|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส พระประชา ปสนฺนธมฺโม สัมภาษณ์
|
|||
|
ไม่มีหลักเกณฑ์อะไรมาก เลือกเรื่องที่เชื่อว่าแปลกใหม่ สำหรับผู้อ่านสามัญชน เรื่องที่คนทั่วไปควรจะได้อ่าน มันก็ไล่เรื่อยไป การแปลก็ยึดหลักอย่างที่ผมชอบ (หัวเราะ) คือให้ฟังถูก ฟังง่าย และชัดเจนในภาษาไทย เนื้อความตรงตามบาลี อ่านแล้วเข้าใจได้เองทันที แต่ก่อนเขาก็มีแปลกันอยู่บ้าง แปลก ๆ กันก็มี ที่ลงในธรรมจักษุรุ่นสมเด็จกรมพระยาฯ ยังอยู่ ผมก็ได้ผ่าน ได้ดู แต่ยังไม่ชอบ ยังไม่พอใจ ก็เลยมีแบบของตัวเอง เมื่อติดเรื่องไวยากรณ์ คำ ๒ คำไม่แน่ใจ ก็ได้ปรึกษาอาจารย์พระครูชยาภิวัฒน์ (กลั่น) ที่เคยเป็นอาจารย์บาลีบ้าง ตอนนั้นท่านมาอยู่วัดใหม่ (พุมเรียง) แล้ว ไอ้ที่แปลจากภาษาอังกฤษนั้น จะมีเรื่องยุ่ง ๆ หน่อย ต้องนึกคิดมาก ผมรู้สึกว่าตั้งแต่แปลมา หนังสือฮวงโปเป็นหนังสือที่แปลยากที่สุด คือต้องใช้ความรู้ธรรมะ ที่เรามีอยู่เป็นเครื่องตัดสินว่า คำนี้ ควรจะแปลว่าอย่างไร ถึงจะเป็นนักเรียนเมืองนอก ปริญญาทางภาษายาวเป็นหางก็แปลไม่ได้ ยิ่งถ้าภาษาไทยไม่แตกจะยิ่งไปกันใหญ่เลย
สูตรของเว่ยหล่าง และ คำสอนของฮวงโป ทั้งสองเล่มนี้เป็นหนังสือสำคัญของพุทธศาสนานิกายเซน ไอ้หลักการ ๑๒ ข้อของคริสต์มัส ฮัมเฟร่ย์ ก็เหมือนกัน ผู้รู้ในกรุงเทพฯ เขายอมแพ้ มี ๒ ข้อที่แปลออกมาแล้วเนื้อความเหมือนกัน ผมแปลออกมาได้ครบ ๑๒ ข้อ ตามเนื้อความในภาษาอังกฤษ มันต้องมีการพิจารณากันให้สมเหตุสมผล คราวนั้นตื่นเต้นกันมาก นายฮัมเฟร่ย์ก็มาเองเลย เขาเสนอหลัก ๑๒ ข้อแก่พระสังฆราชเองเลย ดูเหมือนจะเป็นสมเด็จวัดบวรฯ แล้วคุณสุชีพแปลมาเป็นภาษาไทย ผมเคยอ่านมาก่อน เขาลงในหนังสือพิมพ์พุทธศาสนาที่อังกฤษที่เรารับอยู่ เขาเสนอให้พุทธศาสนิกทั่วโลกรับข้อเสนอของเขาไปปฏิบัติ ทางไทยเรารับพอเป็นพิธี ผมไม่ได้พบเขาเองแต่ได้ข่าวว่าเวลาเขาไปประชุมที่เชียงใหม่ พอเขาเห็นรูปและรู้ว่าเป็นผม เขาแสดงความเคารพใหญ่ แสดงว่าเคยรู้จักว่าเป็นใคร แล้วมีใครมาเล่าให้ผมฟังอีกที ก็ลืมไปแล้ว
ผมเห็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่มหนึ่ง หนาเท่านิ้วก้อย ของพระญาณดิลกเป็นชาวเยอรมัน มาบวชอยู่ที่เกาะไอร์แลนด์เฮอมิเทจ ที่ศรีลังกา หนังสือชื่อ พุทธวัจนะ พอเปิดดูข้างในก็มีลักษณะอย่างนี้ คือเราไม่ต้องใช้คำของตนเอง ยกเอาคำบาลีมาต่อ ๆ กันไป เริ่มด้วยอริยสัจ ๔ อธิบายทุกข์ อธิบายสมุทัย เรื่อย ๆ ไป เมื่อถึงขันธ์ ๕ ก็อธิบายถึงขันธ์ ๕ โดยไม่ต้องมีคำของผู้ร้อยกรอง พอเห็นเขาก็สะดุดใจ จับใจ พอใจ ว่าทำอย่างนี้ดีที่สุด แล้วเราก็เอาบ้าง ลองทำดูออกมาเป็นพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ พิมพ์ออกไปครั้งแรกก็ได้รับความนิยม จนถึงกับมหาทองสืบเขาให้ใช้เป็นหนังสือเรียนของสภาการศึกษามหามกุฏฯ อยู่พักหนึ่ง หนังสือเล่มนั้นของท่านญาณดิลก เล่มเล็กนิดเดียว เป็นขนาด ๑๖ หน้ายกเล็ก เดี๋ยวนี้ก็ดูเหมือนยังพิมพ์อยู่ แปลออกเป็นหลายภาษา
พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ นั้น ครั้งแรกผมทำคนเดียวที่สวนโมกข์เก่า (พิมพ์รวมเล่มครั้งแรก ๒๔๗๙) ต่อมาได้ขยายอีก ๒ ครั้ง พออ่านพบก็โน้ตเอาไว้ ๆ แล้วก็พิมพ์ใส่เข้าไป ครั้งสุดท้าย (๒๕๒๓) นี่มหาวิจิตรช่วยสำรวจกันใหม่หมด ตั้งต้นกันใหม่ เขาก็เป็นผู้ค้นมาเสนอ ว่าเรื่องนี้เข้าเกณฑ์ไหม ผมเป็นคนเลือก แล้วก็เอามาซ้อมการแปลกันเสียก่อน อะไรเป็นปัญหา เขาไปยกร่างคำแปลมา ผมก็ตรวจแก้คำแปลจนเป็นที่พอใจ ให้คุณพรเทพ (พระพรเทพ ิตปญฺโ) ดีดพิมพ์ พิมพ์เสร็จก็เอามาชนกันต่อกันเป็นเรื่อง แล้วทำปทานุกรม ตอนเอามาชนกันเป็นงานยากที่สุด มหาสำเริงเคยคิดจะทำก็ทำไม่ได้ มหาวิจิตรก็ทำไม่ได้ ต้องเอามาเรียงต่อกันให้น่าดู ให้อ่านง่ายเหมือนกะรูปต้นไม้ มีโคนหนึ่ง แล้วก็แยกเป็นกิ่งก้านออกไป มันท้าทายคนทั่วประเทศ และท้าทายสติปัญญาของเราเอง มันค่อย ๆ ทำมาเป็นเวลาถึง ๒๐-๓๐ ปี ค่อย ๆ สะสมความรู้ความเข้าใจ เรียกว่าศึกษา ฝึกฝนตนเองมากที่สุด เป็นนักเรียนอย่างยิ่ง เรื่องปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์นี่ ทำรวดเดียว ทำอยู่ปีหนึ่งเต็ม ๆ ทำทุกวัน ทั้งเช้าทั้งบ่าย แล้วมหาวิจิตรอาจจะทำกลางคืนด้วย เพราะต้องค้นพระไตรปิฎกต่อ ถ้ามหาวิจิตรสามารถมาเป็นลูกมืออีกครั้ง ก็อาจทำหนังสือที่น่าอัศจรรย์ได้อีกเล่มหรือ ๒ เล่ม สมาธิภาวนาหรือจิตภาวนาจากพระโอษฐ์เล่มหนึ่ง หรือพระไตรปิฎกที่คัดเลือกแล้วอีกเล่มหนึ่ง
โอ๊ย มันยังมีอีกมาก มากจนไม่สามารถรวบรวมลงในหมวดสัมมาสมาธิได้ มันละเอียดเกินจำเป็น ถ้ารวมแล้วคนอ่านจะเวียนหัว สมาธิภาวนาในบาลีก็หมายถึงเรื่องจิตใจทั้งหมด มันต้องพูดถึงธรรมชาติของจิตใจ อยู่ตามธรรมดามันเป็นอย่างไร แล้วมันเกิดปัญหาขึ้นมาได้อย่างไร เราจะแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร ส่วนพระไตรปิฎกที่คัดเลือกแล้วนั้น อาจจะเทียบได้กับไบเบิ้ล หน้าแรกก็ทำอย่างไบเบิ้ล โลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ในอัคคัญญสูตร มนุษย์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ต้องรวมเอาที่อยู่นอกพระโอษฐ์ด้วย ถ้าเป็นพระไตรปิฎกเป็นเอาหมด เป็นพระไตรปิฎกเล่มเดียวจบ เสร็จแล้วคงไม่น้อยกว่าอริยสัจจากพระโอษฐ์ ต้องมีส่วนของ ๓-๔ เล่มที่ทำแล้วมาผสม ให้มีให้เป็นเอกภาพด้วยบ้าง ใจความสำคัญจะต้องซ้ำบ้าง แต่จัดรูปเล่มคนละอย่าง ๓-๔ เล่มที่ผ่านมาก็มีซ้ำกันบ้าง เช่นเรื่องเดียวกัน มองในแง่อริยสัจก็ได้ มองในแง่ปฏิจจสมุปบาทก็ได้ อย่างนี้ก็ซ้ำกันบ้าง
ต้องไล่กันใหม่ ค้นทุกเล่ม เท่าที่นึกได้ แม้แต่วินัยก็ไปพลิกดู เผื่อมันจะหลงอยู่ อภิธรรมปิฎกก็ใช้ ถ้ามีเรื่องที่เกี่ยวข้อง ใช้คำอธิบาย ไม่ได้เอาเรื่องมา เอามาทำเชิงอรรถว่าในอภิธรรม อธิบายคำนี้ว่าอย่างไร
(หัวเราะ) อ้าว สูตรนี้มันรุนแรงไง มันกระทบคนปัจจุบัน กระทบพระปัจจุบัน ที่พัวพันลาภสักการะมาก อย่างนี้นายฉัว นายเที่ยง ชอบที่สุด ไม่มีใครแปลสูตรนี้ออกมาเลยนอกจากผม เขากลัวกัน จนบัดนี้ยังไม่มีใครแปลสูตรนี้ออกมา ตามตัวหนังสือมันว่าอย่างนั้น ๖๐ รูปอาเจียนออกมาเป็นโลหิต ๖๐ รูป สลดใจก็ลาสิกขา ๖๐ รูปเกิดธรรมสังเวชบรรลุธรรมไปเลย เรื่องนี้น่าจะเอามาโฆษณาอีก (หัวเราะ)
ไม่วิจารณ์ ในบาลีมันมีอย่างนั้น
ไม่สึกกันหรอก เขาถือว่าเขาแข็งพอ (หัวเราะ)
ไม่มีคำอื่น นอกจากคำว่า สุญญตา ในหมู่พุทธบริษัทกลางบ้าน อาจารย์แก่ ๆ หรือคนแก่ที่เคยบวชมา เขารู้จักคำว่าว่างเปล่ากันทั้งนั้น ในหมู่คนแถบนี้ เขาพูดกันอยู่แล้ว มันเป็นดินแดนที่ธรรมเคยรุ่งเรืองมานาน ก็ดูสิบทกล่อมลูกยังมีความหมายถึงนิพพานเลย
นึกไม่ออก ไม่ได้รับคำคัดค้าน นอกจากในแง่ถูกต้อง แล้วยังไพเราะ สมเด็จพระวันรัตน์ (เฮง เขมจารี) ท่านชมว่าแปลดี ชมทั้งต่อหน้าและลับหลัง
|
|||
|
> งานแปลหนังสือ |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org