|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส พระประชา ปสนฺนธมฺโม สัมภาษณ์
|
|||
|
จากใจความในจดหมายข้างบนนี้ แสดงให้เห็นว่าความรู้สึกนึกคิดของอาจารย์ในสมัยนั้น เป็นไปอย่างเข้มข้นตามแบบคนหนุ่ม ที่มีไฟอุดมคติในหัวใจค่อนข้างแรง และการตัดสินอะไรดีชั่วก็เป็นไปอย่างค่อนข้างจะเด็ดขาดจากกัน ประเด็นที่จะขอเรียนถามจากอาจารย์ต่อไปนี้ มุ่งที่จะหาคำอธิบายว่า มีเหตุปัจจัยอะไรบ้างทั้งในส่วนตัวของอาจาย์เองและสิ่งแวดล้อมทางสังคมในสมัยนั้น ที่ผลักดันให้ความรู้สึกนึกคิดของอาจารย์เปลี่ยนไปจากการเรียนบาลีเพื่อโลกธรรม ตามแบบที่เป็นกันอยู่โดยมาก กลายมาเป็นการมุ่งแสวงหาสัจจะตามอุดมคติของพระศาสนา คุณต้องถามทีละข้อ
อย่างนั้นมันไม่ใช่เครื่องวัดที่แน่นอน มันก็เที่ยวเล่นไม่มากเกินไป แล้ว ปธ.๓ มันง่าย ไม่เหมือน ปธ.๔ ปธ.๓ เรียนเรื่องธรรมบท มีทั้งธรรมะ มีทั้งนิทาน จำได้ว่าสมัยนั้นรู้สึกสนุกกับเรื่องที่เรียน
ยังไม่สอบไล่มันก็ยังไม่รู้ชัด แต่ก็เริ่มรู้บ้างแล้วว่าเราไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับอย่างที่เขาสอนกันในโรงเรียน (เฮ่อ ๆ ๆ เบา ๆ ๆ) มันเริ่มรู้สึกบ้าง เริ่ม ๆ เถียงครู แต่เรามันก็รู้ไม่จริงหรอกนะ ก็เลยเถียงครู แต่มันก็ไม่ใช่เป็นเรื่องเถียงอะไรจริงจังนัก เป็นเรื่องแสดงความคิดเห็น พระครูชยาภิวัติท่านก็รับฟังไว้ ในโรงเรียนสิ เวลาเราไปสอบซ้อม เราไม่เห็นด้วยกับเขามากหน่อย มันก็เป็นธรรมดา เพราะเราไม่ได้เรียนกับเขามาตั้งแต่ต้น มันเลยมีความคิดอิสระ
ก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน ที่เราสะสมมา ศึกษามา ก็มีความคิดเห็นของเรา มีความคิดที่ไม่เหมือนเขา แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าเราถูกไปหมดด้วย
นั้นมันมาในตอนหลัง เมื่อสอบไล่เสร็จแล้ว กลับมาพุมเรียงแล้ว มันมีความคิด ความรู้เด่นไปในทางใหม่ของเรา ครั้งเมื่อมาทำเป็นอิสระของเราเอง ไม่ใช่เพื่อสอบไล่นั้นแหละ จึงทำให้แปลได้อย่างอิสระ ไม่มีใครมาบังคับเรา ปีแรกที่ไปเรียนกับเขามันก็ไม่เท่าไร พอปีที่ ๒ ก็เริ่มเห็นว่าไปด้วยกันไม่ค่อยได้แล้ว แต่มันก็อาศัยว่าเรียนไปมากพอสมควรแล้วจึงจะเห็นอย่างนี้ ตอนแรกเราก็พยายามให้เหมือนเขา แล้วที่ไม่เห็นด้วย เราก็พูดขึ้น แล้วมันก็ไปไม่ได้ มันจะไปตามความชอบใจของตัวเองไม่ได้ เพียงแต่ได้เคยพูดได้เคยติงไว้เท่านั้น ตัวอย่างจำไม่ได้ ขืนพูดไปเดี๋ยวก็ผิด มันดูจะเป็นเรื่องเบ็ดเตล็ด ทีนี้พอมาถึงครึ่งปีหลังของการเรียน ปธ.๔ มันก็เริ่มไม่สนุก มันเรียนแบบซังกะตาย เรียนด้วยความประมาทแล้วมันเบื่อ รสนิยมมันเริ่มเปลี่ยน แต่มันนึกว่าปีนี้ต้องสอบไล่แน่ ก็ต้องเรียนแต่ไม่สนุกก็ต้องเรียกว่ามีความโลเลตามแบบของคนที่เป็นอิสระ ถ้าเป็นเณรเล็ก ๆ นี่ ทำไม่ได้หรอก อาจารย์ตีตายเลย มันเปลี่ยนด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่าง เดี๋ยวนั้นเดี๋ยวนี้ เรียกว่าฟุ้งซ่านแหละ
อ่านพระสูตรที่เขาแปลมาลงไว้ในหนังสือพิมพ์ธรรมจักษุ
ธรรมจักษุรุ่นก่อนอ่านตั้งแต่แรกบวช เป็นยุคของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ โน่น มีอยู่ในตู้หนังสือวัดใหม่พุมเรียงที่ผมอยู่ ในนั้นก็มีการแปลสำนวนต่าง ๆ กันของพระผู้ใหญ่สมัยนั้น และยังมีเทศน์มีการเขียนในลักษณะบรรยายธรรม เป็นหนังสือของนักคิดนักเขียนในแวดวงชาววัดของสมัยนั้น ไม่ได้ออกนอกวัด
โอ๊ะ ไม่เกี่ยวกันหรอก ถ้าจะได้อิทธิพลก็ได้อิทธิพลในแง่ที่แปลกันอย่างอิสระ ไม่ได้ในแง่การแปลตามใคร เห็นว่าแปลกันได้ตามแบบอิสระอย่างนั้น มันก็ดีเหมือนกัน เช่น ธรรมดาพระพุทธเจ้าพูดกับพระมหากัสสป ก็แปลว่า "ดูก่อนกัสสป " มีบางองค์แปลว่า "กัสสปจ๊ะ " มันถึงขนาดนี้ เขาก็ยังให้ลง เขาแปลให้อ่านรู้เรื่องและเป็นไทย บางทีก็เป็นไทยมากเกินไป คือสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ท่านเกณฑ์ให้เจ้าคุณต่าง ๆ คือพระเถระผู้ใหญ่แปลกันคนละสูตรสองสูตร แปลมาลงธรรมจักษุสมัยโน้นนะ แล้วพระเถระแต่ละองค์ท่านก็แปลตามพอใจสิ มันจึงต่างกันไป ทำนองคิดจะเปิดให้มีเสรีภาพ ถ้าแปลอย่างแต่ก่อนก็เหมือนกันดิกเลย ยุ่มย่าม ๆ ไปตามแบบที่แปลกันในโรงเรียน
อ๋อ ปธ.๓ ก็เรียน ธรรมบทสิ เล่าเป็นนิทานขึ้นมา แล้วตอนท้ายนิทานก็เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าในคาถาธรรมบท แล้วก็มีคำอธิบายธรรมะแก้คาถาธรรมบทนั้นอีกทีหนึ่ง นิทานธรรมบทกว่า ๓๐๐ เป็นแบบนี้ มี ๓ ตอนทุกเรื่อง ทั้งหมดนี้เป็นของพระพุทธโฆษาจารย์ทั้งนั้น ปธ.๔ เขาเรียนเรื่องมงคลสูตร แต่ละข้อ ๆ เป็นเหตุให้ไปเปิดพระไตรปิฎก ถ้านักเรียนคนนั้นสามารถ และมีพระไตรปิฎกให้เปิด ผมก็เปิดบ้าง แต่โดยมากก็ไม่ต้องไปเปิด เพราะครูสอนให้เสียเลย เท่าที่มีอยู่ในตัวมังคลัตถทีปนี ซึ่งเป็นตัวหลักสูตร สำหรับเรียนกับสอนชั้นนี้ไม่มีนิทานแบบธรรมบทแล้ว เป็นอธิบายธรรมะไปทีละข้อ ๆ แต่การอธิบายนั้น มีการอ้างชาดก อ้างนิทานบ้างเหมือนกัน แต่ตัวมงคลสูตรจริง ๆ เป็นพระสูตรสั้น ๆ เท่านั้นเอง มี ๓๕ หัวข้อ เขาเอามาแต่งเป็นหนังสือเล่มหนา
มี (ฮะ ฮะ ๆ ๆ) เบ็ดเตล็ดเยอะแยะ เท่าที่จะหามาอ่านได้ ชุดใหญ่ ๆ เช่น รวมเทศน์ของเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนโท) หรือเทศน์ของวังอะไรจำไม่ได้ เอาเทศน์ของเจ้าคุณแต่ละองค์มารวมพิมพ์ พระนิยมอ่านโดยเฉพาะพระที่อยากจะเป็นนักเทศน์
เยอะ อ่านเท่าที่จะหามาอ่านได้ สมัยนั้นชุดรวมนิพนธ์ของท่านยังไม่มี มีแทรกอยู่ที่นั่นที่นี่ ต้องหาอ่านเอาเอง เท่าที่จะจำได้ ผมก็ชอบสำนวนแปลของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร วัดเทพศิรินทร์) ก็มีบ้างในตอนนั้น แต่ท่านยังเป็นเจ้าคุณเล็ก ๆ (หัวเราะเบา ๆ) ท่านก็อยู่ในหมู่ผู้แปลสูตรต่าง ๆ ลงในธรรมจักษุด้วยเหมือนกัน
ไม่มีดอก ตอนนั้นยังไม่มี ยังล้าหลัง มันสู้กันไม่ได้ ทางนั้นเป็นเจ้า และพระเจ้าแผ่นดินอุปถัมภ์ ทางมหานิกายจะไปคิดทำอะไรได้
ชอบที่สำนวนท่านสั้นกะทัดรัด ขึงขังดี สำนวนไม่เป็นสำนวนเล่น ๆ เป็นสำนวนผู้หลักผู้ใหญ่ ขึงขัง มีหลักเกณฑ์เป็นนักปราชญ์ ถือได้ว่าท่านเป็นผู้บุกเบิกการตีความธรรมะให้ทันสมัย ตีข้อความปาฏิหาริย์ให้เป็นที่เข้าใจได้ นอกจากนั้นที่ร่วมสมัยกันก็จะมีเทียนวรรณอีกคนหนึ่ง อาจจะทำมาก่อนสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ด้วยสติปัญญาของเทียนวรรณคงแพร่หลายเข้าไปในหมู่พระ เพราะได้พูดอะไรชนิดที่กระทบพระอยู่ในตัว พระก็ล้าหลัง ไม่ทันเขา เขาทันสมัยกว่า ทันสมัยอย่างสมัยนั้นนะ เขาอธิบายอะไรดีกว่าพระ เก่งกว่าพระ นายเทียนวรรณเข้าเรียนธรรมะเหมือนกัน
มันมาจากการเรียนนักธรรม แล้วจะเอาไปแต่งกระทู้ หรืออธิบายให้เขาฟัง มันต้องมองให้มันลึกลงไปกว่าผู้อื่น ให้มันดีกว่าผู้อื่น
ถ้าอย่างนั้นมันต้องว่าเป็นผลจากการอ่านหนังสือของหลาย ๆ คน ของ น.ม.ส. ของครูเทพและอีกหลายคน ที่เรารู้สึกว่านี่มันแปลก นี่มันคมคาย แล้วเราก็อยากจะทำอะไรให้มันแปลกไปกว่านั้นบ้าง ของเทียนวรรณนี่เริ่มหายากแล้ว เราชอบการวิพากษ์วิจารณ์สำนวน น.ม.ส. สำนวนครูเทพ และอีกบางคนที่มักจะลงในไทยเขษมรายเดือน มันเป็นแง่ที่เขาเห็นลึกหรือแปลกออกไป แปลกดีหรือมีผลกับจิตใจดีกว่า ยุคนั้นเสฐียรโกเศศและนาคะประทีปก็เขียนลงเป็นประจำ กาญจนาคพันธ์ด้วย กามนิตก็ลงพิมพ์เป็นตอน ๆ ในไทยเขษม ในสมัยนั้นเขายกย่องกัน นายธรรมทาสก็ยกย่อง สั่งซื้อมาให้คนอื่นอ่านด้วย นอกจากนั้นเราก็หาอ่านทั้งหมดที่จะหาอ่านได้ในสมัยนั้น เพราะเราอยากทำตัวให้เป็นคนทันสมัย อย่างดวงประทีป ของหลวงวิจิตรฯ ก็อ่าน ของเขาออกมาแปลก ออกมาฟังดูมีเหตุผล ทันสมัยในการคิดนึกอะไรต่าง ๆ หนังสือประวัติศาสตร์สากลนั่นแหละ ทำให้คนนิยมหลวงวิจิตรฯ เวลาหลวงวิจิตรฯ อธิบายวิชชาแปดประการ เราก็อยากรู้ว่าเหมือนกับที่เขาเรียนกันในโรงเรียนไหม มันก็ไม่ต่างอะไรมากจากที่เรียน ๆ กันอยู่ เขาได้ความรู้มาจากต่างประเทศ มาประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้น่าสนใจมากขึ้น งานของหลวงวิจิตรฯ มีอิทธิพลในหมู่พระเณรและชาวบ้านไม่น้อย จะว่ามีอิทธิพลในทางบวกหรือทางลบก็แล้วแต่เถอะ ผมเองก็ไม่ถึงกับขนาดติดตามงานของแกทุกชิ้นทุกอัน ตอนนั้นที่เด่นที่สุดก็มี ๔ คน มี น.ม.ส. มีพระองค์วรรณฯ และมีครูเทพ ทาง น.ม.ส. ไปอย่างหลักวิชา ทางหลวงวิจิตรฯ ไปอย่างปฏิญาณ พระองค์วรรณฯ ท่านคู่กับหลวงวิจิตรฯ คนจะคอยฟังคอยดู ถ้ามีการโต้แย้งกันระหว่างคนคู่นี้ คนจะแตกตื่น ผมและนายธรรมทาสชอบสำนวนครูเทพมากที่สุด ในระหว่าง ๔ คนนี้ มันชอบเหมือนชอบอาหารที่ถูกปาก แต่เราอ่านหนังสือของคนเหล่านี้ทุกคนทุกเล่มที่มี อันไหนที่ชอบก็คงมีอิทธิพลถึงเราด้วยเหมือนโรคติดต่อ แต่จำไม่ได้ว่าได้อะไรของใครมาบ้าง ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดจะเก่งหรือจะเอาใครเป็นแบบ
ผมอยากเรียนถามอาจารย์ว่าอาจารย์ตั้งใจจะมาค้นพระไตรปิฎกจริง ๆ หรือเปล่า ไม่ได้ ๓ ระยะหรอก มัน ๓ อย่างออกมาก็ทำพร้อมกันไป การตั้งสวนโมกข์ทำ ๓ อย่างนี้ไปด้วยกัน การค้นคว้าพระไตรปิฎกก็เคยคิด เพราะมันเริ่มจับฉวยมาแล้วตั้งแต่อยู่กรุงเทพฯ ไปเที่ยวซื้อไอ้เล่มปลีก ๆ บางทีซื้อได้เล่มละ ๕ บาทเท่านั้น เล่มปลีกสีเหลือง ๆ มันไม่ได้อยู่ในชุด มีเล่มนั้นเล่มนี้เราไปเที่ยวดูตามร้านในเวิ้งนครเขษม เล่มไหนเรายังไม่มี ซื้อมา ๕ บาท ๑๐ บาท เกือบครึ่งชุดแหละที่ซื้อมา ตอนนั้นฉบับแปลไทยยังไม่มี มีแต่ของโรงพิมพ์ไท มีเฉพาะทีฆนิกาย กับมัชฌิมนิกาย ชุดละ ๓ เล่ม ที่แปลเป็นสูตร ๆ ลงในชุดธรรมสมบัติ ของหนังสือพิมพ์ธรรมจักษุ มีหลายสูตรอยู่เหมือนกัน ๒๐-๓๐ สูตร พออ่านได้ แต่ที่ได้อ่านติดต่อกันก็ทีฆนิกายกับมัชฌิมนิกาย นาคะประทีปเป็นผู้แปล โรงพิมพ์ไทพิมพ์จำหน่าย แต่มันขายไม่ได้ ต้องล้มเลิก แล้วมีอีกเล่มหนึ่งคัมภีร์อุทานทั้งคัมภีร์มีอยู่เล่มเดียว สมเด็จพระสังฆราช (จวน) เมื่อยังเป็นเปรียญแปล โรงพิมพ์ไทพิมพ์เหมือนกัน โรงพิมพ์นี้เขาตั้งแผนการใหญ่โตที่จะพิมพ์แต่ไม่สำเร็จ นายแห กรัยวิเชียรเป็นเจ้าของ มหากิม หงส์ลดารมภ์ก็ช่วยแปลหลายเรื่อง วิสุทธิมรรคบ้าง อะไรบ้าง
ก็อ่านที่แปลไทย ซื้อเป็นชุด ๖ เล่ม ๑๐ กว่าบาท อ่านรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เพราะว่าเขาแปลตามแบบในโรงเรียน เรียกว่าแปลเผด็จ คือแปลกันตามตัว ตามหลักวิชาไวยากรณ์ ตามที่บัญญัติไว้ในไวยากรณ์ คนธรรมดาอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง แปลรักษาคำมากเกินไป รักษาสำนวนโวหารมากเกินไป จะเรียงเอาตามชอบใจไม่ได้ หนังสือที่รวบรวมเอามาลงสวนโมกข์ก็หนังสือเหล่านี้แหละ ไม่ได้สมบูรณ์อะไร
ไม่เคยนึกสงสัยเลย เพราะเรามันไม่ได้อาศัยแต่ความรู้บาลี มันอาศัยความคิดนึก การใช้เหตุผล วิธีการใช้เหตุผล หรือเหตุผลที่ยังไม่มีใครรู้สึกกัน ถึงเดี๋ยวนี้พระไตรปิฎกก็ถือเอาตามตัวนั้นไม่ได้ ยิ่งบัดนี้ยิ่งเห็นว่าไม่ได้มากขึ้นทุกที ถือเอาตามตัวไม่ได้ ต้องเก็บเอาใจความ บางอันน่าจะฉีกทิ้งด้วยซ้ำไป แต่ว่าไม่พูด มันจะเกิดยุ่ง พระไตรปิฎกควรจะฉีกไปสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือแต่ที่มันไม่ตีกัน มันเข้ากันได้ นั่นมันลึกจริง ๆ
(เฮ่อ ๆ ๆ เบา ๆ) เพราะมาพบข้อเท็จจริงอันใหม่ว่า เท่าที่มีอยู่หรือใช้ ๆ กันอยู่นั้น ไม่ถูกใจเรา และเชื่อว่าคนอื่นก็รู้สึกเหมือนกัน มันอาศัยเป็นหลักโดยแท้จริงไม่ได้ จึงต้องยกเรื่องขึ้นมาใหม่ ในเรื่องการแปลข้อความในพระบาลี ความคิดจึงเกิดขึ้นมาใหม่ ถึงกับต้องแต่งหนังสือเรื่องตามรอยพระอรหันต์ และเปิดแผนกพระไตรปิฎกแปลไทยขึ้นมาอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งบัดนี้ พูดง่าย ๆ เท่าที่มีอยู่ มันไม่พอที่จะถือเป็นหลักปฏิบัติ ข้อนี้แหละทำให้ต้องมาติดตังอยู่กับหนังสือในยุคต่อมา จนกระทั่งวันนี้
เพราะติดเหนียวผูกมัดมาก ทำเข้าไปแล้วมันยิ่งผูกมัดให้ทำ อย่างที่ทำหนังสือ " จากพระโอษฐ์" ออกมา ๓-๔ เล่มมันก็เป็นเรื่องติดตังอยู่ มันขัดกับที่เคยตั้งใจไว้ว่าจะทิ้งหนังสือ กลายมาเป็นติดหนังสือมากกว่าเดิมเสียอีก
ถ้าไม่มียุ่งกับเรื่องหนังสือมันคงจะดีกว่านี้ ในแง่ของการอยู่ป่าอยู่ดง (เฮ่อ ๆ ๆ) แต่คงไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม มันคานกันอยู่อย่างนั้น ก่อนนี้มันคิดถึงแต่แง่ของส่วนตัว ทีนี้พอมาทำเข้าเห็นว่ามันไม่พอ ที่สอน ๆ กันอยู่มันไม่พอสำหรับคนทั่วไป จึงตัดสินใจมาช่วยฟื้นฟูในด้านปริยัติกันอีกเรื่องหนึ่งด้วย
อ้าว ก็เขาเรียนกันนี่ พระที่อยู่ด้วยเขาก็เรียน เข้าใจว่าหลวงวิจิตรฯ จะเป็นอิทธิพล เป็นแรงบันดาลใจให้พระอยากจะเอาตัวอย่าง ก็ต้องเรียนภาษาต่างประเทศ ในวงการพระค่อย ๆ ตื่นตัวทีละนิด เป็นความรู้สึกธรรมดานี่แหละ ถ้ารู้ภาษาต่างประเทศก็มีทางไปมาก มีทางที่จะดีจะเด่นจะดังจะรวยอะไรทำนองนี้ ทางนายธรรมทาสเขาส่งวารสารพุทธศาสนาภาษาอังกฤษให้ผมอ่าน ตั้งแต่อยู่พุมเรียงแล้ว แต่อ่านไม่ค่อยเข้าใจ มันก็มีส่วนทำให้อยากรู้อยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน แต่ผมไม่เคยแอบไปเรียนอย่างที่เขาเอาไปเล่ากัน มหากี (ธนิต อยู่โพธิ์) เขาเป็นเพื่อนเรียน เคยไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ เขาเรียนลิงกัวโพนเยอรมัน เราเรียนลิงกัวโพนอังกฤษ ผมเรียนเองที่วัด ไม่เคยเข้าไปในที่เรียนของฆราวาส แต่ที่จริงแล้วผมไม่เคยเรียนจริง ๆ จัง ๆ สักที ก็เรียนอย่างขี้เกียจเอาเปรียบ คืออย่างชนิดไม่เปิดดิกชันนารี ก็ไปอ่านเรื่องที่รู้ ๆ อยู่แล้ว อ่านหนังสือพิมพ์ไทยแล้วก็มาอ่านหนังสือพิมพ์ฝรั่ง มันก็รู้บ้างไม่รู้บ้าง ถ้าเรียนอย่างจริงจังคงรู้มากกว่านี้ ตอนมาอยู่สวนโมกข์แล้ว มันก็ไม่ได้เรียนจริงจัง จนกระทั่งบัดนี้ มันจึงอ่านรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ที่แปลหนังสือได้นี่ (หึ ๆ ๆ) มันฟลุค ไปรู้ไอ้ที่เขาไม่รู้ เดี๋ยวนี้เขียนไม่ได้แล้ว จะอ่านรู้เรื่องก็ต้องเปิดดิกชันนารี เรียนชนิดไม่ต้องเปิดดิกก็คืออ่านพุทธประวัติไง เรื่องพุทธประวัติ เรามันรู้อยู่แล้ว มันก็พอจะเดาถูก สมัยนั้นมีฉบับภาษาอังกฤษแล้ว ก่อนผมบวชก็มีแล้ว พระลังกาแต่ง หรือเรียนจากกระดาษหุ้มกระป๋องนม ปลากระป๋อง มันรู้มันเดาถูก ไม่ต้องเปิดดิกชันนารี หรือจากฉลากยาที่เราเดาได้ ตากวยกิ่วไม้แดง (คนช่วยตั้งสวนโมกข์คนหนึ่ง) แกดูจะอ่านมากกว่าผม ที่ผมเคยเล่าว่าแกหัดเรียนภาษาอังกฤษ จากฉลากกระป๋องต่าง ๆ มีดิกชันนารีเล่มหนึ่งของแมคฟาแลน ราคา ๕ บาทติดตัวอยู่ แกเปิดดิกเรื่อยจนอ่านรู้เรื่อง แต่ออกเสียงไม่ได้แม้แต่คำเดียว ในสันดานแกคงเป็นคนชอบเป็นนักปราชญ์ นิยมความเป็นปราชญ์ แกเป็นชาวบ้านธรรมดา เรียนหนังสือมากหน่อย เขียนหนังสือสวยหน่อย เคยรับตำแหน่งที่เขาเรียกกันว่าทนายหน้าหอเจ้าเมือง ใครมาก็ต้องติดต่อก่อน คล้าย ๆ กับจ่าหรือยกกระบัตร แกได้ยินพวกเจ้านายพวกนี้เขาคุย ๆ กันถึงเมืองนอกเมืองนา แกก็สนใจ เลยชอบเรื่องเมืองนอก ชอบเรื่องฝรั่ง ชอบเรื่องกระทรวงการต่างประเทศ จนเลิกทำงานแล้วมาอยู่วัดก็ยังอ่านอยู่เรื่อย หนังสือประวัติศาสตร์ของรีนูปแกอ่านจนผุ อ่านรู้เรื่องแต่อ่านไม่ออก โดยสรุปภาษาอังกฤษผมศึกษาเหมือนกัน แต่ว่ามันศึกษาไม่จริงจัง ศึกษาหลอก ๆ ขโมยศึกษาไว้ว่าได้ศึกษาแล้ว ไม่ได้แตกฉานอะไร
|
|||
|
> เรียนบาลีและพื้นภูมิการศึกษาธรรมะ |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org