||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส
เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา
พระประชา ปสนฺนธมฺโม  สัมภาษณ์
บทที่ ๕ ทำหน้าที่พุทธทาส ประกาศพุทธธรรม

 

งานแปลหนังสือ

? อาจารย์ครับ ทีนี้จะเริ่มเรียนถามอาจารย์เกี่ยวกับงานแปลบ้าง ในพุทธสาสนา มีภาคแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย อยากทราบว่าอาจารย์ใช้หลักเกณฑ์อย่างไร ในการเลือกมาแปลครับ

          ไม่มีหลักเกณฑ์อะไรมาก เลือกเรื่องที่เชื่อว่าแปลกใหม่ สำหรับผู้อ่านสามัญชน เรื่องที่คนทั่วไปควรจะได้อ่าน มันก็ไล่เรื่อยไป

          การแปลก็ยึดหลักอย่างที่ผมชอบ (หัวเราะ) คือให้ฟังถูก ฟังง่าย และชัดเจนในภาษาไทย เนื้อความตรงตามบาลี อ่านแล้วเข้าใจได้เองทันที แต่ก่อนเขาก็มีแปลกันอยู่บ้าง แปลก ๆ กันก็มี ที่ลงในธรรมจักษุรุ่นสมเด็จกรมพระยาฯ ยังอยู่ ผมก็ได้ผ่าน ได้ดู แต่ยังไม่ชอบ ยังไม่พอใจ ก็เลยมีแบบของตัวเอง เมื่อติดเรื่องไวยากรณ์ คำ ๒ คำไม่แน่ใจ ก็ได้ปรึกษาอาจารย์พระครูชยาภิวัฒน์ (กลั่น) ที่เคยเป็นอาจารย์บาลีบ้าง ตอนนั้นท่านมาอยู่วัดใหม่ (พุมเรียง) แล้ว

          ไอ้ที่แปลจากภาษาอังกฤษนั้น จะมีเรื่องยุ่ง ๆ หน่อย ต้องนึกคิดมาก ผมรู้สึกว่าตั้งแต่แปลมา หนังสือฮวงโปเป็นหนังสือที่แปลยากที่สุด คือต้องใช้ความรู้ธรรมะ ที่เรามีอยู่เป็นเครื่องตัดสินว่า คำนี้ ควรจะแปลว่าอย่างไร ถึงจะเป็นนักเรียนเมืองนอก ปริญญาทางภาษายาวเป็นหางก็แปลไม่ได้ ยิ่งถ้าภาษาไทยไม่แตกจะยิ่งไปกันใหญ่เลย

สูตรของเว่ยหล่าง และ คำสอนของฮวงโป ทั้งสองเล่มนี้เป็นหนังสือสำคัญของพุทธศาสนานิกายเซน
ท่านพุทธทาสแปลจากภาษาอังกฤษ โดยเริ่มแปลเว่ยหล่างก่อนในปี ๒๔๙๐

          ไอ้หลักการ ๑๒ ข้อของคริสต์มัส ฮัมเฟร่ย์ ก็เหมือนกัน ผู้รู้ในกรุงเทพฯ เขายอมแพ้ มี ๒ ข้อที่แปลออกมาแล้วเนื้อความเหมือนกัน ผมแปลออกมาได้ครบ ๑๒ ข้อ ตามเนื้อความในภาษาอังกฤษ มันต้องมีการพิจารณากันให้สมเหตุสมผล

          คราวนั้นตื่นเต้นกันมาก นายฮัมเฟร่ย์ก็มาเองเลย เขาเสนอหลัก ๑๒ ข้อแก่พระสังฆราชเองเลย ดูเหมือนจะเป็นสมเด็จวัดบวรฯ แล้วคุณสุชีพแปลมาเป็นภาษาไทย ผมเคยอ่านมาก่อน เขาลงในหนังสือพิมพ์พุทธศาสนาที่อังกฤษที่เรารับอยู่ เขาเสนอให้พุทธศาสนิกทั่วโลกรับข้อเสนอของเขาไปปฏิบัติ ทางไทยเรารับพอเป็นพิธี ผมไม่ได้พบเขาเองแต่ได้ข่าวว่าเวลาเขาไปประชุมที่เชียงใหม่ พอเขาเห็นรูปและรู้ว่าเป็นผม เขาแสดงความเคารพใหญ่ แสดงว่าเคยรู้จักว่าเป็นใคร แล้วมีใครมาเล่าให้ผมฟังอีกที ก็ลืมไปแล้ว

? อาจารย์ครับ ความคิดจะทำหนังสือแปลชุดจากพระโอษฐ์ต่าง ๆ นี่ จุดเริ่มต้นเป็นมาอย่างไรครับ

          ผมเห็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่มหนึ่ง หนาเท่านิ้วก้อย ของพระญาณดิลกเป็นชาวเยอรมัน มาบวชอยู่ที่เกาะไอร์แลนด์เฮอมิเทจ ที่ศรีลังกา หนังสือชื่อ พุทธวัจนะ พอเปิดดูข้างในก็มีลักษณะอย่างนี้ คือเราไม่ต้องใช้คำของตนเอง ยกเอาคำบาลีมาต่อ ๆ กันไป เริ่มด้วยอริยสัจ ๔ อธิบายทุกข์ อธิบายสมุทัย เรื่อย ๆ ไป เมื่อถึงขันธ์ ๕ ก็อธิบายถึงขันธ์ ๕ โดยไม่ต้องมีคำของผู้ร้อยกรอง พอเห็นเขาก็สะดุดใจ จับใจ พอใจ ว่าทำอย่างนี้ดีที่สุด แล้วเราก็เอาบ้าง ลองทำดูออกมาเป็นพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ พิมพ์ออกไปครั้งแรกก็ได้รับความนิยม จนถึงกับมหาทองสืบเขาให้ใช้เป็นหนังสือเรียนของสภาการศึกษามหามกุฏฯ อยู่พักหนึ่ง

          หนังสือเล่มนั้นของท่านญาณดิลก เล่มเล็กนิดเดียว เป็นขนาด ๑๖ หน้ายกเล็ก เดี๋ยวนี้ก็ดูเหมือนยังพิมพ์อยู่ แปลออกเป็นหลายภาษา

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์          เราก็เลือกเอาพุทธวัจนะที่มันลึก มันดีที่สุด ที่เคยผ่านสายตา แรกสุดทำอริยสัจจากพระโอษฐ์ทยอยลงในพุทธสาสนาแล้วชะงักไป มาทำพุทธประวัติจากพระโอษฐ์แทน แล้วก็มีขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ (พิมพ์ครั้งแรก ๒๔๙๙) แทรกเข้ามา แล้วมาทำอริยสัจจากพระโอษฐ์ต่อได้ ๒ ตอน (พิมพ์ครั้งแรก ๒๕๐๒) โดยมีมหาสำเริงช่วยจนจบเรื่องบริบูรณ์ แล้วต่อมาก็มีปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ (พิมพ์ครั้งแรก ๒๕๒๑) มหาวิจิตร (แจ่มสว่าง) เป็นผู้ช่วยให้ความสะดวกทุกอย่าง จนครบบริบูรณ์ทั้งเล่ม ทำทีเดียวเสร็จ แล้วก็ย้อนกลับไปทำอริยสัจจากพระโอษฐ์ที่ค้างเดิมอยู่ จนสมบูรณ์ทั้ง ๕ ภาค (๒๕๒๗) รวมทั้งภาคสรุปท้าย เป็น ๕ ภาคด้วยกัน แต่เดิมหนาเท่าหัวแม่มือ พอทำใหม่ หนาตั้งคืบ (หัวเราะ)

          พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ นั้น ครั้งแรกผมทำคนเดียวที่สวนโมกข์เก่า (พิมพ์รวมเล่มครั้งแรก ๒๔๗๙) ต่อมาได้ขยายอีก ๒ ครั้ง พออ่านพบก็โน้ตเอาไว้ ๆ แล้วก็พิมพ์ใส่เข้าไป ครั้งสุดท้าย (๒๕๒๓) นี่มหาวิจิตรช่วยสำรวจกันใหม่หมด ตั้งต้นกันใหม่ เขาก็เป็นผู้ค้นมาเสนอ ว่าเรื่องนี้เข้าเกณฑ์ไหม ผมเป็นคนเลือก แล้วก็เอามาซ้อมการแปลกันเสียก่อน อะไรเป็นปัญหา เขาไปยกร่างคำแปลมา ผมก็ตรวจแก้คำแปลจนเป็นที่พอใจ ให้คุณพรเทพ (พระพรเทพ €ิตปญฺโ) ดีดพิมพ์ พิมพ์เสร็จก็เอามาชนกันต่อกันเป็นเรื่อง แล้วทำปทานุกรม

          ตอนเอามาชนกันเป็นงานยากที่สุด มหาสำเริงเคยคิดจะทำก็ทำไม่ได้ มหาวิจิตรก็ทำไม่ได้ ต้องเอามาเรียงต่อกันให้น่าดู ให้อ่านง่ายเหมือนกะรูปต้นไม้ มีโคนหนึ่ง แล้วก็แยกเป็นกิ่งก้านออกไป มันท้าทายคนทั่วประเทศ และท้าทายสติปัญญาของเราเอง มันค่อย ๆ ทำมาเป็นเวลาถึง ๒๐-๓๐ ปี ค่อย ๆ สะสมความรู้ความเข้าใจ เรียกว่าศึกษา ฝึกฝนตนเองมากที่สุด เป็นนักเรียนอย่างยิ่ง

          เรื่องปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์นี่ ทำรวดเดียว ทำอยู่ปีหนึ่งเต็ม ๆ ทำทุกวัน ทั้งเช้าทั้งบ่าย แล้วมหาวิจิตรอาจจะทำกลางคืนด้วย เพราะต้องค้นพระไตรปิฎกต่อ ถ้ามหาวิจิตรสามารถมาเป็นลูกมืออีกครั้ง ก็อาจทำหนังสือที่น่าอัศจรรย์ได้อีกเล่มหรือ ๒ เล่ม สมาธิภาวนาหรือจิตภาวนาจากพระโอษฐ์เล่มหนึ่ง หรือพระไตรปิฎกที่คัดเลือกแล้วอีกเล่มหนึ่ง

? สมาธิภาวนาจากพระโอษฐ์จะไม่ซ้ำกับสัมมาสมาธิในอริยสัจจากพระโอษฐ์หรือครับ

          โอ๊ย มันยังมีอีกมาก มากจนไม่สามารถรวบรวมลงในหมวดสัมมาสมาธิได้ มันละเอียดเกินจำเป็น ถ้ารวมแล้วคนอ่านจะเวียนหัว สมาธิภาวนาในบาลีก็หมายถึงเรื่องจิตใจทั้งหมด มันต้องพูดถึงธรรมชาติของจิตใจ อยู่ตามธรรมดามันเป็นอย่างไร แล้วมันเกิดปัญหาขึ้นมาได้อย่างไร เราจะแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร

          ส่วนพระไตรปิฎกที่คัดเลือกแล้วนั้น อาจจะเทียบได้กับไบเบิ้ล หน้าแรกก็ทำอย่างไบเบิ้ล โลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ในอัคคัญญสูตร มนุษย์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ต้องรวมเอาที่อยู่นอกพระโอษฐ์ด้วย ถ้าเป็นพระไตรปิฎกเป็นเอาหมด เป็นพระไตรปิฎกเล่มเดียวจบ เสร็จแล้วคงไม่น้อยกว่าอริยสัจจากพระโอษฐ์ ต้องมีส่วนของ ๓-๔ เล่มที่ทำแล้วมาผสม ให้มีให้เป็นเอกภาพด้วยบ้าง ใจความสำคัญจะต้องซ้ำบ้าง แต่จัดรูปเล่มคนละอย่าง ๓-๔ เล่มที่ผ่านมาก็มีซ้ำกันบ้าง เช่นเรื่องเดียวกัน มองในแง่อริยสัจก็ได้ มองในแง่ปฏิจจสมุปบาทก็ได้ อย่างนี้ก็ซ้ำกันบ้าง

? อาจารย์ครับ ทำแต่ละเล่มนี่ มหาวิจิตรต้องเปิดพระไตรปิฎก ไล่มาใหม่ตั้งแต่ต้นทุกครั้งหรือครับ

          ต้องไล่กันใหม่ ค้นทุกเล่ม เท่าที่นึกได้ แม้แต่วินัยก็ไปพลิกดู เผื่อมันจะหลงอยู่ อภิธรรมปิฎกก็ใช้ ถ้ามีเรื่องที่เกี่ยวข้อง ใช้คำอธิบาย ไม่ได้เอาเรื่องมา เอามาทำเชิงอรรถว่าในอภิธรรม อธิบายคำนี้ว่าอย่างไร

? อาจารย์ครับ อย่างในพุทธสาสนา เล่ม ๑ ปีที่ ๑ (๒๔๗๖) ทำไมอาจารย์เลือกอัคคิขันโธปมสูตร มาแปลก่อนครับ

          (หัวเราะ) อ้าว สูตรนี้มันรุนแรงไง มันกระทบคนปัจจุบัน กระทบพระปัจจุบัน ที่พัวพันลาภสักการะมาก อย่างนี้นายฉัว นายเที่ยง ชอบที่สุด ไม่มีใครแปลสูตรนี้ออกมาเลยนอกจากผม เขากลัวกัน จนบัดนี้ยังไม่มีใครแปลสูตรนี้ออกมา ตามตัวหนังสือมันว่าอย่างนั้น ๖๐ รูปอาเจียนออกมาเป็นโลหิต ๖๐ รูป สลดใจก็ลาสิกขา ๖๐ รูปเกิดธรรมสังเวชบรรลุธรรมไปเลย เรื่องนี้น่าจะเอามาโฆษณาอีก (หัวเราะ)

? อาจารย์ครับ มันเป็นไปได้จริง ๆ ตามนั้นหรือครับ

          ไม่วิจารณ์ ในบาลีมันมีอย่างนั้น

? ถ้าโฆษณามาก ๆ พระคงสึกกันหมด

          ไม่สึกกันหรอก เขาถือว่าเขาแข็งพอ (หัวเราะ)

? อาจารย์ครับ งานเขียนตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๗ ผมเห็นอาจารย์ใช้คำว่า "ว่างเปล่า" สมัยนั้นอาจารย์แปลมาจากคำว่าอะไรครับ

          ไม่มีคำอื่น นอกจากคำว่า สุญญตา ในหมู่พุทธบริษัทกลางบ้าน อาจารย์แก่ ๆ หรือคนแก่ที่เคยบวชมา เขารู้จักคำว่าว่างเปล่ากันทั้งนั้น ในหมู่คนแถบนี้ เขาพูดกันอยู่แล้ว มันเป็นดินแดนที่ธรรมเคยรุ่งเรืองมานาน ก็ดูสิบทกล่อมลูกยังมีความหมายถึงนิพพานเลย

? ชุดแปลจากพระโอษฐ์ของอาจารย์ เคยได้รับปฏิกิริยาในทางลบบ้างไหมครับ เช่นว่าแปลไม่แม่น ไม่ตรง

          นึกไม่ออก ไม่ได้รับคำคัดค้าน นอกจากในแง่ถูกต้อง แล้วยังไพเราะ สมเด็จพระวันรัตน์ (เฮง – เขมจารี) ท่านชมว่าแปลดี ชมทั้งต่อหน้าและลับหลัง

<-- ^ -->

...

ชีวิตและผลงาน > ประวัติ > อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" >
>
งานแปลหนังสือ

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.