|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส พระประชา ปสนฺนธมฺโม สัมภาษณ์
|
||||||
|
เมื่อแรกย้ายสวนโมกข์จากพุมเรียงมาอยู่ที่ใหม่ในปี ๒๔๘๕ นั้น ที่แห่งใหม่นี้มีธารน้ำไหลผ่าน
ไม่ได้ตั้งชื่อ ชาวบ้านเขาเรียกกันเอง เขาเรียกวัดเขาพุทธทอง ตามชื่อภูเขากลางวัด บางคนเรียกตามสะดวกว่าเขาทองก็มี วัดเขาก็มี เขาพุทธทอง มันรุ่มร่ามเรียกยาก เราเรียกสวนโมกข์ พอจดทะเบียนเป็นวัดใช้ชื่อธารน้ำไหลเหมาะที่สุด เพราะมันมีธารน้ำไหล ฟังดูมันเข้ารูปกับธรรมชาติ ประชาชนทั่วไปแถวนี้ก็เรียกวัดธารน้ำไหล รู้จักอย่างเป็นทางการว่าสวนโมกข์ ระยะแรกตั้งใจจะให้แยกกัน ต้องการให้สวนโมกข์เป็นองค์กรอิสระ ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ก็สะดวก ไม่ต้องไปทำตามระเบียบของวัด จะทำอะไรก็ทำไปได้เลย ไม่ต้องอยู่ในความควบคุม เป็นเอกเทศ เอกชนไป ด้านหน้าจะใช้เป็นวัด ข้างหลังเป็นสวนโมกข์ แยกกันในทางกฎหมายในตอนแรก แล้วตอนหลัง ก็ยกให้เป็นวัดธารน้ำไหลหมดแล้ว เพราะมันไม่มีปัญหาอะไร
แรกสุดก็กุฏิมหาเฉวียงเป็นหลังที่ ๑ อยู่หัวมุมสุดด้านโรงไฟฟ้า ถ่ายรูปไว้ก็มี ไม่รู้อยู่ไหน ตัวเป็นกระดาน หลังคาแหลม มุงจาก ชั้นเดียว ใต้ถุนสูง ลุงกลิ่นเป็นคนสร้างให้ พอผมมาอยู่ (๒๔๘๗) ก็ทำหลังที่ติดกับโรงฉัน ที่นายสินอยู่เดี๋ยวนี้เป็นหลังที่ ๒ ทำเป็น ๒ ชั้น หลังคามุงจากก่อน ทำปรุงมาเสร็จจากวัดชยาราม พื้นทำด้วยไม้กระดาน ทำเสา ทำรอด ทำขื่อ ทำแป ทำอะไรเสร็จครบหมดแล้ว ขอแรงชาวบ้านแถวนี้ ๓๐ กว่าคน ไปทูนกันมา แรงผู้หญิง มาซื้อไม้ฝาเพิ่มที่นี่ พอส่วนที่ทูนกันมา แบกกันมาจากวัดชยารามมาถึง ก็ทำกันปุงปัง ๆ เดี๋ยวเดียวก็อยู่ได้ ในวันเดียวนั่นแหละ ก็อยู่กุฏินั้นเรื่อยมา จนกว่าเขาจะสร้างกุฏิหลังที่ ๓ ที่คุณนุ้ย (พระนุ้ย สมฺปณฺโณ) อยู่เดี๋ยวนี้ ตอนแรกหลังคามุงด้วยจาก ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นสังกะสี ตอนแรก ๆ ผมก็อยู่หลังที่ ๒ หลังที่ ๓ ก็เป็นที่รับแขก เจ้าคุณลัดพลีฯ มาก็พักหลังนี้ ใช้รับแขกไปพลาง สร้างเป็นทรงง่าย ๆ ใช้งานสะดวก ทุกคนทำเป็น ใคร ๆ ก็รู้จักทำ เรียกว่าแบบทรงไทย (หัวเราะหึ ๆ) หลังที่ ๔ สุดไปทางเหนือ สร้างสำหรับฝ่ายโรงครัว ทรงเดียวกัน แต่อาคารมุงด้วยไม้กระดาน เอากระดานมุง อยู่ได้หลายปีเหมือนกัน ลองมุงกระดานดู (หัวเราะหึ ๆ) แต่มันมีปัญหาตรงตาปู ตรงที่ตีตาปูเริ่มผุ น้ำมันซึม ตาปูที่ตอก ตอกได้ชั้นเดียว จะตอกทีเดียวทั้ง ๒ ชั้นไม่ได้ ไม้ยืดหดไม่ได้ มันจะแตกออก ต่อมามันมีปัญหายุ่งมากขึ้น เมื่อนานเข้า เลยเปลี่ยนเป็นสังกะสี โรงธรรมเป็นหลังที่ ๕ หลังที่ ๖ ก็ตึกหลังที่ผมเคยใช้เป็นที่พักและที่ทำงานนานที่สุด โรงธรรมนั้น สร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาแขกไปใครมา และก็ใช้เป็นที่เลี้ยงพระ สวดมนต์ ทำวัตร ฟังเทศน์ไปด้วยในระยะแรก
เสาเป็นไม้ตะเคียน ตัวไม้เครื่องอื่น ๆ เป็นไม้เคี่ยม ก็ไม่ได้ซื้ออีกช่วยกันตัดมา ชาวบ้านแถวนี้เขาไปหามาเอง เป็นหนี้บุญคุณชาวบ้านอย่างมหาศาลทีเดียว แล้วก็ไม่รู้จะตอบแทนอะไร วิชาความรู้เขาก็ไม่ต้องการ เงินทองก็ไม่มีให้ ถึงกับลงทุนขุดภูเขาสร้างโรงธรรม ขุดกันเป็นเดือน กลางคืนมันไม่ร้อน มันมีแรง กลางวันเขาต้องทำงานของเขาเอง กลางคืนมาช่วยงานวัด การเลื่อยไม้ตอนแรก ๆ ก็วานกัน มาช่วยเลื่อยกันเป็นส่วนมาก มาช่วยแล้วยังหาอาหารมากินกันเองอีก วัดไม่มีอะไรจะเลี้ยง นี่มันเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งก็เคยมีขึ้นในโลก และเดี๋ยวนี้มันก็หายไป ไม้เสาและตัวโครงทั้งหมด เป็นไม้ในป่าแถบนี้ ก็ต้องใช้วิธีเดียวกับที่สร้างสโมสรธรรมทาน ไม่มีวิธีอื่น แต่มันใกล้ป่า ใช้ช้างลากมาก็ถึงไม่ต้องใช้คนลาก เหมือนครั้งแรก ก็เข้าไปอยู่ในป่าทีเดียวหาไม้จนพอ เป็นหน้าที่ของท่านธนฯ ไปช่วยดูแลให้กำลังใจ ทำไปเรื่อย ๆ ผมเดินไปเดินมาทุกวัน เพราะทำงานหนังสือหนังหาไปพลาง แต่คราวนี้ ไม้มันมาก เราก็ไปแจ้งให้เจ้าหน้าที่เขาจัดการ ต้องเป็นเรื่องถึงป่าไม้จังหวัด ผู้กำกับตำรวจจังหวัดเกิดศรัทธา ใจบุญขึ้นมา ชักชวนมิตรสหาย ช่วยกันบริจาคเงินค่าภาคหลวงให้ (หัวเราะหึ ๆ) ดังที่เคยเล่าแล้ว
ถ้าอยู่ในที่ไม่อับ ไม้เคี่ยมดีกว่า ถ้าในที่อับไม้ตะเคียนดีกว่า มอดปลวกไม่กินทั้ง ๒ อย่าง ถ้าเป็นชานที่ถูกฝนถูกแดดเรื่อย ไม้เคี่ยมสู้ไม่ได้ ไม้ตะเคียนดีกว่า แต่ถ้าอยู่อย่างพื้นโรงฉันเก่า ไม้เคี่ยมดีกว่า ไม่ถูกแดดถูกฝน จะแข็งเป็นหินไปเลย กุฏิหลังที่ ๓ นั้น ไม่ใช่ไม้เคี่ยม ไม่ใช่ไม้ตะเคียน เป็นไม้เบญจพรรณชั้นดี มีหลังคามุงแบบนี้ ไม้กะบากก็พอใช้ได้ ทนมาถึงทุกวันนี้ได้
ของเจ้าชื่น ให้ ๘,๐๐๐ บาท นอกจากนั้นก็ช่วยกันคนละเล็กละน้อย ข้าวของหลายอย่างหามาได้โดยไม่ต้องซื้อ ที่ต้องซื้อก็มี กระเบื้องและกระดานฝา ซื้อไม้ยางจากบ้านดอน แรงงานจ้างก็มี ระดมพระเณรช่วยกันทำก็มาก สร้างอยู่ราว ๆ สักปี ก็ใช้งานได้มานาน แต่ก็เพิ่งจะมาเสร็จสมบูรณ์คราวหลังสุด (๒๕๒๘) นี่เอง คือมาเพิ่มกั้นเป็นห้องพักชั้นล่าง ค่าไม้คราวนี้ ๘๕,๐๐๐ บาท หายเข้าไปในโรงธรรมเลย ซื้อไม้ซุงมาจากเกาะสมุย มาเลื่อยที่นี่ ได้ความรู้ว่าทำแบบนี้เป็นความผิดพลาด แพงกว่าซื้อไม้จากโรงเลื่อย เพราะว่าจ้างเขาเลื่อยแบบนี้ เขาใช้เครื่องสายพาน มันกินเนื้อไม้มาก ตั้งครึ่งนิ้วก้อย ตอนแรก ๆ เลื่อยมือ ไม่สู้จะเสียเนื้อไม้เท่าไร คราวนี้เป็นการลองดู คาดคะเนไม่ถูก
จำไม่ได้ จะเป็นมหาสำเริงมากกว่า ลูกชาวบ้านเขาก็เริ่มเข้ามาบวชกัน ต่อมาผมได้เป็นอุปัชฌาย์ด้วย (๒๔๙๐) เขาก็มาบวชที่นี่ แต่ก่อนนี้เขาบวชที่วัดชยาราม ตอนสร้างโรงธรรม ชาวบ้านเริ่ม ๆ อพยพตามมาอยู่ใกล้ ๆ วัดแล้ว เมื่อไม่มีวัดเขาไม่กล้ามาอยู่ พอมีวัดก็ตามกันมา มาจากบ้านเวียง บ้านเนียนสูง ข้าง ๆ ในโน้นก็มี ตอนหลังพอสร้างโรงเรียนขึ้น (๒๔๙๘) ก็ยิ่งสะดวก โรงเรียนเป็นงบทางการครึ่งหนึ่ง ของนายแคล้ว ช่วยยิ้มครึ่งหนึ่ง ผมไม่ได้ออกเงินออกแรงอะไรเลย แต่เขาก็ยังให้เกียรติ มีคำว่านันท์อยู่ในชื่อของโรงเรียน ตอนนั้นเป็นอริยนันทมุนี เขาก็ตั้งชื่อของโรงเรียนเป็น แคล้วประชานันท์ ตอนยังไม่มีโรงเรียน เด็ก ๆ แถวนี้ก็มาอยู่วัด มาเรียนหนังสือกัน พระชิด พระเฉลิมเป็นคนสอน อยู่กัน ๑๐ กว่าคน
โยมโป้ห้วย แม่ยายของหมอบุญส่ง เลขกุล เป็นแม่ของคุณสุภาพ แกสร้างให้ สมัยนั้นจ้างเหมาเขาทำ ๖,๐๐๐ บาท รวมค่าวัสดุด้วยก็ราว ๑๘,๐๐๐ บาท ผมก็ยอมให้สร้างเพราะอยากมีที่เก็บหนังสือที่ถาวร ที่ปลอดภัย หนังสือเริ่มมีมากขึ้น ๆ ผมก็นอนตรงไม้กระดานริมหน้าต่าง เอามือยื่นออกมาสัมผัสต้นไม้ใบหญ้าได้ ไม่ห่างธรรมชาติ (หัวเราะ)
สร้างมาเรื่อย ๆ พอสร้างเสร็จโรงธรรม ก็สร้างกุฏิเล็กหลังเชิงเขา ตรงกับศาลาธรรมโฆษณ์นี่แหละ เป็นหลังแรก (๒๔๙๕) ๗๕๐ บาท ทำได้หลังเดียว ต่อจากนั้นราคาเดิมทำไม่ได้ ของแพงเป็น ๑,๕๐๐ บาท จึงจะทำได้ ๒-๓ ปีต่อมาทำไม่ได้อีก ขึ้นเป็น ๓,๒๐๐ จึงทำได้ กุฏิเล็ก ๆ นี้ซื้อของและจ้างเขาทำเป็นส่วนมาก ทำกันเองดูเหมือนจะ ๒-๓ หลังเท่านั้น นอกนั้นจ้างเหมาเอา นายเหลียวเป็นช่างไม้ประจำวัดมาจนทุกวันนี้ ทำจนครบ ๗๐ หลัง ตอนแรกกะจะมี ๒๕ หลัง แล้วมันไม่พอ ต้องเพิ่มเป็น ๗๐ หลัง ก็เต็มพื้นที่พอดี แล้วมันก็เต็มความสามารถพอดีด้วย ในเรื่องกิน เรื่องอยู่ เรื่องเจ็บไข้ต่าง ๆ ก็ยุติ หยุดพัก กว่าจะเสร็จหมดก็หลายปี ไม่ใช่ปีเดียวเสร็จ ระหว่างที่กุฏิเล็ก ๆ ยังไม่เต็ม ก็เริ่มสร้างโรงหนัง (มหรสพทางวิญญาณ) สร้างเรือ สร้างอะไรไปพร้อม ๆ กันด้วย บ้านพักอุบาสิกา ดูจะเป็นรุ่นสุดท้าย ในสมัยที่ผมยังออกไปคุมงานเอง ดูแลเอง ทางด้านมุมวัดติดกับค่ายลูกเสือนั้น ยังได้สร้างบ้านพัก สำหรับคนที่จะมาพักเป็นครอบครัวพิเศษ แต่แล้วก็ไม่สำเร็จประโยชน์ มาอยู่ป่าแบบนี้ หญิงชายพักแยกกันดีกว่า สะดวกกว่า
ขยายทีเดียวเลย ซื้อ ๙๐ ไร่ แล้วก็ขอบ้าง เขาบริจาคบ้าง เอาที่เขาบริจาคไกลออกไป มาแลกกับที่อยู่ติดกับวัดบ้าง บุกเบิกออกไปบ้าง โดยนายอำเภอจาด อุรัสยนันท์ อุตส่าห์ช่วยเหลือ เจรจา และช่วยอำนวยความสะดวกในด้านกฎหมาย ในที่สุดก็ได้ทำเป็น นส.๓ ผืนเดียวกันหมดทั้งวัด ๓๑๐ ไร่เศษ เขาพุทธทองเท่ากับได้เปล่า เพราะยึดพื้นที่โดยรอบหมด ไม่ต้องซื้อหาอะไร (หัวเราะ)
ก็ไม่ได้วางแผนอะไร ดูไปพลาง ให้มันเข้ากับพื้นที่ พื้นที่มันไม่เหมือนกับสวนโมกข์เก่า มันเป็นภูเขา ที่มันลาดเอียง ไปทางไหน พื้นที่มันก็ลาดเอียงไปหมด ก็ต้องตัดให้มันตรง ต้องคิดว่าจะทำทางเดินอย่างไร ทำอะไรที่ไหน มันก็นึกไปพลางทำไปพลาง สานต่อไป ต่อออกไป มันก็ไม่พ้นหลักที่จะต้องทำอย่างนี้ ไม่มีปัญญาที่จะคิดให้มันดีไปกว่านี้แล้ว ไม่มีความรู้ที่จะวางแผนอะไรล่วงหน้าออกมาทั้งวัด
|
||||||
|
> อีกช่วงหนึ่งของงานบุกเบิก |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org