||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส
เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา
พระประชา ปสนฺนธมฺโม  สัมภาษณ์
บทที่ ๒ บวชเรียนและการก่อรูปแห่งอุดมคติ

 

กรุงเทพฯ อีกครั้ง

? พอสอนนักธรรมเสร็จแล้ว เป็นอย่างไรต่อครับ

          ทีนี้พอสอนนักธรรมจนได้สอบกันเรียบร้อยแล้ว อาเสี้ยงที่ชุมพรก็เร่งเร้าให้ไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ให้ได้ อย่างที่แกเคยไปเรียนมา คนอื่น ๆ ก็สนับสนุนทั้งนั้น รวมทั้งท่านพระครูชยาภิวัติ (กลั่น) ซึ่งอยู่ที่นั่นแล้ว แกก็สนับสนุนเต็มที่ อยากให้ไปอยู่ด้วย เพื่อสืบสายกันไว้ เมื่ออาผมยังบวชอยู่ท่านก็ไปอยู่กับอาของผม พออาสึกท่านก็เป็นผู้สืบสายต่อมา แกก็อยากให้ผมเป็นผู้ไปสืบช่วงต่อไปอีก ในที่สุดผมจึงขึ้นกรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง (๒๔๗๓) แต่การขึ้นตอนนี้ความคิดมันเปลี่ยนไปแล้ว เรื่องสึกหายไปหมด ถูกผิดว่ากันทีหลัง พระกรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร ไม่สนใจ ตั้งใจจะไปเอาความรู้ภาษาบาลีก่อน ยังไง ๆ ก็ต้องเรียนบาลีเสียทีก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง เพราะมันไม่สึกแล้วนี่ มันก็ไม่รู้จะทำอะไร ก็เหลือแต่จะเรียนบาลีเท่านั้นที่น่าสนใจกว่าอย่างอื่น ที่ไม่สึกก็เพราะมันยุ่งจนลืมไป เป็นครูสอนนักธรรม มันก็เปลี่ยนอารมณ์ไปได้มาก

อาเสี้ยง พานิช สมัยบวช

อาเสี้ยง น้องชายแท้ ๆ ของโยมบิดา
สมัยบวชได้เข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ที่วัดปทุมคงคา
หลังลาสิกขาแล้วไปทำงานและมีครอบครัวอยู่ที่ จ.ชุมพร
สนใจความคิดความอ่านสมัยใหม่ ต่อต้านไสยศาสตร์
เคยรู้จักกับปัญญาชนฝ่ายค้านชั้นนำอย่าง เทียนวรรณ
และเคยส่งหนังสือของเทียนวรรณ เช่น ตุลยพากษ์พินิจ
และอักษรกิจพิจารณ์ มายังบ้านเกิดที่พุมเรียง
ทำให้นายเงื่อมได้อ่านหนังสือเหล่านี้ตั้งแต่ยังไม่บวช
เป็นผู้มีบทบาทสำคัญส่งเสริมให้พระเงื่อมไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ

 

? สมัยนั้นอาจารย์ไปกรุงเทพฯ เดินทางอย่างไร

          ถ้าไปเรือ ไปลงเรือไฟที่บ้านดอนเสีย ๖ บาท ถ้ารถไฟที่ไชยา รถไฟธรรมดารวดเดียวถึง ๑๖ บาท เรือไฟต้องค้างคืนในทะเลคืนหนึ่ง ขาไปมักไปรถไฟ ถ้ากลับออกมามักมาเรือ

          แล้วขึ้นกรุงเทพฯ คราวนี้เรียนกับเที่ยวเท่า ๆ กัน ผมไปโรงเรียนอยู่ไม่กี่วันหรอก ไม่ชอบ เลยขอเรียนกับท่านพระครูชยาภิวัติ ขอให้ท่านช่วยสอนให้เวลากลางคืนที่กุฏิ

          ไปเรียนกับเขามันไม่สนุก มันไม่ทันใจ สอนอืดอาด เพราะต้องรอเด็กที่โง่ซึ่งอยู่ชั้นเดียวกัน ทีนี้พอจะเข้าสอบไล่ ท่านพระครูชยาภิวัติก็ใช้อิทธิพลของท่าน ผมเลยได้เข้าสอบไล่ทั้งที่ไม่ได้ไปโรงเรียน เพราะแกมีอิทธิพลเหนือครูเหล่านั้นทุกคน ก็ครูเหล่านั้นเคยเป็นลูกศิษย์ของท่านนี่ (หัวเราะเบา ๆ) ท่านสอนผมเป็นพิเศษทุกคืน รวมกับพระเณรอีก ๔-๕ รูป

? อาจารย์ครับ อาจารย์อยู่พุมเรียงไชยาเป็นที่ยอมรับกันมาก พอขึ้นไปกรุงเทพฯ นี่ไม่ตัวลีบลงหรือครับ

          ถูกแล้ว พอไปอยู่กรุงเทพฯ ตัวเล็กลงไปเป็นกอง (ฮะ ๆ ๆ) ที่บ้านนอกนี่ตัวใหญ่ เราก็ยอมแหละ จึงไม่อึดอัดอะไร เพราะเรายอมเล็ก จึงไม่กระทบกับใคร

? อาจารย์เข้ากับพระอื่น ๆ ได้ไหมฮะ

          ก็ได้ แต่พรรคพวก คนอื่นไม่ต้องไปเข้า เรื่องทะเลาะกันระหว่างพวกในวัดนั้นก็ไม่มีหรอก เราก็อยู่แต่ในคณะ กับสมภารก็อยู่คณะเดียวกัน ผมเป็นหลานของอาเสี้ยง ท่านก็ยินดีต้อนรับ มักจะให้สิทธิพิเศษตั้งหลายอย่าง (เฮ่อ ๆ ๆ) เช่นให้เปิดแผ่นเสียงได้ มันก็รู้กันอยู่ในทีว่าเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้เกียรติกันอยู่

? อาจารย์ไปเรียนบาลีคราวนี้ไปเรียนเพื่ออะไร

          ไม่รู้ (เสียงห้วน ๆ แล้วหัวเราะ) มันก็ได้ผสมมติอยากจะดีจะเด่น เป็นมหาเปรียญด้วย

? สภาพเสนาสนะและความเป็นอยู่ของวัดในกรุงเทพฯ สมัยนั้นเป็นอย่างไรครับ

 


พระเงื่อม ถ่ายที่หน้ากุฎิที่พักในคณะ ๑
วัดปทุมคงคา สมัยขึ้นมาเรียนที่กรุงเทพฯ

          วัดอื่นไม่ทราบ แต่วัดที่ผมอยู่สะดวกสบายพอสมควร คณะที่ผมไปอยู่นั้นมันอยู่กันคนละห้อง กุฏิเป็นเรื่องแบบโบราณ สร้างมาเป็นร้อย ๆ ปี มีหอสวดมนต์อยู่ตรงกลาง มีห้องมีกุฏิล้อมรอบ กว้างขวางพอสมควร มีบันไดขึ้นลง ๒ ข้าง เป็นแบบง่าย ๆ ไม่หรูหราเหมือนสมัยนี้ ใต้กุฏิที่ผมอยู่มีหมูเต็มไปหมด บางเวลาเหม็นมาก หนวกหูด้วย เวลาหมูวิ่งกัดกัน

          ทีแรกเขาเอามาปล่อย หรือมันหลุดเข้ามา แล้วมันออกลูกเร็ว ตอนนั้นจึงได้เข้าใจคำว่าดินพอกหางหมู มันลูกเท่าชาม กลมปุ๊กพอกอยู่ที่หาง อย่างน้อย มันก็เท่ากำปั้น แกว่งไปมาคงจะเจ็บมากอยู่ มันคลุกกับดินกับฝุ่นอะไรมา แล้วแกว่งกระทบกับขา จนกลมเหมือนกับแกล้งกลึง แล้วมันไม่แตกไม่หลุด พอเกลือกเข้าอีกมันก็พอกเข้าอีก จนบางตัวเดินไม่ค่อยไหวก็มี ก่อนนั้นไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ พอเห็นทีแรกตกใจ (หัวเราะหึ ๆ ๆ)

? สภาพความเป็นอยู่ด้านอื่น ๆ ของพระในกรุงเทพฯ เป็นอย่างไรครับ

          พระชาวกรุงจริงไม่ค่อยมี ส่วนมากเป็นชาวต่างจังหวัด มาจากทั่วประเทศ พระ ๕๐๐ รูปนี่ พระกรุงเทพฯ ๔-๕ รูปเท่านั้น ไปเรียนบาลีเรียนนักธรรมกัน ส่วนมากก็ไปเรียนแบบโลก ๆ เป็นกันเกือบทุกวัด บางวัดเช่นวัดมหาธาตุฯ นี่คุมดีหน่อย นอกนั้นก็ดูจะปล่อยตามสบายใจ

          การบิณฑบาตนั้นเป็นถิ่น ๆ บางถิ่นไม่พอฉัน บางถิ่นเหลือฉัน อย่างตรงแถว ๆ ที่ผมอยู่เหลือฉัน ไปบิณฑบาตมาองค์หนึ่งก็ฉันไม่หมด ทีนี้พระ ๔-๕ องค์มารวมกันมันก็เหลือเฟือ เด็กวัดปทุมคงคาที่ไปอาศัยเรียนทางโลกก็มีหลายคน รอบวัดปทุมคงคามีคนหนาแน่น และเป็นคนไทยถือพุทธถือศาสนาจัด ๆ ก็แยะ เป็นตระกูลใหญ่ ๆ ตระกูลโบราณ หลายตระกูล ตรุษจีนปีใหม่ เณรบางองค์ไปขนมาวันละ ๔-๕ บาตร คือพอเต็มกลับมาวัดแล้วไปขนมาอีก กว่าจะสิ้นเวลาบิณฑบาตมันได้ตั้ง ๔-๕ ครั้ง เพระว่าออกบิณฑบาตตั้งแต่ตี ๔ ตี ๕ วันนั้น ๆ พระไม่ต้องออกบิณฑบาตก็ได้

          การบิณฑบาตที่ถึงกับแย่งกันนั้นผมไม่เคยพบ แถวนั้นคนใส่มากไม่ต้องถึงกับแย่งกัน พระเณรยังมีความคิดนึกกันอยู่ จะรอกันอย่างว่ามา ๒ ข้างของโยมจะดูว่าใครมาก่อนมาหลัง บางทีเราลืมไป จำไม่ได้แน่ เพื่อนอีกฝ่ายพยักหน้าให้เข้าไปก่อน ไม่ฉวยโอกาส

          มีอยู่บ้านหนึ่ง เป็นบ้านของคุณนายอุ่น ถ้าถึงวันประจำปีอะไรวันหนึ่ง จะมีพระไปยืนรอเต็มตรอกเพราะพระรู้ว่าวันนั้นเจ้าของบ้านจะใส่เงิน ๕ บาท พระเลยไปรอกัน บางองค์เอาหลายหน ข้ามมาจากฝั่งธนฯ ก็มี ผมยอมสละ ผมรอไม่ได้ รอเป็นชั่วโมง ๆ รอไม่ได้ อีกอย่างข้าง ๆ ตลาดสดมีการขายข้าวและกับ พระก็ไปยืนรอกัน พอมีโยมมาก็ซื้อใส่บาตร ผมไม่ได้รอ เพราะไม่จำเป็นต้องรอ ยังไง ๆ ก็มีข้าวกินแน่ แล้วมันน่ารำคาญ

? การเทศน์สมัยนั้นเป็นแบบไหนครับ

          ที่วัดนั้นยังเทศน์ใบลาน ผมก็ไปเทศน์กับเขาครั้งหนึ่ง จำได้ว่าเทศน์เรื่องมหาวงศ์ เป็นเรื่องพงศาวดารของลังกา ประวัติศาสตร์ศาสนา เขาให้กัณฑ์เทศน์ ๒๕ บาท ชาวบ้านไปฟังกันไม่กี่คน เขาทำเพื่อรักษาประเพณี และทำตามความประสงค์ของคุณนายอุ่น โปษยจินดา พ่อแม่เขาเคยทำมาอย่างนั้น จัดให้พระเทศน์ ๗ วันองค์หนึ่ง เขาไม่อยากให้มันสูญไป มาขอร้องเจ้าอาวาสก็จัดไปตามนั้น พระองค์ไหนพออ่านหนังสือได้ก็ถูกจัดขึ้นเทศน์

? อาจารย์ครับ แสดงว่าความนิยมในพระศาสนาเริ่มเสื่อมลงแล้วสิครับ

          มันก็ต้องเรียกว่าเสื่อม แต่ก่อนนี้เราไม่รู้นะว่ามีคนเข้าวัดกี่คน แต่มันก็ยังเรียกว่ายังมีอยู่ละ ถ้าเป็นวันพระก็เต็มหมดที่ศาลา วันธรรมดาพระขึ้นธรรมาสน์ก็มีคนเฝ้าศาลา พอไม่ให้ขาด ผมให้ศีล "อิมานิ ปัญจะสิกขาปทานิ สมาทิยามิ" คนเฝ้าศาลาแกไปฟ้องเจ้าคุณว่าผมว่าเป็นทะสะสิกขาแทน เจ้าคุณแกก็คงไม่เชื่อ ยังเรียกผมไปล้อว่าทำไมว่าอย่างนั้น ผมบอกจะไปให้ทะสะทำไม ให้ศีลผมให้มานักหนาแล้ว ตาคนแก่นั้นแกหูเชือนไปเอง

<-- ^ -->

...

ชีวิตและผลงาน > ประวัติ > อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" >
>
กรุงเทพฯ อีกครั้ง

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.