|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส พระประชา ปสนฺนธมฺโม สัมภาษณ์
|
|||
|
ไม่ใช่ยอม (เสียงดุ) เราสร้างเองแหละ ความจำเป็นบังคับนี่ คนมาจะนอนกันที่ไหน คิดดู แขกมามันไม่มีที่พัก นักเรียน นักศึกษา มากันทีเป็นร้อย ๆ ได้สร้างอาคารเพิ่มขึ้น เพราะแขกไม่มีที่พัก อย่างตึกแดง ๒ หลังใหญ่ ๆ วันนี้คนยังพักเต็มอยู่เลย (๑๔ ตุลา ๒๘) ชายหลัง หญิงหลังหนึ่ง ๒ หลังยังไม่พอ ยังต้องสร้างบ้านพักชุมพรขึ้นมาอีก ในนามของชาวชุมพร ยังมีเงินสะสมให้สร้างในนามของชาวชุมพรอีกหลังหนึ่ง แต่ว่าเมื่อไรก็ยังไม่รู้ มันยุ่งผมก็ไม่ชอบ แต่มันจำเป็น เดี๋ยวนี้ยังนึกรำคาญ ที่คุณวิโรจน์ หมอเชาว์จะจัดงานครบ ๘๐ ปี ปีหน้า ถ้าคนมามาก ๆ จะเอาที่ไหนให้เขาพักคิดดู โฆษณาพระมา ฆราวาสมา ที่ที่ไหนให้เขาพัก ได้ยินว่าพระจะพักในกลดที่อุทยานป่าไม้ ชาวบ้านจะพักที่ไหนก็ยังเป็นปัญหาอยู่ สมัยก่อน คราวหนึ่งท่านปัญญาพามา โดยไม่ต้องมีปี่มีขลุ่ยอะไร นอนกันอย่างนี้ นอนกันกลางดิน คือนอนจนเต็มโรงธรรม แล้วต้องลงมานอนกันกลางดิน ผู้หญิงด้วย เรื่องสร้างโบสถ์สร้างวิหารสวยงามนั้นไม่เคยคิด เพราะไม่ต้องทำเพราะยังไม่จำเป็น อย่างอื่นจำเป็นกว่า เช่นศาลาโรงมหรสพทางวิญญาณที่เรียกกันทั่วไปว่าโรงหนัง ก็เป็นผลดีมากในการเผยแผ่ประจำวัน เรือก็เป็นที่รองน้ำ เก็บน้ำฝนเพื่อสำรองไว้ใช้ แล้วข้างบนก็ใช้เป็นศาลาการเปรียญ เป็นที่ประชุมและที่ประกอบพิธีในยามฝนตก ตึกแดงก็เป็นบ้านพัก ดังที่ว่ามาแล้ว เป็นต้น
มันเป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างต้องเสียสละผลประโยชน์คนละครึ่ง เราก็ได้รับประโยชน์ ผู้ที่มาก็ได้รับประโยชน์ เจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของกรมทาง เขาเคยมาถามผมถึงเรื่องตัดถนนผ่าน ว่ามันจะต้องมีเสียงเกิดขึ้นมา ท่านจะว่าอย่างไร ให้ทำอย่างไรให้อ้อมไปทางไหน ผมก็ตอบว่าไม่เป็นไร มันต่างฝ่ายต่างต้องยอมเสียสละผลประโยชน์ส่วนตนคนละครึ่ง เพื่อมนุษย์จะได้รับประโยชน์และความสะดวก เราก็ยอมให้หนวกหูบ้าง หลักของผมไม่ใช่ว่าให้เงียบกริบ ไม่ได้ต้องการให้เงียบกริบตลอดกาล ต้องการให้ดังตามธรรมชาติธรรมดานั่นแหละ แต่เราต้องรู้จักทำจิตใจ ไม่ฟัง อย่างนี้มีประโยชน์กว่าไม่มีอะไรเลย ให้มันมีตามธรรมชาติ แล้วเรามีจิตใจที่ไม่หวั่นไหวไปตามเสียงนั้น นี่คือสิ่งที่เราต้องการ ถ้าไปยึดมั่นถือมั่นว่าจะให้มันไม่มีเสียงก็ยุ่งตาย มันจะห้ามได้หรือในโลกนี้ ได้ยินเสียงรถบ้าง เสียงเครื่องบินบ้าง เราก็ไม่ฟัง ไม่หวั่นไหวไปตามเสียงนั้น จิตไม่หวั่นไหวไปตามเสียงนั้น มันก็คือสงัด
เปล่า ไม่ได้เตรียมรับ ที่มาสร้างวัดนี้ไม่ได้เตรียมรับถนน แรกสุดมันมีทางเดินอยู่ตามธรรมชาติ เราก็พอใจอยู่แล้ว ถนนมันมาเอง ครั้งแรกสุดนั้น ก็ชาวบ้านแถวนี้กับนายอำเภอจาด เขาเห็นว่ามันมีวัดนี้แล้ว เขาก็เลยทำหัวคันนาให้กลายเป็นถนนขึ้นมา แต่ก่อนนี้ขึ้นหัวคันนาทีหนึ่ง ลงหัวคันนาทีหนึ่ง เดินในคลองอีกทีหนึ่ง กว่าจะถึงก็เปียกปอน เขาก็ช่วยกันสร้างเป็นรูปถนนขึ้นมา มันทำมาหลายนายอำเภอ ค่อย ๆ ทำ นายอำเภอจาดทำมากกว่าเพื่อน บอกกล่าวชาวบ้าน มาด้วยศรัทธา ไม่ได้กะเกณฑ์อะไร นายอำเภอเขาขอความช่วยเหลือทางราชการให้ออกค่าน้ำมันเครื่องจักร ทำด้วยแรงคนก็มี ทำด้วยรถก็มี ตอนแรก ๆ ผมไปดูอยู่ด้วย ผมไปทำอยู่ด้วยเลย พระที่ไปได้ ก็ไปทุกองค์ ไปช่วยหิ้วปุ้งกี๋กันเป็นแถว เอาดินไปเทที่ตัวถนน ขุดมาจากที่ไกล จูงกันมาเป็นย่าน ทำกันถึงอย่างนี้ มักจะไปทำกลางวันด้วย พวกชาวบ้านอีกพวกหนึ่งมักเอาข้าวปลาอาหารมาเลี้ยง ส่วนมากเป็นขนมจีน เลี้ยงพระด้วย อันนี้เป็นลูกไม้ ถ้าบอกว่าเลี้ยงพระจะมากันมาก มามากกว่าที่บอกว่าเลี้ยงคน เป็นธรรมเนียม คนที่มาช่วยกันทำ ก็ได้กินอิ่ม จนเดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนแปลงไปมาก แล้วมันเสื่อมลงไปแล้ว เพราะความเจริญแบบใหม่ นี่ถนนเส้นเดิมเป็นมาอย่างนี้ ส่วนถนนสายเอเซียนี่มาทีหลัง (เสร็จ ๒๕๒๑) ไม่ได้รู้ล่วงหน้าอะไรมากมาย จึงไม่มีเรื่องวางแผนการรับถนนแต่ประการใด
มีอีกครั้งก็ตอนแต่งคลอง คลองที่เคยเล่าว่าขนย้ายของจากสวนโมกข์เก่ามานั่นแหละ ชาวบ้านเรียกคลองไชยา ตอนนั้นผมยังไป ๆ มา ๆ ระหว่างที่นี่กับวัดชยารามอยู่ ท่านธนฯ คุ้นเคยกับคนแถวนั้น ชักชวนคนแถวนั้นให้เข้ามาช่วยแต่งคลอง ที่รกรุงรังให้โล่งโปร่งเรียบร้อย เอาการแห่พระทางเรือมาเป็นเครื่องให้กำลังใจ ชาวบ้านมีแรงศรัทธาที่จะแห่พระ จึงมาช่วยกันแต่งคลอง เพื่อจะได้บุญ และได้ประโยชน์ด้วย การแต่งคลองเพื่อแห่พระด้วย ทำให้มีกำลังใจมากกว่าแต่งคลองเฉย ๆ ตอนนั้นถนนยังไม่ได้ทำ กลางวันไม่มีเวลา เพราะเขาทำมาหากินกัน เขามากันกลางคืน ตบแต่งคลอง ตัดต้นไม้ ตัดรากไม้ที่มันรก ขุดรอกบ้าง ทำกลางคืนถึงสองยาม มันเป็นธรรมเนียม ถ้าจะแห่พระจากวัดนี้ไปปากน้ำ คนก็เต็มใจมาช่วยแต่งคลอง คลองไหนคลองไหนก็ตาม แต่ก่อนถนนก็เหมือนกัน พอจะถึงฤดูแห่พระ ก็ถากถนนกันจนเตียน ตรงไหนรกหน่อยก็ช่วยกันระดมเข้าไป ที่พุมเรียงถากกันตั้งแต่ถนนเส้นนอกจนถึงถนนเส้นใน ที่จะไปศาลาเก้าห้อง เพื่อจะแห่พระ คลองที่แต่งเดี๋ยวนี้ก็รกหมดแล้ว เพราะไม่ได้ใช้กัน มีถนน มีรถสะดวก คลองก็ไม่ได้ใช้กัน
ตรงนั้นมันพิเศษ เรียกว่าดอนสำเริง เพราะแรก ๆ มหาสำเริงเขาไปอยู่คนเดียว มันยังไม่มีอะไรเลย แรกอยู่กันแต่ข้างนอกแถวนี้ ไปอยู่ตรงนั้นองค์เดียวก็นับว่ากล้าหาญ คนขี้ขลาดไปอยู่ไม่ได้ มหาสำเริงเขาเป็นคนธุดงค์ เป็นคนแรกที่ไปอยู่สมัยหนึ่ง ก่อนนี้ปรับปรุงเป็นที่ที่สวยงามแห่งแรกสำหรับธรรมชาติตามป่า มันมีต้นไม้แปลก ๆ ไม้แนะ คล้าย ๆ กับต้นโกงกาง มีรากเป็นสายระยาง ปรับปรุงแล้วมันสวย ใช้เป็นที่สนทนาธรรม แขกเหรื่อไปสนทนาธรรมกันที่นั่น ต่อมามันเล็ก มันไกล เดินลำบาก ทีนี้กุฏิไม้ทั้งหลายสร้างอ้อมค้อมตีวงออกไปไกล ดอนสำเริงก็กลายเป็นเข้ามาอยู่ข้างในวงล้อม เลยสร้างกุฏิตึกพิเศษไว้ ๒ หลัง ให้เหมาะสมแก่ลักษณะของเนินลูกนั้น
อย่างนี้ก็ทำเท่าที่ทำได้ มันก็ต้องดูไม่ให้เสียไป ไม่ให้เสียวิว ผมมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักธรรมชาติอยู่เหมือนกัน นิยมธรรมชาติ มีศิลปะอย่างธรรมชาติ ทำอะไรกลมกลืนกับธรรมชาติ คิดแล้วคิดอีก ถ้ามันไม่กลมกลืน ก็ดัดแปลงให้มันกลมกลืน
ไม่เคย มาเองทีละเล็กละน้อย คนรู้จักมากขึ้น คนละเล็กละน้อย มันก็มากขึ้น ไม่เคยออกประกาศเรี่ยไร จะเคยก็ตอนทำโรงหนัง มีสาส์นส่วนตัวออกไปชี้แจงหลักการครั้งเดียว แล้วก็ตอนเทศน์ประจำปี ๔-๕ ปีนั้น ได้ปีละ ๒-๓ พันบาท สมัยนั้นก็เรียกว่าเยอะแล้ว และสร้างอะไรในนี้เรามีธรรมเนียมไม่จารึกชื่อ มียกเว้นบ้างในกรณีพิเศษ เช่น กุฏิเล็ก ๆ เพื่อสะดวกแก่การเรียกชื่อ ตึกแดงใหญ่สำหรับที่พักชายหญิงทั้ง ๒ หลังนั้นก็สร้างด้วยเงินของญาติและมิตรสหาย รวมทั้งบุคคลอื่น ๆ ที่เห็นด้วยกับหลักการนี้
ก็ไม่มีหลักอะไร จะทำอะไรก็ทำ ให้มีเหตุผลที่สุด ทำให้ประหยัดที่สุด คุ้มค่าที่สุด อะไรที่ทำเองได้ก็ทำ ที่จำเป็นต้องจ้างจึงจ้าง ที่จำเป็นต้องซื้อจึงซื้อ ทำในนามของสวนโมกข์ หรือส่วนตัว เสร็จแล้วก็ยกให้เป็นของวัด
ยุคแรก ๆ พระสวนโมกข์ออกแรงทำงานกันมาก ใครมาอยู่ก็มักจะมีงานอย่างใดอย่างหนึ่งทำเสมอ ต่อมาเพื่อความสะดวกก็จัดเป็นวันกรรมกร ให้วัน ๗ ค่ำและวันโกน เป็นวันอาบเหงื่อล้างตัวกู เป็นงานเสียสละเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว เป็นการปฏิบัติธรรมชั้นลึกอยู่ในตัว ไม่มีใครขอบใจ ก่อนหน้านี้วันกรรมกรก็อด ๆ อยาก ๆ วันนั้นต้องฉันเพลกันอีกมื้อหนึ่งตามมีตามได้ เดี๋ยวนี้มันดูค่อยยังชั่วขึ้น โดยมีคนเห็นใจสมัครเลี้ยงอาหารกันเพิ่มขึ้น คือทำงานโดยไม่ได้รับผลตอบแทนอะไร แม้แต่คำว่าขอบใจ ทั้งนี้เพื่อการลดลงแห่งความเห็นแก่ตัว
แรก ๆ ก็ไปยืนดู ไปร่วมทำบ้าง ทำมาจนเดี๋ยวนี้ทำไม่ไหว แต่ก่อนก็ไม่ได้ไปลงมือด้วยแรงอย่างเต็มเครียด ไปยืนดู ไปบงการ ไปชี้แนะ เพราะมีงานหนังสือต้องทำด้วย ที่ทำขนาดขนทรายเอง ผสมปูนเอง อะไรเอง ทำที่วัดชยารามมากกว่า หลังเล็กที่ผมเล่าแล้ว ทำกับเด็ก ๒-๓ คน ตั้งแบบเอง หล่อเอง แกะเอง ที่นี่ไม่ค่อยได้ทำ อ้อมันมีอันหนึ่งก็พื้นห้องโกดังเก็บหนังสือ และพื้นหน้าตึกทำงานหนังสือ ผมลงมือเอง เพราะคนอื่นเขาทำไม่ถูกใจ พื้นสีแดงเข้มผมขัดด้วยมือผมเอง คนอื่นมันไม่ตั้งใจทำจริง ต้องไปทำเอง ต้องไปบังคับให้ทำ มันทำลวก ๆ ไม่ได้ ถ้าผนังมีรูนิดเดียว แม้แต่เท่าเม็ดข้าวสารก็ไม่ได้ ปลวกมันจะขึ้นมาได้ จึงต้องไปดูแลหลายอย่าง ผมเคยมีเครื่องมือช่างไม้ประจำตัวชุดหนึ่ง เดี๋ยวนี้สูญหายไปไหนหมดแล้วก็ไม่รู้ คือแยกจากเครื่องมือของส่วนรวม เวลาค่ำคืนใช้ได้สะดวก
ก็มันจะเดือดร้อน การดำเนินงานอะไร อย่าทุ่มเทเรื่องเงิน จนหลับหูหลับตา จนเกินกำลังของคนทำงาน ถ้าเกินกำลังจะเดือดร้อน จะล้มเหลว มันต้องมีความรู้ในเรื่องที่จะใช้เงิน เขาให้มา เขาทำบุญมา ใช้ผิด ๆ ถูก ๆ ไม่ได้ เราประหยัดในการที่จะใช้ คิดแล้วคิดอีก ทบทวนแล้วทบทวนอีก และทำชนิดที่ค่อย ๆ ขยายขึ้นทีละเล็กละน้อย อย่าไปวางแผนการใหญ่ แล้วไปกู้เงินเขามาทำ มันจะล้มเหลว มันจะพินาศ เพราะไม่มีปัญญาที่จะควบคุมในการใช้ เราไม่เคยทำอะไรถึงกับเป็นหนี้เป็นสินใคร ทำไปตามมีตามได้ ให้เติบโตเรื่อย ๆ ขึ้นไป ขยายออกไปเองตามกำลังความสามารถดีกว่า ปลอดภัยกว่า อย่างที่เรามีรถยนต์ตั้ง ๓ คัน มันก็เป็นรถที่เขาทิ้ง คุณชำนาญคันหนึ่ง หม่อมเจ้าปิยรังสิตคันหนึ่ง แล้วคุณสาลี่ซื้อเมื่อใช้ในการขนส่งเกี่ยวกับสร้างโรงหนังนี้คันหนึ่ง รถกระบะคันนั้นแหละ ทั้งหมดเป็นรถที่เขาไม่ใช้แล้ว หยุดใช้แล้ว หม่อมเจ้าปิยรังสิตท่านพูดอย่างนั้น เอารถมาทิ้งไว้คันหนึ่ง คันโฟลิคนั่นแหละ แต่ก่อนเคยมาพักที่นี่ ทั้งสามีและภรรยา (ม.จ.วิภาวดีรังสิต) พักที่บ้านคุณนายทวี หลังใหญ่ในเขตอุบาสิกา เป็นแขกพิเศษ เลยให้พักได้ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้ชาย
ก็ท่านเป็นแขกพิเศษนี่ มีอะไรบ้างที่จะไม่พิเศษ (เสียงดุ) คือมันไม่มีที่ทำอย่างอื่น จะให้ไปพักที่ไหนก็ไม่ได้ อย่างนี้หลักของวินัยก็มีนะ ที่ผ่อนผันเป็นพิเศษก็มี เป็นหลักพุทธศาสนาด้วย
มันไม่สะดวกบางอย่าง หม่อมเจ้าประเสริฐศรี ชยางกูรมา ก็ให้พักที่นั่นทั้งครอบครัว ไปพักที่อื่นมันยุ่งตายเลย
ไม่เคยฝัน ไม่เคยคิด ไม่เคยกะแผนการอะไรมากมาย ทำมาอย่างนี้ ทำมาตามสบาย ทำตามความคิดนึกชั่วขณะ มันเริ่มนิดเดียวเท่านั้น ต้องการหาที่ปฏิบัติธรรมเหมาะ ๆ อยู่เรียบ ๆ ง่าย ๆ เพื่อการปฏิบัติธรรม เรียกชื่อว่าสวนโมกข์ เดี๋ยวนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นสถานที่กว้างขวางขึ้น ตอนแรกมันหวังอยู่กระต๊อบเล็ก ๆ มันไม่มีภาพตึกอะไรแบบนี้ แต่เหตุการณ์มันบังคับให้ต้องทำ ปรารภประโยชน์ของประชาชน เริ่มจากสวนโมกข์พุมเรียง แล้วย้ายมาที่นี่ ก็กว้างขวางขึ้น เดินผ่านบ่อย ๆ ดังที่เล่าแล้ว คุยกันไปคุยกันมา ก็เอาแหละ ซื้อตรงนี้ไว้ ทั้งที่ยังวุ่นอยู่ที่วัดชยาราม ยังติดพันอยู่ทางนั้น คิดว่าไปตายเอาดาบหน้า ซื้อไว้ก่อน มันก็ซื้อ คิดซื้อจนได้ ตอนแรกก็ไม่ต้องการให้เป็นวัด กลัวจะไม่สะดวก ต้องเกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ ต้องมีบัญชีมีอะไร มันจะอยู่เป็นสำนักเถื่อนก็ไม่ได้ ตอนแรกก็มี ๒ อย่างควบคู่กันแบบที่เคยเล่าแล้ว เห็นไม่มีใครทำอะไร มันรู้สึกขึ้นเรื่อย ๆ ว่ามีวัดสะดวกกว่า ทางเจ้าคณะจังหวัดก็บอกว่าไม่ได้แล้ว อยู่กัน ๒๐-๓๐ องค์เป็นวัดเสียดีกว่า เขาก็อะลุ้มอล่วย ให้เป็นวัดได้ง่าย ขอวิสุงคามสีมาก็ง่าย มันก็ฟลุค ทำงานอะไร ๆ ได้เรื่อยมา เดี๋ยวนี้มีรายจ่ายคิดเดือนละเกือบหมื่นบาท มันก็ฟลุคที่มันทำอยู่ได้ เมื่อแรกจ่ายเดือนละ ๕๐-๖๐ บาท เดี๋ยวนี้ค่ากับข้าวเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท ค่าไฟฟ้าขึ้นเป็น ๒-๓ พันบาท เริ่มแรกใช้ไฟหลวงเดือนหนึ่งไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท ผมเคยขอร้อง อย่าใช้เลย เตาไฟฟ้า เตารีด หม้อหุงข้าว คงมีคนแอบใช้บ้าง ค่าข้าวสาร ค่าน้ำตาลอีกต่างหาก ค่าก่อสร้างไม่ได้คิดรวมในนี้ มันก็ฟลุคที่มันมีจ่ายเดือนละเกือบหมื่นบาท
คนนั้นคนนี้ให้ ส่วนมากเป็นคนที่คุ้นเคย เขาให้กันทุกคน ประจำก็มี ไม่ประจำก็มี ตามสบายใจก็มี แล้วคนที่มาทำบุญวัดนี้ ทั่ว ๆ ไปก็มี รวม ๆ กันมันก็อยู่ได้
นึกไม่ออก ที่ใช้เงินอะไรแล้วไม่คุ้ม อ้อ แต่มีอยู่อันหนึ่งที่อาจจะเรียกได้ว่าใช้ยังไม่คุ้ม หอไตรที่อยู่ใกล้โบสถ์นั่นแหละ กลายเป็นที่อยู่เล็ก ๆ น้อย ๆ ตั้งใจจะใช้เป็นหอไตรไม่ได้ทำ คล้ายถ้าจะพิสูจน์ให้คุ้มค่า ก็ไม่คุ้ม จะต้องปรับปรุงให้มันคุ้มต่อไป
โอ๊ะ เยอะแยะ ลืมหมดแล้ว เคยคิดว่ารูปภาพในโรงหนังควรจะมีปุ่มกดและมีเสียงพูดออกมาได้ทุกภาพ คือต้องมีเครื่องบันทึกเสียงเล็ก ๆ อยู่ที่ภาพนั้น ๆ ติดประจำรูป พอกดแล้วก็อธิบายออกมา พอสมควรก็หยุด ถ้าคิดจะทำมันก็ทำได้ แต่กลัวจะไม่คุ้ม ใช้เงินไม่คุ้มค่า เคยโฆษณากันขนาดนั้น พูดให้คุณสาลี่ฟัง แกก็เอาไปโฆษณา
นั่นเป็นอีกอย่างที่ยังคาอยู่ ความคิดยังเหลืออยู่ พื้นที่ด้านนั้นแหละทั้งหมด ๖ ไร่ ทำเป็นสวนอินเดียย่อ สร้างสวนอินเดียจำลองเล็ก ๆ แสดงสังเวชนียสถานเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ดูจากข้างบน มองจากด้านที่สูงกว่า มองเห็นได้ว่า อยู่กันอย่างไร ทำเจดีย์ย่อม ๆ ๔-๕ องค์ ขนาดพอเหมาะเพื่อไม่ให้เสียประโยชน์ เป็นที่ทำกรรมฐาน ทำวิปัสสนาอะไรก็ได้ แล้วก็จะทำส่วนที่ต่ำให้เป็นน้ำ เป็นมหาสมุทร เดินดูภาพพุทธประวัติได้ มีภาพพุทธประวัติติดอยู่รอบ ๆ แนวสวนอินเดีย เดี๋ยวนี้ยังคิดอยู่ ถ้าว่าสะดวกสบายเมื่อไร อาจจะทำต่อก็ได้ ความคิดนี้ไปได้มาจากพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่อินเดีย โบราณวัตถุเป็นหินทั้งนั้นเลย เขาแสดงไว้กว้างขวาง เป็นสนาม ไม่มีหลังคา มีรั้วรอบขอบชิด จัดให้ได้เป็นทางเดินแผนก ๆ เป็นยุค ๆ ความคิดเกิดขึ้นเมื่อไปเห็นอันนั้น แต่เราทำไม่ได้แน่ ทำสังเวชนียสถานอย่างเดียวก็เยอะแยะแล้ว
ต้องพูดขึ้น แล้วก็มีคนมาขอรับช่วย ส่วนที่เหลือเป็นป่าถัดอินเดียขึ้นไป จะทำเป็นเขตวิปัสสนา ล้อมกำแพงรอบ แล้วบางทีจะคิดเป็นฝ่ายมหายาน ให้เป็นเขตมหายาน พวกมหายานเขาอยากมาอยู่ ความคิดนี้รู้ไปถึงท่านดาไลลามะ เมื่อตอนท่านมาเยี่ยมสวนโมกข์ ท่านให้พระของท่านมาถามว่า ถ้าท่านจะทำ โดยยกกรรมสิทธิ์ให้ท่านได้หรือไม่ เราตอบว่าไม่ได้ กฎหมายเมืองไทย ไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น ถ้าเป็นเขตวิปัสสนา ก็ทำกุฏิเล็ก ๆ กำแพงล้อมรอบเลย บางยุค บางสมัย อาจจะไม่ต้องออกมาบิณฑบาต เรื่องถ้ำเคยเล่าให้ฟังแล้วไม่ใช่หรือ กำลังจะลงมือทำอีกเรื่อง ก็สวนโมกข์สำหรับฝรั่ง ยังไม่รู้จะเรียกอะไรดี ท่านปัญญาเรียกสวนโมกข์นานาชาติ ผมอยากจะเรียกอาศรมนานาชาติ แต่ยังไม่เป็นที่ตกลง ปรารภเหตุที่สวนโมกข์ปัจจุบันนี้ หมาทุกตัวไม่ยอมให้ฝรั่งอยู่ ไม่รู้เพราะอะไร ไม่ถูกกัน คงเป็นกลิ่นเนย กลิ่นอะไร หมามันได้กลิ่นแต่ไกล จึงไปซื้อสวนมะพร้าวไว้ ฝั่งข้างโน้นของถนน จะทำเป็นสวนวิปัสสนา มีที่พักพอสมควร และที่ปักกลด จะแนะนำให้ฝรั่งใช้กลด แต่ละคนมีกลด จิตใจโปร่งเบาสบายโดยอัตโนมัติ แต่ตอนนี้ฤดูฝน ทำยาก ทำเล่น ๆ ไปก่อน พอถึงฤดูแล้งจะระดมเป็นการใหญ่ ปลูกบ้านเพียงพออาศัยอยู่ได้ ถ้าปลูกบ้านพักมากมันหมดธรรมชาติ ตอนนี้มันก็ร่มรื่น คนหลายคนชอบร่มมะพร้าว ต้องมีฝรั่งด้วยกัน เป็นตัวยืนโรง มีความรู้พอ ส่วนหลักวิชาลึก ๆ เราจะช่วย
ไม่ได้คิดโว้ย (หัวเราะ) เรื่องนี้ไม่ได้คิด ถ้ามันสนุกเมื่อไรก็ทำเมื่อนั้น คิดไปเล่น ๆ นึกสนุกขึ้นมาเมื่อไรก็ทำ ถ้าตายแล้วก็ให้ผู้อยู่ข้างหลังทำต่อไป ถ้าเดี๋ยวนี้ทำไม่ได้ ก็ไม่ทำ ไม่ต้องทำเลยก็ได้ ผมสลัดทิ้งได้เหมือนถ่มน้ำลาย ถ้าเป็นคราวที่ไม่ต้องทำ หรือทำไม่ได้ ไม่มีความทุกข์แม้แต่นิดเดียว ไม่รู้สึกละอายว่าล้มเหลว ทำไปได้ก็ทำไป เลิกเดี๋ยวนี้ก็ได้ แล้วแต่อิทัปปัจจยตา สวนโมกข์ที่มีอยู่ก็เลิกได้ แม้แต่เดี๋ยวนี้ก็เลิกได้ ถ้ามันต้องเลิก ไม่เดือดร้อน ไม่ทุกข์ใจ ไม่เสียดาย
มันก็ไม่จริงจัง ยังไม่มีเหตุปัจจัยแสดงให้ชัดที่จะต้องเลิก เป็นความคิดที่จะไปอยู่เป็นฤาษีมุนีโดดเดี่ยว มันสบายกว่านี้ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเลิกสวนโมกข์ หรือให้คนอื่นทำ แต่ประโยชน์มันน้อยไป ประโยชน์กับประชาชนชาวโลกมันน้อยกว่าอยู่กับหมู่คณะแบบนี้.
|
|||
|
> หลักการบางอย่างและฝันอย่างนักเลง |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org