|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส พระประชา ปสนฺนธมฺโม สัมภาษณ์
|
|||
|
ตอนแรกที่ตั้งใจจะบวช ๓ เดือน พอพ้นข้อผูกพันทางประเพณีให้แม่ ให้โยมแม่ แล้วมันยังสนุกอยู่อย่างที่ว่ามาแล้ว แต่ก็สนุกในเรื่องของพระนะ มีแต่คนตามใจ คอยเอาอกเอาใจ ทำอะไรก็ได้ เล่นอะไรก็ได้ ยังสนุกอยู่ก็ยังไม่คิดสึก มันไม่ต้องห่วงทางบ้านด้วย เพราะราวเดือนมีนาคม (๒๔๗๐) นายธรรมทาสเขาปิดเทอม เขาก็มาอยู่บ้านแล้วไม่ไปเรียนต่อ ก็มีคนรับผิดชอบเรื่องที่บ้าน เรื่องโยมหญิง ผมไม่สึกก็ไม่เป็นปัญหาอะไร แล้วแผนการลึก ๆ อะไรก็ยังไม่มี
จำไม่ได้ว่ามีความรู้สึกอย่างนั้น มันลืมเรื่องนั้นไป มันลืมเรื่องผู้หญิงไป ไปสนุกกับเรื่องอื่นเสีย ไอ้ธรรมะมันทำให้สนุกเพลิดเพลินจนลืมเรื่องนี้ มีบ้างเหมือนกันในความรู้สึกนึกคิดนิด ๆ คิดว่าไม่แปลก การสึกมามีครอบครัวมันไม่ใช่ของแปลก แต่รู้สึกนิด ๆ เท่านั้นแหละ
ก็เป็นคนคุ้นเคยกัน เพราะแกเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของอาจารย์ครูโสภณฯ อุปัชฌาย์ของผม เป็นคนพูดจาโผงผางพูดผิดบ้างถูกบ้าง มีความรู้บาลีบ้าง แต่ไม่ถึงขนาดจะแปลได้หรือแต่งได้ ออกจะเชื่อตัวเองมากเกินไป ไม่ได้เป็นครูผมแต่อย่างใด เป็นเพื่อนหัวเราะเสียมากกว่า ที่อยากให้ผมบวชอยู่นาน ๆ ก็คงเป็นความคิดตามธรรมเนียมนั่นแหละ
เมื่อไม่สึก พอเข้าพรรษา ๒ (๒๔๗๐) ก็เรียนนักธรรมโทต่อ ชีวิตพระในพรรษาที่ ๒ กับพรรษาแรกก็ไม่แตกต่างอะไรกันมากนัก พอสอบนักธรรมโทได้ ออกพรรษาแล้วไม่นาน (ต้นปี ๒๔๗๑) ก็เดินทางไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ อาที่ชุมพรเป็นคนยัดเยียดให้ไป มันเป็นธรรมเนียมโดยมากด้วยว่าเมื่อได้นักธรรมโทแล้ว ถ้าจะเรียนต่อ เป็นโอกาสที่พอเหมาะพอดีที่จะเข้ากรุงเทพฯ พระครูชยาภิวัฒน์ (มหากลั่น) ซึ่งอยู่ทางโน้นก็เห็นว่าดี อาที่ชุมพรมีส่วนยุที่สำคัญ อยากให้เรียนมาก ๆ เพื่อเป็นเกียรติเป็นอะไรของวงศ์ตระกูลมากกว่า แต่แกไม่มีความคิดว่าจะไม่ให้สึก ถึงแม้จะสึกก็ให้เรียนมาก ๆ เข้าไว้หลายปี คงจะดีกว่ารีบสึก ก่อนไปถึงกรุงเทพฯ เราก็เคยคิดว่า พระที่กรุงเทพฯ มันไม่เหมือนที่บ้านเรา พระกรุงเทพฯ จะดี เคยคิดว่าคนที่ได้เปรียญ ๙ คือคนที่เป็นพระอรหันต์ด้วยซ้ำไป เคยคิดว่ากรุงเทพฯ ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด ควรจะถือเป็นตัวอย่าง เคยนึกว่าพระอรหันต์เต็มไปทั้งกรุงเทพฯ ก่อนไปกรุงเทพฯ มันคิดอย่างนั้น พอไปถึงมันค่อย ๆ เปลี่ยน มันเหมือนกับเดี๋ยวนี้ชาวบ้านหัวเก่า ๆ มันหาได้ ๒-๓ คน เขียนจดหมายมาทำนองว่าผมเป็นพระอรหันต์ แต่พอไปเจอจริง ๆ มันรู้ว่ามหาเปรียญมันไม่มีความหมายอะไรนัก มันก็เริ่มเบื่อ อยากสึก รู้สึกว่าเรียนที่กรุงเทพฯ มันไม่มีอะไรเป็นสาระ เรียนที่กรุงเทพฯ มันอยากจะสึกอยู่บ่อย ๆ พระเณรไม่ค่อยมีวินัย มันผิดกับบ้านนอก มันก็เป็นมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ เรื่องสตางค์เรื่องผู้หญิง
โอ๊ย มันเคร่งกว่ามาก ไม่ใช่เฉพาะที่พุมเรียงหรอก ตลอดปักษ์ใต้แหละ เคร่งกว่าที่กรุงเทพฯ มาก เรื่องเกี่ยวกับการกินการฉันก็สรวลเสเฮฮาเหมือนกับคนเมา ฮาฮาตลอดเวลาฉัน ลักษณะนั้นเราเรียนไปตั้งแต่โรงเรียนนักธรรมว่ามันใช้ไม่ได้นี่ อย่างมาต่อยไข่สดต้มไข่หวานหรือทอดประเคนกันเดี๋ยวนั้นเลย มันผิดวินัย แต่เขาทำกันเป็นธรรมดา เรียกว่ามันไม่มีอะไรที่น่าเลื่อมใสเลย ผิดกับวัดที่บ้านนอก เราก็ต้องเป็นพระที่จับสตางค์ ใช้สตางค์เหมือนเขาไปหมด ตามธรรมดาพระที่พุมเรียง สมัยผมบวชเขาไม่จับเงินจับทองกัน มีผู้ช่วยเก็บให้ แล้วมันค่อย ๆ เปลี่ยน ไม่จับแต่ต่อหน้าคน ในกรุงเทพฯ มันเป็นโรคร้ายระบาดทั่วกรุงเทพฯ อยู่หัวเมืองมันยังมีอิทธิพลในทางเคร่งครัดแบบเก่าอยู่ พระตามบ้านนอกนี้ มันไม่ค่อยรู้วินัย เพราะฉะนั้นจะว่าเลวมันก็ไม่ถูก มักทำไปตามที่ไม่รู้ ที่กรุงเทพฯ ก็พอ ๆ กัน ไม่ค่อยรู้อะไร ก็ทำไปตามกิเลส อุปัชฌาย์ของผมเองแกเคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อแกแรกบวชอยู่ทางท่าชนะ บวชใหม่ ๆ นี่แกไปถ่ายอุจจาระริมป่าละเมาะ แล้วมันมีนกที่ชอบวิ่งมาตามดิน ที่เรียกนกกระเต็นเข้ามาใกล้ ๆ แกเอาไม้ค้อนขว้างทีเดียวตาย ชักดิ้นตาย (ฮึ ๆ ๆ ๆ) แกก็ร้อนใจเข้าไปถามอาจารย์ว่า ทำอย่างนั้นมันเป็นอาบัติอย่างไร อาจารย์บอกว่าเป็นอาบัติปาราชิก (ฮื่อ ๆ ๆ) ทีนี้แกก็ถามว่าจะให้ทำอย่างไร อาจารย์บอกว่ามันก็อย่างนั้นเองแหละ ไม่ต้องทำอะไร นี่เรียกว่ามันไม่รู้ เมื่อไปกรุงเทพฯ และเห็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าไม่ถูกต้อง และผมก็รู้สึกตัวเองว่าเราชักจะไปเป็นกับเขาด้วย มันก็เลยเกิดเบื่อขึ้นมา ก็อยากสึก ไปอยู่ได้ไม่กี่เดือน เป็นอันขอกลับมาสึก ทีนี้พอมาถึงพุมเรียงมันจวนเข้าพรรษาเสียแล้ว มีคนท้วงว่าไม่ดีหรอก จะเข้าพรรษาอยู่รอมร่อแล้ว สึกทำไม จึงอยู่เข้าพรรษาที่วัดใหม่พุมเรียงอีกปีหนึ่ง มันน่าเกลียดถ้าสึกตอนนั้น เพราะมันใกล้เข้าพรรษาเต็มทีแล้ว อีก ๔-๕ วันเท่านั้น พอออกพรรษาก่อนค่อยสึก พอออกพรรษาแล้วมันก็เฉยไป มันก็น่าคิดที่ว่ามันหวุดหวิด ถ้ามันสึก มันก็ไปทำการค้า คงขยายออกไปจนไม่มีทางเกิดสวนโมกข์ มันหวุดหวิดเกือบจะไม่มีสวนโมกข์ในโลก เพราะมันอาจจะสึกได้ ทีนี้มันมีอะไรมาชักจูงไปเสีย ถ้าไม่มีอย่างนี้ เราก็คงสึกเหมือนที่ตั้งใจไว้แต่ทีแรก
ไม่มี โยมผมไม่คัดค้าน ไม่สนับสนุน เพราะมันพ้นข้อผูกพันแล้ว ได้ทั้งนั้นแหละ เรามันรับผิดชอบตัวเองแล้ว ถ้าสึกตอนนั้นคงธรรมดา ชาวบ้านไม่รู้สึกแปลก พูดถึงเรื่องนี้ ทำให้นึก (เฮ่อ ๆ ๆ ๆ) เตลิดไปถึงว่าเรานี่มันถึงขนาดที่ว่าจะตายได้โดยบังเอิญ ๒ ครั้ง ตอนก่อนบวช ผมต้องไปมาระหว่างพุมเรียงกับไชยา โดยใช้รถจักรยาน ทีนี้ถนนสมัยนั้นมันขาดเป็นห้วง ๆ ตรงไหนขาดก็มีน้ำเชี่ยวกราก ที่อย่างนั้น เราต้องแบกจักรยาน เดินอ้อมลงไปทางราบ ๆ หน่อย เพื่อจะไปขึ้นฝั่งโน้น ที่สำหรับเหยียบก็มีน้อย และความโง่ มันเอารถจักรยานแบกไว้ด้านในที่น้ำมาปะทะ พอถูกน้ำปะทะมาก น้ำมันแรงจนเซ แล้วก็จวนมืดค่ำ ถ้าล้มลงไปก็มีหวังตาย น้ำมันจะปะทะจักรยานทับลงบนตัวเรา กว่าคนจะรู้ก็ต้องรุ่งขึ้น แต่ตอนนั้นมันแข็งใจอึดใจก้าวผ่านพ้นไปได้ ถ้ามันพลาดครั้งนั้น มันก็ตายอยู่ในคู มานึกถึงแล้วแต่ละที มันก็สะดุดขึ้นมาว่าเราควรจะตายตอนนั้นมันก็ไม่ตาย อีกคราวหนึ่ง บวชแล้ว ระหว่างเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ แล้วจะมาบ้าน ไปกรุงเทพฯ ครั้งแรกหรือครั้งที่ ๒ จำไม่ได้ เดินทางมาบ้านโดยทางเรือกลไฟ เรือนริศ ทีนี้คน ๆ หนึ่งเขาชวนลงที่กิ่ว (หมู่บ้านริมทะเลเหนือพุมเรียงขึ้นไป) จะได้ไม่ต้องไปบ้านดอนแล้วย้อนมาไชยาอีก เรือถึงกิ่วตอนเที่ยงคืนได้ ถ้าจะเดินมาบ้านพักของเขา จากตรงที่ลงเรือนั้นมันต้องข้ามปากคลอง มันดึกแล้ว ไม่มีเรือ มีกันมา ๒ คนเท่านั้น ก็เดินข้ามปากน้ำมา น้ำแค่อก พอไปถึงบ้านที่พักคนเขาตกใจกันใหญ่ บอกว่าจระเข้มันว่ายอยู่ที่ปากน้ำนั้นตอนกลางวันนี่เอง ถ้าจระเข้กัดก็คงตายไปแล้ว ก็คงไม่มีสวนโมกข์เหมือนกัน (เฮ่อ ๆ ๆ) แล้วมันก็ไม่ตาย
ตอนนั้นความคิดแบบพระทั่วไปก็มีมาก ว่าออกไปเป็นฆราวาสจะสนุกสนาน เป็นอิสระ ความคิดมันน่าสงสารมันคิดเหมือนเด็ก ๆ นี่ก็เคยคิด เคยคิดหลายอย่างแบบเด็ก ๆ รู้สึกอย่างคนธรรมดาสามัญ คิดเปะปะ เป็นเรื่องฟุ้งซ่าน เมื่อยังไม่ได้บวช มีคน ๆ หนึ่งเป็นตำรวจ เขาสามารถยิงปืนได้แม่น ยิงมะม่วงที่ขั้วให้ขั้วมันขาดลงมาทั้งพวง ๆ เราก็นึกนิยม ว่ามีค่า มีความหมายที่น่าอัศจรรย์ น้องชายของแกมาจับจองที่ดิน ที่เขาเรียกกันว่าศาลพ่อตา (ในตำบลพุมเรียง) เราเป็นเด็กนักเรียน เคยไปหาสับปะรดตกค้างกินกัน ก็เคยคิดว่าสึกแล้วจะเป็นนักแม่นปืนแบบนั้นบ้าง
ประสาคนอยู่บ้านนอก มันก็คิดว่ากรุงเทพฯ มันดี มันเจริญ มันก้าวหน้า ดีไปหมดทุกอย่าง พอไปถึงเข้าเป็น เวลานานพอสมควรได้คบหาสมาคมกัน ไปรู้เห็นอะไรมากเข้าจึงรู้ว่า มันไม่เป็นเช่นนั้น รู้สึกว่ามันตรงกันข้ามจากที่เราเคยคิด รู้สึกผิดหวัง (หัวเราะเบา ๆ)
(หัวเราะเบา ๆ) มันง่ายนิดเดียว ก็มันเรียนมา ๒ ปีแล้ว ก็มองเห็นว่ามันเรียนเองได้ เพราะหนังสือหนังหามันมีให้ดู แล้วเราก็เบื่อโรงเรียน และไม่ค่อยจะเชื่อว่าผู้ที่มาสอนจะมีความรู้จริงจัง เรียนเอาเองสนุกกว่า มีหวังมากกว่า ก็เคยเรียนมาแล้ว ๒ ปี ก็เดาได้ว่าคงจะมาวิธีเดียวกัน อย่างนี้เราสอนตัวเองได้ มันเป็นความรู้สึกส่วนตัวด้วย เบื่อครู เบื่อเดินไปเรียนเดินกลับมาทุกวันด้วย
อ่านหนังสือมากขึ้น สนทนาธรรมกับพระบางองค์ที่เรียนนักธรรมเอกที่อยู่วัดอุบลด้วย คือพระชม ตอนนี้ยังอยู่ที่บ้านท่าโพธิ์ พอเรียนสนุกไปมันก็สอบไล่ได้ แล้วก็มีเหตุแทรกแซงเข้ามา เรื่องการสอนนักธรรมหลังจากออกพรรษาแล้ว เรื่องสึกก็หายไป
ทุกอย่างเลยที่จะคว้ามาอ่านได้ ตั้งแต่หนังสือหลักสูตรและหนังสือเรื่องต่าง ๆ ที่มันพอจะหาได้ ไปกรุงเทพฯ ก็ซื้อหนังสือกลับมาบ้าง หนังสือธรรมะพิเศษออกไปยังไม่มี อ่านไทยเขษมรายเดือนแหละมาก ประเภทหนังสือโคลงกลอนของครูเทพฯ (เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี) หนังสือหลวงวิจิตรวาทการ หนังสือ น.ม.ส. แล้วทางนายธรรมทาสเขาก็บอกรับหนังสือพุทธศาสนาภาษาอังกฤษอีก ๔-๕ ฉบับ แต่ผมอ่านไม่ค่อยได้ ความรู้ทางภาษาไม่พอ นาน ๆ นายธรรมทาสก็เอามาให้ผมอ่านบ้าง ตอนนั้นที่เรารับกันก็มีมหาโพธิ บริติชบุดดิสต์ อีกเล่มจากฮาวาย กับหนังสือประจำปีของชาวพุทธลังกา ผมอ่านไปไม่ค่อยรู้เรื่อง อ่านข่าวเสียมากกว่า
|
|||
|
> ไม่สึกตามกำหนดและเรียนต่อ |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org