|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส พระประชา ปสนฺนธมฺโม สัมภาษณ์
|
|||||
|
"มะพร้าวนาฬิเกร์ ต้นเดียวโนเน กลางทะเลขี้ผึ้ง
ซึ่งมีเนื้อหาเปรียบเทียบให้เห็นว่า พระนิพพานนั้นอยู่ท่ามกลางวัฏฏสงสาร
มันมาจากบทกล่อมลูกของคนปักษ์ใต้ โดยเฉพาะที่ไชยา ที่มีความหมายลึกในทางโลกุตตรธรรม เราให้สร้างสระนี้ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงความเอาจริงเอาจังในทางธรรม ของปู่ ย่า ตา ยาย สมัยนั้น ในบทกล่อมลูกประมาณ ๕-๖ ร้อยบทนี้ มีบทธรรมะสูงสุดในทำนองโลกุตตระอยู่ ๓-๔ บท เราเลือกเอาบทนี้ มันมีความหมายว่า นิพพานนั้นอยู่กลางวัฏสงสาร เราสอนกันมาตามโรงเรียนนักธรรม เราสอนว่าโลกิยะกับโลกุตตระ ต้องแยกกันอยู่คนละทิศละทาง เหมือนฟ้ากับดิน ทั้งนี้เพราะเราพากันลืมเสีย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีทุกข์ที่ไหน ต้องดับทุกข์ที่นั่น นิพพานคือดับทุกข์ที่สุด มันก็ต้องอยู่ตรงกลางที่มีความทุกข์ที่สุดนั่นแหละ ในสวนโมกข์นี้ เราต้องการจะสร้างอะไรชนิดที่ช่วยให้สะดุดตา สะดุดใจ เพื่อเป็นชนวนสำหรับพิจารณารู้สึกนึกถึงธรรมะขึ้นมาได้หลาย ๆ อย่าง รวมทั้งสระนาฬิเกนี้ด้วย เรียกว่าอุปกรณ์ของมหรสพทางวิญญาณ สระนี้ นายสุจิต พันธุมนาวิน ทำ นายสุจิต ขุดคนเดียว ไปยืมแทรกเตอร์เขามา เขาทำงานด้วยแทรกเตอร์ สามารถทำคนเดียวได้ ไม่น่าเชื่อ (หัวเราะ) เป็นวิศนุกรรม เป็นวิศวกร ไม่น่าเชื่อ
แกก็มาเอง รู้เรื่องสวนโมกข์ แกอยากละชีวิตในเมือง คงจะเห็นประโยชน์ในทางชีวิตป่า ก็เลยมาจะขอบวช ผมก็ขอผลัดว่าอย่าเพ่อบวช ทำประโยชน์ได้มากกว่าบวช ก็เลยบวชแบบไม่ต้องห่มเหลือง อยู่อย่างกะบวช ช่วยงานมากมายหลายอย่าง ที่ทำมากก็โรงไฟฟ้า ไฟฟ้าก่อนนี้มันไม่สะดวก ใช้ไฟปั่นเอง หมอไพบูลย์ส่งเครื่องมาให้ คุณสุจิตเขามีความรู้ แล้วเขาก็ช่วยงานทุกอย่างเกี่ยวกับช่าง ทุกอย่างทางไฟฟ้า ซ่อมรถยนต์ ทำถนน เครื่องมือ เครื่องใช้ต่าง ๆ ซื้อหามา อย่างการขนหินมาใช้ตามที่ต่าง ๆ นายสุจิตเขาก็เป็นคนขับรถยนต์กระบะขนให้ เขาพักอยู่บนเขานางเอ ทำกุฏิเอง สร้างด้วยโครงเหล็ก ทำไว้ ๒ หลัง ตอนหลังคุณเทียน อายุมากหน่อย ทำตัวคล้าย ๆ เป็นครึ่ง ๆ อาจารย์ ก็เลยแยกไปอยู่ที่นั่นด้วย สร้างด้วยไม้อีกหลังหนึ่ง ผมทำเองหลังหนึ่ง ศาลาเล็ก ๆ นั่งดูวิว มุงหลังคาสังกะสี ใต้ถุนเก็บของได้ ตอนนั้นชอบไปดูดวงอาทิตย์ที่นั่น ไม่ได้นอนที่นั่น ตอนตี ๕ ขึ้นไป ไปดูดวงอาทิตย์ ไปถ่ายรูป ตอนเย็นไปนั่งดูวิว ตอนนั้นต้นไม้ยังไม่บัง บางทีก็ตัดแต่งกิ่งก้านไม้เล็ก ๆ ที่บังวิวบ้าง
ก็ได้ผลสิ มันก็ศึกษาไปด้วย ทำงานไปด้วย พร้อมกันไป นอกจากคุณสุจิตแล้ว ก็ยังมีอีก ๒ คน นายซ้างกับนายพินิจ แล้วก็มหาเอี้ยนอีกคน อยู่ในประเภทเดียวกัน ขอผลัดไปก่อน อยู่ช่วยกันทำงาน นายซ้างเขาช่วยนายสุจิตอีกที ช่วยทาสี ทาน้ำมันวานิช การผสมปูนเป็นหน้าที่ของนายสุจิต ผสมกันมากมาย ยาวนาน นายพินิจช่วยด้านสร้างบ้านพักในเขตอุบาสิกามาก ช่วยทำหลายหลัง ต่อมานายสุจิต เขาต้องกลับไปดูแลแม่ที่เป็นอัมพาต หาเงินจุนเจือแม่ ก็ต้องไปทำงาน ใจแข็ง สมัยมาอยู่ที่นี่ ภรรยาเขามานั่งอ้อนวอนเท่าไร ๆ ก็ไม่ยอมกลับไปอยู่ด้วยกัน เดี๋ยวนี้ดูเหมือนไปจัดทำสถานที่ที่นครสวรรค์ คล้าย ๆ แบบจะไปอยู่ตอนแก่เฒ่า เอาคำกลอนต่าง ๆ ของเราไปหล่อเป็นป้ายเต็มไปหมด คนที่เคยไปมาเขาบอกว่าลมดีน้ำดีเป็นรูปเนินอะไรสวยงาม นายซ้างตอนหลังรบเร้าขอบวช ผมก็บวชให้อยู่ ๓-๔ ปีเท่านั้น ก็สึกออกไป เห็นได้ลูกได้เมียแล้ว กลับไปทำงานโรงกลึงกับพี่ชาย นายพินิจยังอยู่มาแบบนั้นจนทุกวันนี้ ไม่ค่อยสบาย สงสาร เคยเหนื่อยมามากมาย ช่วยงานช่วยการมา ทุกวันนี้ก็ให้แกพักผ่อน รักษาตัว สระน้ำคุณชำนาญที่เลยหัวเรือไปมีป่ากั้นอยู่หน่อยหนึ่งนั่น ก็นายสุจิตสร้าง คนอื่นช่วย อยู่ตรงกับหัวเรือ เลยป่าละเมาะหย่อมนั้นไป คุณชำนาญเขาอยากสร้างอะไรเป็นที่ระลึกแก่มารดาของเขา เลยสร้างสระแบบนั้นให้ รอบ ๆ สระก่อนนั้นเป็นก้อนหินสะอาด ใช้เป็นที่นั่งสนทนาธรรม พักผ่อนเวลากลางวัน แขกมาก็นัดไปสนทนาธรรมกันที่นั่น นั่งล้อมรอบ ๆ สระ ความเงียบช่วยให้คุยกันได้ยิน ไม่ต้องตะเบ็ง เลี้ยงปลาเล่นไปด้วยกันก็ได้ เวลาหน้าฝนน้ำเต็มสระ เคยมีนกหงส์ป่าลงมาว่ายเล่นด้วย ตัวสีดำ ปากแดง มีคนเคยไปแอบดู ขอบสระบุด้วยก้อนหินทั้งก้อน มันคงก้อนใหญ่เกินไป มีอะไรผิดพลาดบ้าง น้ำเลยขึ้นลงตามระดับน้ำใต้ดิน หน้าฝนน้ำก็เต็มเปี่ยม เย็นสบายดีเหมือนกัน
ตั้งใจจะเป็นที่เก็บพระไตรปิฎก คิดพร้อม ๆ กับการเริ่มมีสวนโมกข์ที่นี่ ต้องการให้เป็นที่เก็บรวบรวมพระไตรปิฎกอย่างสมบูรณ์ มีพระบาลี มีอรรถกถา มีฎีกา อนุฎีกาอย่างหอไตรที่สมบูรณ์แบบในกรุงเทพฯ แต่มันก็โลเลเหลวไหล ผัดเพี้ยนมาไม่ได้ทำให้สมบูรณ์ เลยใช้เป็นที่พักที่อยู่ไปพลาง โดยเฉพาะเวลามีงาน มีพระมากันมาก ๆ ตอนหลัง ๆ เมื่อปีที่แล้วนี่เอง เริ่มทำหอสมุดที่หัวเรือ คุณสมยศ (พระสมยศ ยสฺธมฺโม) เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงลงมือทำจนมาเปิดได้ปีนี้ (๒๕๒๘) พระไตรปิฎกชุดต่าง ๆ จึงรวมเข้าไว้ในห้องสมุดนั้น พอดีคุณรัญจวนมาอยู่ ก็ได้กำลังจากคณะบรรณารักษ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มาช่วยจัดอยู่หลายครั้ง จนเรียบร้อย แต่ก่อนนั้นมีเพียงที่อ่านหนังสือ ห้องสมุดเล็ก ๆ น้อย ๆ คือตั้งโต๊ะแล้วเอาเก้าอี้ล้อม ทำบนโรงธรรมชั้นล่าง แล้วรื้อมาอยู่ใต้หัวเรือในที่สุด หนังสือในห้องสมุดก็คนนั้นคนนี้ให้มา หลาย ๆ ปีมันก็มากเข้า พระไตรปิฎกก็มีคนให้หลายชุด เอ็นไซโคลปีเดีย เจ้าชื่นซื้อให้ พระไตรปิฎกจีน ก็พวกจีนคนหนึ่งซื้อให้ โดยการแนะนำของหมอตันหม่อเซี้ยง ลืมชื่อไปแล้ว พระไตรปิฎกพม่านั้นเขาส่งตามมาให้เมื่อคราวไปปาฐกถาในงานฉัฏฐะสังคายนาที่ประเทศพม่า นอกจากนั้นก็เป็นหนังสือทั่ว ๆ ไปที่มีคนส่งมาให้ ตั้งแต่อยู่สวนโมกข์ที่พุมเรียง ก็เริ่มมีคนส่งมา ต่อมาเป็นที่รู้จักมากขึ้นก็มีคนส่งมามากขึ้น เมื่อพระดุลยพากษ์สุวมัณฑ์เสียชีวิตแล้ว ลูกหลานก็ส่งหนังสือของแกมาให้จำนวนหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งหมด คงส่งเล่มที่มีซ้ำมา เพราะเห็นว่าที่บ้านจะเปิดเป็นห้องสมุดให้พระดุลย์
นี่มันเป็นที่รวบรวมงานหนังสือของเราเอง เป็นที่รวบรวมผลงานทั้งหมดที่มีอยู่ รวมทั้งเทปบันทึกเสียงด้วย แล้วก็ไว้เป็นที่บรรจุศพด้วย พอเราตายแล้วเอาไว้ในนั้น ใต้ฐานพระพุทธรูป แล้วก็เอาปูนเทลงไปอีกหน่อย มันจะเป็นฟอสซิล (หัวเราะ) หลายพันปี คนเปิดออกดู สมบัติ ๓,๐๐๐ ปี มันก็ยังมีประโยชน์แก่การศึกษาเกี่ยวกับคน เกี่ยวกับกระดูกอะไรก็ตามที่เป็นความรู้ (หัวเราะ) อีกอย่างหนึ่ง คนแต่งหนังสือกับหนังสือมันก็ควรจะอยู่ด้วยกัน แล้วอยากให้เป็นที่นัดสนทนาธรรมกันที่นั่น เขียนกลอนสำหรับจะจารึกไว้แล้ว มีคนเอาไปท่องแล้ว ก็ไม่ได้จริงจังอะไร อะไรก็ได้ มันแล้วแต่คนข้างหลัง ถ้าคนข้างหลังไม่ทำมันก็เป็นไปไม่ได้ แต่คิดไปในทางที่จะให้เป็นประโยชน์แก่คนข้างหลัง ง่ายสะดวก ทุกวันพระไปสนทนาธรรมกันที่นั่น ทำได้อย่างนั้นก็ดี มันมีความก้าวหน้าทางธรรมะเหมือนอย่างกะว่าเราไม่ตาย ยังอยู่รับใช้พระศาสนาตลอดกาล ศาลาธรรมโฆษณ์เป็นที่รวบรวมผลงานไว้เป็นหลักฐาน ว่าได้ทำงานไว้ในโลกนี้กี่มากน้อย
เพราะความจน (หัวเราะ) ความจน คิดว่าเท่านั้นก็พอ ทำเป็นกระบะ ๒ ตัว มีพนักพอพิงได้ เผื่อบางทีเทศน์ปุจฉาวิสัชนาใช้ ๒ ที่ ถ้าไม่มีธรรมาสน์ ใช้อะไรก็ได้ นั่งตรงไหนก็ได้ เก้าอี้ตรงไหนก็ได้ ก้อนหินก็ได้ ทำได้ทุกอย่าง เราไม่ชอบแบบเปิดด้านหน้าที่เขาทำกันทั่วไป จึงเปิดด้านข้าง ขึ้นด้านข้าง เคยโดนมาแล้ว มันรำคาญ ๆ ไปที่ไหนก็ขึ้นธรรมาสน์เปิดด้านหน้าทั้งนั้น กว่าจะนั่งเรียบร้อย กว่าจะพับขาเรียบร้อย ยุ่ง ต้องระวังผ้าไม่ให้เวิบวาบ คนฟังเทศน์ก็ดูเป็นตาเดียวกันอยู่ เลยคิดมาทำอย่างนี้ดีกว่า แต่ถ้าเป็นธรรมาสน์สูง ๆ แบบโบราณแท้ ๆ ธรรมาสน์สูงท่วมหัวที่เป็นมณฑป บันไดขึ้นก็อยู่ด้านข้างเรียบร้อยสบาย เราเคยเห็นธรรมาสน์พิเศษอยู่ชนิดหนึ่ง คิดจะเอาอย่างแต่ไม่ได้ทำ คือหุ้มหมดทุกด้าน ปรุเป็นลายฉลุทุกด้าน โปร่งไปหมดทั้งหลัง เว้นแต่ด้านประตูขึ้นลง ข้างบนมียอด เข้าไปนั่งข้างในไม่มีใครเห็น มีแต่เสียงออกมา โปร่งทุกด้าน ไม่เห็นหน้าคนเทศน์ จะนั่ง จะนอน จะออกท่าอย่างไรก็ได้ (หัวเราะ) สบายดี ไปเห็นที่เชียงใหม่ ครั้งแรกไม่รู้ว่าอะไร จนต้องถามเขาบอกว่าธรรมาสน์ สะดวกแก่พระเทศน์ สันนิษฐานเอาเองว่าคงเป็นแบบเทศน์มหาชาติ จะโยกจะโคลง จะสั่น จะคลอน ตามชอบใจ ไม่น่าเกลียด พยักคาง พยักคอ โยกตัวได้ตามสบาย แต่เดี๋ยวนี้ไม่คิดทำแล้ว มันเกินไป
อ๋อ กุฏิที่อยู่หัวเรือ สร้างสำหรับแขกพิเศษ พระผู้ใหญ่เป็นต้น ปรารภเรื่องอาจารย์ชา อาจารย์ชาเคยตั้งใจจะมาเยี่ยมที่นี่ ก็ทำกุฏิไว้ให้ท่านพัก แต่ท่านล้มป่วยเสียก่อน จนเดี๋ยวนี้ ก็คงหมดหวังแล้วว่าจะมาได้ ก็เลยเรียกกุฏิอาจารย์ชา มาตั้งแต่นั้น เพื่อเป็นที่ระลึก ไว้ใช้เป็นที่พักของแขกพิเศษต่อไป
๕ เสานี้ ความชอบ ความรู้สึกนึกคิด ความดลใจที่แท้จริงมาจากอมราวดี วิหารอมราวดีทุกแห่ง แม้ที่บูชาพระพุทธรูปจะมีขีด ๕ ขีดอยู่ข้างหลัง ผมก็ชอบคำว่า ๕ ก็เลยเอามาเป็นเสา ๕ เสา เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง แทนได้หลายอย่าง ละเสีย ๕ คือนิวรณ์ ๕ ประพฤติ ๕ คือ พละ ๕ อินทรีย์ ๕ ได้ผล ๕ คือมรรคผล ๔ นิพพาน ๑ เป็น ๕ ยังมี ๕ อื่น ๆ อีกแยะ เป็นเรื่องความพอใจส่วนตัว เก็บอยู่ในใจ คนอื่นจะตีความอย่างไรก็ตามใจเขา เรานึก ๆ อยู่ในใจของเราว่า อินทรีย์ ๕ พละ ๕ จะตรงที่สุด ที่อมราวดีในอินเดียสมัยโน้น เขาอาจจะหมายถึงพระพุทธเจ้า ๕ องค์ก็ได้
อ้อ ที่มันเกิดจากไม่สบาย มาจากโรงพยาบาล เกือบเดินไม่ได้ ห้องนี้มันมีเตียงคนเจ็บอยู่แล้ว กลับจากโรงพยาบาลครั้งหลัง (๒๕๑๘) ก็มาพักห้องนี้ มานอนพักฟื้น มันเป็นห้องน้ำห้องส้วมอยู่ในตัว จึงสะดวกตอนนั้นค่ำคืนถ่ายปัสสาวะไม่เป็นเวลา
ไม่มีชี ความคิดเดิมว่าจะไม่มีชี แล้วมันเกิดขึ้นเพราะมันต้องมีโรงครัว ตอนที่ยังไม่มีครัว พระหรือเณรก็ช่วยแก้ปัญหา อะไรกันบ้างที่คุณเฉลิมเรียกว่าพระแม่บ้านนั่นแหละ ทำเพิงหุงต้มเล็ก ๆ ด้านหลังของโรงฉัน ขึ้นมาทางเขาพุทธทอง ต่อมามันไม่พอ พระเณรมากเข้าก็มีคนเขาอาสาทำ ตอนแรกก็น้าเส้ แม่ของเนียม เขามาอยู่คนเดียว ปลูกเป็นกระต๊อบมุงจากอยู่ แล้วก็เริ่มมีแขกไปใครมามากขึ้น แรก ๆ ก็พักอยู่กับน้าเส้ ต่อมาก็เลยปลูกถาวรขึ้น เป็นโรงครัวถาวร แล้วก็มีคนมาช่วยทำครัวมากขึ้น ดูเหมือนพี่ศีลจะเป็นคนที่ ๒ ก็มาปลูกกระท่อมจนกระทั่งปลูกเป็นบ้านพออยู่ได้ น้าย่อมเป็นคนที่ ๓ ก็เลยมีที่ ๔ ที่ ๕ คุณอรุณวตี คุณเฉิน (หงส์นันท์) เมื่อมีแล้วก็ขยายปรับปรุงเป็นนิคมคนแก่ ทางตะกั่วป่า มาขอปลูกบ้านพัก ญาติทางฝ่ายน้าเขยมาขอปลูกบ้านหัวมุม คุณนายทวีมาปลูกบ้านหลังใหญ่ หลาย ๆ คนเข้าเลยเต็มพื้นที่ที่จัดไว้เป็นเขตอุบาสิกา ผมเห็นที่ตรงนั้นมันว่างอยู่มาก ถ้าไม่ทำอะไรมันขึ้นรก ก็เลยตัดถนนขึ้นมาสายหนึ่งให้เป็นเขตอุบาสิกาไปมุมหนึ่งเลย แต่ไม่เปิดเป็นสำนักชี ไม่รับบวชชี บวชกันมาแต่อื่น บ้านเหล่านี้ บางเจ้าของเขาก็ออกทุน มีพินิจคอยช่วยปลูกสร้างให้บางหลัง เสียแต่ค่าวัสดุอุปกรณ์ นายพินิจเขาออกแรง เสียสละมาก บางหลังเขาก็จ้างเหมาคนมาทำเอง ผมก็เพียงแต่แนะนำให้ทำแบบประหยัดที่สุด ให้ง่ายที่สุด ควบคุมให้ระยะห่างพอดี ๆ
โดยมากก็เรื่องอุ่นปิ่นโตที่ได้มาให้ร้อน เอาปิ่นโตลงไปนึ่งในปี๊ปนึ่งทั้งปิ่นโต ตอนนั้นเดินปิ่นโต เด็กหิ้วปิ่นโตตามหลังพระ ถ้าอาหารเหลือก็เอารวมกันเป็นหม้อเดียว ต้มเรื่อยไป เรียกว่าแกงรวม ฟังดูแล้วน่าขยะแขยง (หัวเราะ) แต่มันก็กลายเป็นของกินได้ บางเวลามันเหมาะสมอย่างไรไม่รู้ มันอร่อยเสียอีก ไม่ว่าอะไรใส่ลงไปหมด ต้มเดือดทุกวัน เหมือนกะขี้ควาย เรียกว่าแกงรวม อยู่อย่างนี้กันหลายปี จนเหลือกำลังเลยมีโรงครัว ผักหญ้าอะไรชาวบ้านเขาก็เอามาให้ไว้บ้าง ซื้อบ้าง
ตอนโรงครัวยังไม่สมบูรณ์ ในพรรษาก็มี แกงเวร คือชาวบ้านเวียนกันแกงมาวัด วันละ ๔-๕ หม้อ ก็พอดีกับพระเณร ๙ องค์ ๑๐ องค์ เมื่อโรงครัวสมบูรณ์แล้ว ก็ไม่ต้องรบกวนชาวบ้าน ระยะแรกก็ช่วยเดือนละ ๕๐-๖๐ บาท ขึ้นมาเรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้เดือนละ ๖,๐๐๐ บาท วันละ ๒๐๐ บาท พระราว ๗๐ รูป เฉลี่ยวหัวละ ๓ บาท นอกพรรษาพระน้อย เหลือก็สมทบเข้าไป บางทีพระมาก มีงานพิเศษ มีอบรม มีอะไรก็ทดกันไป
เขาถือกันเป็นหลักทั่ว ๆ ไปว่าผู้หญิงหรือแม่ชีมาคลุกคลีกันนักมันมีเรื่องแบบโบราณ คำพูดของคนโบราณ
เรียกได้ว่าไม่เคยมี การทำวัตรสวดมนต์อะไรก็ให้ทำแยกกันมาตั้งแต่ต้น มันไม่เหมาะที่จะให้พระเณรกับชีว่าพร้อมกัน
ไม่มีหลักอะไร ดูคนที่น่าไว้วางใจว่าจะไม่ทำให้น่ารำคาญ ก็ยอมให้อาศัย ระเบียบการอยู่นั้น รู้กันในตัว หรือตามธรรมเนียม
แกเป็นสมภารวัดทางโรงครัวอยู่ ๑๐ กว่าปี เดิมแกค่อนข้างจะอยู่ว่าง ผัวแกตาย ก็อยู่กับบ้าน มีลูกคนเดียวคือเนียมแล้วมีเวลาว่างมาก มาช่วยถางป่าก่อนจะเข้าไปช่วยโรงครัว จนกระทั่งพักอยู่วัดเลย หลาย ๆ คนยุ เพราะมันไม่มีคน ผมเองไม่ได้ขอร้อง ไม่ได้ยุโดยตรง คนอื่นยุว่ามาช่วยวัดเถอะ ในที่สุดแกก็มา ต่อมาเจ้าชื่นมาที่นี่บ่อย ๆ ก็มาเกลี้ยกล่อมลูกสาวไปช่วยทางเชียงใหม่ เมื่อน้าเส้แกอายุมากเข้า ก็ขึ้นไปอยู่กับลูกสาวทางเชียงใหม่ ทางนั้นเขาเอาอกเอาใจ แกก็ได้ไปเที่ยวไปอะไรด้วย ก่อนไปนั้นมีชีประเทืองมาอยู่แล้ว โยมวาสน์เอามาจากเพชรบุรี น้าเส้แกเหน็ดเหนื่อยมานานแล้ว อายุมากเข้าก็ไปเสียชีวิตที่โน่น
ระยะแรกสุด เป็นเวลานานก็ลุงกลิ่น พระครูสุธนฯ ทำจนทำไม่ไหว จนแก่เฒ่า จนตายไป ท่านธนฯ ก็งอมมากแล้ว ยุคต่อมาก็ยุคนายสุจิต นายพินิจ นางซ้างที่เล่าแล้ว ตอนหลังนี่ก็มีนายผิน เป็นคนคอยควบคุมการก่อสร้าง มีตาหลวงแช่ม มีท่านโพธิ์ช่วยกัน เราจ้างคนทำงาน ให้นายผินเป็นคนควบคุม หลังใหญ่ ๆ ๒-๓ หลังที่สร้างระยะหลังสุดนี่ ตาผินควบคุม ถ้ารับเหมาไม่มีใครรับ คนบ้านนี้ไม่กล้ารับ โรงฉันและตึกแดง ๒ หลัง ทำด้วยวิธีนี้ จ้างคนให้นายผินคุม เดี๋ยวนี้ก็ยังทำด้วยวิธีนี้ จ้างคนเหมาเป็นตอน ๆ หรือว่าทำเป็นรายการรายการไป ตารางเมตรหรือยาว ๑ เมตรจะเอาเท่าไร วิเศษอยู่หลังหนึ่งคือหลังศาลาธรรมโฆษณ์ พระเณรช่วยกันทำ ไม่ได้จ้างใครเลย นายผิน ตาหลวงแช่ม ท่านโพธิ์ ท่านสมยศ เป็นแรงสำคัญ เราออกแบบง่าย ๆ ง่ายแสนจะง่าย
ก็แปลกดีเหมือนกัน คุณแช่มชวนมา นายผินนั้นเป็นผู้มีอันจะกิน เสร็จภาระทางบ้านเรือนแล้ว อยากจะมอบชีวิตขั้นสุดท้ายรับใช้พระศาสนาตามประเพณีโบราณ จึงมาช่วยงานวัดเท่าที่จะช่วยได้ มีความรู้ทางก่อสร้างอยู่บ้าง จึงมอบหมายให้มีหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างทั้งหมดอยู่ประจำที่วัด ทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ นอกจากกุศล หรือการจุนเจือเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามสมควรแก่เหตุการณ์เท่านั้น ช่วยผ่อนเบาภาระผมไปมาก
|
|||||
|
> เบื้องหลังสิ่งก่อสร้างหลากหลายของสวนโมกข์ |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org