ เพราะไม่มีหลักฐานชัดเจน คงสันนิษฐานว่าผมรับจ้างคอมมูนิสต์ให้พูดเช่นนั้น พอพระศาสนโสภณ (วัดราชาธิวาส) สมัยยังเป็นพระธรรมโกศาจารย์ พาเข้าไปเฝ้า พอโผล่หน้าเข้าไปที่บันไดเท่านั้น ตวาดออกมาเลยว่า ทำไมไม่ใช้หลักวิสุทธิมรรค (หัวเราะ) ไปใช้หลักอะไรว่าพระพุทธเจ้าเป็นภูเขาบังพระธรรม ผมก็ชี้แจงให้ท่านฟัง สนทนากันสักชั่วโมงไม่มากมายอะไร แล้วท่านก็มีธุระที่จะต้องพูดกับเจ้าคณะภาค เรื่องการปกครอง เรื่องอะไร ตอนหลังก็เห็นเรื่องเงียบไป ไม่มีคำสั่งลงโทษ (หัวเราะ) หรือสั่งอะไร แต่เตือน ๆ ไว้ ให้ใช้วิสุทธิมรรคเป็นหลัก (หัวเราะ) เรานิ่ง ไม่ได้ตอบท่านว่าอย่างไร ตอนนั้นคุณชำนาญไปด้วย แกแอนตี้สมเด็จพระสังฆราชองค์นี้ทุกอย่าง เท่าที่แกจะทำได้ (หัวเราะ) แอนตี้อย่างสุภาพ อย่างชวนหัว
ไม่ได้คิด ทำไมจะต้องคิดเล่า (เสียงดุ) มันเป็นเรื่องลองทำดู ไม่ได้คิดว่าจะถูกโจมตีมากมาย ยืนพูดก็อาบัติเล็กน้อย ทุกกฎเท่านั้น แต่เราไม่รู้สึกว่าเป็น เพราะวัฒนธรรมมันเปลี่ยนแล้ว เนื้อหาก็ไม่ได้ตั้งใจจะแหย่ให้โกรธ ตั้งใจจะแหย่ให้สนใจที่สุด ใครพูดก็น่าตกใจทั้งนั้น คนที่ไม่มีเจตนาร้าย จะได้กลับไปพลิกดู พิจารณาดู เราตั้งใจจะพูดถึงอุปสรรคทุกแง่ทุกมุมของการที่จะบรรลุพุทธธรรม ซึ่งมีมากมายก่ายกอง รวมทั้งข้อที่ว่าไปยึดถือพระพุทธเจ้าผิด ๆ ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าที่ถูก ก็ไม่บัง ไม่เป็นภูเขาหิมาลัย คุณวิลาศ (มณีวัต) เขาชอบใจอะไรก็ไม่รู้ เขียนลงหนังสือพิมพ์ว่า ถ้าถูกจับปล่อยเกาะแล้ว ขอเอาหนังสือชื่อภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรมเล่มเดียวไปอยู่ด้วยก็พอ ผมก็ไม่เข้าใจว่าหมายความว่าอย่างไร ทางสวนโมกข์ ทางไชยานี้ เขาไม่ค่อยจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็ไม่วิตกกังวล และเรื่องอย่างนี้เขาก็ฟังถูกกัน
มันต่อมาอีกปีหลัง ๆ แล้ว ผมได้ฤกษ์ไปพูดที่พุทธสมาคม เมื่อย้ายมาอยู่ถนนพระอาทิตย์แล้ว ที่มันกระทบกันโผงใหญ่ เมื่อผมพูดว่าพระอภิธรรมไม่ได้อยู่ในรูปของพุทธวจนะ เป็นถ้อยคำที่เรียงขึ้นใหม่ อันนี้เขาโกรธ เขาไปตัดบทเป็นว่า อภิธรรมไม่ใช่พุทธวจนะ ผมมุ่งหมายจะบอกว่า อภิธรรมไม่ได้อยู่ในรูปคำตรัสแบบพุทธวจนะ มีผู้เอาหลักธรรมไปร้อยกรองในรูปแบบอภิธรรม เขาไม่ได้ลุกขึ้นคัดค้านในวันนั้น เขาไปรวมหัวกันเขียนหนังสือนักอภิธรรมตัวยง ๗-๘ คน เขียนเป็นหนังสือหนาเท่าหัวแม่มือ ทุกคนรุมกันด่าผมแบบอภิธรรม ปีถัดมาผมก็เลยพูดเรื่องอภิธรรมคืออะไรในรายการบรรยายธรรมะวันเสาร์ มาว่าเราก่อน เราก็เลยว่ามั่ง (หัวเราะ) พวกอภิธรรมในชุดที่ด่าผมบางคนก็ซ่อนตัวมาฟังถึงที่นี่ด้วย คราวนั้นพอเขารู้ข่าวว่าจะพูดเรื่องนี้ พวกกรุงเทพฯ อุตส่าห์ขึ้นรถมาฟังที่นี่หลายคนทีเดียว ๑๐ คนเห็นจะได้ เขาบอกต่อ ๆ กันมาฟัง แล้วก็เห็นเงียบไป พอคุณวิโรจน์ เอาไปพิมพ์เป็นหนังสือ ก็เห็นเงียบไปพักใหญ่ จนนายอนันต์ เสนาขันธ์ สมัยเป็นพระมาเขียนด่าผมอีกที เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ตั้งใจจะเหยียบย่ำเราให้แหลกไปเลย รวมทั้งพวกอภิธรรมบางคนด้วย อย่างนายบุญมี เมธางกูร และพระฝรั่งชาวอเมริกันที่สุไหงโกลกที่ถือตามตัวหนังสือมากเกินไป พระอนันต์ ดูจะเป็นคนที่ใช้ภาษาหยาบคายที่สุด พอถึงวันล้ออายุคราวหนึ่ง (๒๕๒๓) ผมก็ตอบเสียคราวใหญ่จนเลิกตอแยกันไป ที่คุณวิโรจน์เอาไปพิมพ์อีก ชื่อธรรมะน้ำชำระธรรมะโคลน เรารอจนมีประเด็นมากพอ ก็ตอบเสียคราวหนึ่ง เขาเอาธรรมะโคลนแกล้งสาดมา เราก็เอาธรรมะแท้ ธรรมะบริสุทธิ์ ล้างออกไป เขาคงคิดจะเหยียบย่ำเราให้จมดินไปเลย แต่เรามันไม่เป็นอย่างนั้นสักที ตอบคราวนั้นแล้วเห็นเงียบหายไป รวมความแล้ว เราก็ถูกด่าเยอะแยะหมด แล้วก็ไม่ตาย ยังอยู่ได้ มีใครไม่รู้พูดเหมือนกับให้เกียรติว่า ยิ่งตียิ่งดัง (หัวเราะ)
ขึ้นไปคราวเดียว แต่มักจะต้องไปพูด ๒-๓ แห่งเสมอ เช่นที่โรงพยาบาลสงฆ์ ที่ศิริราช ที่วัดนรนาถ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่สมาคมจีนตงฮั้ว ก็เคยไปพูด ๒-๓ ครั้ง ที่กรมสรรพากรก็เคยไป แล้วบางปีก็เลยขึ้นไปเชียงใหม่ พิษณุโลกอะไรก็เคยไป ขากลับจากกรุงเทพฯ ก็ต้องแวะถ้ำแกลบที่เพชรบุรี ที่ราชบุรีด้วย นอกจากนั้นเคยตระเวนเทศน์เกือบทุกอำเภอของภาคใต้ ๒ ครั้งไปแบบเป็นทางราชการจัดไป อย่างไปเทศน์บางแห่งนั้น มันฝากไว้กับการไปเที่ยว เช่นที่พิษณุโลก สุโขทัยก็มี ไปเที่ยวแล้วเขานิมนต์เทศน์ เพราะเขารู้ว่าเราเป็นผู้เทศน์ คราวนั้นอยากไปดูเมืองสุโขทัย เพื่อศึกษาโบราณคดี เขาก็ต้องนิมนต์เทศน์ ถ้าไปกรุงเทพฯ ทีหนึ่งก็มักจะมีโอกาสไปเที่ยวที่ไหนสักแห่ง คราวสุโขทัยนั้นไปกับท่านปัญญา ท่านปัญญาออกไปเทศน์ผมก็พักอยู่ที่วัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัย อธิบดีกรมศิลปากร สั่งให้เจ้าหน้าที่กรมศิลป์ที่นั่นให้ความสะดวก ดังนั้นเจ้าหน้าที่ศิลปากรที่นั่นจึงพาไปเที่ยว ทุกหนทุกแห่ง แม้กระทั่งในป่ารกก็ไป ไปดูโบราณสถานต่าง ๆ ที่โรงพยาบาลสงฆ์นิมนต์นั้น ดูจะไปจากวัดโพธิ์ สมเด็จพระสังฆราช เมื่อยังไม่เป็นสังฆราช เป็นผู้อุปถัมภ์โรงพยาบาลสงฆ์ โดยการหาทุน ทีนี้นิมนต์ผมไปคงจะได้เงินบำรุงมาก หรือจะไม่มากก็ไม่รู้ได้ แต่ที่เขาถวายกัณฑ์เทศน์ผมก็ช่วยเขาไปหมด นายแพทย์วิรัตน์ มรรคดวงแก้ว ผู้อำนวยการโรงพยาบาล กับคุณพิพัฒน์ นิลวัฒนานนท์ ผู้แทนจังหวัดนี้เขาเป็นเพื่อนกันด้วย ทางศิริราช ชุมนุมพุทธเป็นผู้นิมนต์ไป นึกชื่อไม่ออก คงเป็นหมอสูงอายุรวม ๆ กัน ดูจะมีหมอโรจน์ หมอประพันธ์ และหมออะไรอีกบางคนไปพูดเรื่องแก่นพุทธศาสตร์ ที่วัดนรนาถนั้น คุณปุ่นจัด เป็นศูนย์ธรรมะ ไม่ใช่นิมนต์แต่ผม นิมนต์ใครก็ได้ แล้วสมภารท่านก็ชอบ ที่จุฬาฯ คราวนั้น พระดุลยพากษ์ฯ พระดุลยนาถ นายวิจิตร เป็นคนจัดการ ร่วมกับพวกจีนตงฮั้ว ร่วมกันจะให้ธรรมทานเอาบุญ ก็ไปขอใช้สถานที่ที่หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้หอประชุมใหญ่ เขามีการประชาสัมพันธ์กันอย่างไรก็ไม่รู้ คนมาฟังเต็มหอประชุม หลายพันคน ตอนหลังเคยไปพูดอีกครั้ง ๒ ครั้ง เมื่อตั้งชุมนุมพุทธแล้ว นายบุญลือ ศรีตุลา เป็นหัวหน้า สมเด็จพระราชชนนีเคยเสด็จครั้งหนึ่งที่ธรรมศาสตร์ดูจะเคยไปพูดสัก ๒ ครั้ง ตามวิทยาลัยเทคนิคเคยเทศน์เกือบทุกแห่ง ตามวิทยาลัยครูก็เคยไปบางแห่ง ที่คุรุสภาก็เคยครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง ในรายการวิวาทะกับคุณคึกฤทธิ์ (หัวเราะ) และเคยไปพูดที่หอประชุมเล็กของกระทรวงศึกษาหลายครั้ง ที่กรมสรรพากร ดูเหมือนเขามุ่งหมายให้เราไปเทศน์ขู่ เรื่องการคอรัปชั่นมากกว่า แต่ผมก็เทศน์ไปตามธรรมดา ตามธรรมะธัมโมในเรื่องชีวิตจิตใจ ไม่ได้เทศน์กระทบข้าราชการทุจริต ผมเทศน์ให้ข้าราชการฟังหลายหนเหมือนกัน มีครั้งหนึ่งเขาเอาไปพิมพ์เป็นการใหญ่ เทศน์ที่อาคารพิเศษสำหรับพิจารณาคดีสวรรคตที่กระทรวงยุติธรรม คุณปุ่น จงประเสริฐ ย่อไปพิมพ์ใช้ชื่อว่า ธรรมะปราบผีในตัวข้าราชการ เดิมไม่ได้ชื่อแบบนั้น เทศน์คำว่าพระราชาคืออะไร ตอนนั้นเป็นคำแปลใหม่ เล่าลือกัน เป็นปาฐกถาที่มีการพิมพ์ต่อ ๆ กันมากครั้งเรื่องหนึ่ง พระราชาคือผู้ที่ทำให้ประชาชนร้องออกมาว่าพอใจ ๆ ที่เชียงใหม่ ก็ไปพักที่วัดอุโมงค์ แล้วไปพูดที่พุทธสถานเชียงใหม่ เจ้าภาพเขาโฆษณา คนก็มาฟังกันมาก นอกจากนั้นก็ถูกนิมนต์ไปพูดตามวัดต่าง ๆ บ้าง วัดพันอ้นก็เคย แต่คนไม่มากนัก ที่เพชรบุรีนั้น โยมวาสน์เขาขอร้องจนเป็นธรรมเนียม ถ้าขึ้นกรุงเทพฯ ขากลับต้องแวะเพชรบุรี เทศน์ที่วัดบุญทวี ถ้ำแกลบ ทุกครั้งแล้วก็ที่วัดสนามพราหมณ์ ของคุณนายบุญเลี่ยมอีกครั้งหนึ่ง แล้วที่อื่น ๆ บ้าง ที่เขาสวนหลวงราชบุรีบ้าง มันคล้าย ๆ พอดีพอเหมาะเป็นรายการแทรกเข้ามา
การแสดงปาฐกถาธรรมที่วัดสวนดอก
จ.เชียงใหม่ ประมาณปี ๒๔๙๑
ครั้งแรกไปกับพระยาอมรฤทธิธำรง (๑๕ มิ.ย. - ๒๐ ก.ค. ๒๔๙๓) ซึ่งเป็นข้าหลวงภาคของกระทรวมหาดไทย ประจำภาค ๕ กินเนื้อที่ตลอด ๑๔ จังหวัดภาคใต้ นับแต่ประจวบฯ ลงมา ท่านเป็นข้าหลวงไปร่วมในการประชุมเผยแผ่ภาค ไปรู้จักกันที่นั่นเป็นครั้งแรก แล้วก็ตกลงกันว่าจะตระเวนเทศน์ นั่งรถไฟบ้าง นั่งเรือบ้าง ท่านมีเลขาฯ ไปด้วยคนหนึ่ง ตอนนั้นยังหนุ่ม ท่านอายุแก่กว่าผมสัก ๕ ปี เรือบินก็เคยขึ้น บางคราวรถไฟขลุกขลัก คนนั่งเต็มหมด เราจะปีนหน้าต่างกับเขาไม่ไหว ก็ขอนั่งตู้บรรทุกสัตว์กันไป ฉันอาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ ในตู้บรรทุกสัตว์นั้น ไปอย่างเป็นทางการ เขาวางกำหนดการเอาไว้ตายตัวหมดแล้ว เทศน์ทุกวัน บางวันเทศน์ ๕ ครั้ง (หัวเราะ) เกือบตาย เช้าก่อนฉันเทศน์ ฉันเสร็จก็เทศน์กำนันผู้ใหญ่บ้าน บ่ายก็เทศน์อบรมข้าราชการ เย็นอาจเทศน์อบรมคนในเรือนจำ ค่ำ ๓ ทุ่ม เทศน์อบรมชาวบ้าน เทศน์วันเดียว ๕ ครั้ง ตอนนั้นยังมีแรง เสียงก็ไม่แห้ง เขาก็จัดให้เราพักตามวัด ทางข้าหลวงก็มีข้าราชการในท้องถิ่นมาพาไปพัก ตอนนั้นก็นับว่าสนุก ได้เที่ยวไปในที่ต่าง ๆ ที่ไม่เคยไป ขณะเดินทางไปเทศน์ ในทะเลสาบสงขลา ได้แล่นเรือไปจอดตรงโน้น ตรงนั้น ตรงนี้ การไปเที่ยวเทศน์แบบนี้นับว่าโชกโชนพอกันที เต็มขนาด
อีกครั้งหนึ่ง ไปกับคณะอนุสาสนาจารย์ ของกระทรวงศึกษาธิการ ทุกจังหวัดในภาคใต้เหมือนกัน เขาให้ผมพูดก่อน เขาพูดทีหลัง ตอนนั้นดูเหมือน จอมพลผิน ชุนหวัณ เป็นเจ้าของโครงการ มีคุณพัฒน์ นิลวัฒนานนท์ ส.ส.ที่นี่ เป็นตัวเชื่อมให้ผมไปร่วม ไปช่วยเทศน์สั่งสอนประชาชน การตระเวนเทศน์แบบนี้ พูดกับข้าราชการไม่ค่อยได้ผล ดูจะไม่ตั้งใจฟัง เทศน์ประชาชนคงได้ผลบ้าง แต่คราวไปกับคณะอนุสาสนาจารย์เกือบจะไม่ได้ผลเลย เพราะเขาให้เราพูดก่อน เราเทศน์ให้ประชาชนเกิดสลดสังเวช พออนุสาสนาจารย์ขึ้นไปพูด เน้นโปกฮาหมด มันไปลบความรู้สึกในทางธรรมเสียหมด
เอ๊ะ ใครใช้คำอย่างนี้ (หนังสือพิมพ์พุทธสาสนาครับ) อ๋อ ผมลงเรือไปเที่ยวเทศน์ บ้านดอน กาญจนดิษฐ์ เกาะสมุย ทำกันเอง เป็นการส่วนตัว ไม่ใช่ในนามคณะสงฆ์อะไร เราใช้เรือใบที่เรียกว่าเรือถุงเมล์ ลำหนึ่งมีนายทัศน์ (เจ้าของเรือ) และนายสติ ไปด้วย เป็นครั้งแรกที่ประชาชนแถวนี้ได้ยินเครื่องขยายเสียง หรือเทปบันทึกเสียง แตกตื่นกันใหญ่ พอเรือเข้าปากน้ำบ้านดอนก็เอาลำโพงชักขึ้นครึ่งเสา แล้วเปิดเทศน์ สมเด็จวัดเทพศิรินทร์ จานเสียงชุดนั้นมันน่าฟัง เป็นจังหวะจะโคน แล้วเปิดขยายเสียงดังลั่น จวนจะเที่ยงคืนแล้ว ทุก ๆ ท่าน้ำ มีคนมายืนอออัดเต็มทุก ๆ ท่า (หัวเราะหึ ๆ) น่าสนุกตอนนั้น เขาไม่รู้เสียงอะไร ไม่เคยมี โดยเฉพาะเด็ก ๆ เต็มไปหมด ตามท่าน้ำที่เรือผ่านเข้าไปในคลองบ้านดอนจนถึงที่จอดเรือในบ้านดอน รุ่งเช้ามีคนถามเสียงอะไร ๆ ดังไพเราะเหลือเกิน พอถึงบ้านดอนก็ถ่ายของลงเรือยนต์ นายอำเภอกาญจนดิษฐ์ เขาหาเรือมารับไปเทศน์อบรมประชาชนที่อำเภอกาญจนดิษฐ์และต่อไปที่เกาะสมุย นายอำเภอเกาะสมุย พาตระเวนรอบเกาะ เขาออกหนังสือตาม พ.ร.บ.ปกครองท้องที่ เรียกประชุม เด็กอายุ ๑๕ ปี ถึง ๒๗ ปีทุกคนต้องมา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็เอามาลงบัญชี ต้องเซนต์ชื่อ หลบหลีกไม่ได้ มาเยอะทุกแห่ง เต็มไปหมด นี่ก็สังเกตเห็นว่าเด็ก ๆ เหล่านี้ มานั่งกัดฟันกรอด ๆ ไม่อยากฟัง แต่ต้องทนฟัง ก็เลยโกรธ แล้วเราก็พูดแรง ๆ ว่าเกาะนี้จะจมทะเลก็เพราะพวกเธอ จะเลิศลอยก็เพราะพวกเธอ แล้วก็เทศน์เรื่องอบายมุข ใช้ถ้อยคำรุนแรงทั้งนั้น เกือบทุกแห่งเทศน์กับเยาวชน กลางคืนก็เทศน์กับคนแก่คนเฒ่า อุบาสก อุบาสิกาบ้าง บางครั้งก็นอนกันบนเรือ แต่ส่วนมากพอค่ำก็ขึ้นบก กำนันก็พาลูกน้องมาขนเครื่องมือขึ้น บางแห่งต้องลุยน้ำตั้งแต่สะเอวมาขนเครื่องขยายเสียง เครื่องบันทึกเสียง เครื่องสไลด์ เอาให้หมด ตอนนั้นผมฉายเอง ฉายสไลด์เองด้วย ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่ได้เที่ยวเกาะสมุย เกาะพะงัน ตระเวนอยู่ร่วมเดือน นายอำเภอเกาะสมุยตอนนั้นชื่อ นายอำเภอโพธิ์ ศิวาลัย ต่อมาไปเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนนายอำเภอที่กรุงเทพฯ ไม่กี่ปีก็ตายในหน้าที่นั้น ถ้ายังไม่ตาย คงทำอะไรให้แก่บ้านเมืองได้มากคนหนึ่ง ขากลับดูเหมือนจะได้มาเทศน์ที่สุราษฎร์อีก ๒-๓ แห่ง ในนามของพุทธสมาคมจังหวัดสุราษฎร์ เพิ่งเปิดใหม่ เขาขอร้อง เปิดแสดงที่วัดธรรมบูชา
สะสมขึ้นทีละชิ้น ๒ ชิ้น เครื่องขยายเสียงชุดแรก ๖,๕๐๐ บาท คณะบำรุงสวนโมกข์ที่กรุงเทพฯ จัดซื้อให้ (๓ เม.ย. ๒๔๙๐) เครื่องทำไฟฟ้าอีก ๓ พันกว่าบาท เครื่องบันทึกเสียงอีก เครื่องละ ๓ พันบาท ๒-๓ เครื่อง คนนั้นให้คนนี้ให้ คุณหมอไพบูลย์ ให้เครื่องฉายสไลด์อันเล็ก ๆ ไปแบบเคลื่อนที่นี้ครั้งเดียวก็เลิก มันเหนื่อย มันขี้เกียจ แล้วคนที่ไปด้วยเขาก็มีงานต้องทำกัน อย่างนายสติ เขาก็เป็นคหบดี (หัวเราะ) เจ้าของโรงสี เขาทำหน้าที่เกี่ยวกับไฟ มีอีกบางครั้งที่ถูกขอไปช่วยตามงานบ้าง เช่น งานโรงเรียน งานผูกพัทธสีมา แต่มันลำบาก การประชุมของเจ้าคณะภาคที่นครศรีธรรมราช เคยขนไปทั้งชุด ทางนั้นเขายังไม่มี เขาก็ใช้ของเราตลอด แสดงบทบาทพิเศษ (หัวเราะหึ ๆ) เจ้าคณะภาคเลยสมมติให้เป็นเผยแผ่ภาค (หัวเราะ) โก้เลย (หัวเราะ) ประกาศในที่ประชุมสงฆ์ เจ้าคณะจังหวัดทั้ง ๑๔ จังหวัด เจ้าคณะอำเภอเยอะแยะ ให้มีอำนาจประชุมได้ สั่งงานได้เป็นเผยแผ่ภาค
ปีนั้น (๒๔๙๙) พอดีมีกฎหมายใหม่ออกมา ข้าราชการที่จะเป็นตุลาการ ผู้พิพากษา จะต้องได้รับการอบรมทุกวิชาที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในหน้าที่ เขาจึงให้อบรมเยอะแยะหมด แม้แต่ดนตรี แม้แต่เต้นรำ แม้แต่เล่นการพนันทุกชนิด ผู้พิพากษาจะต้องได้รับการอบรมให้รู้หมด มิฉะนั้นจะวินิจฉัยอรรถคดี เกี่ยวกับสิ่งนี้ไม่ถูก เพราะไม่รู้ความจริง ยังถือเป็นหลักมาจนเดี๋ยวนี้ อบรมภาษาอังกฤษนั้น คุณธานินทร์ กรัยวิเชียร อบรมมาหลายปี ให้ผู้พิพากษามีความรู้รอบตัว สำหรับจะเป็นผู้พิพากษาที่สมบูรณ์ คุณสัญญาก็เห็นว่าต้องรู้พุทธศาสนาด้วย ก็เลยหาวิธีที่จะให้รู้พุทธศาสนาด้วย จึงนิมนต์ผมไปให้การอบรมเป็นครั้งแรก หลักสูตร ๑๐ ชั่วโมง ก็เลยทำติดต่อกันมา ผมอบรมอยู่ที่นั่น ๑๑ ปี มาอบรมที่สวนโมกข์ ๓ ปี ทั้งหมด ๑๔ รุ่น เมื่อผมไม่ไปกรุงเทพฯ แล้วก็มาอบรมที่นี่อีก ๓ รุ่น ผมเห็นว่าเป็นการลำบาก ยุ่งยากลำบาก ผู้พิพากษาจะมานอนมากินอย่างไรกันได้ที่นี่ ทำได้ ๓ ปี เลยเลิก คงเกิดอิดหนาระอาใจในหมู่ผู้พิพากษา ที่ต้องมานอนอย่างเด็กวัด เลยให้ไปทำความสะดวกที่กรุงเทพฯ ดีกว่า ท่านปัญญารับช่วงต่อมา จะยังคงทำอยู่กระมัง
ผมก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ซ้ำของเดิม ให้สูงขึ้นไป ให้ลึกเข้าไปจนมีผู้ออกปากครั้งสุดท้ายว่านี่ผู้พิพากษาจะรับไหวหรือ พูดขึ้นไปถึงเรื่องอสังขตะ โลกุตระ นิพพาน มีอยู่ปีหนึ่งไม่ต้องอบรมเพราะสอบไม่ได้เลย แล้วมีอยู่ปีสอบได้ตั้ง ๘๒ คน ผู้พิพากษาที่มารับการอบรมก็สนใจจด เป็นผู้ใหญ่แล้ว รู้ภาษาแล้วทั้งนั้น ตั้งใจจดกันใหญ่ รุ่นแรกที่ผมอบรมก็รุ่นคุณประภาส อวยชัย คุณปรีดี เกษมทรัพย์ ส่วนจะมีผลอย่างไรต่อตัวผู้พิพากษานั้น ผมไม่ได้ประเมิน ไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่มีใครมาประเมินให้ฟัง ผมไม่ได้ติดตาม แต่ผลจากการอบรมชุดนี้ ที่เป็นหนังสือ มีผลมาก จากการอบรมครั้งแรกกลายเป็น คู่มือมนุษย์ มีคนได้รับประโยชน์มารายงานตัวนั้น ไม่หวาดไหว พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษก็ได้รับความนิยม ภาษาเยอรมันกำลังแปลอยู่ และยังพิมพ์เป็นหนังสือชุดตุลาการออกมาอีกหลายเล่ม
แรก ๆ ย้ายมาอยู่ก็ยังไม่ได้เทศน์เป็นชุด เทศน์วันประจำปีบ้าง วันพระบ้าง วันสำคัญบ้าง ไปตามเรื่อง มาเริ่มเทศน์เป็นชุดตอนบรรยายพิเศษประจำคืน ในระหว่างพรรษา ทำอยู่หลายปี ต่อมามันไม่ค่อยสะดวกเกี่ยวกับคนที่จะจดจะบันทึก ก็เลยเลิก มาถึงยุคพูดที่โรงฉัน มักบรรยายในระหว่างพรรษาเหมือนกัน แล้วก็มีคนช่วยจด จดแล้วก็เอามาเรียบเรียงเป็นหนังสือเช่น ชุดคำสอนผู้บวช ชุดอานาปานสติสมบูรณ์ ก็ได้มาแบบนี้ คุณเชื้อ (พระเชื้อ สิริปญฺโญ) ที่ตอนนี้ไปอยู่ชุมพร เป็นคนจดเอาจริงเอาจัง ตั้งใจอยากรู้จริง ได้อาศัยบันทึกของท่านมาพิมพ์หนังสือหลายชุด ต่อมาพอมีเครื่องบันทึกเสียงแล้วก็บันทึกเสียงไว้ มาถอดพิมพ์ ที่พิมพ์แล้วก็มีหลายเรื่อง เช่น การศึกษาธรรมะอย่างถูกวิธี (๒๕๐๐) ชุดคนถึงธรรม ธรรมถึงคน ก็เป็นชุดใหญ่อีกชุดหนึ่ง ต่อมาคุณวิโรจน์ เอาไปพิมพ์เป็นหนังสือ ๓ เล่มจบ แล้วก็มี "ตัวกู - ของกู" (๒๕๐๔) ยังพิมพ์อยู่จนทุกวันนี้ พอยุคพูดโรงฉันหมดก็มาเป็นยุคพูดหน้าโรงหนังตอนเย็น ๆ แล้ว ก็มายุคบรรยายวันเสาร์ นอกจากนั้น ตั้งแต่มีเครื่องบันทึกเสียง วันสำคัญ ๆ เช่น วันตายาย วันปีใหม่ วันมาฆะ วิสาขะ อาสาฬหะ ก็บรรยายแล้ว บันทึกไว้ทั้งหมด ต่อมาเมื่ออายุครบ ๖๐ ก็เริ่มมีชุดบรรยายวันล้ออายุ (๒๕๐๙ - ปัจจุบัน) ตอนนี้ก็พิมพ์ในชุดธรรมโฆษณ์ไปบ้างแล้ว หน้าโรงหนัง พูดตอนเย็น ๆ (๒๕๑๐ - ๒๕๑๔) ๓ - ๔ วัน หรือ ๗ วัน พูดทีหนึ่ง พูดให้พระ เณร และคนในวัดฟังเป็นส่วนมาก ยังไม่ออกไปถึงข้างนอก ตอนนั้นคุณโกวิทยังอยู่ เป็นผู้ถาม เป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์เป็นประจำ ยังไม่ออกไปถึงข้างนอก ชุดสุญญตาปริทัศน์ ชุดธรรมปาฏิโมกข์ ก็พูดที่นี่ พระเรามีวินัยปาฏิโมกข์กัน ที่นี้เราเห็นว่าควรจะมีธรรมปาฏิโมกข์ด้วย ก็เลยให้ชื่อว่าธรรมปาฏิโมกข์ คู่กับวินัยปาฏิโมกข์ ชุดนี้ก็พิมพ์เป็นหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ไปบ้างแล้ว ทำอยู่ไม่กี่ปีก็เปลี่ยนมาเป็นบรรยายวันเสาร์ (๒๕๑๔ - ปัจจุบัน)
ก็เป็นส่วนหนึ่งของงานเผยแพร่ เหตุผลที่เลือกวันเสาร์มันมีอยู่ว่าเผื่อให้คนไกล คนต่างจังหวัด แม้แต่คนกรุงเทพฯ มาฟังได้ วันศุกร์เย็นก็ขึ้นรถไฟมา วันเสาร์ก็ฟัง เย็นถึงกลับ หรืออยู่ถึงวันอาทิตย์เย็นกลับไปทำงานวันจันทร์ก็ทัน มันก็มีอยู่พักหนึ่งที่คนกรุงเทพฯ มา ในลักษณะอย่างนี้ ต่อมาเรื่องมันคงจืด ๆ ลง ไม่สบอารมณ์ ก็ไม่ค่อยมีมา ทางมันไกลมาก นาน ๆ บ่อย ๆ มันก็ไม่ไหว การจัดบรรยายวันเสาร์มันก็ประกอบกับผมหยุดไปไหนมาไหนมากขึ้น ใช้วันเสาร์แทน สบายกว่า แต่ในใจจริงก็เพียงว่าให้ได้เทศน์ แล้วให้ได้พิมพ์เป็นหนังสือขึ้นเท่านั้น เรื่องที่จะเทศน์ก็คิดเป็นชุดไป ๓ เดือนนี้จะเทศน์อะไรชุดหนึ่ง ไม่ได้วางแผนทั้งหมด มันมากมายมหาศาล ทำไม่ได้ ๓ เดือน ก็ได้ออกมาเป็นหนังสือธรรมโฆษณ์เล่มหนึ่ง บางยุคก็จะเทศน์ธรรมะชั้นลึก ๆ ขั้นปรมัตถ์ต่อกัน บางยุคก็เป็นเรื่องสังคม เรื่องศีลธรรม มีบ้างชุด ๒ ชุดที่บรรยายตามคำขอ เช่น ชุดพุทธคุณบรรยาย พูดตามที่เจ้าชื่นขอ คนอื่นก็มีบ้าง แต่จำไม่ได้แล้ว
เริ่มทีละน้อย นักศึกษามาที่นี่กันทีละน้อย แล้วก็ค่อย ๆ มากขึ้น ๆ ชุดบรมธรรมคราวนั้น นักศึกษามามาก (๒๕๑๒) ก็เลยคิดว่าควรจะพูดเป็นแบบฉบับไว้ใช้ต่อไป โดยไม่ต้องพูดอีก ก็เปิดโรงเรียนหินขึ้นตอนหัวรุ่ง จากนั้นก็มีฆราวาสธรรม (๒๕๑๓) มหิดลธรรม อะไรอีกบ้าง ต่อ ๆ มา พยายามพูดไว้อย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ใช้เป็นหลักฐานได้ต่อไป โดยมากพวกหัวหน้าชุมนุมพุทธจัดมา ตอนนี้ก็เกือบจะไม่จำเป็นจะต้องมาแล้วเพราะไปหาอ่านเองได้ มีสมบูรณ์ที่สุดแล้ว ไม่ต้องมาก็ได้ แต่อาจารย์ฟุ้งเฟืองยังไม่ยอม ยังมา ๆ ทุกปี โดยมากเป็นพวกครู เกี่ยวกับการศึกษา เกี่ยวกับการเป็นครูบาอาจารย์ เราพูดไว้มาก จะผิดหรือถูกก็แล้วแต่ เราทำอย่างสุดความสามารถแล้ว
ครั้งแรกจะเป็นเมื่อ ปชส.๗ ธนบุรี เอาเรื่อง "หลักพระพุทธศาสนา" ไปอ่านออกอากาศเป็นประจำ เวลา ๖ โมงครึ่งตอนเช้า (เริ่ม ๒๒ ก.ค. ๒๕๐๒) เขาอ่านจากหนังสือที่พิมพ์แจกในงานกฐินพระราชทาน ของกระทรวงยุติธรรม เมื่อ ๒๔๙๙ เป็นชุดอบรมผู้พิพากษาปีแรกนั่นเอง ต่อมาคุณสาลี่ (พันเอกสาลี่ ปาลกุล) มาขอให้ผมอัดเทปออกอากาศที่สถานีวิทยุ ปวถ. คุณสาลี่ เป็นผู้อำนวยการอยู่ ทำอยู่เป็นประจำวันทุกวัน ครั้งละครึ่งชั่วโมง ผมก็เอาชุดคนถึงธรรม ธรรมถึงคน และตัวกู - ของกู ที่พูดโรงฉัน แล้วมีคนจดไว้ มาอ่านใหม่เป็นตอน ๆ ให้ได้ครึ่งชั่วโมง ตอนนี้เริ่มสร้างโรงหนังแล้ว แต่ยังไม่เสร็จ ออกอากาศอยู่นาน ติดต่อกันเป็นปี ๆ แล้วยุคหลังสุดก็ชุดที่พูดอยู่ทุกวันนี้ เดือนละครั้ง อาทิตย์ที่ ๓ ของทุกเดือน นี้กรมประชาสัมพันธ์ที่กรุงเทพฯ เขาติดต่อมาเอง (เริ่ม ๑๘ มิ.ย. ๒๕๒๑) ไม่ใช่เฉพาะผม ท่านปัญญาด้วย มีคนอื่นด้วย ที่อื่นเขาคงไปอัดเสียงที่กรมประชาสัมพันธ์ ผมไปไม่ได้ ก็อัดส่งไปให้ ทางปชส. ที่สุราษฎร์ธานีนี้เขามารับจัดส่งไปให้ แล้วที่บ้านดอนตอนนี้มีอยู่ชุดหนึ่ง ชุดพุทธธรรมนำสุข นี้ออกทุกวันเสาร์ ออกทีวีด้วย เขามาถ่ายไปทีหนึ่งหลาย ๆ ตอน แล้วไปออก บางทีเขาก็ออกซ้ำบ้าง
ไม่ต้องแบ่ง ทำไปตามความสะดวก ไม่ได้มีตารางที่ตายตัว เอาอะไรที่สำคัญก่อน ต้องไม่ให้บกพร่อง สำคัญน้อยลงไปก็ถัดไป เดี๋ยวนี้กำลังน้อยแล้ว โหมทำงานไม่ค่อยได้ แต่สมัยหนุ่ม ๆ ผมก็ไม่เคยทำงานจนเสียสุขภาพ มันกลัวเหมือนกัน เรื่องนี้มันเคยกลัวว่ามันจะเป็นโรคร้าย ปุ๊บเดียวตายเลย คอยดู ๆ อยู่เสมอ ว่ามันบอกให้ควรหยุดหรือยัง ร่างกายจิตใจทั้งหมดมันจะบอก ระบบประสาทมันจะบอกว่าพอแล้ว เพลียแล้ว สับสนแล้ว เส้นประสาทรอบกระหม่อมมันจะแสดงอะไรร้อนขึ้นมา พอมันเหลือกำลังแล้ว มันจะแสดงอาการร้อนขึ้นมา นอนได้แล้ว มันจะบอกแบบนั้น ผมไม่เคยป่วยคางาน นึกไม่ออกว่าเคยมี แต่เวลาที่กำลังป่วยจวนหาย เป็นไข้มาลาเรียจวนหาย ไปไหนมาไหนไม่สะดวก นอนนึกอะไรมีบ้าง นอนคิดหลายเรื่อง หลาย ๑๐ เรื่อง หลาย ๑๐๐ เรื่อง แล้วมันก็ใช้ไม่ค่อยได้ เวลาป่วยความคิดที่ออกมาใช้ไม่ค่อยได้
ผมก็ตอบไม่ได้ถึงหลัก เพราะมันรู้สึกแต่เพียงว่าจะพูดให้เขาได้รับประโยชน์ได้มากที่สุดทางธรรมะ แล้วก็คิดขยายต่อไป คนฟังกลุ่มนี้ควรจะพูดอะไร ผู้ฟังเป็นใคร เป็นนักศึกษาชั้นเด็ก หรือชั้นผู้ใหญ่ ชั้นต่ำ ๆ หรือชั้นสูง ๆ มันก็พูดให้เหมาะเท่าที่จะทำให้เพราะได้ มันไม่มีหลักอะไร คล้าย ๆ กับว่าได้มันก็ดี ไม่ได้ผลก็ไม่เป็นไร ตอนแรก ๆ ก็ไม่ได้เชี่ยวชาญแตกฉานอะไร
ไม่นาน ไม่ต้องนาน พูดตามความคิดที่มันไหล เมื่อบรรยายวันเสาร์แล้ว จึงมีบัตรย่อเรื่องที่พูด เป็นกิจจะลักษณะ หรืออย่างเรื่องอานาปานสติสมบูรณ์แบบ มันก็ต้องทำ เพราะทำตามแนวพระสูตร ทำเป็นโครงไว้ว่าพูดเรื่องอะไรแล้วต่อไปเรื่องอะไร ถ้าเป็นเรื่องอื่น ๆ ก็มักจะนึกไว้ในหัว หมายในใจว่าจะพูดเรื่องอะไร แล้วพยายามพูดวกเข้าไป รุกเข้าไป ในเรื่องนั้น ไม่ได้วางรายละเอียดไว้ก่อน แม้แต่เดี๋ยวนี้ก็เหมือนกัน ถ้าไปทำเข้า จิตมันก็ไปยุ่งอยู่ตรงนั้น เมื่อพูดมากขึ้น ศึกษามากขึ้น มันลึกเข้าไปของมันเอง เรื่องที่จะพูดปากเปล่าได้ มันต้องเป็นเรื่องที่เข้าใจหรือแตกฉานอยู่แล้ว จะพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ต้องมีหลักฐานดีมาประกอบ เฉพาะบางข้อบางตอน แต่เค้าโครงทั้งหมดมันต้องเป็นเรื่องที่เข้าใจดีอยู่แล้ว มิฉะนั้นพูดไม่ได้ จะไปค้นทุกเรื่อง มันทำไม่ได้ เพราะมันพูดอยู่บ่อย ต้องพูดเรื่องที่ตัวเข้าใจและแตกฉานแล้ว เช่นข้อความบางตอน ต้องการหลักฐานประกอบก็ต้องไปดูบาลี บางทีก็ค้นนวโกวาท ค้นพุทธภาษิต นอกจากจะแต่งหนังสือใหญ่ ๆ มันก็ต้องค้นจากพระคัมภีร์ แล้วก็กินเวลาหลาย ๆ วัน หลาย ๆ เดือน นั่นมันอีกแบบหนึ่ง เช่น ถ้าจะทำชุดพระโอษฐ์มันก็ต้องอยู่กับตำราดิกเลย ถ้าชุดอื่น ๆ ก็ตามสบาย อาศัยที่อยู่กับธรรมะมานาน สนใจมาตั้งแต่แรกบวช ตั้งแต่ก่อนบวช มันก็เหลืออยู่ในใจ มันคงเป็นหลักฐาน เป็นแนว ๆ เป็นเรื่อง ๆ เรื่องที่ไม่ถูกต้องมันก็ค่อย ๆ หลุดออกไป ๆ มันเก็บไว้นานมันก็มีหลายเรื่อง หลายแนว พอถึงเวลาจะพูดเรื่องอะไร แนวอะไร มันก็ปะติดปะต่อเรื่องนั้น ๆ ออกมา มันจึงไม่ได้เตรียมมาก ต้องพูดอยู่เกือบทุกวัน จะเอาเวลาที่ไหนไปเตรียมมาก
แน่นอน มันมีบ้าง อะไรเกิดขึ้นในโลก ในสังคม มีข่าวใหญ่ พูดถึงบ้าง เมื่อเขาเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ ๆ พูดเรื่องพุทธศาสนากับประชาธิปไตยให้ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนาฟัง มันก็ไม่ได้เท่าไร ผมก็รู้ แต่เขาควรจะได้ฟังว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองคืออะไร เขามีความประสงค์อย่างไร เหมือนกับหลักพุทธศาสนาหรือไม่ เช่นยังบอกว่าทางคณะสงฆ์ต้องเป็นเอกฉันท์ทั้งร้อยเลย ค้านเพียงคนเดียวไม่ได้
พระทิพย์ปริญญา ไปฟ้องหลวงกาจที่เล่าแล้ว สมัยหนึ่งผมมีหนังสือคอมมูนิสต์แยะที่คนนั้นคนนี้เขียน นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร เอามาให้ก็หลายเล่ม ครั้นถึงคราวที่จอมพลสฤษดิ์ หรือใครจะกวดขัน จะสำรวจผู้นิยมคอมมูนิสต์ (หัวเราะ) ผมก็ถามคุณปิ๋ว ญาติ ๆ ที่เป็นทนายความว่า การที่มีหนังสือคอมมูนิสต์มีความผิดอย่างไรไหม (หัวเราะ) แกตอบว่าไม่มีความผิดอะไร แต่ถ้าเขาเกิดหาว่าเป็นคอมมูนิสต์แล้ว หนังสือเหล่านี้จะเป็นพยาน ทำให้เรายากที่จะหลบหลีก (หัวเราะ) ผมเลยให้แกหมด (หัวเราะ) หลายเล่ม มัดใหญ่ ทั้งไทยทั้งฝรั่ง เรากลัวเหมือนกัน ถ้าว่าใครจะมาฟ้องหาว่าคอมมูนิสต์ แล้วก็มาค้นอะไรกัน หนังสือเหล่านี้มันเป็นพยาน (หัวเราะ) ก็เลยไม่ได้เก็บเอาไว้ ไม่คิดเก็บเอาไว้ แม้แต่เล่มเดียว แต่เราไม่เคยถูกกล่าวหาจากเจ้าหน้าที่โดยตรง ได้ยินคนบอกว่ามีสันติบาลมาอยู่ในวัด มาคอยเฝ้าเรา แต่ผมไม่นึกออก คนที่มาชวนเรา ร่วมมือต่อต้านคอมมูนิสต์ เป็นกิจจะลักษณะก็คนอเมริกันโปรเฟสเซ่อร์ ไดเร็คเก้อร์ เขาเป็น The Cultural Assistant ของ USIS ทางการของเขาให้มา เราบอกว่ากลัวกิเลสมากกว่ากลัวคอมมูนิสต์ เขาเลยสั่นหัว (หัวเราะ) เขามาค้างคืนที่นี่ กลับไม่ทัน นอนที่โรงธรรม เอาเครื่องกระป๋องมาให้ถาดใหญ่ (หัวเราะ) ตามแบบความคิดนึกของฝรั่ง เขาให้ของขวัญ คุยกันไม่มาก พอพูดขึ้นก็เลยหมดทางหมดท่า ขึ้นไปคุยกันบนภูเขา เรากำลังติดธุระอะไรอยู่บนภูเขาด้วย และก็ให้มันเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์หน่อย ให้เกียรติหน่อยให้คุยบนภูเขา บนโบสถ์ เขาชวนว่าประเทศไทยน่ะ มันเป็นประเทศที่เขาเอาธุระเรื่องต่อต้านคอมมูนิสต์ ถ้าคอมมูนิสต์มาแล้วประเทศไทยก็จะสูญเสียพุทธศาสนา ผมก็เป็นพระในพุทธศาสนา ควรจะรับรู้หรือว่าเจ้ากี้เจ้าการเรื่องนี้บ้าง เราบอกว่ากลัวกิเลสมากกว่ากลัวคอมมูนิสต์ เขาเลยไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร เขาจะเสนอว่าจะให้นั่นให้นี่ ต้องการเครื่องขยายเสียงไหม ต้องการกระดาษไหม กระดาษพิมพ์หนังสือ ผมบอกไม่ต้องการ เจ้าชื่นต้องการกระดาษเขาให้กระดาษแยะ เขาว่าต้องการอะไรบอกมา เราบอกยังไม่ต้องการอะไร พูดอย่างไม่ว่าเขา ไม่กล้าพูดให้เขาเสียใจ มันเกือบจะพูดออกไปแล้วว่ากลัวจะเป็นการผูกพัน แม้แต่เพียงเท่านี้ผมก็ไม่พูด ก็ลาไป แกก็อยากให้เรื่องมันหายไป ครั้งเดียว อีกครั้งหนึ่งมีฝรั่งลูกน้องในหน่วยอะไรก็ไม่รู้เดินทางไกลแวะมา เมื่อถนนหน้าวัดที่ทำให้ญี่ปุ่นใช้มีใหม่ ๆ เคยมานั่งที่โรงธรรม เราก็กำลังดูหนังสือเรื่องประวัติศาสตร์โลกโดยรูปภาพ ต้นฉบับที่เอามาใช้เขียนภาพ ในโรงหนังนั่นแหละ ไอ้ภาพหนึ่งมันมีภาพสมัยเหมาเจอตุงปฏิวัติเมืองจีน แล้วก็มีรูปเหมาเจอตุง เขาเห็นภาพเขาตาเหลือก เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องที่ว่าที่นี่ถ้าจะเป็นคอมมูนิสต์เสียแล้ว ผมใช้ให้เขาเปิดดูตลอดเล่ม เป็นหนังสือประวัติศาสตร์โลกธรรมดา แต่แสดงด้วยรูปภาพ ยุคนั้นเกิดมีอย่างนี้ ยุคนั้นเกิดมาอย่างนั้น ตั้งแต่โลกแรกมีมนุษย์จนถึงยุคเครื่องจักรปรมาณู แสดงว่าพวกอเมริกันนี้ กลัวคอมมูนิสต์ขึ้นสมองเลย คอมมูนิสต์จริง ๆ มาติดต่อนั้นเป็นเรื่องน่าหัวที่สุด ตั้งแต่แรกมีสวนโมกข์นี้ เขาคงคิดว่าผมเป็นคอมมูนิสต์หรือนิยมคอมมูนิสต์ เขาเป็นพระมาขอพบ ผมกำลังทำธุระอะไรสักอย่างบนภูเขาพุทธทอง เขาก็ตามขึ้นไป เขาเริ่มคำพูดอย่างกับว่าเราเป็นแล้ว (หัวเราะ) บอกชวนลงมือทำงานอย่างนั้นอย่างนี้เถอะ ผมว่าไม่รู้เรื่องนี้ ไม่เคยมีความคิดอย่างนี้ แกคงสะดุ้ง สะดุ้ง สะดุ้ง โอ้ ถ้าจะเข้าใจผิด สำคัญผิดเสียแล้วว่าเป็นผู้นิยมคอมมูนิสต์ ก็เลยลากลับไปในไม่ถึงชั่วโมง ไม่ได้อยู่ค้าง เป็นพระท่าทางฉลาดปราดเปรียว คงมาจากทางภาคอีสาน ผมก็ไม่ถามว่าลงมืออะไร นี่คอมมูนิสต์แท้ได้อาศัยความสะดวกของผ้าเหลือง (หัวเราะ) บวชหรือว่าใช้ผ้าเหลือง (หัวเราะ) ไปไหนมาไหนสะดวก แล้วก็มาชวนลงมือแบบคอมมูนิสต์
ไม่ได้ชวนหรอก ไม่ได้ชวน แต่ว่ามาแสดงว่าดี มีเหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้ ตั้งแต่ชวนให้เชื่อข้อแรกที่สุดของเรื่องว่าวัตถุนำจิตนี่ อธิบายโดยวิภาษวิธี วัตถุนำจิตอธิบายด้วยปาก ให้เชื่อทฤษฎีเบื้องต้นของคอมมูนิสต์ แต่ไม่ได้ชวนดำเนินงาน ปฏิบัติการอย่างคอมมูนิสต์ ตอนนั้นแกก็ยังไม่ได้เป็นเท่าไร ยังอยู่วัด เพิ่งเสร็จการศึกษาใหม่ ๆ อักษรศาสตร์บัณฑิตรุ่นแรก ๆ
เป็นวิธีใช้เหตุผลหลาย ๆ ชั้น ไม่เข้าใจอะไรมากกว่านี้ มีลักษณะเป็นโลจิคทั้งนั้น เหตุผลอย่างนั้น เหตุผลอย่างนี้ เหตุผลข้างล่าง เหตุผลข้างบน (หัวเราะ)
ไม่ ไม่มี ไม่ได้ติดต่ออะไรกันแบบนั้น ติดต่ออย่างเพื่อน ไม่ได้คุยเรื่องคอมมูนิสต์เลย แต่ว่าเมื่อไม่นานมานี้ แกบอกผมว่าผมใช้คำพูดผิด วัตถุนิยม นิยมรสอร่อยของวัตถุว่ามันผิด คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ก็เคยบอกผมบอกว่าถูกแล้ว ผมหมายความว่าถึงมันจะนิยมวัตถุในแง่ถือวัตถุเป็นหลักก็เถิด แต่มันก็ไปจบลงที่รสอร่อยจากวัตถุ
ไม่ใช่พระใกล้ชิด เป็นเณรอยู่วัดนี้แล้ว สาบสูญไปตั้งนานแล้ว คือว่าลาไปบวชที่เกาะสมุย แล้วก็สาบสูญไปเลย เป็นเณรหลายปี ไม่มีใครคิดไม่มีใครหวัง ว่าเขาจะไปชอบอย่างนั้นได้ มันเพิ่งเป็นเมื่อปลายสุดที่จะออกไป ก่อนนี้ธรรมดา ดูจะออกไปก่อนนักศึกษามีเรื่อง บางคนพูดว่าไปอยู่ญวน บางคนพูดว่าคงจะตายแล้ว
มีหนังสือไทยเล่มเล็ก ๆ คงมีเพื่อนสนับสนุน หามาให้ เขาเป็นคนซื่อ ๆ ธรรมดา ๆ เป็นเณรของอาจารย์โพธิ์ ติดตามอาจารย์โพธิ์ มาจากเกาะสมุย (หัวเราะ) แล้วอีกคนชื่อธนิต ธนิตนั้นเขาไมได้ตั้งต้นบวชที่นี่ ในที่สุดเขาก็นิยมคอมมูนิสต์ สรรเสริญลัทธิคอมมูนิสต์ แล้วก็หายสาบสูญไปเหมือนกัน
เขานิมนต์ไปอภิปรายกันที่คุรุสภา ฝ่ายผมมี ๒ คน อาจารย์อะไรอีกคนลืมแล้ว (หัวเราะ) แต่แกไม่พูดเลย ให้ผมพูดคนเดียว เป็นฆราวาส มันจะเป็นความคิดของพวกคุรุสภา (หัวเราะ) แตกตื่นกันใหญ่ คนไปฟังเต็มไปหมด ฝ่ายโน้นมีอีกคนหนึ่งเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้พูด หัวข้อว่าไง (หัวเราะ) ลืมแล้ว ไปดูเอง ผลัดกันพูด (หัวเราะ) ดูเหมือนผมจะพูดก่อน พูดไปออกเรื่องจิตว่าง ตามแบบว่าหลักธรรมะที่สำคัญคือเรื่องจิตว่าง ฝ่ายนั้นเขาว่าคนที่จะเป็นผู้ทำงานในโลกด้วยจิตว่างนั้นไม่ได้ มันคนละพวก คนละชั้น อุปมาว่าเหมือนขนมปังทาเนย ๒ หน้าไม่มีใครทำ พูดกันอยู่ ๒-๓ ชั่งโมงได้ ท่านชิ้น หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ สวัสดิวัฒน์ (หัวเราะ) ก็ไปฟังด้วยเหมือนกัน ไปเชียร์ผม (หัวเราะ) คนฟังก็ดูจะฟังกันเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ปิด ปิดฉากลาโรง แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีอีก ทีเดียว ทีเดียว (หัวเราะ) แล้วก็ไม่มีทางจะทำความเข้าใจได้ (หัวเราะ) ใครจะขอเชิญอีกก็ไม่เอาละ ไม่เอา ผมก็ไม่เอา เขาก็คงไม่เอา
มันไม่ปรากฏหลักฐาน คงจะมี แต่เขาคงจะมีความคิดที่จะไม่เห็นด้วยกับอานิสงส์ของจิตว่างอยู่ตลอดเวลา (หัวเราะ) เขียนล้อเรื่องจิตว่างอยู่บ่อย ๆ ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ เราไม่มีหนังสือพิมพ์ (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้เงียบไปแล้ว ไม่ล้อเรื่องจิตว่าง คงโดนจิตวุ่นกัดเอาบอบช้ำ (หัวเราะ)
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
> งานพูดแล้วเป็นหนังสือ |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org