||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส
เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา
พระประชา ปสนฺนธมฺโม  สัมภาษณ์
บทที่ ๒ บวชเรียนและการก่อรูปแห่งอุดมคติ

 

ชีวิตและสิ่งแวดล้อมใหม่ในวัด

? อาจารย์ครับ สมัยอาจารย์บวช ที่วัดมีพระเท่าไร วันพระมีโยมมาวัดมากไหม

          ราว ๆ ๑๐ กว่ารูป พระเก่า ๔-๕ รูป แต่ก่อนเคยมีวัดละ ๒๐-๓๐ แล้วมันลดลงเรื่อย ๆ พระทั้งพุมเรียงก็มีราว ๕๐ กว่ารูปอย่างมาก ทั้งหมดมันมี ๕ วัดด้วยกัน ที่วัดใหม่นั้นมีแม่ชีอยู่ แม่ชีประจำวัดนั้นมีหลายคนอยู่ ชาวบ้านเวลาเขามาทำบุญถวายทานเขาไปที่กุฏิแม่ชีกัน มันสะดวก มันใหญ่ แล้วค่อยจัดใส่สำรับมาที่โรงฉัน แม่ชีคนหนึ่งเป็นแรงสำคัญอยู่ รับภาระในเรื่องกินเรื่องฉัน แล้วชีนั้นก็เป็นชีที่มีชื่อเสียง ชื่อแม่ชีพัก เป็นชีที่เคยธุดงค์มารุ่นราวคราวเดียวกับโยมผู้หญิงของผม และแกเป็นชีคนเดียวที่ออกบิณฑบาต ชาวบ้านต้อนรับด้วยการใส่บาตรให้มากยิ่งกว่าพระเสียอีก เป็นที่นับถือของชาวบ้าน ตอนผมบวชแกอายุมากแล้ว เลิกธุดงค์แล้ว แต่ก่อนแกตามหลังพระ พระอาจารย์ออกธุดงค์ก็มีชีปะขาว มีแม่ชีตาม แกอยู่วัด บำรุงวัด รักษาดูแล เป็นที่รักของชาวบ้าน จะเอาอะไรชาวบ้านก็มักตามใจ

? ชีวิตเมื่อบวชแล้วของอาจารย์เป็นอย่างไรบ้างฮะ ตั้งแต่ความรู้สึกต่อความสัมพันธ์กับทางบ้านเป็นต้นไป

          พอผมบวชแล้วมันก็ไม่ค่อยมีเวลา ง่วนอยู่กับการเทศน์บ้าง การเล่าเรียนบ้าง ไม่ค่อยได้นึกถึงบ้าน ไม่ค่อยได้มาเยี่ยมบ้าน บางทีเป็นปีเป็นเดือนไม่เคยมาบ้าน อย่างตอนไปอยู่กรุงเทพฯ ครั้งหลัง ๒ ปีเมื่อกลับมาจำน้องสาวไม่ได้ มันโตเป็นสาว มันอ้วนด้วยก็เลยไม่รู้ว่าใคร ต่อเมื่อมันพูดจึงรู้ว่าอ้อ

          เรื่องทางบ้านไม่ได้สนใจกันเลย เหมือนกับไม่ได้มีอยู่ในโลก ตอนอยู่วัดใหม่พุมเรียงก็เรียนนักธรรมที่วัดเหนือ (โพธาราม) พอกลับมาถึงวัดก็ทำงานทุกอย่างที่จะทำได้ โดยมากก็ต้องดูหนังสือเทศน์ ต้องเตรียมไว้ตั้งแต่กลางคืน พอกลับมาจากเรียนนักธรรมก็ขึ้นเทศน์ ในพรรษาเทศน์ทุกวัน ผมบวชได้ไม่กี่วันก็ขึ้นเทศน์ ชาวบ้านเกิดชอบ อาจารย์ที่เป็นสมภารก็เลยหนุนให้เทศน์ทุกวันแทนสมภาร คนฟังก็มากขึ้นเรื่อย ๆ ผิดจากแต่ก่อน เพราะว่าการเทศน์มันไม่เหมือนเดิม มันครึ่งสมัยใหม่ครึ่งสมัยเก่า ถ้าสมภารเทศน์เองก็อ่านคัมภีร์ใบลาน อ่านกันมาไม่รู้กี่เที่ยวแล้ว (ฮึ ๆ ๆ) ผมเทศน์ก็เอาใบลานไปถืออ่านเหมือนกัน ก็อ่านในนั้นบ้าง แล้วเอาข้อความที่เรียนไปจากโรงเรียนนักธรรมทุกวันไปเทศน์ประกอบขยายความ มันก็แปลก เพราะมันฟังรู้เรื่อง อ่านจากหนังสือพอเป็นเค้าเงื่อน แล้วเอาไปเล่านอกเวลาจนเขารู้เรื่องเหมือนกับหยิบไปตั้งให้เขาดู เขาฟังถูกทุกประโยค แล้วหาชาดกที่เข้ากันได้ หรือเรื่องอะไรดี ๆ มาเล่าประกอบ มันก็สนุก ฟังเข้ากันได้กับเรื่องธรรมะ ก็เอาจากชาดกที่หอสมุดเขาพิมพ์ขึ้นจำหน่ายจ่ายแจกกันในสมัยนั้น บางวันพอกลับมาจากเรียนนักธรรมที่วัดเหนือก็ขึ้นธรรมาสน์เทศน์เลย

          ตอนต่อมามันเปลี่ยนแปลงถึงกับคนฟังมาจากทุกวัด เพราะมันเล่าลือแตกตื่นกันออกไป จนต้องไปขยับขยาย สับหลีกกันเสียใหม่ให้วัดสมุหนิมิตร (วัดล่าง) เทศน์เสียก่อน แล้วถึงเป็นวัดใหม่ วัดใหม่เสร็จแล้วจึงเป็นวัดโพธาราม (วัดเหนือ) ถ้าใครศรัทธาจะฟังจริง ๆ ก็ฟังได้ทั้ง ๓ วัด ที่วัดผมก็มีคนมาฟังราว ๆ ๓๐-๔๐ บางวันก็เต็มศาลา คนที่ไม่ใช่คนแก่ก็มาฟังเพิ่มขึ้น

          สมัยนั้นเรามีเทศน์แบบไม่ใช้ใบลานกันบ้างแล้ว โดยเฉพาะฝ่ายธรรมยุตในกรุงเทพฯ แต่ผมยังใช้ใบลานอยู่ ถ้าเทศน์ทุกวันก็ยังใช้ ถือเป็นสัญลักษณ์ สมัยนั้นผมเทศน์มิลินทปัญหาชนิดที่มีอยู่ในใบลาน แล้วก็เอาธรรมที่ขโมยมาจากการเรียนนักธรรมใส่เข้าไป พวกแม่ชีที่ฟังประจำบอกว่า

          "เอ๊ ทำไมมันจึงแปลก ๆ จากปีก่อน ๆ" ผมเทศน์จนจบคัมภีร์มิลินทปัญหาที่มีอยู่ การถือใบลานก็เพื่อรักษาธรรมเนียมไว้ พระธรรมยุตทางบ้านดอนเขาก็เริ่มกันแล้ว ผมก็มาเริ่มที่พุมเรียงเป็นการปฏิวัตินิดหน่อยไม่มากนัก

          แม่ชีพักเป็นคนสำคัญคนหนึ่งที่เชิดผมให้เป็นนักเทศน์ คอยบอกว่าเทศน์ดีทั้งต่อหน้าและลับหลัง เป็นขาประจำฟังเทศน์ทุกวัน มาตั้งแต่สมภารองค์ก่อนโน้น

          แต่ก่อนนั้นในวัดใหม่เขาก็มีพระเทศน์ ใช้พระองค์ใดองค์หนึ่งที่พอจะเทศน์ได้เทศน์อยู่แล้ว ๒-๓ องค์อย่างน้อยที่ถูกใช้ให้เทศน์ล้วนแต่อิดเอื้อนไม่อยากเทศน์ด้วยกันทั้งนั้น โอกาสของเราจึงมี เพราะเราไม่ปฏิเสธนี่ มันก็เป็นเรื่องให้ลองดู ท่านสมภารให้ลองดู เมื่อมันต้องเทศน์

          บวช ๒-๓ วันก็เข้าโรงเรียนนักธรรมแล้ว เขาคงสังเกตเห็นจากการพูดจา หรือเสียงเล่าลือจากคนบางคนว่ารู้ธรรมะ พูดได้ ท่านสมภารก็เทศน์เองจนเบื่อเต็มทีแล้ว ใช้พระองค์นั้น องค์นี้ก็มีแต่อิด ๆ ออด ๆ พอใช้เรา เราไม่อิดออด มันก็กลายเป็นได้งานที่สนุกทำ ก็ทำเรื่อย ๆ มา แล้วสมาชิกหรือนักฟัง แม่ชีประจำวัดบ้าง คนนอกวัดบ้าง เขาชอบฟัง บอกกล่าวกันเพิ่มขึ้น ๆ ๆ เรื่อย เป็นที่พอใจท่านสมภาร เพราะคนมันเพิ่ม ก่อนหน้านี้คนมันตายตัว ผู้ฟังมันตายตัว ท่านก็แสดงความประสงค์ให้เทศน์ต่อไปเรื่อย ๆ ทีนี้เราก็ทำงานที่แปลกหรือที่สนุก ความที่ไม่เคยทำ และมันเห็นเป็นเรื่องไม่ยาก

          นอกพรรษาก็เทศน์เฉพาะวันพระ แล้วก็เทศน์พิเศษในวันทำบุญพิเศษ ในพรรษาที่ ๒ นั้น ครูที่สอนนักธรรมเป็นนักเทศน์ เลยเรียกนักเรียนทั้งหลายไปฝึกหัดการเทศน์ ที่วัดที่เรียนนักธรรมตอนหัวค่ำ แต่มันก็คือหัดแต่งกระทู้นักธรรมปากเปล่านั่นเอง ไม่ได้หัดทำสุ้มเสียงหรือไม่ได้หัดให้ศีล การเทศน์มันก็จริงจังขึ้น เข้มข้นขึ้น มีอยู่ ๖-๗ คนด้วยกันที่เป็นเพื่อนนักเรียนนักธรรมที่ไปหัดเทศน์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสกับครูนักธรรม ๒ องค์นี้เป็นผู้มีความคิด ว่าควรจะเรียกพระนักธรรมโทมาฝึกเทศน์พรรษานั้น นักธรรมเอกยังไม่มี

? การเรียนนักธรรมสมัยนั้นเรียนกันอย่างไรครับ

          ก็มีครูสอน ทีแรกที่สุด ขอร้องให้เลือกครูที่มีความสามารถ มาจากวัดราชาธิวาส เป็นธรรมยุต บ้านพ่อเค้งเป็นผู้อุปถัมภ์ มาอยู่วัดโพธาราม ก็สอนตามแบบที่เคยสอนกันที่วัดราชาธิวาส ความรู้ก็แม่นในขอบเขต วันอุโบสถก็บอกปาริสุทธิองค์เดียว เพราะเป็นคนละนิกายไม่ร่วมสังฆกรรมกัน นักเรียนก็เอาแบบเรียนคือนวโกวาทมา ครูก็อธิบาย พระทุกวัดก็มาเรียนที่นี่ ดูเหมือนครูผู้นี้ พระจุล จนฺทาโภ จะเป็นผู้คิดฉายา ตั้งฉายาให้ผมว่า อินทปญโญ เพราะว่าอาจารย์อุปัชฌาย์แท้ ๆ ไม่มีความรู้เรื่องบาลี ตอนบวชตามธรรมเนียมทุกคนจะชื่อนาคหมด อุปัชฌาย์ชื่อติสฺโส พอบวชได้หลายวันแล้ว จึงไปขอให้ตั้งฉายาเฉพาะคน อุปัชฌาย์ก็ขอร้องอาจารย์จุลในฐานะที่มีความรู้ช่วยคิดให้ ผมจึงมีฉายาว่าอินทปญโญ ท่านเป็นคนกาญจนดิษฐ์ (อำเภอหนึ่งในสุราษฎร์ธานี) มาสอนอยู่ปีเดียว ปีต่อมาก็ได้ครูมหานิกายจากวัดมหาธาตุ ชื่อมหารื่น อยู่ปีเดียวอีก ต่อมาก็ได้พระครูซ้อน วัดกลางเก่า บ้านดอน (อำเภอเมือง จ.สุราษฎร์ธานีในปัจจุบัน) มาสอนนักธรรมเอก แต่ผมไม่ได้เรียนในโรงเรียน ผมขอเรียนเอง แกจะไม่ให้สอบไล่ ทีนี้พวกเพื่อน ๆ ช่วยกันขอร้องว่าให้ผมสอบเถอะ เพราะว่าเรียนเก่งมา ๒ ปีแล้ว หลักสูตรนักธรรมนี่ถ้าเป็นคนอ่านหนังสือรู้เรื่อง ก็เรียนเองได้ อาจจะเรียนเป็นตัวอย่างสัก ๒ ปี พอปีที่ ๓ เรียนเองได้ เมื่อมีความรู้ภาษาไทยดีพอ ก็สะดวกมาก แม้แต่การเรียนบาลี ตอนเราเรียนภาษาไทยเราก็ชอบเรียนคำไทยที่แปลก ๆ มาจากบาลีสันสกฤต มันก็คุ้นเคยคำเหล่านี้มา เรียนบาลีก็ง่ายขึ้น

          พรรษาแรก ๆ ที่บวชนี่ ผมนั่งทำงานจนเป็นโรคที่ชาวบ้านแถบนี้เขาเรียกว่ากระษัย สมัยปัจจุบัน ก็ต้องเรียกว่าโรคไต ตาเหลือง ร้อนสันหลัง ปัสสาวะแดง นี่เพราะเรามันบ้า นั่งเขียน นั่งอ่าน หนังสือก็มีไม่มาก แต่เรานั่งคัดลอก ซ้อมแต่งกระทู้ เช้าเย็นก็นั่งทำวัตรกันอีกยาว ๆ ราวชั่วโมงจึงเสร็จ ไปโรงเรียนก็นั่งอีก จนไตทำงานไม่ปกติ แต่มันก็แก้ไขได้โดยธรรมชาติ เช่นการเหยียบ นอนคว่ำให้เด็ก ๆ เหยียบหลังตรงสะเอว ตรงก้นกบ นี่มีผลมาก เอาส้นเน้น ๆ ลงไปที่ตรงนั้น มันหลวมอ่อนไปก็ได้ผล ในที่สุดมักจะกินยา ก็ยาแผนโบราณ พวกขี้เหล็ก ลันเตา แสมสาน ต้มกินสักหม้อสองหม้อ ปัสสาวะเหลือง พรรษาต่อ ๆ มามันเปลี่ยนไปเอง มันเข้ารูปเอง มันรักษาตัวเองได้

? อาจารย์ครับ สมัยนั้นใครเป็นสมภารครับ และท่านปกครองวัดอย่างไร

          สมภารชื่อนาค ธมฺมนนฺโท เนื่องจากท่านพรรษาไม่มาก การปกครองจึงเป็นไปในลักษณะเพื่อน การปกครองวัดของท่านก็ธรรมดา เพราะก็ทำไปตามธรรมเนียม ทำวัตรเช้าวัตรเย็น สวดเจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน จนภาณยักษ์อะไรได้หมด นอกนั้น พระองค์บางองค์ก็อาจจะทำงานฝีมือไปตามเรื่อง ด้ามมีด ด้ามขวาน พายสำหรับพายเรือก็มี มีดจักตอกด้ามงอน ต้องหาไม้ดี ๆ ลายสวย ๆ มาทำ หรือทำหัวตะบันให้คุณยาย เอาหอยมือเสือตรงข้างโคน สกัดออกมาเป็นรูปกลมเหมือนกับไข่ ทำยากมาก พระที่สวด ๆ ฉัน ๆ กิน ๆ นอน ๆ ก็มีเหมือนกัน นาน ๆ มีองค์หนึ่ง มันทนอยู่ไม่ค่อยได้ เมื่อเห็นเพื่อนเขาทำกัน เล่นหมากรุกก็มีบ้างเป็นบางองค์แต่ไม่ได้เล่นตลอดไป บางทีก็มีงานของวัดที่ต้องช่วยกัน ในปีที่ผมบวชนั้นมีการก่อสร้าง ต้องไปหาไม้จากเขตป่า ทางโมถ่าย ปากหมาก ผมก็เคยไป ท่านสมภารพาไปเป็นเพื่อน ไปหาสมภารที่อยู่ทางโน้น ท่านเป็นผู้เฒ่ามีลูกหลานมาก สามารถกะเกณฑ์คือขอแรงชาวบ้านตัดโค่นให้ แล้วก็ล่องมาตามคลองที่ผ่านวัดพระบรมธาตุฯ ออกทะเลเข้าคลองพุมเรียงมาถึงหน้าวัด พรรษานั้นก็ได้หัดเลื่อยไม้กัน

? อาจารย์ครับ นอกจากการเรียนนักธรรม การเทศน์แล้วของเล่นอย่างอื่นของอาจารย์มีอะไรอีกบ้างไหมครับ

          (หยุดคิดระยะหนึ่ง แล้วหัวเราะเบา ๆ) มันมีอยู่อย่างหนึ่ง ผมออกหนังสือพิมพ์เถื่อนเป็นกระดาษฟุลสแก๊ป ๒ คู่ (ฮะ ๆ ๆ - เบา ๆ) มันเป็นเรื่องสนุกเท่านั้น เราเขียนก่อนสวดมนต์ตอนค่ำ พอพระสวดมนต์เสร็จ เราก็เอามาให้อ่านกัน เขาอ่านแล้วหัวเราะ วิพากษ์วิจารณ์กัน เรามีความอวดดี ที่จะทำให้คนอื่นเขาหัวเราะได้ รู้สึกว่ามันทำให้เพื่อนสบายใจ จิตมันเป็นบุญเป็นกุศล ไม่ได้คำนึงถึงสาระอะไรในตอนแรก

          ผมได้ความคิดมาจากคน ๆ หนึ่ง ชื่อนายเอื้อน เป็นเสมียนตราทำงานที่อำเภอ ดูเหมือนจะเป็นคนกรุงเทพฯ มาอยู่จนกลายเป็นคนหัวเมือง เป็นคนขี้เมา แกออกหนังสือพิมพ์ล้อ เป็นกระดาษฟุลสแก๊ป ใช้เขียนตัวเล็ก ๘ หน้า ๔ หน้า อ่านกันในหมู่ข้าราชการบนอำเภอ จากนั้นมีคนเอามาที่ตลาด ส่งเวียนกันอ่าน ชาวบ้านย่านตลาดก็ได้อ่านกัน มีแต่เรื่องหัวเราะทั้งนั้น ต้องนับว่าเขียนเก่งทีเดียว เขียนให้ระดับนักศึกษาอ่านได้แหละ มีภาพล้อด้วย มีคนเอามาที่บ้านเรา ผมก็ได้อ่าน เลยเอามาทำบ้างสมัยบวช เรื่องของเขา เช่นเขียนเรื่องอุทกภัยเขียนเหมือนกับบ้านแตกสาแหรกขาด อ่านแล้วรู้สึกเห็นจริงเห็นจังถึงความเดือดร้อน มีอารมณ์คล้อยตาม พอจบเรื่องกลายเป็นเรื่องของน้ำท่วมรังมดคัน จึงหัวเราะกัน

          เรารู้สึกว่านี้มันสนุกดี ๆ ๆ มีรส มีชาติ เราก็ทำได้ เราก็อยากจะทำ มันไม่มีโอกาสอื่นที่จะทำได้นอกจากทำในวัด มีพระ ๑๐ กว่า ๒๐ องค์ในพรรษา ให้พระทั้งหลายได้อ่าน ได้หัวเราะกัน เป็นหนังสือชวนหัว ตอนที่เป็นสารคดีอะไรบ้างนั้น มันใส่เพื่อให้มันเต็มหน้า ๔ หน้า ที่เขียนโดยเจตนานั้น มันไม่เต็ม ๔ หน้า พอไหว้พระสวดมนต์แล้วก็ส่งให้อ่านกันเลย ผมก็เข้าไปนอนฟังเขาหัวเราะ เขาวิพากษ์วิจารณ์กันในห้อง ห้องนอนผมกับหอสวดมนต์ มันอยู่ใกล้กัน เขาหัวเราะกันอย่างไร เขาอ่านผิดอ่านถูกกันอย่างไร เราก็สนุก

          ต่อมาพอมันไม่มีเรื่องจะเขียนเข้า ก็เอาเรื่องสารคดีที่อ่านจากหนังสือพิมพ์มาเขียนใหม่ เช่นวิธีซักผ้าให้ได้ผลดีที่สุด จำได้จนกระทั่งวิธีทำลายทอง ทำลายรดน้ำ ออกรายตามสบายเกือบจะทุกวัน ทำอยู่ ๒-๓ ปี มีแบ่งเป็นคอลัมน์ มีการ์ตูน เขียนภาพล้ออะไรพวกนี้ ดูเหมือนจะทำอยู่ ๒ พรรษา พอปีที่ ๓ มีเรื่องยุ่ง ๆ เพราะงานมันมีมากขึ้น

          ที่ทำได้เพราะท่านสมภารเอื้อเฟื้อหรือเกรงใจ ไม่ค่อยต้องลงทำวัตร สมภารให้เกียรติ นึกถึงมันก็ละอาย เมื่อสมภารเกรงใจ ให้เกียรติแล้วเรามันก็เหลิงหลาย ๆ อย่าง เช่น (เฮ่อ ๆ ๆ) ไปที่ทุ่งนา จับปลากัดมาแล้วใส่ลงในหม้อแก้วน้ำมนต์ที่ตั้งไว้หน้าที่บูชาพระเวลาทำวัตรนั่นเอง พอสมภารรู้เข้าก็รู้กันว่าไม่มีใครนอกจากผม แต่สมภารก็นิ่งเงียบ เราก็ค่อย ๆ ปรับตัว ค่อย ๆ รู้จักเกรงใจ

          ท่านเองเกรงใจผมเพราะมันมีหลาย ๆ สาเหตุ เป็นเด็กวัดมาด้วยกัน แต่ท่านเป็นเด็กโข่งใหญ่ อายุไกลกว่ากัน ๕-๖ ปี ท่านจึงบวชก่อนเราและรักษาการเจ้าอาวาสมาหลายปี และอีกอย่างหนึ่งเราก็ร่วมอาจารย์เดียวกัน อาจารย์นั้นก็เป็นญาติของผม มีอะไรก็ให้เกียรติจนเราสนุกได้มาก บางทีเอาข้าวใส่หม้อไปฉันเพลกันนอกนา สนุกสนานกัน ๒-๓ องค์ เก็บผักเก็บหญ้าฉันกัน ไปนั่งที่ริมหนองสายบัว เอาน้ำพริกไป เด็ก ๆ ก็ไปถอนสายบัวขึ้นมา แล้วทางบ้านก็ตามใจ บ้านโยมของผมเอง แล้วก็บ้านตรงกันข้ามที่ว่าเป็นบ้านพระยาอรรถกรมฯ น้องพระยาอรรถกรมเป็นผู้หญิง ชื่อแม่เจี้ยม ไม่ได้แต่งงาน นั่นก็อีกคนต้องการอะไรได้ทั้งนั้น ต้องการแกงก็ได้ ต้องการน้ำพริกก็ได้ อะไรก็ได้ทั้งนั้น บางทีนึกอยากไปเที่ยวชายทะเลก็ทำให้ ไปเที่ยวในป่าก็ทำให้ ใส่หม้อหิ้วเขียว ๆ ชีวิตพระมันก็เลยสนุกจนลืมสึก แม่เจี้ยมนั้นอายุแก่กว่า ๓-๔ ปี ผมเรียกแม่เจี้ยม คุ้นเคยกันมาแต่แรกเริ่มเดิมที

          อีกอย่างหนึ่ง สมัยผมอยู่วัดใหม่ มันมีแกงประเพณีของวัดนั้นที่ทำสืบ ๆ กันมา ไม่รู้แต่ครั้งไหน เรียกโดยทั่วไปว่าแกงร้าย สมัยที่ผมอยู่ผมเป็นผู้นำรักษาไว้อย่าให้มันสูญหายไป ทำอยู่ ๒ ปี ๓ ปี ตอนออกพรรษาแล้ว เรียกว่าเป็นฤดูหนาว ใช้ฟักทองลูกใหญ่มาก ๆ ลูกเดียวพอ เครื่องปรุงนี่ใช้พริกขี้หนูแห้งชามใหญ่ ประมาณสักลิตรหนึ่งได้ แล้วยังมีพริกใหญ่ธรรมดาอีก ตะไคร้ก็เป็นชามใหญ่ ๆ ลิตรสองลิตรได้ แล้วยังใส่ข่า กับเครื่องแกงอื่น ๆ อีกอย่างน่าตกใจ (หัวเราะเบา ๆ) มะพร้าวกี่ลูกจำไม่ได้ สมัยผมสั่งการอยู่เติมไก่ลงไปตัวหนึ่งด้วย ก่อนนี้ไม่มี มีแต่ฟักทอง เราให้เด็กไปซื้อจากตลาด แล้วยังน้ำตาลอีกหม้อหรือสองหม้อ แกงเสร็จแล้วถึงเวลาฉัน พอตักใส่ปากจะหวาน รู้สึกว่าหวานดี พอกินเคี้ยวไปจะเผ็ดขึ้นเรื่อย ๆ เสร็จแล้วร้อนรุ่มเลย (หัวเราะลงคอ) น้ำมูกน้ำตาไหลซูดซาดหมด เด็ก ๆ กินได้สักปลายช้อนหนึ่ง กินข้าวไม่รู้เท่าไร กี่จานกี่จาน เวลาทำนั้นจะเอาเคี่ยวในกระทะจนละลายเข้ากันหมด สีดำ ๆ เพราะเคี่ยวนาน สีและลักษณะเหมือนขี้ควาย ทำเป็นกระทะใหญ่ได้กลิ่นทั่วทั้งวัดเลยเพราะใส่เครื่องเทศด้วย พระทุกองค์อย่างมากฉันได้คนละช้อนสองช้อน มีพิเศษอยู่องค์หนึ่งเป็นหลวงตา จะฉันได้ชามหนึ่ง ทุกคนน้ำตาไหลทั้งนั้น ทั้งเด็ก ๆ พระเณร หรือแม้หลวงตาองค์ที่ว่าเก่ง ๆ ซูดซาดกันหมด แต่มันอร่อย เดี๋ยวนี้ก็ยังนึกอร่อยอยู่ อาจจะเป็นแกงนี้ก็ได้ที่พอโยมเดินผ่านวัด ได้กลิ่นทั้งวัดต้องเข้ามาขอชิม เรียกว่าแกงร้ายตักใส่ปากจะหวานก่อน แล้วก็เผ็ด ทีนี้ก็จะร้อน คลุ้มคลั่งเลย น้ำตาไหล เหมือนกับฉันข้าวกับน้ำตา เรากลัวมันจะหายไปเสีย เลยทำขึ้นไว้และทำเต็มที่ แต่ก่อนเขาก็ไม่น้อยเหมือนกันแหละไอ้พริก ไอ้อะไร แต่ไอ้ปีที่ผมเข้าไปบัญชาอยู่ปีนั้น จะมากสักหน่อย จะเต็มที่สักหน่อย เพราะเรามันคนบ้า เอากันเต็มที่ มันก็มีผล คือสุดท้ายก็จะถ่ายร้อนเป็นไฟ มันเป็นเรื่องสนุกด้วย แต่ที่เขาพูด เขาว่าเป็นยา เป็นยาอายุวัฒนะ มันก็น่าจะมีส่วนเพราะมันเหงื่อแตก ท่วมตัวเลย พอผมไม่อยู่แล้วดูเหมือนจะไม่มีใครทำต่อ มันไม่มีคนบ้าบิ่น

? อาจารย์ครับ ในพรรษาหนึ่งนี่ มีอะไรเปลี่ยนแปลงในชีวิตบ้าง อุดมคติของชีวิตมีหรือยัง และอาจารย์สนใจเรื่องสมาธิภาวนาหรือเปล่า

          ความรู้สึก ไม่มีอะไรเปลี่ยน มันไม่รู้สึกเป็นพระ หรือเป็นฆราวาสชนิดที่ว่าตรงกันข้าม อุดมคติที่จะเป็นพระหรืออุทิศตัวเพื่อพระศาสนาอะไรยังไม่มี มันเกิดขึ้นทีหลังเมื่อเรียนอะไรมากขึ้น คิดนึกอะไรมากขึ้นในภายหลัง เรื่องสมาธิอะไรยังไม่มี ไม่มีใครพูดถึงเลย ที่เรียนจากนักธรรมอะไรนี่ก็เป็นเรื่องธรรมดาเพียงแต่รับรู้ไว้อย่างเรื่องธรรมดา ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรถึงกับคิดกู้พระศาสนา มันสนุกอย่างเด็กนักเรียน

<-- ^ -->

...

ชีวิตและผลงาน > ประวัติ > อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" >
>
ชีวิตและสิ่งแวดล้อมใหม่ในวัด

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.