||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส
เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา
พระประชา ปสนฺนธมฺโม  สัมภาษณ์
บทที่ ๔ สร้างสวนโมกข์ที่มองเห็นได้

 

โรงหนัง โรงปั้น และโพธิสัตว์


ทางเข้าโรงหนังทางทิศใต้ ด้านขวามือเป็นภาพแจกดวงตาแห่งธรรม

? อาจารย์ครับ โรงหนังกับโรงปั้นนี่อันไหนเกิดขึ้นก่อน และมีวัตถุประสงค์อย่างไรครับ

          มันก็เกิดไล่ ๆ กัน พร้อม ๆ กัน พอสร้างโรงหนังขึ้นมา ข้างในจะใช้เขียนรูปสอนธรรมะ ข้างนอกนึกอยู่ว่าจะทำอะไรดี ก็พอดีนึกได้ถึงภาพหินสลักที่อินเดีย ก็ต้องมีโรงปั้น มาปั้นภาพหินสลักติดข้างนอก โรงปั้นแต่ก่อน มันไม่ใช่สำหรับปั้นตุ๊กตาอย่างเดี๋ยวนี้ แรกสุดโรงปั้นเป็นที่ทำงานปั้นภาพนูนต่ำ ชุดพุทธประวัติโดยจะจำลองจากภาพหินสลักเดิม ต่อมาก็มีปั้นตุ๊กตาสอนธรรมะ แล้วก็เป็นที่ทิ้งอบายมุข เป็นที่เลิกสิ่งเสพติดต่าง ๆ ด้วย

          การก่อสร้างในสวนโมกข์ ก็สร้างกันมาเรื่อย ๆ ตึกที่อยู่ติดกับกุฏิที่ผมอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็เป็นโกดังเก็บหนังสือ ทั้งชั้นบนชั้นล่าง จะเก็บหนังสือธรรมโฆษณ์ให้ครบ ๑๐๐ ชุด พอพิมพ์ครบแล้ว จะได้มีสัก ๑๐๐ ชุด ไว้ให้ไปตามสถาบันต่าง ๆ ที่ควรจะมี เพื่อใช้ศึกษาค้นคว้ากัน เดี๋ยวนี้มันพิมพ์ได้ถึงห้าหกสิบแล้ว สัก ๑๐๐ เล่มก็เห็นจะพอ ๑๐๐ เล่ม ๑๐๐ ชุด แต่อาจจะตายก่อนก็ได้ คนข้างหลังเขาก็คงจัดการกันต่อไป รวม ๆ กันเป็นชุด ๆ ให้ตามสถาบันที่สมควรจะให้ กระทั่งในต่างประเทศก็อาจจะจำเป็น

ภาพจำลองหินสลักพุทธประวัติยุคก่อนมีพระพุทธรูป ภายนอกโรงหนัง
ภายนอกโรงหนังประดับด้วย ภาพจำลองหินสลักพุทธประวัติยุคก่อนมีพระพุทธรูป
ท่านอาจารย์เคยบรรยายเองในระยะแรกเริ่ม

          ที่สร้างโรงหนัง ก็ต้องการเขียนภาพสอนธรรมะเป็นเรื่องแรก มันเริ่มคิดตั้งแต่ไปเห็นภาพที่ถ้ำอชันตาในอินเดีย แล้วเราก็อยากมีบ้าง ข้างในก็ใช้เป็นห้องประชุมได้ด้วย เพื่อไม่ให้เสียประโยชน์ หวังว่าจะสอนกรรมฐานวิปัสสนาก็จะสอนได้ ใช้เป็นที่ฟังธรรม ฉายสไลด์ ฉายภาพยนตร์ อะไรด้วย

          เรือ ๒ ลำก็เป็นที่เก็บน้ำฝน ลำเล็กหน้าโรงหนังก็เก็บน้ำฝนจากหลังคาโรงหนัง แล้วเราก็อยากจะมีสวนหิน เลยออกแบบให้หลังเรือนเป็นดาดฟ้าเกลี้ยง จัดสวนหินอยู่พักหนึ่ง สวนหินแบบเซน แต่มันยุ่งนัก ที่จริงทำให้สวยกว่านั้นก็ได้ แต่มันเรื่องมาก แล้วก็ทำอยู่คนเดียว ทั้งไม่รู้จะจัดให้ใครดู คนที่มาโดยมากก็ตาไม่ถึงดูไม่รู้เรื่อง มันก็เลยล้มความตั้งใจ แต่ไม่แน่นะ นึกสนุก ๆ อีกที อาจจะทำ แต่หินมันหายากเสียแล้ว หินสวย ๆ ต้องไปหาที่เกาะ ที่ทะเล จึงจะได้ก้อนแปลก ๆ มา

          แล้วที่เก็บน้ำฝนมันไม่พอ ก็มาสร้างเรือลำใหญ่อีกลำหนึ่ง ข้างบนก็ใช้เป็นที่ประชุม เป็นที่ฟังเทศน์ เวลาฝนตก ชั้นสองก็เป็นที่พักพระที่จรมา ฆราวาสผู้ชายบ้าง ที่จรมาพักกันชั่วคราว

ธรรมนาวา

ธรรมนาวา สร้างหลังจากที่สร้างโรงหนังเสร็จแล้ว
โดยพระเณรและชาวบ้านหมุนเวียนกันมาช่วยอีกเช่นเดิม

จุดมุ่งหมายของการสร้างเรือ คือใช้เป็นที่เก็บน้ำฝน เพื่อให้มีน้ำสะอาดไว้ใช้ตลอดปี
โดยดาดฟ้าเรือเป็นกรวดทรายเพื่อกรองน้ำ
ส่วนเรืออีกลำหนึ่ง (ตอนบนของภาพ) ใช้ท้องเรือเป็นที่แสดงธรรมเวลาฝนตก
และในด้านปริศนาธรรม เรือที่สร้างขึ้นนี้ จะหมายถึงเรือธรรมที่นำสรรพสัตว์ข้ามห้วงทุกข์

? อาจารย์ครับ การสร้างเรือ สร้างโรงหนังนี่ ได้ใครช่วยครับ

          ใครรู้ ใครก็ช่วย เรือลำเล็กนั่นคุณทองดี อิสรกุล ออกคนเดียว ๒ แสนบาท โรงหนังนั้น พักเอกสาลี่ ปาลกุล ขวนขวายให้มากกว่าเพื่อน เอาคนของกรมทหารสื่อสารมาช่วย เอาหัวหน้าช่างมาเป็นหัวหน้าที่นี่ เราก็จ้างลูกจ้างให้บ้าง ระดมแรงจากชาวบ้านบ้าง คณะครูช่วยมากพานักเรียนมา ช่วยเทปูน ครั้งละ ๑ วัน ๑ คืน หรือ ๑ วัน ๒ คืน หรือ ๒ วัน ๑ คืนบ่อย ๆ ถ้าคิดเป็นเงินก็มากมาย แล้วก็ชาวบ้านด้วย แถวนี้ทั้งครู ทั้งนักเรียน ทั้งชาวบ้าน ดูเหมือนจะเกือบทั้งอำเภอ เวียนกันมา

ภาพถ่ายทางอากาศ
ภาพถ่ายทางอากาศของธรรมนาวาทั้ง ๒ ลำ (ด้านซ้ายเป็นโรงหนัง)
เรือลำแรกจะเห็นเพียงท้ายเรือ
เรือทั้ง ๒ ลำ ท่านอาจารย์สรัางให้หัวเรือหันไปคนละทิศ
อันหมายถึงธรรมนาวาออกเผยแผ่ไปในทิศต่าง ๆ กัน

          แล้วคุณสาลี่ยังช่วยประชาสัมพันธ์ทางวิทยุ กรมทหารสื่อสาร ที่แกทำงานอยู่ คนก็ส่งเงินกันมาเรื่อย ๆ ทางกรุงเทพฯ คุณชำนาญ คุณวิโรจน์ ก็ช่วยรวบรวมเงินด้วย ผมออกสาส์นส่วนตัวเรื่องการสร้างโรงหนังแบบสวนโมกข์ (๑ ก.ย. ๒๕๐๘) ด้วย รวม ๆ กันแล้วก็คงใช้เงินประมาณล้านบาท แต่ทางผมไม่ได้จดไว้แน่นอน ทางนายธรรมทาสเขามีตัวเลขเงินที่ผ่านทางคณะธรรมทาน (๘๒๔,๕๙๗.๗๐ บาท ๒๕๐๙) ใช้เงินล้านกว่า แต่ว่าสร้างของที่มีราคา ๒ ล้านกว่าบาท เพราะไม่ต้องซื้อของในราคาตลาด ของบางอย่างพันเอกสาลี่ติดต่อมาให้ ราคาถูกมาก แล้วคนก็มาช่วยแรงกันมาก ชาวบ้านก็มาก หมู่บ้านนั้น หมู่บ้านนี้ พาคณะกันมา เป็น ๑๐ เป็น ๑๐๐ ทำกลางคืนกันก็มี มาแบบนี้เราก็ต้องทำอาหารเลี้ยงเขา ก็ต้องใช้จ่ายบ้าง ทางบ้านทุ่งก็มีผู้ใหญ่พิศนำมา ทางโมถ่ายก็มีครูปัตติ์เป็นตัวหลักอยู่ ทางวัดวชิรารามก็มีท่านพระครูถาวรฯ

? อาจารย์ครับ มีการออกแบบแปลนหรือเปล่า

          มี เขาทำให้ ทางคุณสาลี่นั่นแหละ แต่แปลนเดิมเขาไม่มีมุขยื่นออกมากลับเป็นที่หวำเข้าไป ผมแก้ให้เป็นมุขออกมา ไม่งั้นข้างในจะแคบมาก ในแปลนตอนแรก ดูเหมือนจะใช้หินมาประดับภายนอก หินก้อนบาง ๆ มาประดับภายนอกทั้งหลัง เราเห็นมันแพงนัก เลยเปลี่ยนเป็นเอาภาพพุทธประวัติมาติด ไม่แพงด้วย ได้ประโยชน์ด้วย เราก็เปลี่ยนตรงโน้น ตรงนี้ โดยไม่ต้องแก้แปลน นายสุรเดช นายช่างจากทหารสื่อสาร เขาก็ทำไปตามความประสงค์ของเรา ทำตามแปลนเดิมทุกอย่างไม่ได้ มันไม่เหมาะกับสภาพที่นี่ มันเป็นแบบที่เขาใช้ ๆ กันในกรุงเทพฯ ที่นี่ฝนสาดตายเลย ทำอยู่ราว ๆ ๕ ปี (๒๕๐๕-๒๕๑๐) จึงเป็นรูปเป็นร่างแต่ยังไม่สมบูรณ์ ดูเหมือนพอทำไปได้สัก ๓ ปี ก็เอาภาพหินสลักมาติดได้ จึงทำข้างนอกไปพลาง ๆ ภาพข้างใน ดูเหมือนจะสัก ๑๐ ปีจึงเริ่มเขียนภาพได้

แบบจำลองโรงหนัง
ภาพจำลองของโรงหนังที่มีผู้ออกแบบมาให้

? อาจารย์ครับ อยากให้อาจารย์เล่าความเป็นมาของโรงปั้นและภาพปั้นชุดนั้น

          ภาพปั้นชุดนี้มันหมายตาเอาไว้ก่อนไปอินเดียแล้ว ตั้งแต่อ่านเจอในหนังสือ มันพิเศษตรงที่เป็นพุทธประวัติที่เขายังไม่มีรูปเคารพของพระพุทธเจ้า พอไปอินเดียก็ไปถ่ายมาเพิ่มเติม ตอนหลังติดต่อไปทาง British Museum ที่อังกฤษ เขาก็ดีเหลือเกิน ถ่ายรูปมาให้ เราจึงคุยได้ว่า ภาพพุทธประวัติชุดนี้ของเรานี้สมบูรณ์ที่สุดในโลก มันแสดงถึงความเจริญทางวิทยาการสมัยนั้น ที่เขาไม่บูชารูปเคารพกัน เขาใช้เป็นสัญลักษณ์ ไม่ใช่รูปสำหรับบูชา

          ตอนเริ่มทำนั้นได้คุณไสว (พระไสว สิวาโณ) เป็นช่างเขียน พระหลายรูปเป็นช่างปั้น ตอนนั้นมีคุณโกวิท (อดีตพระโกวิท เขมานันทะ) อยู่ด้วย พระนาคเสนจากอินเดียพอทำได้บ้าง แกมาช่วยให้หน้ารูปปั้นเหมือนอินเดีย แรก ๆ หน้ามันออกมาเป็นคนไทยไปหมด

พระไสว สิวาโณ
พระไสว สิวาโณ เขียนภาพต้นฉบับซึ่งขยายมาจากภาพเล็ก ๆ
ภาพต้นฉบับนี้ ส่วนหนึ่งท่านอาจารย์ถ่ายไว้เมื่อครั้งไปอินเดีย
และอีกส่วนหนึ่งได้มาจากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติของอังกฤษส่งมาให้

พระนาคเสน
พระนาคเสนจากอินเดีย ผู้ช่วยให้ใบหน้าคนในรูปปั้นเป็นแขกแบบอินเดีย

          บริเวณโรงปั้นแต่ก่อนก็เป็นป่ารก พอคุณไสวไปอยู่ก็ค่อย ๆ กลายเป็นโรงปั้น ตอนแรกก็เป็นโรงสังกะสี ค่อย ๆ ทำต่อ ๆ มาจนเป็นโรงคอนกรีตถาวรในปัจจุบัน

          ขั้นตอนในการทำก็ต้องเริ่มจากเขียนภาพขยายจากภาพเล็ก ๆ ให้โตได้ขนาดที่ต้องการ ลงในกระดาษที่เนื้อ เหนียว ๆ พอได้ภาพที่พอใจแล้วก็เอาไปประกบที่ดินเหนียว ซึ่งทำได้ที่แล้ว ละเอียด เนื้อดี แล้วก็ตัดรอยภาพลงไปในดินเหนียว แล้วจึงเริ่มแกะดินเหนียว โดยดูภาพนั้นอยู่เรื่อย ๆ ไป เอาภาพถ่ายมาดู จนเป็นที่พอใจ แล้วก็หล่อด้วยปูนปลาสเตอร์เป็นเน้กตีฟ ต่อจากนั้นก็หล่อออกมาด้วยปูนซีเมนต์ เป็นภาพโพสิตีฟที่ใช้ได้ มันแกะดินเหนียวไม่ใช่แกะปูน แกะปูนก็ตายเลย ไม่มีทางทำได้

          แกะดินเหนียวมีปลุกปล้ำอยู่ ๒-๓ องค์ ท่านทองสุข (พระทองสุข ธมฺมวโร) มีฝีมืออย่างนี้อยู่แล้ว แต่ไม่ได้แกะภาพอย่างนี้ เป็นคนมีฝีมือละเอียด เคยเป็นช่างตัดผม ก็สมัครเป็นช่างแกะดิน ในที่สุดทำได้นำหน้าใครหมด ภาพสวย ๆ กลม ๆ ฝีมือท่านทองสุขทั้งนั้น ภาพเชิญพระเกศาขึ้นสวรรค์ ภาพช้างนาฬาคีรี ภาพนางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส เป็นฝีมือท่านทองสุข เป็นภาพละเอียดที่สุด ดีที่สุดคือภาพเชิญพระเกศาขึ้นสวรรค์ ใช้เวลาแกะดินเหนียว ๓ เดือน ด้วยความอดทนอย่างยิ่ง ภาพอื่น ๆ โดยมากหยาบ ๆ ก็ ๑๕ วัน ๑๐ วัน ทำดีขึ้น ๆ จนภาพสุดท้ายถึง ๓ เดือน ก็น่าพอใจ

อาจารย์ทองสุข ธมฺมวโร กำลังปั้นพระพุทธรูปแบบสวนโมกข์
อาจารย์ทองสุข ธมฺมวโร ผู้ฝึกจากโรงปั้นจนกลายเป็นผู้ปั้นฝีมือถึง
กำลังปั้นพระพุทธรูปแบบสวนโมกข์ ที่ได้นำมาประดิษฐานเป็นพระประธาน
ณ อุโบสถธรรมชาติของสวนโมกข์บนเขาพุทธทอง
ในโอกาสที่สวนโมกข์อายุครบ ๕๐ ปี

          นอกจากท่านทองสุข ก็มีคุณโกวิท และพระอื่น ๆ ร่วม ๑๐ องค์ ครูสอนหัตถศึกษา ที่เขาพนมแบกก็มาช่วยทำ คนแกะทั้งหมดดูเหมือนจะมี ๑๐-๑๕ คน ทีนี้ก็กลุ่มกรรมกรก็มีคุณเดช (พระเดช ชิตจิตฺโต) เป็นผู้หล่อ หล่อไปหล่อมา และบดดินเหนียว ดินเหนียวต้องขุดขึ้นมาจากดินชั้นลึกตั้ง ๕๐-๖๐ เซนต์ จึงจะพบดินเหนียวที่ดีที่จะเอามาใช้ได้

          การปั้นภาพกว่าจะเสร็จก็หลายปี จำไม่ได้ เริ่มสร้างโรงหนังราว ๒๕๐๕ ปลาย ๒๕๐๖ ทำโรงปั้น ทำเสร็จก็ช่วยหามกันมา

          ผมก็ว่ามันประหลาด (หัวเราะ) มันฟลุค มันไม่เคยคิด ไม่เคยนึกว่าจะมีความสามารถเลย เรื่องอย่างนี้

          ปะติดปะต่อความหลังทุกเรื่องแล้วรู้สึกมันฟลุค มันฟลุคไปหมดทุกเรื่อง ความคิดความนึกมันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วก็ไปได้บุคคล ได้ปัจจัยอื่น ๆ มาได้อย่างไร มันประหลาด บุคคลอย่างคุณสาลี่มาช่วยมันก็ไม่ได้รู้จักมักจี่กันมาก่อน เคยแต่มาเที่ยว พอปรารภขึ้นก็สนใจเลยเป็นตัวตั้งตัวตี โรงหนังนี่เป็นเรื่องของคุณสาลี่ พันเอกสาลี่ ปาลกุล วิทยุสื่อสารทุกแห่ง วปถ. ทุกแห่งช่วยโฆษณาเรื่องนี้ และมีคนให้เงินช่วยเหลือ แกก็รวบรวมส่งมาที่นี่ ส่งมาที่นี่โดยตรงก็มี พระช่างปั้นช่างเขียนมันก็เป็นเรื่องฟลุค ไม่น่าจะมีได้ ถ้าเราเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ก็ต้องบอกว่ามีพระเจ้าหรือเทวดาบันดาล ไม่งั้นมันก็ต้องเป็นเรื่องฟลุค จนกระทั่งบัดนี้ คนนั้นทำนั่น คนนี้ทำนี่ ที่อยู่มานาน ๆ เคยช่วยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมาแล้วทั้งนั้น อย่างท่านโพธิ์ (พระโพธิ์ จนฺทสโร) มาจัดสอนฝรั่ง ตอนนี้มันก็เป็นเรื่องฟลุค (หัวเราะ)

? อาจารย์ครับ แล้วภาพในโรงหนังละครับ มีความเป็นมาอย่างไร อาจารย์วางแผนไว้ก่อนหรือเปล่า ว่าจะเอาภาพอะไรลงตรงไหนก่อนหลัง

          ทำตามมาเรื่อย ๆ คิดมาพลาง ทำมาพลาง เพราะแรก ๆ ยังไม่รู้ว่าจะได้ภาพไหนมา พอดีภาพชุดเชอร์แมนมาก่อน ก็เอาชุดนี้เป็นหลัก เขียนเป็นภาพชุดใหญ่สุด นอกนั้นก็เป็นชุดเบ็ดเตล็ด ภาพคำพังเพยไทยอยู่ตามเสา ๑๐๐ กว่าภาพ เป็นฝีมือคุณโกวิททั้งนั้น ประดิษฐ์คิดเขียนขึ้นตามที่มีอยู่ ไม่ได้มีตัวอย่างที่ไหน เขามีมาก่อนบ้างแต่เราไม่ชอบ ใช้ไม่ได้ ไม่เข้ากับความคิดของเรา คุณโกวิทเป็นผู้ร่างแบบ เป็นผู้ควบคุมการเขียนภาพทั้งหมดในโรงหนังด้วย เรียกได้ว่าคุณโกวิทเป็นคนริเริ่ม แล้วแกก็ชวนเพื่อนของแกมา อีก ๒ คนที่มาช่วยมากก็นายสัมพันธ์ ก้องสมุทร และสุเทพ เมืองคล้าย สุเทพนี่เขาเด็กวัดชยารามมาก่อน สัมพันธ์เขาคนเกาะสมุย ท่านโพธิ์พามา รู้จักมาทางท่านโพธิ์ พระเณรองค์ไหนที่มีเชื้ออยู่บ้างก็มาฝึก คุณสุชาติ (พระสุชาติ ปญฺาทีโป) ที่ช่วยวาดเสริมอยู่ทุกวันนี้ (๒๕๒๘) ก็ฝึกมาแต่สมัยนั้น คุณดำรงอีกคนหนึ่งที่สึกไปแล้ว มีเมียไปแล้ว ไปอยู่ทางสงขลา มีอาชีพเป็นช่างเขียนไป

ภายในโรงหนัง
ภายในโรงหนังจะมีพระภิกษุทำหน้าที่อธิบายภาพปริศนาธรรม

ภาพปฏิจจสมุปบาทของธิเบต
ภาพปริศนาธรรมบนฝาผนังโรงหนัง เป็นฝีมือวาดของพระในสวนโมกข์
พระบางรูปมีฝีมือด้านศิลป์มากก่อน บางรูปมาหัดใหม่
ทั่วทั้งฝาผนังและตามเสา จะมีภาพทั้งแบบไทยๆ ภาพปริศนาธรรมแบบเซน
รวมทั้ง ภาพปฏิจจสมุปบาทของธิเบต (คลิกดูภาพขยาย)
ซึ่งแสดงกระแสการเกิดทุกข์ในใจคน

          จะวางภาพตรงไหนอย่างไร คุณโกวิทเขาปรึกษาผมในแง่ที่ไม่ใช่ศิลปะ แต่เป็นความเหมาะสมอย่างอื่น ผมเป็นคนขี้ขลาด เรื่องของศิลปะเป็นหน้าที่ของคุณโกวิทเต็มที่ เรียกว่าคุณโกวิททำงานมากที่สุด รูปปั้นขยายอวโลกิเตศวรนั้นคุณโกวิทก็ทำคนเดียว เป็นศิลปินถึงขนาดทีเดียว ถ้าแกจะไปทางนี้ แต่ไม่รู้เพราะอะไร แกไม่เอาเป็นอาชีพ เขามาอยู่กับผมหลายปี

? ภาพชุดของเชอร์แมนได้มาอย่างไรครับ ทำไมจึงทำเป็นชุดที่ใหญ่ที่สุด

          มันไม่มีรูปอื่น ตอนนั้น มันฟลุคที่สุดเหมือนกัน ดูเหมือนคุณชำนาญ ลือประเสริฐจะเอาภาพฝีมือของเชอร์แมนที่เขาแจกกันที่กรุงเทพฯ ส่งมาให้ดู ภาพ พ้นแล้วโว้ย นั่นแหละ เราเห็นว่าเข้าทีดี ก็ถามว่าเชอร์แมนอยู่ไหน เริ่มรู้ข่าวคราวทีละนิด จึงรู้ว่าแกตั้งใจจะมาที่นี่ แต่คงไปพบอาจารย์ประเดิมก่อน เลยไปอยู่เกาะพงัน จนไปเป็นไข้ตายที่นั่น ความคิดหัวแหลมดี ภาพทุกภาพมีความหมาย เขียนไว้ให้คิด เมื่อได้ข่าวว่าเขาตาย ผมก็ขอร้องไปว่ามีสมบัติอะไรในทางนี้ให้ส่งมาที่นี่ เขาก็ส่งลังกระดาษมีรูปภาพเหล่านี้มาให้ โชคดีที่สุด ไม่งั้นสูญหายไปหมดแล้ว มีแมลงสาบเต็มลังแล้ว เขาแกะไม้เป็นแบบพิมพ์ เรียกภาพพิมพ์ไม้

? อาจารย์ครับ ภาพชั้นบนที่แสดงโลภะ โทสะ โมหะนั้น เป็นความคิดของอาจารย์หรือครับ

          อ๋อ นั่นเลียนแบบภาพอินเดีย สมุดภาพอินเดียเล่มหนึ่งทำนองนั้น แต่เราดัดแปลงให้เข้ากับคนไทย มีอยู่หลายภาพที่ได้จากสมุดภาพเล่มนี้ ด้านล่าง ตั้งแต่ภาพธรรมจักร เกิดขึ้นมาทำลายสิ่งไม่ถูกต้องต่าง ๆ ในโลก ภาพพระเยซูกลับมาดูโลก ภาพเจรจาสันติภาพ ได้จากเล่มนี้ทั้งนั้น มันฟลุคไม่รู้ว่าใครเขาส่งมาให้ ความคิดมันเฉียบแหลม

? แล้วภาพชุดปริศนาธรรมไทยละครับ

          ไปค้นที่พิพิธภัณฑ์ ที่กองสมุดข่อย ที่เขาไม่รู้ว่าเรื่องอะไร ไม่รู้จะใช้อย่างไร ขอค้น เห็นภาพปริศนาธรรมไทย ถ่ายมาทั้งหมด คุณระบิล (บุนนาค) ไปช่วยถ่าย มาศึกษา มาลำดับภาพเอง เวลานี้ที่พิพิธภัณฑ์ก็ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครรู้เรื่อง ของเราเองมีอยู่เล่มหนึ่ง ชุดกายนครนั่นแหละ ท่านพระครูสุธนฯ พบที่วัดสโมสร หยิบดูไม่รู้ว่าอะไร ก็เอามาดูเล่นกัน ดูไปมันเหมือนรูปหนังตะลุง ผมก็เอามาศึกษา ได้ชุดนี้มาเมื่อเขียนภาพใหญ่ ๆ ในโรงหนังไปแล้ว ก็เลยไม่มีที่เขียน เลยเขียนไว้มุมใต้บันได ถ้าได้มาก่อนอาจจะเขียนแทนชุดเชอร์แมนก็ได้

? อาจารย์ครับ แล้วพวกเครื่องโสตทัศนศึกษาในโรงหนังได้มาอย่างไร ได้ใช้กันเต็มที่ไหม ผมไม่ค่อยเห็นใช้กัน

          ระยะแรกใช้กันมาก ใช้กันเต็มที่นั่นแหละ ฉายหนังบ้าง ฉายสไลด์บ้าง บันทึกเสียงบ้างจนทรุดโทรมไป แล้วก็ขี้เกียจจะซ่อม ใช้กันจนถึงวาระสุดท้าย เครื่องเสียงยังใช้อยู่จนทุกวันนี้ มีคนเอาเครื่องใหม่ ๆ มาให้ใช้เสมอ ๆ

          ครั้งแรกกระทรวงศึกษาให้มา เป็นเงินจำนวน ๒ แสนบาท แต่เขาไม่ได้ให้เป็นเงิน ให้มาเป็นของจำนวนเท่านั้น จะใช้อะไรต้องการอะไรบ้างก็เขียนออกไป เจ้าหน้าที่ไปซื้อไม่ตรงเป็นส่วนมาก เขามีระเบียบอย่างนั้น มีธรรมเนียมอย่างนั้น ตอนนั้น ม.ล.ปิ่น (มาลากุล) เป็นรัฐมนตรีศึกษาธิการ คุณอรุณวตีกับพวก เป็นผู้ขวนขวายขอความช่วยเหลือ

          สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ในสวนโมกข์ ถ้าไม่นับการสร้างหนังสือแล้ว โรงหนังดูจะเป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์มากที่สุดแก่ประชาชน คนมาใช้เป็นที่ศึกษาธรรมะกันมากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ

อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์
พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์
ซึ่งอัญเชิญมาไว้
ที่บริเวณสนามหญ้าใกล้โรงฉัน

 

? อาจารย์ครับ ขอกรุณาเล่าความเป็นมาที่สร้างรูปปั้นอวโลกิเตศวร ไว้ในสวนโมกข์ด้วยครับ

          มันเนื่องมาจากเราพอใจเรื่องอวโลกิเตศวรมานานแล้ว ตั้งแต่แรกศึกษาโบราณคดีสมัยศรีวิชัย โดยเฉพาะนายธรรมทาสเขาสนใจยิ่งนัก เป็นที่เชื่อได้ว่า ประชาชนสมัยศรีวิชัยใช้รูปนี้เป็นที่บูชาทั้งในวัดและในบ้าน พระพุทธรูปสมัยศรีวิชัยหายาก แต่รูปอวโลกิเตศวรกลับมีมาก ขนาดเล็กไว้ตามบ้านเรือน ขนาดใหญ่สำหรับวัดสำหรับปูชนียสถาน ทำให้เรามีเรื่องพูดเกี่ยวกับอวโลกิเตศวรได้มาก และเรื่องกวนอิมที่เมืองจีนก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นเรื่องเดียวกับอวโลกิเตศวรนั่นเอง เราเอามารวมกันเข้าให้ประชาชนได้รู้เรื่องนี้ เมื่อเราโฆษณาเรื่องนี้มาก มีการเขียนเรื่องอวโลกิเตศวรด้วย นายธรรมทาสเขียนมากกว่าผม จึงควรมีรูปภาพ รูปปั้นเผยแพร่ด้วย แล้วทีนี้ตอนท้าย ๆ ปั้นอย่างอื่นเสร็จแล้ว ก็ขอแรงให้คุณโกวิทช่วยปั้นอวโลกิเตศวร ได้ปั้นไว้ถึง ๒ ขนาด ขนาดเล็กเอาไปไว้ตามบ้านเรือนได้ ขนาดกลางไม่ต้องปั้น จำลองก๊อปปี้จากของเดิม ขนาดใหญ่มากคือองค์ที่อยู่บนเสาสูงกลางสนามหญ้าใกล้โรงฉันนี่ แจกไม่ได้ ติดตายตัวอยู่ที่นี่ ขนาดกลางแจกไปบ้าง สวยดี ขนาดเล็กบางคนชอบเพราะเล็ก จนเบื่อทำ จนหมด ก็ไม่มีแจก

          วิธีการใช้ประโยชน์ก็คือตั้งไว้ในที่เห็นได้โดยง่าย พอคุณเป็นทุกข์อะไรขึ้นมา โกรธอะไรขึ้นมา มองหน้าอวโลกิเตศวรจะหาย เอาไปใช้แบบนี้ ดูหน้าแล้วสบายใจ

          องค์ใหญ่ที่คุณโกวิททำนี่ อารมณ์ในใบหน้าไม่ถึงขนาด ๑๐๐ เปอร์เซนต์ของของเดิม ได้สัก ๘๐-๙๐

          ขนาดเท่าของเดิมนี้ ขอจำลองจากพิพิธภัณฑ์ที่ไชยาอีกทีหนึ่ง เขาจำลองมาจากของจริงที่กรุงเทพฯ ซึ่งกรมพระยาดำรงท่านมาพบที่วัดพระธาตุไชยา แล้วนำขึ้นไปไว้ที่กรุงเทพฯ

          ใบหน้าของรูปปฏิมานี้ จะแสดงอารมณ์ สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันติ จะดูให้เป็นคนสุทธิคือบริสุทธิ์ทางจิตใจก็ได้ จะมองให้เป็นคนยอดทางปัญญาก็ได้ จะมองในทางเมตตาก็ได้ มีความอดทนก็ได้ ถ้ามีได้ครบ ๔ อย่างนี้ก็พอจะเรียกได้ว่าชั้นเยี่ยม ชั้นเลิศ ในไชยานี้ ฝีมือก็มีหลายชั้น ชั้นเลวทำหน้าเหมือนผู้หญิงขายปลาก็มี ศิลปินชั้นเลิศก็ต้องแบบองค์ที่สมเด็จพระยาดำรงพบ

          ศิลปินจะต้องเป็นคนมีจิตใจดีมาก จิตใจสงบมาก ปกติมาก มีความรู้ทางธรรมสูง และเป็นศิลปินในทางปั้นด้วย จึงจะทำหน้าอย่างนั้นออกมาได้

อวโลกิเตศวร
อวโลกิเตศวร

การปั้นอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์
ตามคติของฝ่ายมหายาน
ท่านอาจารย์ให้ปั้นไว้ เพื่อเป็นสื่อสอนธรรมะอีกแบบหนึ่ง
รูปปั้นนี้ขยายจากองค์จริง
ซึ่งค้นพบที่ไชยาในสมัยรัชกาลที่ ๕

ในยุคศรีวิชัยนั้น
ตามบ้านเรือนโดยทั่วไปจะมีรูปปั้นนี้ไว้บูชา
เพื่อระลึกถึงองค์คุณของโพธิสัตว์
ได้แก่ สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันติ

รูปปั้นนี้พระโกวิท เขมานันทะ เป็นผู้ปั้นขึ้น

 

? มีความเป็นมาในทางประวัติศาสตร์อย่างไรครับ

          ทำจากคติมหายาน พบทั่วไปในอินเดีย ในประเทศไทยดูเหมือนจะขุดพบหลายจังหวัด ในธิเบตก็มาก ในเมืองจีนก็เป็นกวนอิม

          ที่อินเดียโดยมากเป็นรูปสลักหิน เขาไม่หล่อสัมฤทธิ์ เพราะดีบุกทองแดงของเขาหายาก

          ภาพนี้นักโบราณคดีในไทยถือกันว่าเป็นภาพยุคปาละ แต่เมื่อผมเอารูปถ่ายไปให้พวกนักโบราณคดีอินเดียดู เขาร้องออกมาว่า คุปตะ ๆ และเป็นแบบชั้นยอดเสียด้วย สายตาผมเห็นพ้องกับที่ว่าเป็นยุคคุปตะ เพราะเหมือนกับคุปตะทั้งหลายในอินเดีย โดยเฉพาะคุปตะที่ถ้ำอีลิแฟนต้าของฝ่ายฮินดู ที่นั่นเขาสวยมากเหมือนกัน ไม่ว่าฝ่ายฮินดูหรือฝ่ายพุทธ เขาก็คงใช้ช่างแบบเดียวกัน มือเดียวกัน โดยเฉพาะเค้าหน้านิยมแบบนั้น ที่ถ้ำอชันตานี้มีรูปอวโลกิเตศวรแยะ หน้าสวยเหมือนกัน แต่รู้สึกว่าไม่สวยเท่าองค์ที่พบในบ้านเรา

? มีความเป็นมาในทางทฤษฎีฝ่ายมหายานอย่างไรครับ

          เขาเขียนว่าเป็นโพธิสัตว์ประจำพระพุทธเจ้าอมิตาภะ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดพระพุทธเจ้าสมณโคดมของเราอีกที

          โดยรูปศัพท์อวโลกิเตศวรแปลว่า ผู้ยิ่งใหญ่ หรือพระผู้เป็นเจ้า ผู้คอยสอดส่องดูแลโลก พูดได้ว่าพวกผู้มีปัญญาแห่งนิกายมหายานของสมัยนั้น ได้ประดิษฐ์คิดขึ้นเพื่อให้นิกายของตน มีสิ่งที่ไม่แพ้เปรียบพระอิศวรของฮินดูขึ้นมาบ้าง ถ้าจะให้มีมาเฉย ๆ คนก็ไม่เชื่อ ก็ต้องแต่งเรื่องให้มาเหนือเมฆขึ้นบ้าง ว่าแรกทีเดียวมีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น เรียกว่า อาทิพุทธะ พระอาทิพุทธะนี่แหละให้กำเนิดพระพุทธเจ้าโดยฌาน ของพระองค์อีกชุดหนึ่งเรียกว่า ธยานีพุทธะ พระธยานีพุทธะทั้งหลายก็มีพระพุทธเจ้าที่เป็นชั้นมานุสสีพุทธ คือเป็นมนุษย์มาอีกชั้นหนึ่ง เป็น ๓ ชั้น พระอมิตตาภะก็เป็นพระธยานีพุทธเจ้าองค์หนึ่งใน ๔-๕ องค์ มีอวโลกิเตศวรเป็นโพธิสัตว์ผู้ชายประจำพระองค์ มีตาราเป็นสักติของท่าน ถือกันว่าอวโลกิเตศวรเป็นโพธิสัตว์ชาย สักติของท่านเป็นโพธิสัตว์หญิง คล้าย ๆ สำหรับให้ประชาชนไหว้และบวงสรวงขอร้อง ทำนองเดียวกับพระศิวะและพระอุมาของฮินดู พระธยานีพุทธะแต่ละองค์ ก็บัญญัติอย่างนั้นอย่างนี้เลยครบถ้วนไปหมด พระพุทธเจ้าในทางหมอทางอะไรก็มี ทางอื่นก็มีครบที่มนุษย์จะเรียกร้องเอาเป็นที่พึ่ง เป็นการต่อสู้กันเพื่อป้องกันตัว หรือสร้างความมั่นคงให้แก่ลัทธิของตน เพื่อให้สู้กับลัทธิของฮินดูได้ ในทางปฏิมากรรมก็มีรูปเคารพอวโลกิเตศวรขึ้นมา ในเมืองจีนตำนานของจีน อวโลกิเตศวรมีตั้ง ๓๐ กว่าปาง เกินครู สำเร็จเกินครูหลายเท่า รวมทั้งปางกวนอิมที่เป็นผู้หญิงด้วย แล้วบางปางเป็นยักษ์ดุร้ายก็มี ถ้าบุคคลจิตใจยังเป็นธรรมดาสามัญอยู่ สิ่งเหล่านี้ก็มีประโยชน์ แต่ถ้ามีจิตใจเหนือขึ้นมาแล้วก็ดูจะไม่ค่อยจำเป็น

? แล้วที่ยืนท่าทางแบบนักเลงหมายความว่าอย่างไรครับ

          ก็ให้สมท่าทางพระผู้เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ แบบนี้ฝ่ายพุทธก็ทำ ฝ่ายฮินดูก็ทำ ปฏิมาไหนจะให้ดูเป็นผู้ยิ่งใหญ่ก็ยืนแบบสามคด ตรีพังคะ คด ๓ ที คอทีหนึ่ง เอวทีหนึ่ง ขาทีหนึ่ง ขา เอว คอ ผึ่งผายนี้ แสดงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แต่ฝ่ายพุทธ ตอนหลัง ๆ ปั้นพระพุทธรูป ๓ คดอย่างนี้ก็มีพบที่นี่องค์หนึ่ง เป็นยุคศรีวิชัย ที่พิพิธภัณฑ์ก็มีตัวอย่าง หลวงวิชิตภักดี (นายอำเภอไชยาสมัยหนึ่ง) ผู้พบ เรียกว่าพระองค์คด ค้นพบแล้วก็ส่งไปถวายสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ

ภาพปั้นท่านอาจารย์พุทธทาส
ภาพปั้นท่านอาจารย์
ปัจจุบันอยู่ที่โรงปั้นภาพ
สุนัขตัวข้าง ๆ ชื่อ "สมพาล"
ท่านให้ปั้นเพิ่มขึ้น
เนื่องจากมักมีผู้มากราบไหว้
ปิดทองรูปปั้นของท่าน
เพื่อขอหวย ขอโชคลางต่าง ๆ
ท่านบอกแก่ชาวบ้านว่า
หากจะขอธรรมะ
ให้ขอที่สมภาร (คือท่าน)
หากจะขอหวยให้ขอกับ
"สมพาล"

? อาจารย์ครับ เรื่องเกี่ยวกับการปั้น คำถามสุดท้ายนะครับ ที่โรงปั้นทำไมถึงมีรูปปั้นของอาจารย์ด้วยครับ

          อ้อ เขาอยากจะทำ ท่านทองสุข ท่านไสวเขาอยากจะทำ แล้วก็ถ่ายรูปทุกด้านเอาไปเป็นแบบ คุณทองสุขเป็นคนทำขึ้นมาได้อย่างนั้น ต่อมาอีก ๔-๕ ปี คุณปุ่น (จงประเสริฐ) มาเห็นเขาก็เลยอยากก๊อปปี้ให้เป็นโลหะ ให้เป็นบรอนซ์ เขาก็ไปหาเงินหาทองมาทำ แล้วเจ้าชื่นรู้เข้าก็ต้องการขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง ก็เลยหล่อขึ้นมา ๒ ตัว ดูเหมือนจะเอาช่างมาที่นี่มาประกบแบบที่นี่ แล้วเอาไปไว้ที่เชียงใหม่ตัวหนึ่ง เอาไว้ที่นี่ตัวหนึ่ง เก็บอยู่ในลังไม้ในโรงหนัง ยังไม่ได้ติดตั้ง ไม่รู้จะติดตั้งเพื่ออะไร พอตายแล้วค่อยติด เพื่อจะได้รู้ว่ารูปร่างมันอย่างนี้ มันอาจจะเป็นประโยชน์บ้าง ถ้ามันยังมีชีวิตอยู่มาดูตัวดีกว่า (หัวเราะ)

? แล้วอาจารย์ไม่กลัวกลายเป็นรูปเคารพไปหรือครับ

          ก็ตามใจมันสิ ก็อย่างเดียวกันกับพระพุทธรูป มันเป็นธรรมดาของชาวบ้าน เคยปิดทองปิดอะไรกันเลอะเทอะไปหมด ผมไม่ได้รู้สึกชนิดที่ต้องการให้ใครหล่อรูปให้มีเกียรติมีอะไรทำนองนั้น อนุญาตหล่อไว้ดูเมื่อตายแล้ว คงมีประโยชน์บ้างเมื่อตายแล้ว

? ผมได้ยินว่านายปุ่นถึงกับเคยทำขายหรือครับ

          ไม่จำเป็นต้องทำขาย รูปเล็กครึ่งท่อน แบน ๆ ทำขึ้นไม่กี่ตัว คงจะมีคนให้เงินบ้าง ผมบอกไม่ควรทำอย่างนั้น ไม่ต้องการอย่างนั้น เขาก็เลิก ก็หยุด พลเรือตรีคนหนึ่งตอนผมอยู่โรงพยาบาล เคยเอามาให้ผมทำพิธีมอบให้ตามธรรมเนียม คงได้มาจากคุณปุ่น ผมไม่มอบให้ แกเสียใจ ละอาย เก้อเขิน เรื่องก็เงียบไป

<-- ^ -->

...

ชีวิตและผลงาน > ประวัติ > อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" >
>
โรงหนัง โรงปั้น และโพธิสัตว์

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.