|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส พระประชา ปสนฺนธมฺโม สัมภาษณ์
|
|||
|
ไหว้พระเช้าเย็น แล้วก็อ่านหนังสือบ้าง ไปเที่ยวตามป่าใกล้ ๆ นั้นบ้าง ไม่เรียกว่าเป็นกิจวัตรได้เท่าไรนัก ทำวัตรเช้าตอนหัวรุ่ง แล้วก็ออกบิณฑบาต ในตลาดพุมเรียงนั้นแหละ เรากะเวลาออกหลังจากพระอื่นเขากลับหมดแล้ว เพื่อจะได้ไม่ต้องเดินหลบ เดินหลีกกัน เวลาสวนทางกันจะได้รักษาความสงบเงียบได้ด้วย ออกจากวัดก็เดินเรื่อย ๆ ตรงไปถึงบ้านโยม แล้วก็กลับ เพราะมีห่อกับข้าวตุงนังเต็มบาตร ไปอีกไม่ได้ บ้านโยมกับบ้านแม่เจี้ยมตรงกันข้ามจะใส่กับข้าวเป็นประจำ ทำกระทงแล้วห่อใส่ใบตองกลัดไม้กลัดแบบห่อขนม บ้านอื่นส่วนมากก็ใส่ข้าวเปล่า มีบางบ้านที่ใส่กับข้าวบ้างแต่ไม่ประจำ ตอนหลังเมื่อมีพระเพิ่มขึ้น ก็มีบ้านน้าเอี่ยม บ้านป้าเล็ก ใส่ประจำเพิ่มขึ้น บางทีบ้านป้าแหวก็ใส่ด้วย พอกลับมาถึงวัด ตากวยก็จะคอยถ่ายข้าวให้ ที่เหลือจากฉันแกก็เอาไปกินเย็น บางวันถ้าเป็นวันที่ชาวบ้านทำบุญอะไรเป็นพิเศษ เช่น ฤดูแห่พระ ชาวบ้านที่ลงไปจากบ้านทุ่ง บ้านลำไย เขาจะเดินผ่านทางหน้าวัด พอเราออกบิณฑบาตแค่หน้าประตูวัด เขาก็จะใส่ข้าวต้มที่มัดด้วยเชือกบ้าง ข้าวหลามบ้าง เสียจนเต็มบาตร ก็ไปไม่ถึงบ้านโยม วันนั้นก็ได้ฉันข้าวกับข้าวหลาม หรือข้าวต้มไป (หัวเราะเบา ๆ) ฉันเสร็จครั้งเดียวแล้วก็ว่างไปทั้งวัน อ่านหนังสือบ้าง คุยกับคนที่ไปเยี่ยมบ้าง อย่างตากวยนี่แกก็ไปทุกวันก็คุยกันเสมอ ตากวยแกเป็นคนแปลกอย่างที่เคยเล่าแล้ว เป็นชาวบ้านนอก ชาวป่า แถบปากหมาก (ตำบลหนึ่งในไชยา) มาสนใจเรื่องของนักปราชญ์ น้อยคนจะทำได้ ตอนแก่ ๆ แกมาอยู่วัด ภรรยาแกตายแล้ว แกอยู่คนเดียว ตอนหลังดูเหมือนไปอยู่วัดหัวคู ผมก็เคยช่วยเหลือแกบ้าง ต่างคนต่างพึ่งพากันอยู่ ที่แปลกพิเศษก็คือ แกชอบเป็นชีวิตจิตใจที่จะจำเรื่องเก่า ๆ ในอดีตต่าง ๆ เสียดายตอนนั้นไม่มีเครื่องบันทึกเสียง แกเล่าไว้มาก จดไม่ไหว มันมากเหลือเกิน กาแก้ว การาม กี่องค์ ๆ อยู่วัดไหน แกจำได้หมด เรื่องเจ้านายต่าง ๆ เหตุการณ์พิเศษทางกรุงเทพฯ ใครไปใครมา เป็นความรู้ที่มีประโยชน์ และก็มากด้วย ส่วนการทำสมาธินั้น ระยะแรกผมก็ไม่ได้ทำจริงจัง ยังยึดถือไอ้ความรู้จากการศึกษาค้นคว้า ตอนนั้นก็เริ่มค้นพระไตรปิฎก และเริ่มเขียนตามรอยพระอรหันต์ แต่ปีแรกยังไม่ได้ออกหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา ก็มีเวลาว่างมาก ออกไปเที่ยวตามป่าใกล้ ๆ บ่อย ๆ มีตาหลวงมินเป็นเพื่อนเที่ยว นับเป็นช่วงที่ประหลาดที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต มีเวลานึกคิดอะไรมาก นึกอะไรออก (หัวเราะ) ก็บันทึกไว้จดไว้ จนใช้คำว่าวิปัสสนาคือวันคืนแห่งการคิด นั่นมันผิด ที่จริง มันควรจะพูดว่าวิปัสสนาคือวันคืนแห่งการดูธรรมชาติมากกว่า
เดินเล่นมากกว่า เดินเล่นเมื่ออ่านหนังสือเหนื่อย ๆ ทางเข้าที่ลงจากเนินลงไปถึงโบสถ์เป็นทางตรง แต่ก่อนมีคู ๒ ข้าง เดี๋ยวนี้ลบหมดแล้ว ตรงนั้นใช้เป็นที่เดินจงกรมได้ ต่อมาเมื่อสร้างกุฏิ ๔-๕ หลังแล้ว ระหว่างกุฏิก็ทำเป็นที่เดินจงกรม แล้วทางด้านหลังป่า พื้นที่ทางตะวันตกของวัดเป็นทราย ทำเป็นที่เดินจงกรมพิเศษยาวตั้งเส้นเห็นจะได้ ทำให้กว้างวาหนึ่ง เส้นนี้เดินกันจนลึก
ว่าถึงของเล่นมันก็ไม่มีหรอก ไอ้ของเล่นอย่างที่เป็นวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ วิทยุก็ยังไม่มี อะไรก็ไม่มี แต่เล่นปลูกต้นไม้ ปลูกในกระถางเล็ก ๆ ปลูกต้นไม้สวยงาม และเราก็คุ้นเคยกับสัตว์ ไก่ป่าบ้าง แย้บ้าง แย้นั้นจะเรียกว่าโง่ที่สุดก็ว่าได้ (หัวเราะ) เอาไอ้แขนงไม้อ่อน ๆ ที่มันมีใบอ่อนตรงปลายสักใบหนึ่ง หมุนคลึงกับดิน มันก็วิ่งเข้ามาหาจนถึงมือ จนเข้ามาในมือ จนจับมันได้ อย่างนี้ความโง่ของแย้
ใบอะไรก็ได้ เอามารูดเสียให้หมดเหลือแต่ใบเดียวหรือ ๒ ใบอย่างมากอยู่ที่ตรงปลายสุด แล้วก็หมุนกลิ้งเหมือนอย่างกะแมลง อีกอย่างหนึ่งที่มันชอบกินคือลูกของต้นกระดูกไก่ (มะลิป่า) พอมันสุกดำเราก็ปลดให้แย้ มันพยายามปีนขึ้นไปเหมือนกัน แต่มันก็ไม่ถึง เราก็ปลดโยนให้ ปลดโยนให้ จนคุ้นเคย รอพอลูกมันสุกดำมากแล้ว เราก็ไปสักที โยนทางโน้น โยนทางนี้ มันก็มารอบทิศ มารอบตัว เข้ามากินไอ้ลูกกระดูกไก่ดำ กระทั่งตอนหลังโยนข้างเท้ามันก็ขึ้นมากินบนเท้า นี่เป็นการเรียกแย้โดยไม่ต้องใช้คาถา ใช้ลูกกระดูกไก่ ตอนหลัง ๆ นี่เรียกได้ด้วยมือเปล่า ๆ ทำท่ายกมือ ทำท่าเหมือนจะขว้าง มันก็มาเหมือนกัน บางทีก็มากัดกันให้ดูด้วย สนุกกันใหญ่ ไอ้ตัวผู้ที่มาจากทิศทางต่าง ๆ กัน บังเอิญมาเจอกันที่นี่ก็กัดกัน
นั่นแหละหลายตัว ไอ้ตัวผู้หัวโจกมันไม่ค่อยกี่ตัว ๓ ตัว ๔ ตัว นอกนั้นเป็นตัวเมีย เป็นตัวที่ไม่มีฤทธิ์เดชอะไร ตัวผู้ที่ว่านี้สด สีสดสวย แล้วก็ทำท่ายกขาหน้าขึ้น ๒ ข้าง และกระโจนใส่กัน ท่าทางสวยเหมือนกับกางใบ ไอ้โครงข้างคอ มันจะกางออกได้ ถ้ามันโกรธจัดหรือมันจะกัดกัน และสีสด นี่เป็นแย้ตัวผู้ ตัวเมียไม่มีสีเลย สมัยเด็ก ๆ เราเคยเรียกว่า เป็นแย้ ๒ ชนิด เรียกตัวผู้ว่าแย้กระดาน เรียกตัวเมียว่าแย้ข้าว ที่จริงมันเป็นตัวเมีย สีซีด ไม่ค่อยกัด ไอ้แย้ตัวผู้นี่ พอเห็นกันเข้าละก็ จะต้องลองกำลังกันจนกว่าจะแพ้กันไปข้าง แย้กัดกันนี่สวยมาก ถ้าถ่ายวีดีโอไว้จะน่าดู
มันไม่ได้อยู่เป็นฝูงหรอก มันอยู่ใกล้ ๆ กัน เราเรียกมาทีก็เป็นฝูงขึ้นมารอบด้านเลย พอมันเห็นมือมันก็มารอบด้าน มาทุกทิศ ตรงหน้าโบสถ์นั่นแหละ ตอนนั้นเราไม่เลี้ยงหมา ไม่เลี้ยงแมว ที่เป็นข้าศึกกับแย้ แย้เลยพร้อมที่จะเป็นมิตร สัตว์น่ะ ถ้าเราแสดงอาการเป็นมิตร มันก็เป็นมิตร ไอ้ที่เสาโบสถ์เก่าตอนนั้น มันมีโพรง แล้วไอ้ลูกตะกวดมันเข้าไปอยู่ในรูนั้น เสานั้นอยู่ตรงประตู เราต้องเดินเข้าออกประตู พอเข้าไปมันออกมาโผล่หัวเชียวล่ะ พอเราเดินผ่านมันผลุบ พอเราผ่านไปแล้วมันก็โผล่มาอีก พอเดินมาอีกก็หลุบอีก ต่อมามันคงจะขี้เกียจ มันก็เลยไม่หลุบ ผมเอามือไปแตะหัวมันจึงหลุบ หลาย ๆ หนเข้า เอามือไปแตะมันก็ไม่หลุบ และมันหลับตาด้วย หลับเสียเลย ลูบหัวมันได้แสดงว่ามันพร้อมที่จะเป็นมิตร แต่มนุษย์ไม่แสดงอาการเป็นมิตรนี่ เจอตะกวดมันก็เอามาแกงกินเสีย
อ๋อ เดิมมันเป็นไก่ป่า ทีนี้เผอิญเอาไก่เล็คฮอนมาปล่อยไว้ตัวหนึ่งก็เลยผสมกับไก่ป่า ได้ไก่ป่าพันทางหลาย ๆ อย่าง ผสมครั้งแรกลูกออกมาขาวผ่องก็มี เหมือนเดิมก็มี พออีกสักชุดรุ่นหลานนี่ แยกย้ายเป็นหลายสี หลายอย่าง ทำให้แปลกออกไปยิ่งขึ้น ในรุ่นต่อ ๆ มา ทีนี้พอไอ้ตัวผู้ที่เป็นพ่อพันธุ์นั่นตายไปแล้ว มันก็ค่อย ๆ เปลี่ยนกลับไปหาธรรมชาติเดิมของมัน ตอนรุ่นที่ ๒ ที่ ๓ นี่มันแปลกมาก ลาย ๆ เหมือนกับไก่บาพลีมัธก็มี ขาวเหมือนเล็คฮอนก็มี อีกอย่างเราก็เลี้ยงปลาเล่น แม้เราจะอยู่แบบนั้น ชาวบ้านเขายังเอาข้าวตอกไปให้ตอนหัวพรรษา เหมือนกับวัดอื่น ๆ เราอยู่องค์เดียว ๒ องค์ก็กินไม่หมด ผมก็เลยเอามาเลี้ยงปลาดุก ปลาดุกในสระนั่นแหละ ปลาดุกชอบ ปลาอื่น ๆ ก็ชอบเหมือนกันแต่ไม่เท่าปลาดุก ตอนเย็น ๆ ก็มักพายเรือเล่นในสระ ดูนกเป็ดน้ำดูอะไรเหมือนที่เคยเล่าไว้แล้ว
ใครเอามาให้ลืมเสียแล้ว ลืมชื่อเสียแล้ว ดูเหมือนจะเป็นพระที่วัดโพธาราม พระลาย ท่านลาย ตาหลวงมินน่ะไปหามา ตาหลวงแก่ ๆ เป็นคนที่ช่วยเหลือในด้านท่องเที่ยวของเรา พาผมไปเที่ยวทุกหนทุกแห่งในป่าแถวนั้น ท่านลายเป็นเด็กของตาหลวงมิน ตาหลวงนี้เป็นคนไปบอก นั่งเต็มที่ ๒ คนน้ำจะเข้าแล้ว นั่งคนเดียวสบาย เย็น ๆ ไปพายรอบสระ ฤดูที่มีน้ำนะ รอบบ้าง ๒ รอบบ้าง (หัวเราะหึ ๆ) หัดพายเรือเป็นก็ตอนนี้ นึกออกแล้ว ท่านลายแกเป็นคนทำเรือลำนี้ เป็นเรือสำปั้นที่ใช้กับเรือใหญ่ที่เป็นเรือเดินทะเล แกเป็นช่างทำเรือทั้งที่เป็นพระ ทำเรือของเจ้าคุณชยาภิวัฒน์ (หนู) ด้วย
แกเป็นคนไม่ได้ทำอะไร เป็นคนว่าง ครั้งสุดท้ายอยู่วัดนอก (อุบล) ก่อนนี้อยู่วัดเหนือ แกเข้ามาขอรับใช้ช่วยเหลือเรา แกร้องเสียงได้ทุกอย่าง เสียงสัตว์ เสียงนก เสียงแมว เสียงอะไร ไม่รู้เป็นพรพิเศษอะไรของแก ร้องได้เหมือนจริง
ไม่ใช่พราน เป็นชาวบ้าน แกร้องนกเขาได้ จนพี่ชายแกหลงนึกว่าเป็นนกเขาจริง ไปต่อนก ต่อไปต่อมา ไปต่อเอานกคน ได้ยินว่าตอนเป็นฆราวาส แกเคยไปประกวดร้องสัตว์กันในรัชกาลที่ ๕ และตาหลวงมินนี่แพ้ ไปแพ้ฝรั่ง ฝรั่งทำเสียงจานตกแตกได้ แกทำไม่ได้ เสียงสัตว์อื่น ๆ นี่แกทำได้ เสียงแมวกัดกันนี่ร้องได้เหมือนแมวกัดกันเลย และแกมันคนพ้นอาบัติแล้ว ช่วยเราขุดดินตัดไม้สารพัดอย่าง ฉันเช้าแล้วก็มักมา บางทีฉันเพลแล้วมา อยู่จนค่ำ บางทีอยู่จนค่ำจนดึก ช่วยทำทุกอย่างที่เราต้องการ แต่แกเป็นคนที่ไม่ได้รับการศึกษา ไม่รู้ไอ้เหลี่ยม ไอ้ตรง ไอ้คด ไอ้โค้ง พวกนี่แกไม่รู้ ให้ปลูกต้นไม้สองข้างถนนให้ตรง แกก็ปลูกโค้ง แกบอกว่ามันตรง มันตรงกันทุกต้น (หัวเราะ) แกว่ามันตรงกันทุกต้นตลอดโค้ง แกเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่แกล้งทำ
อันนี้ผมก็ไม่รู้
คุย คุยเล่นสนุก ให้แกเป็นฝ่ายคุย และเราก็ฟัง แล้วเราก็แสดงอาการพอใจ
แถวเหนือน้ำนั่นแหละ ไปตามไร่พวกแขกอิสลาม เขาออกมาทำไร่สับปะรดกันบ้าง อะไรบ้าง ไอ้ไร่ข้าวก็มี แกรู้จักไปเสียทุกเรื่อง บางไร่มีหญิงสาวสวยคนเดียวเฝ้าอยู่ หญิงสาวจริง ๆ ผมประหลาดใจ เออนี่มันยังไงกันหนอ ไม่มีผู้ชายมารังแก มากวน ศีลธรรมยังดีอยู่มาก แม้ในหมู่อิสลาม ต่อมาอีกไม่กี่ปีมันก็เปลี่ยนหมด เพราะมันมีการรังแกกัน ทีแรกมันไม่มี ทีหลังมันเปลี่ยนหมดจนไม่มีใครกล้าให้ลูกสาวอยู่เฝ้าไร่คนเดียว
เราก็เดินไปกับแกเฉย ๆ แกรู้จักนี่ แกก็คุยตามแบบของแก ผมไม่ต้อง บางทีก็เป็นไร่คนไทย บางทีก็เป็นไร่แขก บางที เดินไปก่อนเพลไปฉันมะพร้าวอ่อน ฉันสับปะรดบ้าง
อยู่คนเดียวโดยมาก พอหลายองค์เข้ามันก็ชักจะยุ่ง ไม่ค่อยมีเวลาไปเที่ยว งานมันมากขึ้น พอมีหนังสือพิมพ์พุทธสาสนาออกมางานมันก็เพิ่มมากขึ้น ๆ ๆ ตอนแรก ๆ ไม่ได้นึกคิดจะทำอะไรจริงจัง ปล่อยไปตามอารมณ์ ตามความคิดนึกชั่วขณะ ว่าวันนี้จะทำอะไรดี วันนี้จะไปเที่ยวที่ไหนดี วันนี้จะพักผ่อนหย่อนใจอะไรกันดี เป็นเวลาที่ประหลาดยุคหนึ่ง มันฟรีที่สุด
อ๋อ มันไม่ได้บังคับตายตัว บางวัน บางเวลา บางยุค บางสมัย ไม่ได้ยึดถือ ไม่ได้ผูกมัด อยากจะฟรีสักกี่วันก็ได้ ไม่มีใครบังคับ แล้วก็ไม่มีอะไรที่จะบังคับ แถวบ่อน้ำร้อนนี่ก็เป็นที่ที่เคยมาเที่ยวเล่น
ไม่ค้าง กลับค่ำก็ได้ อ้อมไปลงทางล่าง แล้วจะกลับไปวัดอีกทางเป็นวงกลม
มันสนุกที่ว่ามันไม่เคย ไม่เคยทำ มันมีรสชาติแปลก ตาหลวงมินนี่เขาพาไปได้ทุกแห่ง ไม่ว่าจะไปไหน รู้จักทางลัด รู้จักทางตรง ฉันข้าวริมทางรถไฟก็มี บิณฑบาตที่ตลาดไชยา ชาวตลาดเขาช่วยใส่ข้าวและกับ พอได้แล้วก็เดินออกมา เดินไปตามทางรถไฟ มุ่งหน้าไปทางท่าฉาง (หัวเราะ) มันเป็นประสบการณ์อันหนึ่ง ฉันข้าวไม่มีน้ำ น้ำไม่มีที่จะลงไปเอา ที่ทุ่งนาหรือริมทางรถไฟก็ไม่เห็น ไม่มีทางจะเอาน้ำได้ ก็เลยใช้มือรูดไปตามใบหญ้ารังไก่ ที่เขาใช้รองก้นกระจาดขนมจีน นั่นแหละ เป็นเฟินชนิดหนึ่ง เป็นหญ้าที่มีน้ำค้างเกาะมากที่สุด ทุก ๆ ใบของมันจะมีน้ำค้างหยดหนึ่ง เราเอามือลูบมาดูดกินได้ นิดหนึ่ง ๆ ๆ หลายหนก็พอเหมือนกัน ใช้ล้างมือพอเปียกก็ฉันข้าว แล้วก็ฉันน้ำค้างจากใบไม้ ออกจากพุมเรียงเช้ามืด มาสว่างบิณฑบาตที่ตลาดไชยา แล้วเดินตามทางรถไฟทำท่าจะไปท่าฉาง แต่วกกลับเสียครึ่งทางตรงเขาน้ำผุด นี่เรายังรำลึกได้ว่าเคยกินน้ำค้างจากใบหญ้า (หัวเราะ) แต่หญ้าอื่นไม่ค่อยมี มันมีเฉพาะหญ้ารังไก่ ไปดูสิ เวลาเช้าตรงไหนมีไอ้หญ้ารังไก่ที่ขึ้นกำลังงาม ใบเขียวดกน่ะ ทุกปลายใบจะมีหยดน้ำ เป็นหยด ๆ และใบของมันก็อุ้มน้ำดีด้วย มันตระกูลผักกูด แต่ไม่ใช่ผักกูดนะ ใบมันก็แข็ง
มากับตาหลวงมินสิ คนเดียวเดินไม่ถูก ตาหลวงมินเขาช่วยได้ทุกอย่าง ช่วยผมอยู่ ๓-๔ ปี ต่อมาก็ค่อย ๆ ห่างออกไป เมื่อไม่ค่อยมีอะไรจะทำด้วยกัน ต่อมาอีกหลายปีแกก็ถูกจับสึก เพราะดื่มน้ำเมา ได้ความว่าคนทำน้ำตาลเมาข้างวัด เป็นพรรคพวกแกมาก่อนตั้งแต่สมัยที่แกยังเป็นฆราวาส เอาน้ำตาลเมามาให้แกฉัน ตอนแรกคงเอาใส่กาใส่อะไรมาก่อนโดยไม่ได้บอก และคงทำด้วยความรักความหวังดีต่อแก เพราะรู้ว่าแกเป็นคนชอบน้ำหวานเมามาก่อน น้ำกระแช่ น้ำตาลเมา พอมาดื่มเข้าอีกวิญญาณเก่าก็ทำให้บังคับตัวเองไม่ได้ ก็เลยแอบขโมยกินเรื่อยมา แล้วหนักเข้า ๆ กินมากเข้า ๆ จนเขาจับได้ ไอ้กาน้ำชาตั้งรับแขกนั่นแหละ (หัวเราะ) แกรินฉันเรื่อยไป คนไม่รู้นึกว่ากินน้ำชา บางทีมันเป็นน้ำตาลเมา เป็นกระแช่ จนเขารู้เข้าก็บุกขึ้นไปจับ ก็ต้องสารภาพอยู่ดี เพราะมันมีหลักฐานพยานขนาดนั้น ก็ต้องยอมสึก ตอนคบอยู่กับผมไม่มีแววอะไรปรากฏว่าจะเป็นอย่างนี้ แกช่วยเหลือผมหลายอย่าง แนะนำให้รู้จักชื่อสัตว์และต้นไม้หลายชนิด นอกจากพาเที่ยวแล้วยังคอยช่วยระวังไฟไหม้หญ้าคาในฤดูแล้ง เวลาคนเดินผ่านแล้วทิ้งเศษไฟเข้ามาในเขตวัดหรือในดงหญ้าคาใกล้ ๆ วัด เมื่อสึกแล้วมาอยู่ทางบ้านวัดนบ (ตำบลเลม็ด) เมื่อผมย้ายมาอยู่สวนโมกข์นี้แล้ว แกก็ยังมาหา ตอนหลัง ๆ ก็ลำบาก ผมก็ช่วยเหลือแกให้ของ ให้หยูก ให้ยา ให้ไม้ขีดไฟ อะไรที่พอให้ได้ก็ให้แกไป แกตายไปหลายปีแล้ว ผมก็ไม่ได้ไปเผาแก
มีอยู่คราวหนึ่ง สนุก แต่สุดท้ายทนไม่ไหว (มันไม่เชื่องหรือครับ) มันเชื่องอย่างชนิดอีกา ที่เขาพูดกันว่าเชื่องอย่างแมลงวันนั่นแหละ แมลงวันน่ะเชื่องแต่จับมันไม่ได้ เชื่องนกกระจอก เชื่องแมลงวัน เชื่องอีกา
อ้าว เราก็ให้กินอาหารที่เหลือ โยนอะไรให้มันกิน มาก ๆ เข้า จนทีหลัง มันมากินถึงในบาตร ขณะที่เราฉันอยู่ ตอนหลังอะไรน่าสงสัย มันคาบไปหมด เทียนไขนี่มันคาบไปทั้งซอง ไปฉีก ๆ กัดกินที่ปลายยอดยาง แล้วหล่นลงมาเกลื่อนไปหมด ตอนสุดท้ายที่ทนไม่ได้คือมาขี้รดถังน้ำ มาเกาะปากถังน้ำแล้วก็ขี้ ๆ ลงไป (ถังน้ำอะไรครับ) ถังน้ำแบบบ่อ หล่อด้วยพิมพ์แบบบ่อ เป็นถังไว้รองน้ำจากหลังคาโบสถ์ มันกว้าง เป็นทรงกระบอก หาฝาปิดก็ไม่สะดวก ก็เลยไม่ได้ปิด อีกามาขี้รด น้ำก็กินไม่ได้ หนังสือหนังหาก็เหมือนกัน คาบไปฉีกเล่นบนยอดยาง และในที่สุดก็ไม่ให้กินเด็ดขาด และก็ขว้างเอาเลย หลายวันเข้า ก็ค่อยหายไป ๆ ๆ
ผมเคยนับได้ ๔๙ ตัว อีกาที่มากินอาหาร วันหนึ่งนับได้ ๔๙ ตัว เริ่มจากนั่งฉัน โยนให้ ทีนี้พอมันคุ้นมากบางทีก็มาแย่งเอาจากในบาตร นอกจากนั้นมันยังขี้รด โดนบ่อยเหมือนกัน มันมาคอยดักอยู่ที่ประตู พอเข้าประตูมามันก็บินคุ้มกันมาข้างบนเลย จนมาถึงที่อยู่ บางทีมันขี้รดเลย เลอะเทอะหมด นี่มันสู้ไม่ไหวอย่างนี้ มันสู้ไม่ไหวจริง ๆ ชาวบ้านเขาจึงไม่คบ
ไม่ได้ตั้งใจหรอก เพราะมันมากด้วยกัน มันบินมารับ แล้วมันบินตามเพื่อจะไปที่ฉัน บินไปคล้ายกับหลังคามุง ๒๐-๓๐ ตัว พอมันขี้ บางทีมันก็ถูกเรา ที่รวม ๆ กันหมดนี่แล้วก็สู้ไม่ไหว ก็เลยเลิก เดี๋ยวนี้ก็หายไปหมด ไม่รู้ไปไหน
เมื่อแรกมาอยู่ที่นี่ก็ยังมีบ้าง ๔-๕ ตัว เด็กเขาดักคล้อง เอาสายเชือกทำบ่วงฝังไว้ใต้ทราย แล้วก็โปรยข้าวแถวบ่วง แล้วแอบดูอยู่ พออีกาเข้าไปในบ่วงนั่นก็กระชากติด จับได้ ที่โรงฉันเก่านั่นแหละ ดูเหมือนจะไอ้นันท์ เด็กชื่อนันท์ ถอนขนหางออก ถอนขนปีกที่ยาว ๆ ออกหมด เหลือคล้ายกับนกคุ่ม ไม่มีใครรู้จักว่าอีกา ล่ามไว้ให้คนดู เด็ก ๆ มาดูไม่รู้ว่านกอะไร จำไม่ได้ แล้วขนไม่ทันงอก ไม่ทันได้ปล่อยกลับ ตัวอะไรมากัดเสีย กลางคืน จะเป็นอีเห็นหรืออะไรก็ไม่รู้ อีกานี่เลี้ยงดูเล่นได้ แต่อย่าไปทำจริงกับมันจะลำบาก เราลำบากเอง
มันอาศัยอยู่ในป่าแถวนั้นแหละ เพราะแถวนั้นมันเป็นป่าเล็ก ๆ รก ๆ เรื่อยขึ้นไปจนถึงเหนือน้ำ จนถึงลำไยก็มี ทั้งที่ชาวบ้านคอยไล่ยิงอยู่เสมอ มันก็ไม่หมด คืนนั้นมันมากินลูกแตงโมที่เราปลูกไว้ ฉันแล้วก็มีชาวบ้านเพาะเม็ดเป็นหลุม ๆ พอเป็นที่เป็นทางหน่อย พอมันออกลูกจวนจะสุก หมูป่ามันก็ออกมากิน เดือนหงาย ผมนอนมองดูจากหน้าต่าง ปลูกไว้ระหว่างสระเล็กกับโบสถ์ ตรงนั้นนิดเดียว มันแจ้งโล่ง ก็ไม่กี่กอ ไม่กี่หลุม ต่อมามันก็ถูกยิงหมด พวกล่าหมูนั้นมีหลายคน ค่อยยิงก็ค่อย ๆ หมดไป
|
|||
|
> ชีวิตพระอีกแบบหนึ่ง |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org