|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส พระประชา ปสนฺนธมฺโม สัมภาษณ์
|
||||
|
อ๋อ ไม่เป็นกิจจะลักษณะอะไร ไม่เรียกว่าติดต่อได้ เขาคงหมายถึงศึกษาธิการอำเภอ บ้านแกอยู่ใกล้ ๆ กัน แกพูดทำนองประกาศปาว ๆ ว่า เขาประกาศรับสมัครครูประชาบาล ถ้าผมจะไปเป็นครูประชาบาล เขาจะให้ทีเดียวเงินเดือน ๆ ละ ๑๒ บาท เลื่อนจากเดิมที่ตั้งไว้ ๘ บาท เขาไม่ได้ติดต่อโดยตรง เขาพูดปาว ๆ เท่านั้น ตอนนั้นคนจะเป็นครูไม่ต้องจบครูอะไร จบมัธยม ๓ ก็เป็นกันได้แล้ว ผมไม่ได้มีความคิดไปทางนั้น ทำงานที่บ้านมันได้ประโยชน์มากกว่าที่จะเป็นครูเดือนละ ๑๒ บาท แล้วเราก็ไม่มีหัวทางราชการ รู้สึกไม่ชอบด้วยซ้ำ
พอเราลงมาจากกรุงเทพฯ (ปลายปี ๒๔๗๔*) ก็มาพักอยู่ที่วัดใหม่ (พุมเรียง) ซึ่งเคยอยู่มาก่อนตั้งแต่ต้น โดยได้ติดต่อทางจดหมายกับนายธรรมทาสแล้วว่ามีวัตถุประสงค์อย่างไร มาถึงก็พักอยู่ที่ในโบสถ์วัดใหม่ เพราะมันสะดวกหลายอย่างเงียบดีด้วย แล้วก็มีเณรตามมาด้วยองค์หนึ่งอยู่ด้วยกันสักเดือน พ่อบังคับให้กลับ ถูกจดหมายพ่อเรียกกลับก่อน ไม่ทันย้ายไปอยู่สวนโมกข์ เมื่อลงมาแล้วก็เริ่มหาที่ที่เหมาะสม โดยมีคณะอุบาสกธรรมทาน ๔-๕ คน เป็นคนออกไปสำรวจ ไม่นานนัก สักเดือนกว่า ๆ จึงตกลงกันว่าจะใช้วัดร้างชื่อวัดตระพังจิก เป็นวัดที่ผมไม่เคยรู้ด้วยซ้ำไป พวกนายเที่ยง นายกวย พวกนี้เขารู้มาอย่างไรก็ไม่ทราบ แล้วก็แนะกันไปดู ไปดูครั้งเดียวเห็นว่าพอใช้ได้ก็เอาเลย ต่อจากนั้นเขาก็ไปทำที่พักให้ง่าย ๆ หลังพระพุทธรูป * การขึ้นปีใหม่สมัยนั้น กำหนดเอาวันที่ ๑ เมษายน มาเปลี่ยนเป็น ๑ มกราคม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔
มันก็ไม่มีเรื่องอะไรนัก เป็นวัดร้างมานาน เป็นป่ารก ครึ้มไปหมด เป็นที่ ๆ ชาวบ้านเขาชอบไปเขี่ยเห็ดเผาะ เขาใช้เหล็กอันเล็ก ๆ เขี่ยดินหาเห็ดเผาะ แถวนั้นมันมีมาก ผู้หญิงจะไปหาเห็ดเผาะ ผู้ชายจะไปหาเห็ดโคน พวกชอบกินหมูป่าก็จะไปล่าหมูป่าที่แถวนั้น และเป็นที่กลัวผีของเด็ก ๆ พวกผู้หญิงที่ไม่มีลูก ก็ไปบนบานขอลูกกับพระพุทธรูปในโบสถ์ร้างที่เขาถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ในทางนั้น ในสระก็ว่ามีผีดุ มีผีอยู่ในสระ มีไม้หลักที่เรียกว่าเสาประโคนปักอยู่กลางสระ สมัยเราไปอยู่ใหม่ ๆ ยังมีส่วนเท่าขาที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ แต่ที่อยู่ในโคลนนั้นขนาดใหญ่เท่าต้นมะพร้าวเห็นจะได้ ส่วนที่อยู่ใต้ดินนี้ พอล้างแล้วเหมือนกับไม้สด ๆ ที่เราตัดมาใหม่ ๆ ไม่เน่า ไม่เป็นอะไรเลย เพราะถ้ามันลึกลงไปสักเมตรมันก็ไม่มีอากาศที่ทำให้กร่อน ไม่รู้ว่ามันมีความมุ่งหมายอย่างไรแน่ แต่ที่พูดกันมาลาง ๆ เลือน ๆ แล้วก็คือ จะบังคับยักษ์บังคับผีอะไรพวกนี้ไม่ให้ขึ้นมาอาละวาด ไม่ให้คนตกน้ำตายในสระนั้น มันคงเป็นธรรมเนียมขุดสระแบบนี้เขาต้องมีพิธีทางไสยศาสตร์ ทางอะไรอยู่ แม้แต่สระเล็กที่อยู่ข้างโบสถ์ก็มีเหมือนกัน
สระตระพังจิก ที่ยังอยู่ในสภาพเดิม ภาพนี้ถ่ายไว้ก่อน พ.ศ. ๒๔๘๙ สระใหญ่ตอนนั้นก็ยังมีน้ำทั้งปี หน้าแล้งตอนลึก ๆ ก็ยังมีน้ำเหลืออยู่ มีต้นกระจูดขึ้นเต็มไปหมด พอถึงฤดูน้ำ น้ำก็ท่วมเกือบมิดกระจูด แต่คงไม่ลึกท่วมหัวเอาพายหยั่งดูมันก็ยังไม่สุดพาย มันมีนกเป็ดน้ำมาไข่ มาออกลูกที่นั่น พายเรือค่อย ๆ ดูนกเป็ดน้ำ บางทีไปเจอรัง ที่ทำขึ้นด้วยฝอยหญ้าแห้งของไอ้กระจูดนั่นเป็นพวงใหญ่เลย แล้วแม่มันกกไข่อยู่ตรงนั้น กกไข่ในน้ำ น้ำตรงนั้นจะอุ่นเป็นพิเศษ ถ้าเราลองคลำ ๆ ดูน้ำอุ่นจนลูกออกมาได้ ออกได้กระทั่งในน้ำเหมือนอย่างกับสัตว์น้ำเลย ออกลูกมาไม่มีขน ขาวโพลน ถ้าตกใจเรา มันก็ลงไปคาบหญ้าลึก ๆ ใต้น้ำ มิฉะนั้นมันลอย คือตัวมันเป็นไขมันทั้งนั้น มันลอย ต้องลงไปคาบหญ้าเอาไว้ พอเราไปแล้วเหลียวดู เดี๋ยวสิมันค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาว่ายกันยั้วเยี้ย พอตกใจก็ลงไปคาบหญ้าเสียทีหนึ่ง จนกว่าจะค่อย ๆ งอกขน คงตั้งนานกว่าจะบินได้ อาจจะสัก ๒-๓ เดือน เมื่อผมอยู่ผมขอร้องไม่ให้ใครแหย่ไม่ให้ใครกวน อย่าว่าแต่ยิงเลย เพียงแค่ไปซัดไปขว้างเราก็ขอร้อง มันเคยมามากเป็นพัน ๆ ตัวโดยประมาณสัก ๒-๓ พันตัวก็มี เป็นบางวัน แล้วพอสว่างขึ้น จะบินหนีกันไป มีเหลือบ้าง คล้าย ๆ มันจะเป็นลูกอ่อนหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ มันไม่ไปหมด พอค่ำลงก็ทยอยกันมา ตอนดึก ๆ ก็เจี๊ยวจ๊าวกันหมด เป็นนกเป็ดน้ำ ดูจะเป็นพันธุ์เดียว พันธุ์ธรรมดา
วัดนี้เคยเป็นวัดเจ้าคณะเมือง เทียบเท่าเจ้าคณะจังหวัดในปัจจุบัน อย่างน้อยก็เคยอยู่กันมาองค์หรือ ๒ องค์ องค์สุดท้ายก็คือ ท่านกาแก้ว (พิน) หรือพระครูสมุห์พิน วัดตระพังจิก ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เจ้าพระยาสมุหพระคลัง ซึ่งคุมหัวเมืองปักษ์ใต้ ยกทัพกลับจากไปปราบหัวเมืองทางชายแดนปักษ์ใต้ ผ่านพุมเรียงซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองไชยาสมัยนั้น ก่อนจะกลับไปกรุงเทพฯ ได้สร้างวัดสมุหนิมิตไว้ใหญ่โตมโหฬาร สร้างเสร็จก็ขอหรือจะบังคับให้พระครูสมุห์พิน ย้ายจากวัดตระพังจิกไปอยู่วัดที่สร้างใหม่นั้น ผมไม่แน่ใจว่าเมื่อตอนย้ายไปนั้น เป็นพระครูศรีสังฆราชาลังกาแก้วแล้วหรือยัง แต่รู้แน่ว่าเป็นพระครูสมุห์พิน เพราะเห็นในใบสัญญาบัตรแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะเมือง เป็นสัญญาบัตรแบบโบราณ กระดาษว่าวยาวตั้งวา กว้างศอกหนึ่ง เขียนเต็มหน้าหนึ่งเลย มีลักษณะเจ้าคณะหนใต้เป็นคนแต่งตั้ง ไม่ใช่สมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้ง พอแต่งตั้งแล้วจึงทูลในหลวงหรือทูลสมเด็จพระสังฆราช ตั้งให้เป็นเจ้าคณะเมืองแล้วก็กำกับไว้ว่าให้พระสงฆ์ทั้งหลายเชื่อฟัง แล้วให้เจ้าคณะผู้ใหญ่ เช่น เจ้าคณะแขวง มาเซ็นรับทราบต่อท้ายในสัญญาบัตรนั้น แล้วประทับตราทั้ง ๒ ด้านของกระดาษ ตรงกันเลย ตราราชสีห์และตราคชสีห์ ด้านหนึ่งไม่ค่อยมีเขียนอะไร มีแต่ตรากับเขียน ๒-๓ คำ ว่ามาร่วมประชุมแต่งตั้งเจ้าคณะเมือง ส่วนอีกด้านนั้นพูดเสียยืดยาว เช่นแม้ว่าจะยังหนุ่มอยู่ก็เป็นผู้มีความสามารถ ขอให้พระผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายจงเชื่อฟังพระครูสมุห์พิน ผมไม่แน่ใจว่าได้สมณศักดิ์เต็มที่เมื่ออยู่วัดไหน คือสมณศักดิ์เต็มที่ของเมืองไชยานั้น คือพระครูรัตนมุนีศรีสังฆราชาลังกาแก้ว หรือพระครูรัตนมุนีศรีโสมวังลังกาแก้วบ้าง ตอนแรกก็เป็นศรีสังฆราชาก่อน ต่อมาก็เป็นศรีโสมวัง พอท่านย้ายไปอยู่วัดสมุหนิมิต ก็เหลือแต่พระที่ไม่ต้องไปหรือไม่อยากไป แล้วก็ลดลง ๆ จนเหลือองค์เดียว เรียกกันว่าขรัวสี อยู่เป็นองค์สุดท้าย พอตายก็เลิกกัน ทรัพย์สมบัติชิ้นดี ๆ ของวัดก็ย้ายไปอยู่วัดสมุหนิมิตหมด โดยเฉพาะตู้ลายทองต่าง ๆ อิสลามแก่ ๆ คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าทันเห็น เคยมานั่งคุยกับขรัวสี (หัวเราะเบา ๆ) มีกุฏิอยู่ทางหลังโรงฉันปัจจุบันที่มีป่าคั่นอยู่ แล้วจะมีที่เตียนอีกแห่งหนึ่ง ตรงนั้นแหละจะเป็นที่ตั้งกุฏิขรัวสี ตอนผมไปอยู่ไม่มีซากอะไรเหลือเลย เพราะทำด้วยไม้ ร้างประมาณ ๘๐ ปี คนคงเอาไปใช้กันหมด สมัยก่อนที่ยังเป็นวัดเจ้าคณะเมืองคงเป็นวัดคามวาสี เป็นวัดบ้าน บ้านเรือนของเจ้าเมืองและข้าราชการ ก็ตั้งอยู่ใกล้กับวัดทางด้านตะวันออกที่เป็นหมู่บ้านอิสลามในปัจจุบัน ที่วัดก็มีการศึกษาปริยัติธรรมกัน เมืองไชยาเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงสำหรับผู้มีการศึกษา เป็นชั้นครูบาอาจารย์ คนจากถิ่นอื่นจะมาเรียนกันที่ไชยานี้ ทั้งชุมพร หลังสวน แม้สงขลาก็ยังเคยมาเรียนที่ไชยา จนมาตกค้างอยู่กระทั่งมรณภาพก็มี ได้ยินว่าชื่อพระครูวินัยธรบุตร เป็นตัวตลก ย้ายไปย้ายมาระหว่างวัดโพธารามกับวัดสมุหนิมิต ต่อมาเคยมีเจ้าคณะเมืองไชยาชั้นพระครูรัตนมุนีอยู่วัดโพธารามติดต่อกันถึง ๒ องค์ ครั้งสุดท้ายไปอยู่วัดสมุหนิมิตอีก วัดสมุหนิมิตคล้าย ๆ วัดหลวง ต่อมามันทรุดโทรมลงมาก ทางการดูเหมือนจะเป็นเทศาฯ จึงขอร้องให้พระชยาภิวัฒน์ (หนู) ซึ่งเคยอยู่วัดโพธาราม ให้ไปอยู่วัดสมุหนิมิตเป็นเจ้าคณะเมืององค์สุดท้ายจนกระทั่งมรณภาพ แม้สมัยเจ้าคุณชยาภิวัฒน์ (หนู) นี้ ก็ยังมีพระเณรจากต่างจังหวัดมาศึกษาเล่าเรียน มาเรียนบาลีไวยากรณ์บ้าง มาหัดเทศน์มหาชาติบ้าง เป็นการศึกษาอย่างเดิม
อ๋อ ไม่ได้เป็นที่นี่ เป็นที่กรุงเทพฯ เป็นญาติกับพระครูโสภณฯ (เอี่ยม) เคยอยู่กับพระชยาภิวัฒน์ (หนู) แต่ไม่ลงกัน เป็นคนหัวแข็ง มีมานะทิฐิ ไม่ลงกัน เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จนครั้งสุดท้าย ถูกเอาน้ำสาด เพราะนอนตื่นสาย โกรธเลยขึ้นไปกรุงเทพฯ ไปศึกษาเล่าเรียนเป็นมหาเปรียญอยู่วัดเลียบ (ราชบูรณะ) จนกระทั่งได้เป็นสมเด็จพุฒาจารย์ ดูเหมือนได้เป็นตอนย้ายมาอยู่วัดสุทัศน์แล้ว ผมเคยไปพบครั้งหนึ่งที่กรุงเทพฯ ท่านก็แสดงความยินดี เกี่ยวกับการตั้งคณะธรรมทานขึ้นที่บ้านเกิดเมืองนอนของเรา ดูเหมือนจะได้พบกันอีกครั้งที่วัดโพธาราม เมื่อตอนท่านกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด
นอกจากชาวคณะธรรมทานของนายธรรมทาส ๔-๕ คนแล้ว ก็ไม่ได้บอกใคร เป็นเรื่องไม่เปิดเผย เป็นเรื่องส่วนตัว จนกว่าจะไปอยู่วัดตระพังจิกแล้ว จึงค่อย ๆ ทราบกันขึ้น บอกกันเอง ตอนอยู่วัดใหม่ (พุมเรียง) เดือนกว่า ๆ ก็ดูจะไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เที่ยวคุยตามเพื่อนฝูง (หัวเราะฮ่ะ ๆ) กับโยมผู้หญิงก็ยังไม่ได้คุย เรื่องการสร้างวัดป่าแบบกรรมฐานยังไม่เป็นที่รู้จักของคนแถบนี้ ทีนี้พอจะเข้าไปอยู่ก็ต้องสร้างที่พัก ก็คณะตากวย ลุงเที่ยงนี่แหละเขาช่วยกันทำ ลุงเที่ยงแกเป็นช่างไม้ธรรมดา พอทำได้ ทำแบบนี้มันง่าย ๆ แต่เดิมมันมีหลังคาสังกะสี มุงพระพุทธรูปไว้นิดหน่อยพอไม่ให้ถูกฝน ข้างหน้าพอนั่งไหว้พระได้ ที่พักของเราก็ทำเป็นเพิงต่อออกไปจากหลังพระพุทธรูป พาดจากขื่อแล้วต่อออกไป มุงด้วยจาก กั้นด้วยจาก นอนด้วยแคร่ แบบแคร่ไม้ไผ่นั่นแหละ แต่ทำด้วยกระดาน มีเสาค้ำกว้างยาวพอนอนพอดี อยู่คนเดียวด้วย พื้นก็เป็นพื้นดิน แสงสว่างเพียงพอ เพราะผนังตอนใกล้ ๆ หลังคาปล่อยโล่งไว้ แล้วก็ทำตู้ใส่หนังสือโดยเฉพาะ ทำแบบชนิดที่แลดูแต่ไกลเหมือนกับโลงศพ (หัวเราะเบา ๆ) ข้างในเป็น ๒ ชั้น เปิดด้านข้างได้ เปิดข้างบนก็ได้ ตอนย้ายจากสวนโมกข์เก่ามาที่นี่ได้เอามาด้วย แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนแล้ว ตู้หนังสือแบบโลงนี้ก็ตั้งบนเสา ขนานกับหลังพระพุทธรูป แคร่นอนก็อยู่ด้านเหนือ ตั้งฉากกับตู้นี้ ช่วยกันทำอยู่ ๒ วันก็เสร็จ จากก็ซื้อเอา เขาเย็บขายกันเยอะแยะไป มันทำง่ายไม่มีอะไรมาก ปักไม้แล้วกั้นจาก มัด ๆ ก็เสร็จ เว้นช่องยาวเหมือนหน้าต่างไว้ด้านที่ใช้นอน แล้วห้อยไว้ด้วยสบง
ห้องน้ำไม่ต้องทำ ห้องส้วมทำ น้ำอาบน้ำใช้ก็ขุดบ่อเล็ก ๆ อยู่เกือบสุดแดนตะวันออก ตรงที่มีคูเลี้ยว มุมคูมีตอมะพร้าวอยู่ ขุดโคนมะพร้าวลงไป ผมไม่ได้ขุดเองหรอก คณะอุบาสกนั่นแหละช่วยกันทำแบบหล่อในนั้น เขามีแบบหล่ออยู่ที่บ้าน ดูเหมือนลึกสัก ๓ ปล้อง เวลาอาบน้ำก็อาบที่นี่ น้อยครั้งที่จะอาบในสระ เพราะมันมีปลิง ส่วนห้องส้วม ทำตรงที่พอลงมาจากเนินแล้วเลี้ยวไปทางขวา ใกล้ ๆ ที่ทำบ่อโยกอยู่เดี๋ยวนี้ ทำแบบขุดหลุมลึกลงไป แล้วก็กั้นด้วยจากพอบังมิดเมื่อนั่ง มีหลังคานิดหน่อย และก็เก็บขี้เถ้าใส่ปี๊บไว้ เพราะใบไม้มันมาก ตากวยแกก็เผาเป็นขี้เถ้า เก็บขี้เถ้าใส่ปี๊บ แล้วเอาไปวางไว้ในนั้น พอถ่ายเสร็จ ใช้รางไม้ไผ่ผ่าซีก ตักขี้เถ้ารด กลบพอมิด ประหยัด ไม่ได้มีน้ำล้าง แล้วก็ได้ความรู้ไอ้เรื่องนกกระเต็น หรือนกตระกูลนกกระเต็น แต่ที่นั่นมันเป็นนกกระเต็นที่หากินตามคลอง มันมาทำรังข้างผนังบ่อส้วม มันเจาะเข้าไปในดินเป็นรู แล้วออกลูกในรูนั้น เราเคยเข้าใจผิดว่ามันจะออกลูกตามที่ทำรังไว้บนกิ่งไม้ หรือออกลูกตามกลางดิน มันน่าจะสะดวกกว่า มันอุตส่าห์มาเจาะดินเป็นรู และปรากฏว่าไอ้นกคล้าย ๆ กัน ตระกูลเดียวกัน ทำอย่างนี้ทั้งนั้น แม้กระทั่งไอ้นกที่บ้านทางนี้เขาเรียกนกกระจาบช้าง ตัวเกือบเท่านกพิราบแต่ยาวกว่า ก็ชอบออกลูกในรูที่มันขุดเข้าไปในดิน นกกระเต็นนี้เป็นนกกินปลา ต้องอยู่ในที่ที่มีปลา บินโฉบลงมาปุ๊บจับเลย มันบินโฉบลงมาเร็วมาก พอดีกับปลาเซ่อ ๆ ขึ้นมาพอดี (หัวเราะ) มันก็คาบไป คาบดิ๊ก ๆ ไปเลย และมันเคยมาคาบในบ่อที่เราเลี้ยงไว้ที่นี่ ตอนนั้นเณรแผนอยู่ เณรแผนเขาไม่ได้เจตนาจะยิงให้ตายหรอก มันยิงหนังสติ๊กออกไป พอดีถูกป๊อก (หัวเราะเบา ๆ) แม่นเหมือนปาฏิหาริย์ เฮ่อะ ๆ เณรแผนแกละอายหรือกลัวหน้าซีดเลย ที่ยิงนกกระเต็นตาย มันเกาะอยู่บนกิ่งกระท้อน เราไม่ได้บอกให้คอยไล่หรอก แต่เณรเขารู้ว่าเราไม่ต้องการให้มันมาขนปลาไป
|
||||
|
> จุดเริ่มต้นของงานยาวไกล |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org