||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส
เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา
พระประชา ปสนฺนธมฺโม  สัมภาษณ์
บทที่ ๓ ช่วงแห่งการบุกเบิก

 

หัวเลี้ยวหัวต่อของการเติบโต

? อาจารย์ครับ ตอนนี้ขอความกรุณาอาจารย์ช่วยเล่าถึงตอนขยับขยายจากสวนโมกข์เก่ามาสวนโมกข์ปัจจุบัน ว่ามีความเป็นมาอย่างไร มีสาเหตุอะไรจึงได้คิดจะย้ายครับ

          มันไม่ได้คิดจะย้าย ใช้คำว่าย้ายไม่ถูกหรอก (หัวเราะ) ผมมาพักที่วัดชยารามบ่อย ๆ เนื่องจากตอนนั้น เมื่อคณะธรรมทานย้ายจากพุมเรียงมาอยู่ที่ริมทางรถไฟ (๒๔๗๙) ก็มาเปิดห้องธรรมทาน เปิดห้องอ่านหนังสือ เปิดห้องแสดงธรรมขึ้นที่นั่น ผมก็ต้องมาเทศน์เป็นประจำ บางคืนก็ไปพลอยนอนค้างที่กุฏิ ท่านพระครูโสภณฯ (พระครูโสภณเจตสิการาม-ขำ - ปัจจุบันเป็นเจ้าคณะอำเภอไชยา) ตอนนั้นท่านยังเป็นพระปลัดขำ วัดมันจะร้างก็เลยให้ท่านปลัดขำไปเฝ้าอยู่ กุฏิหลังนั้นรื้อไปแล้ว พอผมไปพักมากเข้า ๆ ก็ทำให้เกิดต้องสร้างที่พักที่วัดชยารามขึ้น คือหอสมุดหลังเล็กนั่นแหละ ต้องสร้างขึ้นมาสำหรับเป็นที่พักด้วย เป็นที่เก็บหนังสือ เขียนหนังสือด้วย ตอนสร้างหอสมุดนี่ (๒๔๘๒) จ้างเขา จ้างนายตั้ว ไปรื้อบ้านเก่า ทางบ้านเวียง ซื้อเขา จำได้ว่า ๗๕ บาท ไม่รู้ว่าค่าจ้างนายตั้ว หรือค่าบ้าน พื้นปูนนั้น ผมทำเอง เพราะต้องการทำกันปลวก มีน้ำล้อมรอบ ต้องทำเอง ข้างบนที่เป็นไม้นั้นจ้างนายตั้วทำ

          พอมาพักบ่อย ๆ เข้า มันก็คิดว่าควรจะมีที่สะดวกสำหรับอบรมสั่งสอนประชาชนบ้าง ที่สวนโมกข์พุมเรียงนั้นมันไม่สะดวก มันเล็กนัก ดังนั้นก็ควรสร้างสถานที่ที่ใช้ในการประชุมได้ จึงคิดสร้างหลังที่เรียกกันว่าสโมสรธรรมทานขึ้น

          และเพราะคิดจะสร้างอันนี้ ทำให้ได้มาพบสวนโมกข์ปัจจุบัน เนื่องจากต้องเข้ามาหาไม้ในป่า ต้องเที่ยวสำรวจตามป่า ต้องขอแรงผู้คนที่มีช้างม้าไปลากไม้ไปอะไร

? ขอความกรุณาอาจารย์เล่าตอนไปหาไม้ในป่าไว้ด้วยครับ เดินเข้าไปหรืออย่างไรครับ

          เดินเข้าไปลึก ไปถึงควนรา ถึงเขาโพธิ์ ไปนอนทีละหลายคืน ไปทีหนึ่ง ๙ วัน ๑๐ วัน ไปหลายครั้ง มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งเข้าไปช่วย ทำส่วนที่พระทำไม่ได้ ช่วยกันทำไม้กลมให้เป็นไม้เหลี่ยม แล้วใช้ช้างลากออกมาจากป่ารก มาไว้ริมทางใหญ่ ทีนี้คนก็เข้ามาช่วยลากไปวัดชยาราม สนุกสนาน (หัวเราะเบา ๆ) สนุกสนานกันเป็นบ้าเลย คนลากไม้เหลี่ยมละ ๔๐-๕๐ คน แล้วก็แข่งกันด้วย ไม้ประมาณ ๓๐-๔๐ เหลี่ยม

? เฉพาะตัวอาจารย์เองเข้าไปทำอะไรครับ

          ไปดูซิ ไปดูให้งานมันเดิน ดูความสะดวก เพื่อความปลอดภัย ผมไปนอนในป่า ทำให้อาหารตามเข้าไปได้โดยง่าย (หัวเราะ) พวกชาวบ้านข้างวัดชยารามช่วยมาก เขาหุงหาไปเสร็จ แล้วเดินไปแต่เช้า ไปถึงก็ได้เวลาฉันเช้าพอดี ผมก็เลยไปหัดเลื่อยไม้บ้าง หัดถากไม้บ้าง เคยทำมาบ้างแล้วตอนอยู่วัดใหม่พุมเรียง ก็ได้มาเรียนเพิ่ม หัดผูกเชือกให้ช้างลากไม้ออกมา มันมีเคล็ดมีเทคนิคอะไรน่าสนใจมาก ผมสนใจความรู้พวกนี้ มันง่าย เรียกว่าลงทุนน้อย ของง่าย ๆ แต่ว่ามันได้ผลมาก ช้างวิ่งอย่างไรก็ไม่หลุด เขามีไม้เล็ก ๆ อันหนึ่งงัดคาดไว้ หรืออย่างไม้โค่นลงมานอนกลม ๆ มีวิธีผ่าอย่างไรมันจึงจะเป็นเหลี่ยมขึ้นมา ท่านธนฯ (พระครูธนธรรมสาร เจ้าอาวาสวัดชยารามปัจจุบัน) ท่านก็ไปช่วยด้วย ไปนอนในป่าด้วยกัน เวลานอนก็เลือกนอนตรงโคนไม้ ใช้ใบไม้มาปูลาด ๆ หนา ๆ ทีนี้ก็นอน โดยใช้รากไม้แทนหมอน ไข้มาลาเรียอะไรไม่ปรากฏเลย มันเป็นฤดูแล้ง

          ไข้มาลาเรียกลับมามีตามวัด ที่วัดพระธาตุฯ นี้ตัวร้าย แต่ก่อนนี้บางทีเด็กทุกคนนอนเจ็บเป็นไข้มาลาเรียหมดทุกคนเลย บางพรรษาวัดชยาราม เด็กทุกคนนอนซมหมด ไม่มีใครหิ้วปิ่นโตก็เคย และรอดตัวก็ด้วยของง่าย ๆ เผอิญตอนนั้นสงครามอินโดจีนใหม่ ๆ ยาหายาก มันฟลุค เจ้าคุณธรรมวโรดม วัดราชาธิวาส เป็นเจ้าคณะภาคสมัยนั้น ท่านเคยเอาต้นควินินมาปลูกไว้ที่วัดของท่าน แล้วมันแก้ปัญหาอย่างนี้ได้ดี ก็เลยเอามาแจกให้ปลูกไว้ทุกวัด ตอนท่านแวะมาตรวจการ ท่านมาบ่อย ๆ เคยแวะที่นี่ ที่ไชยานี่หลายครั้ง ท่านมาแนะให้วัดทุกวัดปลูก แก้ปัญหานี้ แต่ว่าไม่ค่อยมีวัดสนใจหรอก ดูเหมือนจะเหลืออยู่แต่ที่วัดชยาราม และที่นี่ตรงหน้าโรงธรรมเท่านั้น วัดชยารามยังมีอยู่หลายต้น วัดธรรมดาไม่ค่อยสนใจ เวลาออกดอกก็พอดูได้ คล้ายดอกซากุระ ดอกละเอียดขาว คลุมไปทั้งต้น

          เอาใบ ราก ต้น เปลือก ดอก เรียกว่าทั้ง ๕ ต้มน้ำกิน ๒-๓ วันก็ลุกขึ้นมาได้ และใช้รากอ่อน ๆ ใต้ดิน รากใหญ่ ๆ ฝนกับน้ำซาวข้าวพรมตัวเด็ก แก้ชักได้อย่างวิเศษ แก้เด็กชักตัวร้อน ต้นควินินแบบนี้มันขมอย่างดี ขมอย่างสนิท ไม่เหมือนกับต้นเลี่ยน มันคล้ายกัน แต่มันขมเอียน กินแล้วอาเจียน แต่ก็ได้ผลดีเหมือนกัน ควินินนั้นเรามาต้มกับสะเดาไทย ๆ ของเรา ก็ได้ผลดี แก้เป็นหวัดก็ใส่ขมิ้นอ้อยไปด้วย

? อาจารย์ครับ การระดมชาวบ้านมาช่วยงานกันแบบนี้ ทำกันอย่างไรครับ

          นั่นแหละ เขาก็แปลกใจเหมือนกัน ว่าทำไมทำกันได้ หลังจากนั้นก็เงียบ ไม่มีอีกแล้ว เขาก็ประหลาดใจกันมากที่ทำได้ มันยังไม่เคยมีไม่เคยพบ ว่าคนไปช่วยกันลากไม้จากในป่า แล้วก็ลากแข่งกันไปข้ามทางรถไฟไปวัดชยาราม บางวันได้ตั้ง ๑๐ เหลี่ยม ๑๐ ซุง ไปลากมาจากป่าโน่น ไม้ตะเคียนดูเหมือนจะหมดคราวนั้น เดี๋ยวนี้ชาวบ้านยังหาต้นตะเคียนไม่ได้ ตัดมา ๔๐-๕๐ ต้น เอามาทำเสา ทำคาน แป ตง จันทัน ใช้ไม้ตะเคียนทั้งนั้น กระดานพื้นก็ใช้ตะเคียน หลังนั้นอยู่ทน ฝาใช้ไม้ยางอย่างดี

พระครูสุธนธรรามสาร
พระครูสุธนธรรามสาร เจ้าอาวาสวัดชยาราม เพื่อนสหธรรมิกที่สำคัญมากรูปหนึ่ง ของพระมหาเงื่อม ผู้ร่วมแรงช่วยงานโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ท่านอาจารย์ถือว่า เป็นเพื่อนที่ตายแทนกันได้คนหนึ่ง ปัจจุบันถึงแก่มรณภาพแล้ว

          ความจริงมันมีธรรมเนียมอยู่บ้าง ในการที่ชาวบ้านจะมาช่วยกัน เมื่อมันมีเหตุการณ์ใหญ่กว่าธรรมดา จะสร้างอะไรใหญ่กว่าธรรมดา มันมีธรรมเนียมอยู่แล้ว เขาจะไม่จ้างกัน จ้างก็ไม่มีคนรับเหมา แล้วของเราก็ไม่ได้สร้างวัด ไม่ได้สร้างศาลาการเปรียญ สร้างเป็นสโมสร เป็นที่สำหรับประชุม เป็นที่สำหรับอ่านหนังสือ ก็เป็นของใหม่สำหรับประชาชน เราก็บอกกับคนคุ้นเคยกันไม่กี่คน เขาก็บอกเพื่อนฝูงอีกทีหนึ่ง รวมกันมันก็มากพอ เมื่อจับหัวหน้าหมู่ หัวหน้าคณะ ได้ ๔-๕ คนแล้ว เขาก็ไปหามาเอง เป็น ๑๐ เป็น ๑๐๐ ตาจูดเป็นคนหนึ่ง แกเป็นเจ้าของที่แกยกที่นาให้เพื่อสร้างอะไรแปลก ๆ แกเองก็ช่วยเต็มที่ ช่วยติดต่อคนกว้างขวาง วานช้างวานอะไร แกเป็นคนช่วย แกพาผมไปถึงบ้านเจ้าของช้างก็ยังมี นายจูด แล้วก็นายคง น้องชายด้วย

          แถวนี้ (ต.เลม็ด) ก็มีนายแคล้ว นายจร เป็นตัวตั้งตัวตี แถววัดชยารามก็นายอบ แถวล่างลงไปทางวัดสโมสร วัดสำโรงก็เป็นคณะของท่านพระครูสุธนฯ ของทางตำบลเวียงก็พระครูถาวรวัตตวิมล ตอนนั้นท่านเป็นพระปลัดแก้ว ท่านเหล่านี้ช่วยกันทั้งนั้น ช่วยกันร่วมมือ นายจูดมากกว่าเพื่อน เดินทุกวัน เดินทุกวัด นายจูล เสือนิล

          ตอนก่อสร้างก็บังเอิญมีอีกคนหนึ่ง ชื่อนายกลิ่น เป็นญาติ ๆ กันอยู่ที่สี่แยกตลาดไชยา แล้วก็ท่านธนฯ อีกแรงหนึ่ง ๒ คนนี้เป็นหัวหน้าในเรื่องการสร้าง มักวานกันเลื่อย วานหมู่บ้านนั้นหมู่บ้านนี้ ทำด้วยแรงมากที่สุด ก็ลุงกลิ่นนี่แหละ แกเป็นลูกศิษย์ไปกรุงเทพฯ กับผมแทบทุกครั้ง ทุกคราว ตอนนี้ตายแล้ว

          ท่านธนฯ นั้นเหนื่อยมาก เหนื่อยที่สุด แล้วท่านก็ต้องมาอยู่ที่วัดชยารามในเวลาต่อมา ผมไปอ้อนวอนท่านให้ย้ายจากวัดเดิมมาอยู่ที่วัดชยาราม ตอนแรกท่านไม่ได้อยู่ ท่านมาช่วยเฉย ๆ ช่วยไปช่วยมา ท่านพระครูโสภณฯ (ขำ) เห็นได้จังหวะเหมาะ เลยยัดเยียดให้รักษาการเจ้าอาวาสจนเป็นสมภารต่อมาถึงบัดนี้

? อาจารย์ครับ แล้วตอนลงมือสร้างนี้ทำกันอย่างไรครับ อาจารย์ลงมือเองด้วยหรือเปล่า

          ผมก็ทำกับเขาด้วย รวมกับผู้ที่มาช่วยเหลือ ส่วนที่จ้างได้ก็จ้างเช่นการไสกบไม้กระดานอะไรพวกนี้ นอกนั้นก็วานกันมา เวียนกันมา คนหลายทิศหลายทาง แต่คนยืนโรงที่สุด ทำมากที่สุดก็ลุงกลิ่น แกเก่งมาก ทำงานสายตัวแทบขาด โดยไม่ได้คิดอะไรเลย แกรู้สึกเป็นเจ้าของเสียเอง

          ท้องถิ่นแถบนี้ เขามีประเพณีอยู่อย่างหนึ่ง เรียกว่า "อุก" อุกแปลว่าปล้นนั่นแหละ คำเดียวกัน วัดไหนมีไม้มาก วัดอื่น ๆ เขาจะอุกมาเลื่อยให้ โดยความหมายก็คือนัดแนะกันแอบมาเลื่อยให้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวี่แววเสียเลย มันมีวี่แววเหมือนกัน เพื่อจะได้เตรียมอาหารไว้เลี้ยงได้ ๓-๔ วัดรวมกันมาเลื่อยไม้ของวัดนี้ รวมแล้วก็ ๒๐-๓๐ องค์ ก็ต้องเลี้ยงให้สมกัน ตอนนั้นเราก็ถูกอุกเหมือนกัน (หัวเราะเหอะ ๆ) แต่ก็มีข้อเสียเหมือนกัน คนที่ทำไม่เป็นก็ทำให้ไม้คด ๆ งอ ๆ มันดีในแง่ไม่ต้องจ้าง แต่ก็เสียที่บางครั้งก็ทำให้เสียของ ต้องมาแก้ไข เสียเวลาและเงินเพิ่มบ้าง ผลงานมันไม่ได้ดีเท่ากับจ้างเขาเลื่อย จ้างเขามันได้ตรงตามแนวที่เราต้องการ ดูเหมือนนั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราถูกอุกแล้วต่อจากนั้นไม่ได้ยินข่าวที่ไหนอีก เลิกมาจนบัดนี้ การอุกนี้มันต้องเป็นงานใหญ่ เป็นงานที่มีเกียรติ วานกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เรียกว่าอุก อุกนั้นบังคับให้เลี้ยงด้วย มันก็ดีไปอย่าง เสียไปอย่าง (หัวเราะเหอะ ๆ)

? อาจารย์ครับ แล้วที่อาจารย์บอกว่า ไม้ฝาใช้ไม้ยางอย่างดีนั้นเป็นอย่างไรครับ เอามาจากไหน

          อ๋อ ไม้ยางอย่างดี คือไม้ยางที่แก่แล้ว ทำแบบโรงเลื่อยฝรั่ง คือเอาเป็นขอนซุงโต ๆ แช่ในน้ำเป็นปี ๆ ๒ ปี ๓ ปี แล้วจึงค่อยเอาขึ้นมาเลื่อย ไม้อย่างนี้มันทนถึงที่สุด ไม้ยางตอนนั้นซื้อมาจากโรงเลื่อยอิสต์เอเซียติกที่บ้านดอน เป็นโรงเลื่อยใหญ่แบบฝรั่งอย่างที่ว่า

? อาจารย์ครับ ไม้ที่ตัดมาจากป่าคราวนั้นไม่ผิดกฏหมายหรือครับ ต้องเสียค่าอะไรหรือเปล่า

          ไม่ได้เสียค่าภาคหลวง บอกเขาให้มาเก็บ ถ้าไม่มาก็เฉยเสีย ในทางวินัยก็ถือว่าเราไม่ได้ตัด ตาจูดกับลุงกลิ่นเป็นคนตัด ในทางบ้านเมืองเขาเห็นเป็นของวัดเขาก็ยกเว้นกันทั้งนั้น ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว

          แต่ตอนที่มาทำวัดนี้เสียค่าภาคหลวง ตอนที่จะทำศาลาโรงธรรม ไม้มันมากนัก เราก็ไปแจ้งให้เจ้าหน้าที่มาจัดการ ไม้มันมากนักต้องเป็นเรื่องถึงป่าไม้จังหวัด ผู้กำกับตำรวจจังหวัดเกิดศรัทธาใจบุญขึ้นมาชักชวนมิตรสหายช่วยกันบริจาคเงินค่าภาคหลวงให้

? อาจารย์เอาเวลาที่ไหนทำหนังสือครับ ทำงานแบบนั้น

          ตอนนั้นก็ทำไปตามมีตามได้ ตามบุญตามกรรม (หัวเราะหึ ๆ) แต่หนังสือยังออกอยู่เรื่อย ๆ ไม่ได้ขาด เพียงแต่อาจจะผิดเวลาไปบ้าง หลาย ๆ เล่มรวมเป็นเล่มเดียวบ้าง (หัวเราะ)

? อาจารย์ครับ หอสมุดกับสโมสรได้ใช้ทำอะไรบ้างครับ

หอสมุดธรรมทาน
หอสมุดธรรมทานในวัดชยาราม
ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ใช้เป็นที่พักของพระมหาเงื่อม ในระหว่างเดินทางจากสวนโมกข์พุมเรียง มาแสดงธรรมที่คณะธรรมทานแห่งใหม่ บริเวณใกล้ทางรถไฟ และใช้เป็นห้องสมุดกับที่ทำงานค้นคว้า ของพระมหาเงื่อมด้วย


สโมสรธรรมทาน

 

          หอสมุดก็เป็นที่พัก ที่เก็บหนังสือ เขียนหนังสือของผม ผมเขียนหนังสืออยู่ที่นี่ ๓-๔ ปี ไป ๆ มา ๆ ระหว่างสวนโมกข์เก่า และเมื่อมามีสวนโมกข์ปัจจุบันใหม่ ๆ ก็เลยไป ๆ มา ๆ ทั้ง ๓ แห่งอยู่ระยะหนึ่ง

          สโมสรยังไม่ทันได้ใช้เป็นที่อบรมประชาชน สร้างอยู่ปีกว่ายังไม่เสร็จสมบูรณ์ ค้างอยู่เพิ่งมาทำต่อไม่นานมานี้ ตอนทำโรงเรียนพุทธบุตรของคุณวิรัตน์ (พระวิรัตน์ วิรตโน) นี่ แต่ตอนนั้น ข้างบนก็ใช้ได้แล้ว เคยใช้เป็นที่เทศน์ของคณะธรรมทานอยู่บ้าง แม้เมื่อผมย้ายมาอยู่ที่นี่ (สวนโมกข์ปัจจุบัน) แล้ว แต่ส่วนมากก็ใช้เป็นที่พักแขก แขกของวัดบ้าง แขกของสวนโมกข์บ้าง สมัยนั้นการเดินทางยังไม่สะดวก บางครั้งต้องพักที่นั่นก่อนค่อยเดินทางมาที่นี่ เวลาเจ้าคณะภาคมา ก็เคยพักที่นั่น ข้าราชการก็มี ที่จำได้แน่ ผมลงไปช่วยด้วยก็คือ เขามาเผยแผ่โสตทัศนศึกษา เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเครื่องฉายสไลด์ยาว รูปร่างเหมือนกับปืนใหญ่ เขาก็พักที่นั่นแหละ ฉายลงมาจากบนสโมสรเลย จออยู่ทางตะวันออกไกลทีเดียว

          เมื่อย้ายมาอยู่ที่นี่แล้ว กิจการทางหอสมุดและสโมสรก็ค่อย ๆ เลิกไป เป็นส่วนหนึ่งของวัดชยารามไป มีท่านธนฯ เป็นผู้มาดูแลเป็นเจ้าอาวาส เดี๋ยวนี้ก็ใช้เป็นอาคารของโรงเรียนพุทธบุตร ดังที่เห็น ๆ กันอยู่

? อาจารย์ครับ ตอนพบสวนโมกข์ปัจจุบัน พบอย่างไรครับ

          ก็ตอนไปดูและการทำไม้ในป่า เดินผ่านที่แปลงนี้บ่อย ๆ จนวันหนึ่งจึงถามกันขึ้นว่า นี่มันที่ของใคร ทางเดินยาวเฟื้อยยืดไปเลย มีต้นมะพร้าวเหลาะแหละ ๆ เป็นที่ของใคร ก็มีคนบอกว่า ของหลวงพรหมปัญญา เขาจะขายถูก ๆ เขาเคยบอกขาย ๓๕ บาท ไม่มีคนซื้อ ทั้งหมดนี้แหละ (หัวเราะ) ผมก็เลยสนใจว่า ที่ตั้งเยอะแยะนี่ (หัวเราะ) ก็เลยติดตาม ๆ จนรู้ได้ว่าอาจจะซื้อได้ เพื่อทำเป็นแบบสวนโมกข์ขึ้นอีกแห่งหนึ่งจะดีกว่า เพราะพอเดินเข้ามาดู มันน่าดู มีภูเขาตรงกลาง มีลำธาร ตอนนั้นมีน้ำมาก ก็เลยพยายามติดตามติดต่อเพื่อพบเจ้าของ ก็ได้นัดพบกันที่ตลาด เจ้าของเขาไปอยู่บ้านดอนแล้ว แกก็พูดตรง ๆ บ้าระห่ำของแก (หัวเราะเฮ่อะ ๆ) ว่า โอ ท่าน ท่านจะซื้อ ท่านมีทางจะบอกบุญได้มาก ผมเอา ๓,๐๐๐ บาท (หัวเราะเฮ่อะ ๆ) เคยจะขาย ๓๕ บาท จะเอา ๓,๐๐๐ บาท มันบ้าที่สุด เราก็เฉยเสีย บอกว่าแพงนัก เราเฉยเสีย ต่อมาแกคงเกิดความลำบากทางการเงิน ถูกความต้องการเงินบีบคั้นเข้า ๆ ก็ลดลงมาเรื่อย ลดเรื่อย ติดต่อกันมาจนผลสุดท้าย ตกลงกันราคา ๔๕๐ บาท วัดได้ ๙๐ ไร่ ไร่ละ ๕ บาท ตอนนั้นเราก็คิดจะทำอะไรให้มันน่าดู เรายังหวังว่าจะซื้อ จะขอจากที่ที่ติดต่อกันให้ได้อย่างน้อย ๒๐๐ ไร่ ทำไปทำมามันได้ตั้ง ๓๑๐ ไร่ สวนโมกข์เก่านั้น เราเช่าเพียง ๗๐ ไร่ เฉพาะตอนบน ข้างล่างมันมีที่อีก เป็นป่าจาก ยุงชุม สู้ไม่ไหว แล้วการคมนาคมไม่สะดวกนัก ถนนแบบเดี๋ยวนี้ยังไม่มี สู้ที่นี่ไม่ได้ มันมีหวังจะทำให้ใหญ่โตอย่างไรก็ได้ มันสนองกิเลสได้มากกว่า (หัวเราะเฮ่อะ ๆ)

          ตอนนั้นมหาเฉวียงอยู่วัดชยาราม ก็เลยขอให้มหาเฉวียงมาอยู่ที่นี่ มหาเฉวียงมาอยู่เป็นคนแรก (หัวเราะ) แล้วนายอ้น พ่อของภารโรงโรงเรียนวัดชยารามสมัยนั้นมาอยู่ด้วย ก็แล้วแต่ว่าจะทำอะไรกันได้ ทีนี้ประชาชนแถวนี้เขาอยากจะมีวัด พอว่าจะมีวัดเขาจึงช่วยสิ ช่วยใส่บาตร ช่วยทุกอย่าง มหาเฉวียงก็ทำอะไรก๊อกแก๊กไปตามเรื่องของแก นายอ้นก็ทำตาลมะพร้าว บากต้นมะพร้าวเสียหายไปหลายต้น มหาเฉวียงอยู่สักปี ๒ ปี ผมจึงตามมาอยู่บ้าง เลยไป ๆ มา ๆ อยู่ทั้ง ๓ แห่ง (หัวเราะ) มันไม่ใช่ย้าย มันสร้างเพิ่มขึ้น อยู่ที่นี่บ้าง อยู่วัดชยารามบ้าง ไปพุมเรียงนาน ๆ ครั้ง ตอนนั้นมหาสำเริงอยู่พุมเรียง ต่อมามหาสำเริงมาช่วยงานทางนี้ จนพุมเรียงไม่มีใครอยู่ มันเหลือวิสัยที่จะรักษาก็ต้องปล่อยเลิกไปร้างไประยะหนึ่ง (๒๔๘๙-๒๕๑๔) ของที่ขนได้ก็ขนมาที่นี่ กุฏิก็ยกให้วัดใหม่พุมเรียงไป กุฏิหลังเล็กที่ผมเคยใช้เขียนหนังสือนานที่สุด ก็ยกมาที่นี่ หามกันมา ๒ หลังเล็ก ๆ ผู้ใหญ่ชิตสมัยยังบวชอยู่เป็นคนให้จัดการหามมาไว้ ของอย่างอื่น ๆ ก็ขนลงเรือกันมา สัก ๒ เที่ยวก็หมด เอาของลงเรือตรงคลองพุมเรียง ตรงที่ผ่านหลังวัดสวนโมกข์เก่า พาออกสู่ทะเล แล้วเข้าคลองไชยา เข้ามาจนถึงปากด่าน ม้าปูนที่ตั้งอยู่หน้ากุฏิคุณนุ้ย ก็ขนมาคราวนั้น

<-- ^ -->

...

ชีวิตและผลงาน > ประวัติ > อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" >
>
หัวเลี้ยวหัวต่อของการเติบโต

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.