||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส
เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา
พระประชา ปสนฺนธมฺโม  สัมภาษณ์
บทที่ ๓ ช่วงแห่งการบุกเบิก

 

ขยับขยายและบุคคลในท้องถิ่น


กุฏหลังแรกที่จัดสร้างขึ้นในสวนโมกข์ที่พุมเรียง
เพื่อให้พระมหาเงื่อมมีสถานที่สะดวกแก่การเขียนหนังสือ ท่านพักอยู่ที่นี่ประมาณ ๑๐ ปี
ผลงานเขียนชิ้นสำคัญ ๆ ทั้งตามรอยพระอรหันต์ และพุทธประวัติจากพระโอษฐ์
ก็เขียนขึ้นขณะพักที่กุฏิหลังนี้

? อาจารย์ครับ แรกสุดอยู่หลังโบสถ์แล้วต่อมาขยับขยายอย่างไรครับ

          ผมอยู่หลังโบสถ์ปีกว่าเห็นจะได้ ต่อมาเมื่อเริ่มทำหนังสืออะไรจริงจังขึ้น ก็ต้องการจะอยู่พ้นปลวกเสียที ก็มาทำหลังที่ ๒ ตรงขอบสระเล็กออกไปทางทิศตะวันตก ใต้ต้นมอด ทำด้วยสังกะสีทั้งหลัง ดูเหมือนน้าหง้วนจะเป็นคนออกค่าสังกะสีให้ ทั้งหลังก็ใช้สังกะสี ๒๕ บาทเท่านั้น กว้าง ๒ ศอก ยาววาหนี่ง สูงก็จะวาหนึ่งด้วย ตั้งอยู่บนเสา ปักเสาแล้ววางบนเสา สูงเทียมอก ต่อมาย้ายมาที่นี่ด้วย เอามาวางสูงจนคนรอดใต้ถุนได้ ดูเหมือนจะเอามาวางตรงลาน ตรงกับหินโค้งเดี๋ยวนี้ ข้างทางที่จะขึ้นเขาพุทธทอง ตอนนี้ผุพังไปหมดแล้ว ที่สวนโมกข์เก่า ผมอยู่หลังนี้นานที่สุด เขียนหนังสืออยู่ที่นี่เกือบ ๑๐ ปี เตียงนอนเป็นโต๊ะเขียนหนังสือไปในตัว หลังอื่น ๆ ก็ทำแบบเดียวกันนี้ ฝาเปิดออกได้ทุกด้านจากระดับขอบเตียงพอดี ใช้ไม้ยันออกไป ต้นมอดดูเหมือนจะตายไปแล้ว นกขุนทองป่าชอบกินลูกของต้นนี้เข้าไปทั้งลูก ครู่เดียวก็ถ่ายเม็ดออกมาลงบนหลังคา นกขุนทองมันจะมากินไปพลางย่อยไปพลางถ่ายไปพลาง ถ้ามาหลายตัวเราต้องอดทนอย่างยิ่ง มันถ่ายลงบนหลังคาสังกะสีโพ้งพั้ง ๆ ๆ ๆ เราต้องทำใจเป็นพิเศษมันจึงจะเขียนหนังสือได้ เราไม่ไล่มันไปเพราะมันส่งเสียงร้องเพราะดี นกขุนทองนี่ถ้ามันมากันเป็นฝูง ๆ มันร้องเพราะเหมือนกัน ตัวหนึ่งร้องเสียงสูง ตัวหนึ่งร้องเสียงต่ำ มันร้องประสานกัน โว้ง หว่อง หว่อง โว้ง มาทีเดียว ๒๐ ตัวก็เคยมี

          ต่อมาก็สร้างกุฏิตรงเนินสูงหลังหนึ่ง เป็นหลังสูง แล้วก็ที่ตรงยางสมเด็จอีกหลังหนึ่ง ท่านปัญญาอยู่ที่หลังยางสมเด็จนี่แหละ ท่านบุญชวน (พระราชรัตนกวี - ปัจจุบันเป็นเจ้าคณะจังหวัดชุมพร) อยู่หลังสุดนั่น ใต้ถุนใช้เป็นที่นั่งประชุมบ้าง ทีนี้เขาก็ทำไม้ล้วนอีก ๔ หลัง เผื่อเหลือเผื่อขาด เผื่อแขกมาพักบ้าง จำได้ว่าสวนโมกข์เก่านี่มีกุฏิมากที่สุดไม่เกิน ๑๐ หลัง

          ตอนแรก ๆ ก็โยมอุบาสก ๔ คนนั่นแหละช่วยกันสร้าง ตอนหลังนี่ผมทำกันเองกับพระเณรที่อยู่ด้วยกันชุดหนึ่ง ก็กุฏิไม้ ๔ หลังนั่นแหละ ไม้ก็ไสกบกันเอง หลังคามุงจาก จากสมัยนั้นถูก ร้อยละบาท ๒ บาทเท่านั้น ถ้าชนิดที่ซื้อจากบ้านดอนก็ ๓ บาท ไม้ก็ซื้อจากบ้านดอน บางทีก็ฝากเรือซื้อ บางทีก็ลงไปซื้อเอง บรรทุกเรือเดินประจำ เรียกว่าเรือถุงเมล์ เพราะแต่ก่อนเคยเป็นเรือถุงเมล์ให้ระหว่างบ้านดอน ต่อมาเลิกเดินถุงเมล์แล้วก็ยังเรียกเรือถุงเมล์ตามเดิม เดินระหว่างพุมเรียง - บ้านดอนเวลามุงจากผมใช้ไม้เป็นกลอน แล้วตีตาปูเอาไม่ได้มัดด้วยตอกแบบชาวบ้านทั่วไป มันรุงรัง ไม่สวย

กุฏิอีกแบบหนึ่งในสวนโมกข์เก่า
ทรงนี้มีทั้งหมด ๔ หลัง
เพื่อไว้ให้แขกผู้ชายพักด้วย
กุฏิชุดนี้ท่านอาจารย์
และพระเณรช่วยกันสร้างเองทั้งหมด
ภาพบน กุฏิที่ท่านอาจารย์ยืนอยู่นั้น
ท่านเคยใช้เป็นที่พักผ่อนเป็นประจำอีกหลังหนึ่ง
ภาพชุดนี้ถ่ายไว้ตั้งแต่สมัยท่านอาจารย์ยังอยู่ที่นั่น

 

? โรงเรียนนอกจากนี้ยังมีอะไรอีกครับที่สวนโมกข์เก่า

          มีอีก ๒ อย่างคือโรงฉันกับโรงเรียน (หัวเราะ) ตอนแรกทำโรงฉันโยกได้ เพราะตอกติดกับต้นยางเวลาลมพัดยางโยกโรงฉันก็โยกด้วย ต่อมาก็ทำเป็นโรงฉันมุงจาก อยู่ปากบ่อ ตอนล่าง ใกล้ต้นมะม่วงใหญ่ ที่นั่งฉันทำด้วยแคร่ไม้ไผ่ ไม่มีโรงครัวอะไร เป็นที่นั่งฉันเท่านั้น อีกหลังหนึ่งอยู่ระหว่างโรงฉันกับสระเล็ก เป็นโรงเรียนมุงหลังคาจาก ทำกันเองเหมือนกัน ไปตัดไม้จากทะเลกัน เรียกไม้พวา เป็นไม้ป่าใกล้ชายเลน แข็งดี ไปตัดที่ชายทะเลฝั่งแหลมโพธิ์ไปทางแหลมซุย ขอแรงเขาช่วยแจวเรือไปและช่วยตัด เราพระเณรไปขนทีละลำ วันละลำ ๒-๓ ทีก็เสร็จ เลือกเอาแต่ไม้พวา ที่ชาวบ้านเขาเรียกไม้วา เราเชื่อว่าตัวหนังสือต้องพวา เพราะมันมีคำพังเพย "ปะพวา ปาตะโก" พบลูกพวาก็ปาตะโกทิ้ง เพราะพวาอร่อยกว่า ตัดมาให้ได้ความยาวตามที่ต้องการ ง่าย ๆ ไม่มีอะไรยาก

          มาถึงก็เอามาทำโรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ตีซี่โดยรอบ กั้นจากหน่อยหนึ่ง มีกระดานดำ เราก็อธิบายธรรมด้วยกระดานนั้น เลยเรียกว่าโรงเรียน ไม้ทำซี่ก็ตัดเอาไม้เล็ก ๆ ในป่าละเมาะใกล้ ๆ วัดนั่นเอง

? ตอนนั้นสอนอะไรกันครับ

          สอนธรรมะชั้นสูง และวิชาสามัญระดับมัธยม ๓ มีพระเณรอยู่ด้วยกัน ๕-๖ รูปแล้ว ตอนนั้นคิดจะปั้นเณรชุดพิเศษกัน พระเณรจากวัดอื่น วัดโพธาราม วัดหัวคูก็พลอยไปฟังด้วยก็มี ไม่ได้สอนให้ไปสอบ สอนให้มีความรู้ และยังเปิดสอนบาลีสมัครเล่นนิดหน่อย ตอนอาจารย์สัญญาไปเยี่ยม ก็ยังเข้าไปนั่งเป็นนักเรียนในโรงเรียนนี้ ฟังเรื่องปฏิจจสมุปบาท ขอให้ไปฟังในโรงเรียน เพราะมีกระดาน อธิบายสะดวกกว่าพูดกันแต่ปากเฉย ๆ

          ต่อมา เมื่อเรามีหนังสือหนังหามากขึ้น ดูเหมือนจะอยู่ได้ประมาณ ๗-๘ ปีแล้ว ได้สร้างกุฏิหลังสูงขึ้นอีกหลังหนึ่ง ทางด้านตะวันออกของสระเล็ก อยู่ตรงขอบสระ เพื่อสะดวกแก่การเก็บหนังสือปลอดภัย เป็นทำนองหอสมุดกลาย ๆ แล้วก็ใช้เป็นที่อยู่และทำงานด้วย ข้างล่างเป็นที่นั่งสนทนาธรรมกันได้ ใต้ถุนโล่ง

? อาจารย์ครับ การก่อสร้างอะไรต่าง ๆ ในสวนโมกข์ที่พุมเรียง ชาวบ้านในท้องถิ่นมีส่วนร่วมอย่างไรหรือเปล่าครับ

          ไม่ต้อง มันไม่จำเป็น นอกจากอุบาสก ๔-๕ คนนั้นแล้ว เราก็ทำกันเองได้ เรื่องทุนเรื่องรอนก็ไม่ต้องใช้มาก ทางคณะธรรมทานเขารับผิดชอบอยู่แล้ว มีเงินมรดกของโยมหญิงไว้ให้ใช้เพื่อกิจการเหล่านี้ ตอนหลังเจ้าคุณลัดพลีฯ ก็เข้ามาช่วยอีกแรง จะทำกุฏิเพิ่มสำหรับการฝึกพระเณรรุ่นพิเศษ เจ้าคุณลัดชีพฯ เหมาหมดคนเดียว ๕ หลัง หลังละ ๔๕ บาทเท่านั้น กับชาวบ้านจึงไม่ต้องเกี่ยวข้องกันในเรื่องนี้ อ้อ มีอยู่อย่างหนึ่งการขุดลอกสระเล็ก นั่นได้ชาวบ้านทุ่งชาวลำไยมาช่วย มาครั้งละ ๑๐ คนบ้าง ๒๐ คนบ้าง อย่างมากไม่เกิน ๓๐ คน พวกนี้ชำนาญมาก ใช้จอบเป็นเครื่องมือ ฟันแล้วเหวี่ยงขึ้นมาไกล ๆ ได้ตั้งหลายวา เขาประกวดกันว่าใครจะซัดได้ไกลกว่ากัน ตัวเขาอยู่ในสระ สามารถเหวี่ยงขึ้นมาข้างบนให้ดินไปตกห่างขอบสระได้ไกลตั้ง ๓-๔ วา เชี่ยวชาญมาก รูดด้ามจอบเกือบตลอดทั้งด้าม

          ความจริงผมก็ยังไม่ได้สนิทสนมกับชาวบ้านทุ่ง ชาวลำไยที่มาช่วยนัก แต่มีหัวหน้าอุบาสกคนหนึ่ง ที่ตอนหลังเขามาอยู่ในคณะธรรมทานด้วย เขาไปติดต่อบอกกล่าวกันมา เขาชื่อนายดาว ใจสะอาด คนนี้แหละที่ผมเคยเล่าว่าเป็นข้าราชการคนหนึ่งที่เวลาเดินผ่านหน้าบ้านผม ก่อนที่ผมจะบวช จะแวะคุยธรรมะกันจนไปทำงานสายบ่อย ๆ ออฟฟิศเขาอยู่บ้านล่าง ต้องเดินผ่านหน้าบ้านผม เขาเป็นนายไปรษณีย์ พอเกษียณแล้วก็ชอบช่วยเหลือวัด มีความเป็นผู้นำนิดหน่อย เป็นคนพุมเรียง บ้านอยู่หลังวัดโพธาราม ผมปรารภให้เขาฟังว่าอยากขุดสระ อยากให้สระเล็กมีน้ำ เขาเห็นด้วย ก็เลยไปบอกกล่าวกันมา

? อาจารย์ครับ สมัยนั้นอาจารย์วางความสัมพันธ์กับชาวบ้านในพุมเรียงอย่างไรครับ ทำไมอาจารย์จึงถูกบางคนมองเป็นพระบ้า อาจารย์มีเจตนาที่จะยกระดับชาวบ้านที่พุมเรียงในทางธรรมะหรือเปล่า ผมทราบจากหนังสือพิมพ์พุทธสาสนาว่ามีการเทศน์ที่บ้านธรรมทานทุกวันพระ ไม่ทราบว่าได้ผลแค่ไหน มีพระอื่นไปช่วยเทศน์ด้วยหรือเปล่าครับ

          เรื่องว่าพระที่สวนโมกข์เป็นพระบ้านั้น มันเป็นเรื่องของอุบาสกคนหนึ่งดังที่เคยเล่าไว้แล้ว (เล่ม ๑ หน้า ๑๓๖) แล้วเด็ก ๆ มันก็เอาไปว่าตาม มันก็ไม่ได้มาว่าใส่หน้า เวลาเดินบิณฑบาต ได้ยินเด็กมันว่าตามหลัง "พระบ้ามา ๆ ๆ" แล้วชวนกันวิ่งออกข้าง ๆ ทาง กลัวจะถูกทำอันตรายเอา เด็ก ๆ มันก็คงเห็นแปลก เพราะเราอยู่ตามลำพัง คนเดียว บิณฑบาตคนเดียว ดูเหมือนจะมีอยู่คราวหนึ่ง สมัยหนึ่งด้วยที่ผมล็อคกุญแจที่ประตูทางเข้า เวลาคนมาหาต้องตะโกนให้มาเปิดประตู และดูเหมือนจะเคยเขียนไว้เล่น ๆ ว่า "ห้ามเยี่ยม เชิญกลับได้" อะไรทำนองนี้ จำไม่ค่อยได้เสียแล้ว แต่แรก ๆ นั้นประตูรั้ว หรือแม้แต่ที่พักก็ไม่ได้ล็อค ปีที่เริ่มมีหนังสือมาก มีลังหนังสือแล้ว จึงล็อคแต่ลังหนังสือ หมายถึงตอนอยู่หลังโบสถ์เมื่อมีกุฏิแล้ว ตอนหลังนี่ก็ล็อคทั้งนั้น ล็อคหมด

          ส่วนความสัมพันธ์กับชาวบ้าน ผมไม่ได้วางอะไร การจะยกระดับอะไรยิ่งไม่ได้คิด เพราะลำพังวัตถุประสงค์ ๓ ข้อ การเผยแผ่ความรู้ธรรมะชั้นลึก การค้นคว้าพระไตรปิฎก การตามรอยพระอรหันต์ ๓ แขนงนี้มันก็เหลือกำลังอยู่แล้ว ธรรมเนียมเก่า ๆ ที่สมภารต้องไปเยี่ยมตามบ้านที่คุ้นเคยกันผมก็ไม่ได้ทำ วันพระก็ไม่ได้มีกิจกรรมทำบุญอะไรกันที่วัด เพราะไปจัดที่บ้านโยมซึ่งเปิดเป็นห้องธรรมทานอยู่แล้ว มีเทศน์กันทุกวันพระตอน ๑ ทุ่ม ก็มีมาฟังราว ๒๐-๓๐ คนเท่านั้น ที่มันจุได้ไม่มากกว่านั้นเท่าไร มันก็ไม่ได้ผลอะไร เพราะคนพุมเรียงจะมีสักกี่คนที่เป็นนักศึกษาธรรมะจริงจัง ก็คงเพียงได้ยินอะไรที่แปลกบ้างเท่านั้น

          งานที่ได้ผลบ้าง มันออกไปในทางหนังสือพิมพ์ ออกไปถึงคนในต่างจังหวัด คนที่ศึกษาธรรมแท้ ๆ สมัยนั้นนับว่าน้อยมาก ประชาชนในท้องถิ่นอยู่ในฐานะที่รับไม่ได้ ยิ่งพวกข้าราชการ ไม่มีเลย ไม่มีหวัง ไม่อาจจะฟัง ฟังไม่ไหว เป็นของที่ไม่เคยมี เคยมีแต่ที่วัดแบบโบราณ มาทำที่บ้านยิ่งแปลกกันไป เคยมีพระอื่นมาเทศน์บ้างสักครั้ง ๒ ครั้ง พระสมุห์แช่มดูเหมือนจะเคยสักที อีกคนที่ชาวบ้านชอบคือสามเณรประมัยเทศน์หลายหน ชาวบ้านชอบมากกว่าผมอีก เขาพูดจาโผงผางดี ชัดเจนดี เรื่อง ๆ เดียวกันแต่เขาพูดน่าฟังกว่า เป็นเณรโต อายุมากแล้ว เขาธุดงค์มากับมหาโฮม รู้เรื่องสวนโมกข์จากหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา เขาธุดงค์กันมา ตอนแรกคิดจะสร้างวัดป่าแบบป่าช้าที่ประจวบฯ แต่ไม่สำเร็จ เลยเลยมาที่นี่ มหาโฮมอยู่ราว ๒ เดือนก็กลับ เณรประมัยเขายังไม่ยอมกลับ เขาชอบ เขาอยู่ต่อเขาพักกันอยู่ที่กุฏิทำแบบประทุนเรือ ทำด้วยไม้ไผ่ เขาไอเป็นเลือดออกมา ทั้ง ๒ คน แล้วเขาก็คิดว่าผมนี่แหละใช้วิชาอาคม จะทำให้เขาตาย เขาคิดกันถึงขนาดนั้น (หัวเราะ) ต่อมาเขารู้ว่าเพราะโดนละอองขี้มอดไม้ไผ่ เขาก็มาขอโทษ ผมไม่รู้เรื่อง เขามาบอกว่าเขาเคยคิดรุนแรงอย่างนั้น ว่าผมเล่นวิชาคาถาอาคมทำให้เขาต้องเลือดออก มหาโฮมเขาทำสมาธิ สนใจเรื่องผี คุยกันว่าที่บ้านแกเต็มไปด้วยผี ประชาชนนับถือผีไม่รู้กี่ชนิดต่อกี่ชนิด ยุ่งยากไปหมดเกี่ยวกับเรื่องผี มาชวนผมไปปราบผี ต่อมากลับไปอยู่วัดสระปทุม ได้เป็นเจ้าคุณอะไร ส่วนเณรประมัยเคยแต่งหนังสือเรื่องพุทธานุวัตร ตอนหลังกลับไปเป็นวัณโรคหรืออะไรตายเสีย

          ตอนอยู่สวนโมกข์เก่านั้น การไปสวดมนต์บังสุกุลตามบ้านที่มีงานก็ไม่ได้ไป ชาวบ้านเขารู้กันโดยนัยว่าต้องการจะเก็บตัว แม้พระบางองค์ที่วัดอื่น ที่เขาเข้าใจ เขาก็ช่วยกันบอกต่อ ๆ กันไป พระบางองค์ที่คุ้นเคยหวังดีก็บอกกันต่อไปกับประชาชนว่า อย่ามากวน การไปเทศน์ตามวัดนั้นจะมีบ้างสักครั้ง ๒ ครั้ง

          ตามธรรมดา ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปก็ไม่ค่อยจะเข้ามาที่วัด ที่จะเข้ามามากก็ตอนมีการทำบุญในวันพิเศษ เช่นวันตายาย ที่เราไม่ได้ไปร่วมกับวัดอื่นเขา แต่ก็ไม่มากนัก เฉพาะคนที่คุ้นเคยเท่านั้น คนจะมามากที่สุดคราวหนึ่งก็ตอนมาต้อนรับสมเด็จ (พุทธโฆษาจารย์ - เจริญ วัดเทพศิรินทร์) ท่านมาเยี่ยมและค้างที่สวนโมกข์คืนหนึ่ง (๒๖ มิ.ย. ๒๔๘๐) คนมาเต็มวัด พระทุกวัดก็ไปพบไปกราบ พาชาวบ้านไปถวายอาหาร เจ้าคณะจังหวัดคนก่อน พระธรรมปรีชาอุดม ยังไปร่วมด้วย ไปบัญชางานทั้งหลายในวัด ต้อนรับสมเด็จ เจ้าคณะอำเภอเป็นตัวตั้งตัวตีบอกชาวบ้านให้นำอาหารมาถวาย ก็เลี้ยงกันอย่างป่าที่สุด ปูเสื่อฉันกลางดิน ตรงที่ผมเรียกว่ายางสมเด็จนั่นแหละ ผมไปรับที่สถานีรถไฟ ขาท่านไม่ดียังอุตส่าห์เดินระยะทางตั้ง ๕-๖ กิโล

? อาจารย์ครับ แล้วความสัมพันธ์กับวัดอื่น ๆ เป็นอย่างไรครับ ยังไปมาหาสู่กันหรือเปล่า


"
ดอกลั่นทมมีมากตลอด ๒ ข้างทาง
ได้ดอกเป็นกะละมัง ต้มกะทิ ใช้ส้มมะขาม ใส่หัวหอม
ไม่ได้ใส่เนื้อใส่ปลาอะไร ผมมันกินง่ายอยู่แล้ว
นิมนต์มาฉันเป็นของแปลกสำหรับคุณ
แต่บางองค์ก็ฉันไม่ได้ จะอาเจียนก็มี

"

          ก็ไปมาหาสู่กับพระรุ่นราวคราวเดียวกัน ที่วัดหัวคู (ศักดิ์คุณาราม) มีพระประสบอยู่ เป็นเพื่อนกัน ก็เคยไปกิน ไปเล่น ไปฉันเพล อาจารย์ทุ่มที่วัดนอก (อุบล) ก็ยังอยู่ แกไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจเรื่องที่เราทำ เรื่องเมืองนอกเมืองนานี่แกไม่รู้ แต่ว่ามีความหวังดี มีความปรารถนาดีเต็มที่ แต่นาน ๆ ไปเยี่ยมเยียนกันที แกต้องบังคับให้ดูโชคชะตาเสียที เอากระดานมาแล้วถามวันเดือนปี แกจำไม่ได้ มันหลายคนนักที่มาดูกับแก แล้วทุกครั้ง แกต้องบอกเรื่องสึกไม่ได้ เมียจะต้องมีชู้ โชคชะตาภรรยาจะต้องมีชู้ ดูทุกครั้ง บอกทุกครั้ง

          นอกจากนั้น นาน ๆ ทีเราก็นิมนต์พระที่คุ้นเคยมาฉันอะไรแปลก ๆ ที่วัด เช่น ยำดอกพยอม ที่สวนโมกข์เก่าต้น

          พยอมมีมาก แต่นี่ก็ไม่พิเศษนัก เพราะชาวบ้านเขาก็ยำกันอยู่แล้ว เรายังมีแกงพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือแกงดอกลั่นทม ดอกลั่นทมมีมากตลอด ๒ ข้างทาง ได้ดอกเป็นกะละมัง ต้มกะทิ ใช้ส้มมะขาม ใส่หัวหอม ไม่ได้ใส่เนื้อใส่ปลาอะไร ผมมันกินง่ายอยู่แล้ว นิมนต์มาฉันเป็นของแปลกสำหรับคุณ แต่บางองค์ก็ฉันไม่ได้ จะอาเจียนก็มี (เฮ่อะ ๆ ๆ ๆ)

? อาจารย์ครับ พระที่ไม่เข้าใจอาจารย์มีไหมครับ

          พระครูโพธาภิรักษ์ เจ้าอาวาสวัดโพธารามองค์ต่อมาไม่เข้าใจ องค์นี้เลยเข้าใจผิด สรุปคล้าย ๆ กับว่าผมเป็นพระอันตราย พระอันตราย ให้ทุกคนระวังไว้ (เพราะอะไรครับ) ก็ไม่เหมือนที่แกรู้ หรือแกพูด หรือแกทำอยู่ ยังเข้าใจผิดมากกว่านี้อีก คือแกคิดว่าผมนี่ต้องการเป็นใหญ่เป็นโต ข้ามหน้าข้ามตา ผมก็ไม่เคยคิด แต่นี่มันเป็นขึ้นมานี้ มันเรื่องฟลุค แกก็ประหลาดใจเหมือนกัน เขาก็ไม่เคยคิดว่าผมจะได้เป็นเจ้าคุณเป็นอะไรกัน เป็นเข้า มันก็ประหลาดใจ

<-- ^ -->

...

ชีวิตและผลงาน > ประวัติ > อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" >
>
ขยับขยายและบุคคลในท้องถิ่น

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.