||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส
เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา
พระประชา ปสนฺนธมฺโม  สัมภาษณ์
บทที่ ๕ ทำหน้าที่พุทธทาส ประกาศพุทธธรรม

 

งานเขียนหนังสือ

? อาจารย์ครับ ที่อาจารย์เคยเล่าไว้ว่าทำหนังสือสนุกนั้น สนุกอย่างไรครับ

          มันสนุกอัตโนมัติ พอใจ พอใจในตัวเอง คิดอะไรใหม่ ๆ คิดอะไรออกมาได้ ก็สำเร็จทีหนึ่ง เรื่องเล็ก ๆ แต่ทว่าสำเร็จก็พอใจ จะเป็นแง่ใดแง่หนึ่งที่คิดออกมาได้ อย่างคิดคำพูด ๒-๓ คำขึ้นมาใช้ได้ ก็พอใจแล้ว (หัวเราะ) พอใจและเป็นสุข (หัวเราะ) เช่นคำว่า ตัวกูของกู กิน กาม เกียรติ สะอาด สว่าง สงบ อะไรอย่างนี้ มันช่วยประหยัดการพูดจาได้มาก ช่วยให้พูดจาได้เร็ว

          งานหนังสือนี่ บางวันบางเวลา มันคลั่งขึ้นมา (หัวเราะ) ก็ทำได้วันหนึ่ง ๑๘ ชั่วโมง ทำเล่น ๆ แต่นับรวม ๆ แล้ว วันหนึ่งมันได้ ๑๘ ชั่วโมง นี่คุยโตหน่อย ทำเช้าถึงเพล บ่ายถึงค่ำ ค่ำถึง ๓ ทุ่ม ๔ ทุ่ม กว่าจะนอน โดยมากเป็นงานแปล บางเรื่องมันชวนให้ค้น ชวนให้หาของใหม่ของแปลก แล้วมันค้นด้วยความยากลำบากด้วย เพราะความรู้บาลีของเราไม่คล่องแคล่ว ก็เลยกินเวลามาก แต่ไม่ใช่ทำแบบนี้นานนัก บางเวลาเท่านั้นที่รู้สึกว่าทำงานวันละ ๑๘ ชั่วโมง

          ตอนนั้นร่างกายไม่มีอะไรทรุดโทรม มันมีความสนุก ความพอใจช่วยไว้ไม่ให้ทรุดโทรม ระยะแรกทำสวนโมกข์ จนกระทั่งต่อมาอีกนาน ไม่เคยเจ็บป่วยอะไรรุนแรง เป็นมาลาเรียครั้ง ๒ ครั้งเท่านั้น


ท่านอาจารย์พุทธทาสนั่งทำงานที่ยกพื้นชิดฝาด้านที่มีหน้าต่างของกุฏิตึก
(ที่อยู่หลังที่ ๓ ของท่านในสวนโมกข์) ซึ่งใช้เป็นที่นอนด้วย
จนถึงคราวที่อาพาธเมื่อปี ๒๕๑๖ จึงย้ายไปอยู่ที่ห้องด้านหลัง

? อาจารย์ครับ ผมอ่านพบในพุทธสาสนา ปีแรกเห็นมีปรารภจะเลิกใช้ราชาศัพท์สำหรับพระพุทธเจ้า นี่เป็นความคิดของใครครับ

          ผมก็เคยคิด แต่ว่าไม่ได้ทำ ไม่กล้าทำ มันจะถูกด่า (หัวเราะ) เลยถือตามคติว่าอย่าไปฝืนโลก พูดไปตามภาษาชาวโลก แต่อย่ายึดถือความหมาย พระพุทธเจ้าก็ต้องพูดภาษาปุถุชน แต่ไม่ยึดถือความหมายอย่างปุถุชน

          ตอนแรกที่อยากเอาราชาศัพท์ออก เพราะว่ามันรุ่มร่าม มันลำบากยุ่งยาก แต่มาคิดแล้วมันทำไม่ได้ ถ้าอยู่ในโลกก็ต้องเห็นแก่โลก ถ้าเกิดตัดออกทั้งหมดก็ยุ่งตาย เพียงแต่เราไม่ติดเท่านั้น

? อาจารย์ครับ ตอนนั้นเห็นอาจารย์เน้นเรื่องนักศึกษาหนุ่มมาก มีสาเหตุอะไรหรือครับ

          มันก็ธรรมดา ธรรมสำหรับพวกนี้ขาดอยู่ โดยเฉพาะนายธรรมทาสเขาชอบใช้คำว่านักศึกษาหนุ่มสาว คนพวกนี้ยังขาดคนเขียนธรรมะให้อ่านเข้าใจ เราอยากให้คนหนุ่มสาวมีความรู้ธรรมะอย่างลึก จะได้ทำอะไรให้กับศาสนาได้ในอนาคต

? อาจารย์ครับ การที่พุทธสาสนา มีเรื่องของกรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชามาลงบ่อยนั้น อาจารย์ชอบงานของท่านหรือครับ

          ชอบ ชอบเพราะแปลก และอาจใช้ประโยชน์ได้ แต่ไม่ถึงกับเอาเป็นหลักชั้นหัวใจของธรรมะ และคนทั้งหลายกำลังสนใจเรื่องชนิดนั้น เรื่องมฤตยูกถาและมรณานุสรณ์ ดูเหมือนจะถอดไปจากธิเบต นอกนั้นก็เป็นโคลงกลอนแปลกดี ผมคิดว่าคงถอดแบบจำลองมา เรื่องพ่อลูกสนทนาเรื่องนิพพาน สังเกตได้ว่าถอดออกมาจากโคลงภาษาอังกฤษเรื่อง The Better Land พูดถึงประเทศที่ไม่มีการร้องไห้ ไม่มีหลุมฝังศพ ท่านนำมาแต่งคล้าย ๆ อย่างนั้น แล้วก็ไพเราะดี เราก็เอามาลงพุทธสาสนา

          เขาเล่ากันว่า ท่านเป็นลูกของพระจอมเกล้าฯ ที่อุทิศตนฝึกฝนทางสมาธิ ลูกคนอื่น ๆ ไม่มีใครเอาทางนี้ ท่านไม่ได้บวช เป็นฆราวาสแต่เล่าว่าถึงกับสะกดจิตได้ นี่เขาเล่านะ เพราะผมไม่ทันแล้ว (หัวเราะ) ถ้าจะลงโทษมหาดเล็กคนไหนก็เรียกมา บอกเอ้าว่ายน้ำ ไอ้คนนั้นมันก็รู้สึกเหมือนอยู่ในน้ำ แล้วมันก็ว่ายน้ำ ว่ายออกไป ๆ แต่ที่จริง อยู่ตรงนั้นแหละ จนกว่ามันจะยอมแพ้ ขอชีวิต จึงจะเลิก เขาเล่าทำนองนี้และอีกหลายอย่าง จะเป็นคุณนายสุดเป็นคนเล่า หรือเป็นใคร ผมก็ลืมเสียแล้ว ล้วนแต่เป็นพวกเลื่อมใสท่านทั้งนั้น ท่านสอนธรรมะด้วย แก่ผู้สนใจ เป็นธรรมะแบบสัสสตทิฏฐิ มีตัวตนไปเวียนว่ายตายเกิด (หัวเราะ) อธิบายเรื่องสัมภเวสี เรื่องอะไรได้ดีกว่าใคร ๆ

? อาจารย์ครับ แล้วความคิด สำหรับเขียนหนังสือ ของอาจารย์เอง ได้มาอย่างไรครับ

          ก็เป็นผลมาจากการอ่าน ๆ นึก ๆ คิด ๆ จำ ๆ ไว้ เมื่อเวลาจะเขียน จะพูด มีความตั้งใจแรงขึ้น มันก็เบ่งออกมา เป็นธรรมดาอย่างนั้น อ่านอะไรจำไว้มาก ๆ เวลาต้องการใช้ก็เบ่งออกมา

          แล้วอีกอย่างก็คือความคิดที่ผุดออกมาเอง ไม่ได้เจตนา มันมีเหตุปัจจัยของมันอย่างสมบูรณ์อยู่ข้างใน อย่างที่เคยเล่าแล้วว่า ต้องรีบจดไว้ เพราะมันหายไปได้ชนิดที่ไม่กลับมาอีก สมัยอยู่พุมเรียงความคิดแบบนี้มักจะออก ตอนเดินมาเทศน์ เมื่อมาอยู่นี่แล้ว จะออกมาตอนบิณฑบาต ความคิดอะไรมันโผล่ออกมาอย่างลึกซึ้งชนิดไม่เคยคิดมาก่อน และแปลกใหม่ที่สุด มันไม่เจตนา แต่มันฟลุคอย่างไรก็ไม่รู้ เดินบิณฑบาตเขาน้ำผุด เขียนจนเต็มฝ่ามือเยอะแยะ (หัวเราะ) กลับมาถึงก็ลอกลงสมุด เวลาบิณฑบาตมีปากกาไปด้วย

          เวลาบิณฑบาตรู้สึกว่ามันมาก จนไม่ได้เก็บไว้หมด เวลาเดินจิตมันเป็นสมาธิ ในพระบาลีก็มีอยู่ข้อหนึ่ง กรรมฐานเวลาเดิน จะทนทานต่อการพิสูจน์ที่สุด ไม่เหมือนกับอิริยาบถนอน มันฝันเรื่อย ๆ พอลุกขึ้นมานั่ง มันก็ผิดแล้ว ถ้าออกมาเวลาเดินมันยากที่จะผิด แต่ความคิดที่เกิดเวลานอนก็มีบ้างเหมือนกันที่จดเอาไว้ มีคนซื้อปากกาชนิดที่มีไฟฉายอยู่ในนั้นมาให้ พอกดก็มีไฟเขียนได้ในที่มืด ๆ เลย

          เราจดมาตั้งแต่แรก ๆ มีสวนโมกข์เก่า จนทุกวันนี้ จดไว้แล้วนาน ๆ ก็เปิดดูบ่อย ๆ ว่าจะเอาไปใช้อะไรได้ที่ไหน ก็เอาไปใช้ เอาไปใส่ในเรื่องนั้นเรื่องนี้

          เดี๋ยวนี้จดแล้วไม่ค่อยได้เก็บ (หัวเราะ) จดไว้ตามซองจดหมายก็มี ความจริงสมุดโน้ตประจำตัวก็มี โน้ตโดยตั้งใจสำหรับเป็นคู่มือเทศน์สำหรับพูด แต่คนอื่นอ่านไม่รู้เรื่อง อ่านได้คนเดียว และมักไม่ชอบใส่กระเป๋า เลยจดตามแต่จะหากระดาษได้ใกล้ ๆ มือ (หัวเราะ)

? อาจารย์ครับ ความรู้ที่ได้แบบนี้มันเกิดจากจิตใจทำงานอย่างไรครับ ต่างจากนิวรณ์อย่างไร นิวรณ์ก็เกิดโดยไม่เจตนาเหมือนกัน ใช่ไหมครับ

          นิวรณ์มันเป็นฝ่ายอกุศล นี่มันฝ่ายกุศล ฝ่ายสติปัญญา แต่กริยาอาการมันอาจจะคล้ายกัน เป็นความคิดที่เกิดขึ้นโดยไม่เจตนา โดยไม่ได้ตั้งใจ ศัพท์บาลีสำหรับเรียกคงมีแต่ผมนึกไม่ออก มันคงเป็นความประจวบเหมาะ เกิดจากปัจจัยหลายด้าน มันนึกถึงสิ่งที่เรียกว่าจริต คนที่เป็นพุทธจริต วิตกจริต ความคิดแบบนี้คงเกิดง่าย เป็นธรรมชาติของความคิด เหมือนกะที่เขาเรียกว่าอะไร ของขวัญจากพระเจ้า เข้าใจว่าคนอื่น ๆ ก็จะมีแบบเดียวกัน

? อาจารย์ครับ แล้วเรื่องลึก ๆ อย่างนิพพาน ความว่าง อนัตตา ที่เขียนระยะแรก ๆ นั้น อาจารย์เขียนจากทฤษฎีหรือการปฏิบัติ และกลับไปอ่านตอนหลังมีที่พลาดบ้างไหม

          เรื่องแบบนี้ไม่พลาด เพราะเราระวังมาก ตั้งใจมาก พยายามมองอย่างถี่ถ้วน การเขียนก็อาศัยจากทุกอย่างเท่าที่จะมีได้ จากการอ่าน การค้นคว้ามา จากการทดลอง หรือการประพฤติปฏิบัติแล้วเป็นการรับรอง สิ่งที่ต้องอนุมานก็อนุมานเอา มันรวมกันไป เวลาเขียนก็ระดมมาทั้งหมด ที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนอ่าน คนอื่นเขาเขียนไว้อย่างไรบ้าง เรามีอย่างไรของเราก็เขียนออกไป

? อาจารย์ครับ แล้วอาจารย์เขียนบันทึกประจำวันหรือเปล่าครับ

          เคยอุตริเขียนกับเขาอยู่เหมือนกัน แต่เลิกมาตั้ง ๒๐ ปีแล้ว เวลาจะนอนก็บันทึกไว้ในสมัยนั้น

? อาจารย์ครับ ผมเห็นในจดหมายของอาจารย์ถึงพระยาลัดพลีฯ มีฉบับหนึ่ง ให้รวบรวมคำถามเกี่ยวกับอนัตตาหลาย ๆ แง่มุมส่งมาให้ เพื่ออาจารย์จะได้นำมาวินิจฉัย ตอนนั้นดูเหมือนกำลังเขียนเรื่องอนัตตาของพระพุทธเจ้าอยู่ การเขียนเรื่องอื่น ๆ อาจารย์ได้อาศัยวิธีนี้บ้างหรือไม่ครับ

          ไม่มี เพราะไม่มีคนที่ควรจะขอร้องให้ทำเช่นนั้น เจ้าคุณลัดพลีฯ ก็ไม่ได้เขียนมาให้

? แล้วลักษณะเขียนเพื่อโต้ตอบต่อความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพุทธศาสนา เช่นเรื่องโหราศาสตร์ของหลวงสารานุประพันธ์นั้น มีหลายเรื่องไหมครับ

          ดูจะมีบ้าง แต่เรื่องอื่นนึกไม่ออก

? เรื่อง "ปมเขื่อง" เขียนในลักษณะนี้หรือเปล่าครับ ตอนนั้นสวามีสัตยานันทบุรีเขียนเรื่องปมด้อยและเพศคู่ออกมาใช่ไหมครับ

          ดูเหมือนจะออกมาใกล้ ๆ กัน ผมไม่เห็นด้วยกับเรื่องปมด้อย ทุกอย่างมันเรื่องปมเขื่อง เรื่องอัสมิมานะ ตัวกู ของกู เป็นเรื่องอยู่เบื้องหลังที่ทำให้มนุษย์ต้องมีเรื่องนี้ เป็นหลักหัวใจของพุทธศาสนา บรรดาเรื่องทั้งหลายที่เกิดขึ้นทั้งทางโลกทางธรรม มันมีมูลมาจากปมเขื่องทั้งนั้น เขียนเรื่องนี้เลยได้บันทึกเรื่องขี้เมางานชักพระ ที่ปากน้ำไชยาเอาไว้ ถ้าเห็นจริง ๆ มันสนุกกว่านั้นมาก มันเขียนได้ดีเต็มที่เท่านั้นเอง ดูแล้วมันน่าอัศจรรย์เรื่องปมเขื่องของคน

? อาจารย์ครับ แล้วทางมหามกุฏฯ มาติดต่อให้อาจารย์แต่งพุทธประวัติได้อย่างไรครับ

          ไม่ใช่มหามกุฏฯ ติดต่อ ผมรู้จักกับมหาทองสืบ (ศุภมาร์ค) ซึ่งเป็นหัวหน้ากองตำรา เมื่อคุ้นเคยกันมากเข้า เขาเคยเห็นฝีมือจากการแปลพุทธประวัติจากพระโอษฐ์มาแล้ว และเคยเสนอให้นักศึกษามหามกุฏฯ ใช้เป็นแบบเรียนมาแล้ว จึงบอกให้ผมแต่งอีก ต้องการให้เห็นสภาพสังคมอินเดียสมัยนั้นด้วย ตามความเป็นจริงก็ดูเหมือนตอนนั้นจะมีผมเท่านั้นที่สนใจในแง่ที่ว่านี้ มันไม่มีใครชอบทำอย่างนี้ แล้วมันก็ไปค้านกับหนังสือพุทธประวัติที่ใช้เป็นตำราเรียนอยู่ ที่แยกเอาพวกเทวทหะเป็นฝ่ายโกลิยวงศ์ ผมพิสูจน์ว่าพวกเทวทหะเป็นฝ่ายศากยวงศ์ ไม่เกี่ยวกับโกลิยวงศ์ อ้างหลักฐานมายืดยาวจนไม่มีใครกล้าค้าน เทวทหะเป็นประเทศเล็ก ๆ ฝ่ายศากยะอีกประเทศหนึ่ง แต่งไปได้ปริเฉทเดียว ตอนหลังเลยเกิดความคิดที่จะไปศึกษาดูให้เห็นแจ้ง รู้ประจักษ์ชัดเจนมากที่สุดที่อินเดีย คิดว่ากลับมาคงเขียนได้ดี แต่แล้วก็ไม่ได้เขียนต่อ ไอ้ความรักที่จะทำงานแบบสวนโมกข์มันมีอยู่แรง ทำให้ไม่สามารถปลีกตัวไปเขียนอย่างนั้นได้ แล้วตอนกลับมาจากอินเดียแล้ว ดูเหมือนมหาทองสืบจะสึกไปแล้ว คนอื่นมาเป็นหัวหน้ากองตำราแทน ก็เลยไม่ได้ทำต่อ แต่เล่มที่ทำแล้วนั้น เขายังพิมพ์รักษามาจนทุกวันนี้

? อาจารย์ครับ การรู้จักกับมหาทองสืบนี้ ทำให้ได้รู้จักกับสมเด็จพระสังฆราชเจ้าวัดบวรฯ ด้วยใช่ไหมครับ

          ใช่ มันสะดวก สมเด็จท่านมักจะเสด็จมาทรงสนทนากันเล่น กับพวกที่กองตำราตอนเย็น ๆ ซึ่งมีมหาทองสืบเป็นหัวหน้า เขาเคยเล่าเรื่องอะไรต่าง ๆ เกี่ยวกับสวนโมกข์ให้สมเด็จฟังก่อนแล้ว วันแรกที่พบกันท่านจึงทักว่า "แกทำไมเช่าวัดให้พระอยู่" (หัวเราะ) นี่แสดงว่ารู้เรื่องสวนโมกข์แล้ว ผมก็ไม่ได้ตอบ เป็นเรื่องหัวเราะ เวลาพูดกับท่านก็ต้องใช้ราชาศัพท์ ฝ่าพระบาท เกล้ากระผม เกล้ากระหม่อม ท่านใช้แก - กัน

          ตอนหลังไปอีกที พระศาสนโสภณ (วัดราชาธิวาส) เจ้าคณะภาค ท่านพาผมไปเฝ้าเพื่อจะได้เปลื้องข้อหาที่ว่าเป็นคอมมูนิสต์ (หัวเราะ) พระทิพย์ปริญญา ไปเที่ยวยุให้ใคร ๆ เข้าใจว่าผมเป็นคอมมูนิสต์ รับจ้างคอมมูนิสต์ รับประโยชน์จากคอมมูนิสต์ พระศาสนโสภณท่านพาไปเพื่อให้สมเด็จฯ มีโอกาสเข้าใจถูกต้อง พอโผล่ไปเห็นหน้าท่านจำได้ทักว่า "กันอยากจะไปอยู่กับแกที่สวนโมกข์ซะแล้ว ที่นี่มันยุ่งจริง ๆ" (หัวเราะ) วันนั้นเลยไม่ได้มีโอกาสพูดเรื่องเปลื้องข้อหา พูดสรวลเสสนุกสนานไปเสีย แล้วเจ้าคณะภาคท่านก็พูดธุระของท่าน จนไม่มีโอกาส หรือไม่เหมาะสมจะต้องพูดเรื่องนี้

? กับมหาทองสืบนี่รู้จักกันได้อย่างไรครับ

          นึกไม่ออกแล้ว ก็คงจะเห็นหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา แล้วก็อยากจะรู้จัก ใครจะมีจดหมายถึงใครก่อนลืมเสียแล้ว แต่ก็ติดต่อกันอย่างเป็นนักศึกษาด้วยกัน (หัวเราะ) ผมเคยซื้อหนังสือ Communism ในชุด Home Library ให้มหาทองสืบเล่มหนึ่ง (หัวเราะ) ไม่ใช่ของมากซ์ ของใครไม่ทราบ ซื้อให้เขาเพราะอยากรู้ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร สมัยนั้นเรื่องคอมมูนิสต์กำลังโด่งดัง กำลังเป็นของแปลก มองกันในแง่เป็นศัตรูของพุทธศาสนา เราควรรู้ไว้บ้าง ชุด Home Library นี้ผมซื้อไว้ ๒-๓ เล่ม เล่ม Communism นี่ผมไม่ได้เอาไว้ เปิดผ่าน ๆ อ่านลวก ๆ ออกบ้าง ไม่ออกบ้าง เพราะมันยังเป็นของใหม่ ต่อมาเขาห้ามไม่ให้มีหนังสือคอมมูนิสต์ ไม่ให้พิมพ์ ไม่ให้ขายด้วย หนังสือที่ผมหามาไว้ศึกษาหลายเล่มเลยต้องยกให้คุณปิ๋ว (เปรมะดิษฐะ) ไป (หัวเราะ)

? อาจารย์ครับทราบว่า อาจารย์เคยคิดทำหนังสือเกี่ยวกับหลักสูตรนักธรรมใช่ไหมครับ

          เราไม่มีหน้าที่ มันเป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ แต่ผมก็ได้ทำหนังสือเล่มหนึ่ง "ศึกษาธรรมะอย่างถูกวิธี" เป็นธรรมวิภาคนวกภูมิ ทำสำหรับใช้ตั้งแต่ชั้นนักธรรมตรีขึ้นไป ทำแบบอธิบายความให้เข้าใจได้ง่ายกว่า สะดวกกว่า ลึกซึ้งกว่า ชัดเจนเป็นระบบกว่า ทำได้เล่มเดียว พอเป็นตัวอย่าง มันก็หมดเวลา หมดเรี่ยวแรง หมดความสนุก ทำพอให้คนอื่นเขารู้ว่าแบบนี้มันทำได้ มีครูสอนนักธรรมบางคนเอาไปลองใช้อยู่เหมือนกัน แถวกรุงเทพฯ จำชื่อเขาไม่ได้เสียแล้ว แล้วผมก็เคยเสนอพระเถระผู้ใหญ่ว่าควรมีการสอนธรรมะชั้นลึกเลยนักธรรมเอกขึ้นไป เพราะมันยังมีธรรมะชั้นที่ลึกที่สูงกว่านั้น เสนอกับพระเถระที่พอจะคุ้นเคยกัน ท่านก็เห็นด้วย แต่มักจะลงเอยที่ว่าไม่มีคนสอน ก็เลยยังไม่มีใครทำกันจนบัดนี้

          แบบเรียนบาลีพิเศษผมก็เคยทำ พอเริ่มเรียนวันนั้น ก็เริ่มแปลวันนั้นเลย ถ้าตามแบบโบราณ ต้องเรียนไวยากรณ์ให้ถึงคัมภีร์ที่เล่ม ๗ ก่อนแล้วถึงแปล แต่ผมก็ทำเล่น ๆ สอนเล่น ๆ สนุก ๆ เท่านั้นไม่ถึงกับพิมพ์เป็นหนังสือ

? อาจารย์ครับ ในหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา ปี ๒๔๙๕ มีบันทึกเปิดผนึกครบรอบ ๒๐ ปี ของคณะธรรมทาน ตอนหนึ่งมีว่าคณะธรรมทานตั้งปณิธานที่จะกำจัดปริยัติที่เฟ้อเป็นสินค้า หรือเป็นเครื่องมือทางการเมือง นี่หมายความว่าอย่างไรครับ

          เฟ้อเป็นสินค้าก็คือ ไอ้ที่เป็นที่ตั้งของการแต่งหนังสือประกอบ ขายกันเป็นการใหญ่ ในลักษณะเฟ้อเป็นสินค้า ส่วนที่ว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้น มันพูดด้วยความรู้สึกโมโห (หัวเราะ) เป็นเรื่องภายในคณะสงฆ์เรื่องนิกาย พูดไปก็ไม่ดี มันจะกระทบกระเทือน กลายเป็นหยาบคาย คนที่อยู่ในวงการนักปริยัตินักปกครอง ของคณะสงฆ์ พูดเท่านี้เขาก็เข้าใจ พูดมากกว่านี้มันน่าเกลียด เอาเป็นว่าเราพูดด้วยความฉุนเฉียว ก็เท่ากับไม่ได้พูดก็แล้วกัน (หัวเราะ)

? อาจารย์ครับ ทำไมเวลาเขียนธรรมะ หรือพูดธรรมะนี่อาจารย์มักโยงถึงเหตุการณ์ของโลกด้วย

          เพราะว่าเราต้องการให้มันมีประโยชน์ต่อคนในโลก ต่อประชาชนธรรมดาที่รู้เรื่องคดีโลก มันออกจะแหวกแนว ที่จริง ระเบียบโรงเรียนนักธรรม เขาห้าม ห้ามแต่กระทู้พาดพิงถึงเหตุการณ์ของโลก หรือกระทบคนนั้นกระทบเรื่องนี้ เรามันอวดดี เพราะถือว่าธรรมะนั้นมันเรื่องของคน จะไปห้ามจำกัดได้อย่างไร ธรรมะเป็นเรื่องของมนุษย์ ต้องพูดถึงมนุษย์ทุกคนอยู่ดี

? อาจารย์ครับ มีงานเขียนชิ้นไหนที่อาจารย์มาดูตอนนี้แล้วเห็นว่าตอนนั้นเขียนไม่ถูกมีไหมครับ

          ไม่ค่อยมี รู้สึกไปในทำนองว่า โอ๊ะ นี่เราเขียนหรือ มันทำไมจึงดีอย่างนี้ (หัวเราะ) นึกในทางตรงกันข้าม ในทางฉงน จนนึกว่าไม่ใช่ตัวเองเขียน (หัวเราะ) คุณไม่เคยมีหรือ

? ผมเพิ่งหัดเขียนหนังสือครับ แต่อาจารย์ทำมาตั้ง ๕๐ กว่าปี ผมนึกว่าจะมีที่พลาดบ้าง

          มันมีบ้างสัก ๑ เปอร์เซ็นต์ เรื่องหนึ่งก็คือเรื่องตายแล้วเกิด เมื่อเราเรียนนักธรรม เขาเรียนแบบสัสสตทิฏฐิ เมื่อเทศน์ก็เทศน์แบบนี้ แต่พอมาทำสวนโมกข์เข้า การศึกษาโดยตรงจากพระไตรปิฎกช่วยให้เรารู้ว่านั่นมันผิดแล้ว ต่อมาเลยเลิกสอนแบบนั้น

          อีกเรื่องคือวิปัสสนาคือการคิด ใช้คำผิด เคยพูดว่าวิปัสสนาคือวันคืนแห่งการคิด ที่ถูกต้องพูดว่าวิปัสสนาคือวันคืนแห่งการดูความจริงของธรรมชาติ คำว่าพิจารณาก็มักจะเข้าใจเป็นการคิดไปเสีย ก็เลยใช้ไปไม่ได้ วิปัสสนาคือเตรียมจิตให้ดู ดูแล้วเห็นเอง คำพูดทำให้ลำบากมาก เลยพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง มันมีความหมายไปคนละทางสองทาง ไม่สู้ตรงกัน ตอนหลัง ๆ นี่ เราเลยชอบให้นิยามคำมันช่วยให้เราเข้าใจง่าย จำง่าย สะดวก เช่นธรรมะคือการปฏิบัติหน้าที่ ให้ถูกต้องแก่ความเป็นมนุษย์ของตน ๆ ทุกขั้นตอนแห่งการวิวัฒนาการ เพื่อประโยชน์ของตนเองและผู้อื่น (หัวเราะ) อย่างนี้มันสมบูรณ์ที่สุดเลย ถ้าใครจำนิยามบทนี้ได้ก็รู้ธรรมะ ไม่ใช่ธรรมะคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ธรรมะคือหน้าที่ที่ถูกต้องแก่ความเป็นมนุษย์

? อาจารย์ครับ การเปลี่ยนจากการคิดมาเป็นการดูนี่ อาจารย์ได้รับอิทธิพลจากเซนหรือเปล่า

          ไม่รู้สิ มันอาจจะได้รับโดยไม่รู้ตัวก็ได้ แต่ผมไม่รู้สึกว่าถ่ายทอดออกมา

? อาจารย์ครับ ผมเห็นข้อเขียนของอาจารย์มักจะมีวันที่กำกับ พร้อมกับสถานที่ และจะเป็นวันสำคัญอยู่ไม่น้อย เช่น วิสาขบูชา ปีใหม่ มาฆบูชา หรือวันเกิด อาจารย์ตั้งใจอย่างไรครับ

          ที่ลงวันที่กำกับนั้น ก็เพราะเราเห็นนักเขียนผู้ใหญ่เขาทำเป็นธรรมเนียมมาก่อน ตอนนั้นเราเด็ก ๆ ก็ทำตามจนทุกวันนี้ ฝรั่งเขาก็ทำกัน มันสะดวกแก่การเป็นประวัติศาสตร์ และนี่แหละเป็นผลให้ผมกลับมาดูแล้ว รู้สึกว่าเอ๊ะตอนนั้นเราทำได้อย่างไร จะกลับไปเขียนอย่างนั้นอีกก็ไม่ได้แล้ว (หัวเราะ)

          ส่วนที่ตรงกับวันสำคัญนั้น ก็เพราะตั้งใจให้วันนั้นเป็นวันที่ทำอะไรเป็นพิเศษ ส่วนมากก็ลงตรงกับวันนั้นจริง ๆ ที่เลื่อนไปก่อนหลังบ้างแล้วลงให้ตรงก็มีเหมือนกัน แต่น้อย โดยมากมักเขียนในวันที่บันทึกไว้

? อาจารย์ครับ เวลาเขียนหนังสืออาจารย์มีปากกาประจำตัวใช้หรือเปล่าครับ

          มี ใช้เป็นระยะยาวมี แรกเริ่มก็ใช้ป๊ากเกอร์หมึกซึมชนิดราคาถูกที่สุด ต่อมาเจ้าคุณลัดพลีฯ ซื้อให้อีกด้ามหนึ่ง เป็นชนิดดี ใช้อยู่นาน จนโดนอะไรทับแตก แล้วเอาไปซ่อมที่กรุงเทพฯ ต่อมาผมชอบทำอุตริพิเศษดึงยางใส่หมึกออก แล้วเติมหมึกลงไปในกระบอกเลย หมึกมันก็กัดของข้างใน ส่วนที่เป็นโลหะเกิดสนิมหนาเตอะขึ้นมา ดันกระบอกพองตัวระเบิดแตกไปเลย ก็เลยทิ้ง ต่อมาก็ใช้ลูกลื่นมาจนทุกวันนี้ แต่ผมก็ชอบใช้หลาย ๆ สี มาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว มีป๊ากเกอร์เขียนเป็นหลัก นอกนั้นก็ประกอบ ปากกาจีนแดงอันละ ๒-๓ บาทก็เคยใช้อยู่

          สมัยเด็ก ๆ ก็เคยใช้ปากกาหมึกซึมของญี่ปุ่น เขาเรียกปากกาแสงแก้ว เป็นกระบอกไม้ไผ่ปลายเป็นแก้วเฟือง ๆ ด้ามละ ๕ สตางค์

          แต่เวลาเขียนบทความ เขียนอะไรที่จะไปพิมพ์ ผมมักดีดพิมพ์เลย เขียนด้วยปากกามันไม่ทันความคิด เดี๋ยวมันลืม วกไปวนมา ยุ่งหัว เขียนแล้วบางทีตัวเองก็อ่านไม่ออก เลยใช้พิมพ์เป็นนิสัย ก็มีบ้างเหมือนกันที่ต้องพิมพ์ใหม่หมด แต่เป็นส่วนน้อยเท่านั้น จิตใจมันร้อนรน ทำเฉื่อยชาไม่ได้ ที่ว่าร่างก่อนแล้วมาคัดลอกอีกทีนี่ ผมดูเหมือนจะเคยทำสักครั้งหรือ ๒ ครั้งเท่านั้น มันเคยถนัดมาตั้งแต่หัดแต่งกระทู้ธรรม เมื่อเรียนนักธรรมแล้ว เขาไม่ให้เขียนแล้วคัดลอกหรอก (หัวเราะ) เขียนแล้วก็เอาเลย หรือเมื่อหัดเทศน์ปากเปล่า มันจะมีเวลาไหนมาทบทวนได้ ก็ต้องว่าไปเรื่อยเปื่อย ก็เพียงแต่จดโน้ตหัวข้อใส่กระดาษแผ่นหนึ่ง หรือมีหัวข้ออยู่ในใจ แล้วก็เขียนหรือพูดไปตามนั้นเลย

? อาจารย์ครับ แล้วเวลาเขียนหรือพิมพ์อยู่แล้วเกิดคิดไม่ออก อาจารย์ทำอย่างไรครับ

          เดินคิด หันไปหันมาในกุฏิ บ้านฝรั่งที่ทำเฉลียงไว้ยาวสำหรับเดินนั้นถูกต้องที่สุด พอคิดไม่ออก ได้เดินที่เฉลียงยาว ๆ เดินไปเดินมา พอเลือดลมดี สมองเข้ารูป มันก็คิดออก แล้วก็ไปนั่งเขียนต่อ

? อาจารย์ มีหลักอย่างไรในการตอบจดหมายครับ ผมเห็นอาจารย์เขียนจดหมายมากเหมือนกัน

          ก็ไม่มีหลักอะไร ตอบตามพอใจ ฉบับที่มันเข้าท่า ฉบับที่มันจำเป็น เขียนเพ้อ ๆ ก็มี โชคดีของคนรุ่นคุณที่ผมเป็นนักเก็บจดหมาย (หัวเราะ) ถ้าไม่งั้นก็ไม่มีเหลือ ผมดีดพิมพ์ไว้ ๒ ฉบับ เก็บไว้ฉบับหนึ่ง ส่งไปฉบับหนึ่ง ถ้ามีจดหมายตอบกลับมา ก็เอาไว้ด้วยกัน ไปได้แบบมาจากใครหรือนึกขึ้นมาได้อย่างไรก็ลืมไปแล้ว

? อาจารย์ครับ แล้วอาจารย์เลิกเขียนเมื่อไร

          ก็ตอนมาอยู่นี่สัก ๑๕ ปีแล้ว เริ่มหยุดงานเขียน ใช้พูดใส่เทปแทน เริ่มยุคมีเทปแล้ว ก็เลยค่อย ๆ เลิกเขียน ร่างกายมันเริ่มไม่ค่อยอำนวยด้วย มันไม่มีแรง มันลดความว่องไว มือดีดพิมพ์ไม่ทันความคิด ทำให้ยุ่งยากเลยใช้หลับตาพูด นึกให้ดีที่สุด แล้วพูดออกมา อยู่ในเทปแล้ว เอาไปลอก ลอกแล้วยังเอามาแก้ไขได้ แต่ตอนหลัง ๆ ก็ไม่ได้แก้ไข ลอกแล้วก็เอาไปพิมพ์เลย ถ้าแก้ไขได้คงจะดีกว่านั้นมาก

          อย่างชุดบรรยายให้ผู้พิพากษาฟังนั้น ก็ทำไปพร้อมกัน พอบรรยายเสร็จก็ถอดออกมาพิมพ์ในพุทธสาสนา บรรยายครั้งสำคัญ ๆ ก็เอามาพิมพ์ในพุทธสาสนา ตอนหลัง ๆ มาก็บรรยายเป็นชุดแล้วพิมพ์เป็นเล่มเลย

<-- ^ -->

...

ชีวิตและผลงาน > ประวัติ > อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" >
>
งานเขียนหนังสือ

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.