||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส
เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา
พระประชา ปสนฺนธมฺโม  สัมภาษณ์
บทที่ ๔ สร้างสวนโมกข์ที่มองเห็นได้

 

ก่อนจะมาเป็นสวนโมกข์และธารน้ำไหล

ธารน้ำไหลในอดีต
ธารน้ำไหลในอดีต

? อาจารย์ครับ บริเวณที่เป็นสวนโมกข์อยู่เดี๋ยวนี้ ในสมัยแรก ๆ ที่อาจารย์มาพบ มีสภาพอย่างไรครับ

          แรกสุด บริเวณแถวนี้ เขาเรียกด่านน้ำไหล มันเป็นช่องแคบ สำหรับดักจับผู้ร้าย ถ้าผู้ร้ายจากทางเหนือจะไปใต้ ทางใต้จะไปเหนือ ก็ต้องผ่านช่องนี้ ช้าง ม้า วัว ควาย จะไปทางใต้ก็ต้องผ่านช่องนี้ การเดินทางทางบกต้องผ่านช่องนี้ สมัยโบราณจึงใช้เป็นที่ดักจับผู้ร้าย ด้านหนึ่งเป็นเขานางเอ ด้านหนึ่งเป็นพรุลึก ลงไปไม่ได้

          พรุคือที่ดินที่เป็นโคลนลึก เป็นโคลนปนหญ้า ปนใบไม้เน่า ลึกท่วมตัวก็ได้ เรียกว่าพรุ เมื่อก่อนโบราณ มันเป็นละหานทะเล แล้วตื้นเขินขึ้นมา กลายเป็นโคลนเป็นพรุ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยผักหญ้า ภาษาทางภาคกลาง ก็ดูเหมือนจะมีคำว่าพรุ ปัจจุบันก็อยู่ฝั่งโน้นของถนนใหญ่ มันก็แคบเข้าเรื่อย ๆ พอตื้นก็ทำนาได้ พอทำนาก็ตื้นขึ้นโดยเร็ว ดินมันลงไปถม เลยกลายเป็นท้องนามากเข้า ๆ ถ้ามันรกไปด้วยหญ้า ดินลงไปถมไม่ได้ กล้วยไม้แวนด้า ฮุกกะเรียน่าที่ผมเคยเรียกเป็นต้นไม้ประจำเมืองไชยานั้นก็เกิดบริเวณนี้แหละมากที่สุด ขึ้นอยู่บนต้นกง สำหรับในเขตวัดนี้ แรก ๆ นอกจากที่มีต้นไม้แล้ว ก็มีแต่หญ้าคา ธารน้ำยังใหญ่กว่านี้มาก ลงไปอาบได้สบาย น้ำมาก เพิ่งตื้นเขิน เมื่อตอนบนเขาทำไร่กันเสียแล้ว

          สัตว์ป่ายังเหลืออยู่ตามสมควร ในบริเวณนี้เคยมีกวางป่ามากินลูกมะกอกตรงหอไตร ผมขึ้นไปเจอะ กำลังกินอยู่พอดี กวางมีเขา ตัวเกือบเท่าม้า

          เสือดาวสีออกดำก็มีตัวหนึ่ง อยู่มาตั้งแต่แรก อยู่ด้วยกันหลายปี ไม่รู้มันนอนตรงไหน พอค่ำก็ออกมากินหมา ตัวหนึ่งกินได้ ๒-๓ วัน นับได้ว่ามันเอาไปกิน ๒๓ ตัว น่าใจหาย (หัวเราะ) หลายปี เป็นเวลาหลายปี บางคืนได้ยินเสียงมันร้องอยู่บนเขาพุทธทอง ตอนนั้นเขาพุทธทองยังไม่ได้สร้างอะไรเลย เราอยู่กันแต่ข้างล่าง มันไม่เคยปรากฏว่าทำร้ายใคร เห็นคนก็หนี บางคืนเด็ก ๆ มันร้อนนอนเล่นกันอยู่ที่โรงฉันเก่าหลับไป หมามันนอนอยู่ใกล้ ๆ เจ้าเสือดำตัวนี้มันกระโจนมาคาบเอาหมาไปกิน ไม่เคยเอาเด็ก ๆ เป็นแบบนี้อยู่หลายครั้ง เด็ก ๆ ก็กลัว เข้าไปนอนในกุฏิ นานเข้า นานเข้า ก็ออกมานอนอีก มันเป็นเสือดาว ถ้านอนอยู่กลางแดดจะเห็นเป็นวง ๆ แบบเสือดาว ตัวนี้มันคุ้นกับคนมาก บางเวลามันไปนั่งอยู่บนเรือน เจ้าของบ้านมาจากป่า พอเปิดประตูเข้าไป เจอเสือนั่งอยู่ (หัวเราะ) หัวเราะกันใหญ่

          เสือจริงก็มีเหมือนกัน เสือโคร่ง แต่มันอยู่ข้างนอก มันมาจากทางทิศใต้ เดินผ่านทางสาธารณะหน้าวัด เดือนยี่ เดือนมกราคม มันเป็นฤดูที่สัตว์ตระกูลแมวสืบพันธุ์ จะเป็นแมวก็ดี เสือก็ดี มันจะเที่ยวหาคู่ บางทีร้องตลอดคืน ร้องอยู่บนเขานางเอ อืม ๆ ๆ คล้ายกับเสียงวัวผู้เมื่อจะเข้าขวิดกัน ตอนเช้าก็มักจะพบรอยเสือ ตามทางหน้าวัด เรื่อยไปจนถึงทางเข้าหมู่บ้านเขาน้ำผุด แล้วก็กลับเข้าป่าไป ผมบิณฑบาต ก็เดินตามรอยเสือ

? อาจารย์ไม่กลัวหรือครับ

          กลัวอะไรได้ มันได้ยินอยู่ มันได้ยิน เสือถอยไปเรื่อย ออกไปจากวัดหน่อยหนึ่ง ก็เจอะเด็กตัวเล็ก ๆ เด็กหญิงทูนของมาขาย เด็ก ๆ ยังไม่กลัว เราจะกลัวเสือได้อย่างไร (หัวเราะ) ขายหน้าตาย ชาวบ้านเขาไม่กลัวกัน แล้วมันก็ไม่ได้ทำอะไรด้วย ตอนนั้นมีบ้านติดอยู่ตรงหัวมุมวัดนี้ บ้านพี่แช่ม ลูกหลานแกมีตั้งฝูง พอเสือร้องอืม เด็กก็ร้องอืมกันไปหมด ร้องรับเสือเป็นลูกคู่ ตอนเย็น ตอนจะพลบ เสือมันร้อง เด็กก็ร้องรับเสือเลย เราก็อายเด็กถ้าคิดกลัวเสือ เณรชุดที่ว่าจะอบรมพิเศษ ติดมาที่นี่คนหนึ่ง พอเสือร้องอืมตัวสั่นเลย (หัวเราะหึ ๆ) ต้องช่วยจับตัวให้หายกลัว เพราะมันไม่เคยรู้เรื่องเสือเลย มันเป็นคนท่าชนะ อยู่ไปทางทะเลตะวันออก ความกลัวมันหลอนตัวเอง

บรรยากาศสวนโมกข์ยุคแรก ๆ
บรรยากาศของสวนโมกข์ในยุคแรก ๆ เมื่อย้ายมาอยู่ที่ใหม่ ธรรมชาติโดยรอบร่มรื่น
ท่านมักจะมาเดินเล่นชมธรรมชาติในตอนเย็น ๆ เสมอ

          เสือมันไม่มีเจตนาฝืนธรรมชาติที่จะกัดคนเลย รู้สึกว่ามันจะเกรงขาม เพราะคนเดิน ๒ ขาสูงโด่ขึ้นมา ไอ้เสือมันเดินต่ำเตี้ย สัตว์ทั้งหลาย ๔ เท้ามันต่ำเตี้ย คนสูงโด่ มันก็เกรงขาม ถึงมันจะไม่กัดมันก็เกรง เกรงก็พยายามหลีก ชาวไร่ชาวป่าอย่างนี้เขาคุ้นเคยกับเสือ พอเสือมาขโมยหมู ขโมยเป็ด ขโมยไก่ เขาก็ชวนกันไล่ตี มีอยู่คราวหนึ่ง มันมาแถวนี้ มาขโมยหมู ทุกบ้านช่วยกันเอาไม้ไล่ตามไล่ตี ตามจนเสือทิ้งหมูวิ่งหนีไปก่อนออกจากด่าน พาหมูไปไม่ไหว

          ตอนหลังมันคงไปอยู่อเมริกากันหมด ไอ้ตัวที่อยู่กับเราตั้งหลายปี ไอ้เสือดำตัวนั้น มันถูกดักขาย ขายที่นี่ ๘๐๐ บาท ที่กรุงเทพฯ ขายได้ ๘,๐๐๐ บาท อเมริกาเขาซื้อต่อหลายหมื่น เขาต้องการเสือแบบนี้ เสือดาวสีดำซึ่งหายาก

          ตรงที่ตั้งโรงหนังเดี๋ยวนี้ มีหมูป่าฝูงหนึ่ง ราว ๓๐ ตัว ตรงตึกโรงหนังนั่นเคยเป็นปลักหมูป่า

          อีเก้งร้องเปิ๊บป๊าบ ๆ ๆ ตอนค่ำ มันเดินมาในวัดนี้ แล้วมันก็ลดลงไปเรื่อย ๆ จนเงียบหายไปเลย เดี๋ยวนี้ไม่มีสักตัว

          ตะกวดมียั้วเยี้ย หมากัดตายหมด แล้วนกกระเต็นตามกวางนี้ สวย เที่ยวเดินตามดิน จิกไส้เดือนกิน สวย เดี๋ยวนี้ไม่เหลือสักตัว หายหมด

          ตอนแรก ๆ มาอยู่ ยุงไม่มี ไม่มีเอาเสียเลย (หัวเราะหึ ๆ ๆ) แล้วมันก็เริ่มมีบ้าง มากขึ้น ๆ จนเดี๋ยวนี้ชุมมาก

          ตอนแรก ๆ มาอยู่กันน้อย ๆ คน ๒ คน มันไม่ได้เพาะยุง คนมาก ก็เพาะยุงมากขึ้น โดยเฉพาะชาวบ้าน โอ่ง ไห กระบอก กระป๋อง เพาะยุงได้มาก ที่ได้เร็วที่สุดก็ไหที่ใส่กะปิ ควักกะปิออกแล้วแช่น้ำให้สะอาด ตั้งไว้อย่างนี้แหละ เพาะยุงที่สุดเลย ยุงตัวโต ๆ ทั้งนั้นด้วย

? สภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านเป็นอย่างไรครับ ใกล้ชิดกับวัดแค่ไหน

          ก็ที่บอกแล้ว ชาวบ้านแถวนี้เขาต้องการพระ ต้องการวัด ตอนแรกเขาไม่ได้อยู่กันแบบนี้ ที่อยู่ใกล้วัดมีหลังเดียว บ้านพี่แช่ม ตรงมุมวัดแล้วก็ตามมาเรื่อย ๆ (หัวเราะหึ ๆ) จนเป็นหมู่บ้าน เดิมเขาอยู่ทางเขาน้ำผุดกัน เดินธรรมดา มันก็ราวครึ่งชั่วโมง ถ้าเดินบิณฑบาต จะช้ากว่านั้น ผมเดินบิณฑบาต ไปกลับหมู่บ้านนี้ แต่ว่าเดินเลยไปอีกหน่อยถึงที่เรียกว่าปลวกสูง ทั้งไปทั้งกลับ ๒ ชั่วโมงพอดี เดินอย่างบิณฑบาต เดินชมนกชมไม้ไปบ้าง เราสัมพันธ์ชาวบ้านที่นี่ค่อนข้างใกล้ชิด เพราะต้องการยกระดับชาวบ้านด้วย คนแถบนี้ล้าหลังที่สุดของไชยา ตรงปากด่านนี้ สารพัดจะล้าหลัง ในตอนนั้น การพนันมีทุกบ้าน อะไร ๆ ก็ง่าย ๆ บ้านเรือนแทบหาดีไม่ได้ ท่านพระครูสุธนฯ ท่านขวนขวายมาก อุตส่าห์ไปชี้แจง อ้อนวอน ขอร้องให้เปลี่ยนแปลง กระทั่งว่าสอนให้ตำน้ำพริกแกงให้ละเอียด

          มันเป็นหมู่ชนที่ไกลออกมาจากเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ไม่รู้ไม่ชี้ อยู่กันอย่างง่ายที่สุด การแต่งเนื้อแต่งตัวอะไรก็ตามแต่ แม้แต่ ดินบนบ้านก็ไม่กวาด บนเรือนคล้าย ๆ เต็มไปด้วยโคลน มันไม่ได้รับการอบรม ปลาทั้งตัวใส่หม้อแกง ตำพริก ๒-๓ ชิ้นใส่ไปก็กินได้ ปลาทั้งตัวไม่เคยตัดครีบ ไม่เคยขอดเกล็ด ท่านพระครูสุธนฯ ท่านขวนขวายจนเปลี่ยนแปลงจนเหมือนกับที่อื่น

          ผมเองไม่ค่อยมีเวลา การไปเยี่ยมเยียน โดยเฉพาะเวลาเจ็บไข้ พระครูสุธนฯ ทั้งนั้น ท่านเป็นหมออยู่หน่อย ๆ เหมือนกัน หมอแผนโบราณท่านไม่ค่อยอยู่พักที่นี่ มาตอนมีงาน กลางคืนดึก ๆ ท่านก็เดินกลับไปพักวัดชยาราม ท่านก็ใช้วิธีล้อ แหมวันนี้กินแกงปลาทรงเครื่องอีกแล้ว หมายความว่าปลาไม่ได้ตกแต่งอะไรเลยทั้งหัว ทั้งหาง ทั้งครีบ ทั้งเกล็ด (หัวเราะเฮ่อะ ๆ) หรือไม่ก็ล้อว่า นี่นี่ไปกวาดฝุ่นทำตุ๊กตาสักตัวสิ ฝุ่นที่บนเรือน ไม่ใช่ฝุ่นข้างล่าง เด็กผู้หญิง เด็กสาวมันก็เริ่มอาย ความเปลี่ยนแปลงมันก็เกิดขึ้น ผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าไม่ค่อยประสีประสา แต่เด็กผู้หญิง มันรุ่นสาว รุ่นสวยขึ้นมา มันก็อาย มันก็เปลี่ยนแปลง ตำน้ำพริกแกงให้ละเอียดขึ้น แกงปลาก็ต้องตกแต่งกันบ้าง นี่งานพัฒนาแท้ ๆ เราทำมาก่อน เริ่มจากชนิดล้าหลังที่สุด แต่เราไม่ได้อวดโก้ สมัยนี้พัฒนากันหน่อย อวดโก้กันนัก

? อาจารย์ครับ ถ้าเช่นนั้นอาจารย์ก็ต้องสนองความต้องการด้านพิธีกรรมชาวบ้านด้วยใช่ไหมครับ

          มันก็ต้องมี เริ่มไปสวดมนต์ตามบ้าน สวดผี สวดศพ เวลาเจ็บไข้ไปสวดมนต์ เขาดีใจที่สุด ผมไม่ค่อยได้ไป พระที่อยู่ด้วยกันไป ท่านพระครูสุธนฯ ไป

          น้ำมนต์โดยตรงไม่เคยทำ แต่มันทำเป็นพิเศษอยู่บ้างแล้วก็กลายเป็นน้ำมนต์ คือ เวลาเข้าพรรษา สวดมนต์ ๓ คืน ก็ตั้งบาตรน้ำมนต์ไว้ เขาก็มาเอาน้ำนั้น ไปใช้ในลักษณะที่เป็นน้ำมนต์ เอาไปใช้เกี่ยวกับการทำนาทำไร่ เอาไปรดนา รดข้าวกล้าอะไร หรือเอาไปเติมในบ่อ เป็นน้ำมนต์ไปทั้งบ่อเลย

          สวด ๓ คืนบ้าง ๗ คืนบ้าง แล้วแต่ สวดทุก ๆ คืน พอครบ ชาวบ้านก็เอาขวดมา คนละใบ ๒ ใบ แบ่งน้ำในบาตรเอาไปใช้อย่างน้ำมนต์ เอาไปเก็บไว้ก็ได้ เก็บไว้บนหิ้งก็มี

? อาจารย์ครับ แล้วการอบรมสั่งสอนชาวบ้านในทางธรรมะ มีอะไรบ้างครับ

          ก็อบรมกันในวันพระ มีเทศน์ มีสนทนาธรรมะกัน เราก็ขอร้องให้หยุดงานวันพระกัน ให้วันพระเป็นวันสงบ ก่อนนี้ชาวบ้านแถบนี้มันล้าหลัง เต็มไปด้วยอบายมุข ดื่มน้ำเมา เล่นการพนัน ก่อนนี้ มันก็ไปตกปลา ไปทำนา อะไรต่ออะไร แม้แต่วันพระ พอมีวัดเข้ามา วันพระก็มาวัด ไม่ต้องไปทำอย่างนั้นในวันพระ ก็เรียกว่าดีขึ้น แต่ชาวบ้านก็มากันไม่มากนัก ๕ คน ๑๐ คน ๒๐ คน มารับศีล แล้วกลับบ้าน ไม่ได้นอนวัด มีอยู่บางสมัย มาสวดมนต์ ตอนเย็นกันบ้าง ต่อมาหลายปี ก็เริ่มฝึกให้เด็กผู้หญิงที่เริ่มโต สวดมนต์แปล การสวดมนต์ทำวัตร อยู่ในแผนการพัฒนาเหมือนกัน คิดทำแบบแปลให้สวด ทำกับมหาสำเริง การพัฒนาอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ก็เป็นเบ็ดเตล็ด เรื่องการไหว้พระสวดมนต์เป็นเรื่องขึ้นหน้า เพราะจัดให้มีการประกวดกันระหว่างหมู่บ้าน ระหว่างคณะ พอมีงานวิสาขะ ที่วัดพระธาตุฯ ก็ไปประกวดกัน คณะบ้านทุ่ง คณะโมถ่าย คณะวัดธารน้ำไหล ฯลฯ ก็ประกวดกันว่าใครจะสวดได้ดีกว่า ได้เพราะกว่า ต่างคณะต่างก็ซ้อมกันในหมู่ของตน ที่โมถ่ายก็มีครูปัตติ์เป็นผู้นำ ผู้ใหญ่พิศก็เป็นผู้นำสายบ้านทุ่ง แถวนี้ก็มีพี่หอ ตายเสียแล้ว ทางเสวียดก็มีบ่อนหนึ่ง ทางวัดชยารามก็พวกบ้านโคกหม้อ

          อย่างที่บ้านโมถ่าย ครูปัตติ์ชักชวนให้เด็กหญิงเด็กชาย ที่จบประถมแล้ว ทำงานอยู่ที่บ้าน ชักชวนให้มาเรียนท่องสวดมนต์ ที่บ้านของแก แล้วแกก็ลงทุนของกิน (หัวเราะเฮ่อะ ๆ) หาหัวเผือกหัวมัน ให้กินเล่นกัน แล้วก็สวดมนต์กัน เมื่อได้ข่าวว่าจะต้องไปประกวดที่วัดพระธาตุฯ ก็ซ้อมกันใหญ่ ซ้อมกันทุกคืน

          มีคนมาเล่า (หัวเราะ) น่าขำ ที่เสวียด ก็เร่งมือกันใหญ่ เดินไปไร่ ไปนาก็ท่องสวดมนต์แปลกัน คนหนึ่งหนักข้อ ตักข้าวเลี้ยงหมูก็ท่องมนต์แปลไปพลาง

          ตอนนั้นบ้านเมืองสงบ ทิ้งบ้านทิ้งเรือนไปวัดได้ ไม่ต้องเป็นห่วง กลางคืนก็ทิ้งมาซ้อมกันที่วัดได้ กุญแจพอรับประกันได้ เดี๋ยวนี้กุญแจไม่มีความหมาย

          ในที่สุดก็สวดกันได้มาก สวดกันได้ดี ถึงคราวประกวดใหญ่ ก็ประกวดกันที่วัดพระธาตุฯ วันวิสาขะ ให้รางวัลเป็นการใหญ่ เด็กผู้ชายก็ให้หัดพูดหัดบรรยายธรรมะ เด็กผู้หญิงเสียงดีก็ให้หัดสวดมนต์ใช้รางวัลล่อ บ่อนติดอยู่หลายปี แล้วก็ค่อย ๆ เสื่อม เพราะมันเหนื่อยมาก ผมก็เบื่อง่าย

          หนังสือสวดมนต์แปลนี้ เคยใช้เป็นแบบหัดอ่านหนังสือสำหรับผู้ใหญ่ด้วย คือผู้ใหญ่ที่ไม่รู้หนังสือ ก็สวดมนต์แปลได้ตามเด็ก ๆ ทีนี้ก็เอาตัวหนังสือมาดู เช่น นะโมตัสสะ ภะคะวะโต เขาก็เริ่มหัดแยกเป็น นะ เป็น โม เป็น ต เป็น ไม้หันอากาศ ไม่เท่าไร ไม่กี่เดือนก็อ่านหนังสือได้ น้าเส้สมภารทางโรงครัวคนแรกของสวนโมกข์ก็หัดอ่านหนังสือจากสวดมนต์แปล แต่ก่อนไม่รู้หนังสือ

<-- ^ -->

...

ชีวิตและผลงาน > ประวัติ > อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" >
>
ก่อนจะมาเป็นสวนโมกข์และธารน้ำไหล

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.