|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส พระประชา ปสนฺนธมฺโม สัมภาษณ์
|
|||||||
|
ผมอุปสมบทที่โบสถ์วัดนอก (อุบล) แล้วมาประจำอยู่ที่วัดใหม่ (พุมเรียง) ท่านพระครูโสภณเจตสิการาม (คง วิมโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดทุ่ม อินฺทโชโต เจ้าอาวาสวัดนอก (อุบล) และ พระครูศักดิ์ ธมฺมรกฺขิโต เจ้าอาวาสวัดหัวคู (วินัย) เป็นพระคู่สวด
อ๋อ อาจารย์ปลัดทุ่มแกรักใคร่คุ้นเคยกับที่บ้านโยม เป็นอาจารย์สวดของโยมผู้ชายด้วย ทีนี้ผมอยู่วัดใหม่ตั้งแต่เล็ก พอตกลงบวชก็ว่ากันว่าต้องอยู่วัดใหม่ ๆ แต่แกถือว่าแกมีสิทธิของความเป็นกันเอง "เอ้า อยู่วัดใหม่ก็ได้ แต่ต้องมาบวชวัดกู" (หัวเราะเบา ๆ) แต่วัดรั้วมันอยู่ติดกัน พระวัดใหม่ก็ต้องมาลงอุโบสถวัดอุบล เพราะตอนนั้นพระวัดอุบลองค์หนึ่งสวดปาฏิโมกข์ได้ พระวัดใหม่ไม่มีใครสวดได้แล้วก็อาจารย์ปลัดทุ่มแกสั่งได้ ผมไม่ได้บวชกับเจ้าคณะเมืองคือเจ้าคุณชยาภิวัฒน์ สุภัททสังฆปาโมกข์ เจ้าอาวาสวัดล่าง (สมุหนิมิต) แต่บวชกับพระครูโสภณเจตสิการาม (คง วิมโล) ซึ่งเป็นรองเจ้าคณะเมือง เพราะเป็นที่นิยมชมชอบของผู้ใหญ่โดยตรงและโดยอ้อมของเรา เราก็พลอยตามไปเพราะว่าเกรงใจ ก็เลยกล้าที่จะไม่นิมนต์เจ้าคณะเมือง แล้วก็บังเอิญโชคดีที่บังเอิญท่านดูเหมือนจะเดินทางไปบวชที่อื่นในตอนนั้น จึงจำได้ว่าไม่มีอะไรขัดหูขัดตาให้เสียหาย ผมต้องอยู่วัดใหม่ (พุมเรียง) เพราะปู่ที่เป็นน้องของย่าเคยเป็นสมภารที่วัดนั้นจนมรณภาพ เพราะฉะนั้นชั้นลูก ชั้นหลาน ชั้นเหลน มันก็ต้องอยู่ที่วัดนั้น ท่านพระครูศักดิ์นั้น ไม่ค่อยคุ้นเคย ท่านเป็นพระหมอยา แต่เป็นที่นับถือของโยมผมและของชาวบ้าน
ท่านเป็นคนที่มีความรู้บาลีพอสมควร เพราะไปเรียนมาจากกรุงเทพฯ แต่จะพูดว่ารู้ดียังไม่ได้ ไปเรียนที่วัดโพธิ์ ตอนไปนั้นไปเรือใบ ไปอยู่วัดโพธิ์ บิณฑบาตแถววัดโพธิ์ บางวันแทบจะไม่พอฉัน บางวันฉันข้าวกับกล้วยลูกหนึ่ง แล้วก็เรียนหนังสือกันมาอย่างนั้น อุตส่าห์ทน ๓ ปี แต่ก็ไม่ได้มหาเปรียญกลับมา กรรมการเล่นท่าเสีย โกรธขึ้นมาเลยคืนข้อสอบ ถวายหนังสือคืน คือใบลานที่ใช้สอบนั้น มันของหลวง ไม่สอบเรียกว่าถวายคืน ท่านมีความรู้พอจะสอบได้ แต่กรรมการเกี่ยง ท่านเคยเล่าให้ฟัง คือบาลีว่า "โสสานโคปิกา" ท่านแปลว่า "หญิงผู้เฝ้าซึ่งป่าช้า" กรรมการว่าไม่เอาแปลใหม่ ท่านก็ว่า "หญิงผู้รักษาป่าช้า" กรรมการว่าไม่เอาอีก ท่านว่า "หญิงผู้คุ้มครองซึ่งป่าช้า" กรรมการไม่เอาอีก สมัยก่อนเขาสอบกันปากเปล่าแบบนี้ ๓ ครั้งยังไม่เอาก็ถวายหนังสือคืนเลย ไม่สอบแล้ว แล้วไปถามตอนหลังว่าจะเอายังไง กรรมการจะเอาว่า "หญิงผู้ปกครองซึ่งป่าช้า" ต้องการคำสมัยใหม่เสียอีก เมื่อท่านกลับมาท่านก็เปิดสอนบาลี ก็เรียนกันแบบโบราณ คนเรียนมาจากหลายจังหวัด แต่รวมแล้วไม่กี่คน แต่เรียนไม่ค่อยจะสำเร็จ เป็นบ้าไปเสียก็มี เพราะมันเรียนกันไม่ใคร่รู้เรื่อง มันทรมานใจกัน เขาเรียกเรียนหนังสือใหญ่แบบมูลกัจจายน์ ๕ ปี ๑๐ ปี บางทียังเรียนไม่รู้เรื่อง เนื่องจากวัดของท่านกับวัดที่ผมอยู่มันติดกัน บางทีผมก็ไปเยี่ยมบ้างแล้วไปทำวัตรบ้าง แล้วท่านก็ต้องการให้ผมสัมพันธ์ด้วย ก็คงเห็นผมพอจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์ คล้าย ๆ จะเป็นผู้ใกล้ชิดในเรื่องต่าง ๆ เพราะเมื่ออาผมบวชก็รับใช้ใกล้ชิดท่าน ตอนหลังโกรธกันในที่สุด คือท่านจะให้ผมลงเรือไปด้วยกับท่านไปเป็นผู้สวดฝังพัทธสีมา ทางปลายแม่น้ำบ้านดอน ผมไม่ไป ขอร้องกี่ครั้งก็ไม่ไป (หัวเราะเบา ๆ) ท่านรู้สึกว่าเราไม่เคารพไม่ไว้หน้า ท่านเลยโกรธ
ท่านเป็นคนมักน้อยสันโดษ ไม่สะสม ไม่โมโหร้าย ท่านไม่คุ้นเคยกับที่บ้านโยมผมนัก แต่อุปัชฌาย์มีอยู่ ๒ องค์ เมื่อไม่เอาองค์หนึ่ง ก็จำเป็นต้องเอาองค์นี้ ต่อมาจึงค่อยคุ้นเคยกัน
ตามแบบโบราณนั้น มันต่างคนต่างวัด จะเอาใจใส่พิเศษอะไรไม่ได้ แต่ว่าเท่าที่แสดงออก ท่านให้เกียรติกับเราเต็มที่ ในฐานะอะไรก็บอกยาก คือพูดจายกย่องในที่ประชุมอะไรอย่างนี้ อยู่บ่อย ๆ ท่านอยู่ต่อมาจนมรณภาพไป เมื่อตอนผมไปเรียนบาลีอยู่ที่กรุงเทพฯ
ท่านเป็นพระที่เสียสละมาก โดยเฉพาะเกี่ยวกับการเจ็บไข้ได้ป่วยของประชาชน ไปตามได้ทุกเวลาไม่ว่าดึกดื่นเที่ยงคืนแค่ไหน แม้แต่พวกอิสลามมาตามท่านก็ไป
ท่านเป็นอาจารย์ผู้เฒ่า ผู้ศักดิ์สิทธิ์คู่กับอาจารย์เหม็นในทางวิปัสสนา นอกจากนั้น ท่านยังเป็นหมอดู ชาวบ้านย่อมต้องการหมอดูเป็นเครื่องปลอบใจ ผมก็เหมือนกันถ้าไปเยี่ยมหาท่าน ท่านก็ต้องดูให้ทันที สำหรับผมท่านดูแบบเลข ๗ ตัวให้ แล้วที่ท่านย้ำอยู่เรื่อยทุกคราวที่ดู ว่ามันตกปัตนิ "อย่าสึก อย่าสึก คนดวงนี้เมียจะมีชู้" ท่านย้ำอยู่เรื่อย ตามตำราเลข ๗ ตัวของท่าน ไม่ใช่อย่างโหร โหรแท้ ๆ เขาจะไม่ใช้หรอก เป็นการเล่นแบบพื้นบ้าน ถ้าตัวเลขตกปัตนิไม่ควรจะมีเมีย เพราะว่าเมียจะต้องเป็นชู้ (เฮ่อ ๆ ๆ) เราก็เลยไม่รู้ความจริงข้อนี้ ผมไม่เชื่อเรื่องหมอดูมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว จนเป็นนิสัย ท่านคุ้นเคยกับที่บ้านเรามากเป็นพิเศษ ท่านมาเยี่ยมบ้านโยมเป็นประจำ มาสนทนาเป็นประจำ เมื่อเราเด็ก ๆ ไปวัดท่านก็เอ็นดูแบบเด็ก ๆ ให้ได้ดู ให้ได้เห็น ให้ได้กิน เมื่อท่านชอบพ่อก็ต้องชอบลูกเป็นธรรมดา นี้เป็นลักษณะทั่วไปของพระเจ้าอาวาสสมภารวัด ต้องโอภาปราศรัยกับเด็ก ๆ ที่มันไปจากสกุลที่มีหน้ามีตา ไม่ใช่ทั่วไปทุกคน ผมต้องเอาของไปถวายบ่อย ๆ เมื่อบวชแล้วอยู่วัดติดกัน เดินผ่านไปมาหาสู่ พอถึงวันพระท่านก็มารับสังฆทานที่วัดใหม่ (พุมเรียง) ที่ผมอยู่ เรียกว่าเห็นกันอยู่เสมอ ตอนหลังมีคนเป็นโรคเรื้อนมาอยู่กับท่านด้วย เป็นพวกลูกหลานท่าน คอยต้มน้ำร้อนถวายท่านเป็นประจำ มีคนไปถามว่าไม่กลัวติดโรคหรือ ท่านว่าไม่กลัว ถ้าเชื้อโรคมีมันก็ตายหมดแล้ว ตอนถูกต้มจนเดือด โยมผู้ชายของผม โยมอาของผม เป็นคนไม่เชื่อโหราศาสตร์ แต่โยมอาก็ยังเรียนโหราศาสตร์กับอาจารย์ปลัดทุ่ม ช่วยดูอะไรให้ใครต่อใครตามใจชาวบ้าน แต่ตอนหลังแกเลิก กลับมาเขียนคัดค้าน เขียนล้อเลียนดังที่เคยเล่าแล้ว มีเรื่องน่าหัว เพราะมีคนไปดูหมอกับอาจารย์ปลัดทุ่มมาก มีคนถวายของมาก ใบชาเป็นห่อ ๆ มาก ทีนี้ท่านถือคติว่ากินของเก่าก่อน ของมาทีหลัง เก็บไว้ก่อน ก็เลยกินใบชาสาบตลอดชีวิต จมูกของท่านไม่ค่อยดี ท่านไม่รู้ว่าสาบหรือไม่สาบ ใครไปใครมาก็ต้มให้กิน ผมก็กิน และรู้สึกว่าเป็นชาสาบจริงอย่างที่เขาว่ากัน ท่านเป็นพระธุดงค์ตัวยงมาแต่ก่อน ความเป็นอยู่ก็เรียบง่ายสันโดษ แต่ท่านไม่เคยสอนผมในเรื่องสมาธิกรรมฐานอะไร กับคนอื่นก็ดูเหมือนจะไม่เคย ท่านเป็นคนที่ให้ความคิดให้เอากระดูกของโยมผู้ชายไปไว้ที่ภูเขาประสงค์ ที่บ้านหนองหวาย อำเภอท่าชนะ ท่านว่ามันดี ชื่อเขาสงค์ท่านก็ตีความว่าส่งให้ดี ให้เจริญ แล้วมันดีว่าเห็นแต่ที่ไกล เวลาไปเรือหรือไปรถไฟมันเห็นตลอดเวลา บางมุมจากสวนโมกข์นี่ก็ยังมองเห็นได้ ผมเคยไปนั่งดูบ่อย ๆ สมัยก่อน ภูเขาที่สูงที่สุดที่เห็นเป็นหน้าผาชันโตรกเวลานั่งรถไฟผ่านสถานีท่าชนะนั่นแหละ ด้านตะวันออกเฉียงเหนือมันลาด ท่านอุตส่าห์พาไป เพราะรู้จักคนทางนั้นมาก เราเป็นเด็ก ๆ แปลกหน้าไป ใครเขาจะช่วยเหลือ ท่านพาเข้าไปในถ้ำพระใหญ่ ท่านให้เอากระดูกห่อผ้าขาวใส่หม้อ แล้ววางเข้าไปตรงหลืบในถ้ำ แล้วเอาไม้ไผ่ดันเข้าไปลึกตั้งลำไม้ไผ่ เป็นที่เชื่อได้ว่าไม่มีใครเอาไปไหน ต่อมา เมื่อโยมผู้หญิงเสียแล้ว ผมก็ยังเอากระดูกโยมผู้หญิงไปไว้ที่นั่นด้วย ตอนนี้ไปเองไปทำเอง แล้วเมื่อไม่นานมานี้ลูกพี่ลูกน้องก็เอากระดูกของแม่ของเขาซึ่งเป็นป้าของผมไปไว้อีก ยังคิดอยู่ว่า (ฮึ ๆ ๆ) จะถือที่นั่นเป็นที่รวม มันดีกว่าสร้างเจดีย์ สร้างฮวงซุ้ย อะไรให้ยุ่งยาก ถือเอาภูเขาทั้งลูกเป็นเจดีย์เสียเลย ไม่ต้องเสียเงินสักบาทมาสร้างเจดีย์
ท่านดับตอนผมไปเรียนบาลีที่กรุงเทพฯ มีท่านครูศักดิ์ที่อยู่มาจนผมตั้งสวนโมกข์
ยัง ยังเหลืออยู่ ๒ องค์ อาจารย์เหม็นองค์หนึ่ง อาจารย์ปลัดทุ่มคู่สวดของผมที่เล่ามาแล้วองค์หนึ่ง อาจารย์เหม็นนี่เป็นคู่สวดของโยมผู้ชายผม สมัยก่อนบวช โยมให้เอาแกงไปส่งท่านเป็นประจำ พอไปถึงท่านจะดึงแพผักชีในสระของท่าน ให้เก็บเอากำมือใหญ่ ๆ กำมือหนึ่ง คือท่านทำแพปลูกผักชีลงบนนั้น ท่านองค์นี้เป็นผู้มีวาจาคม ๆ แหลม ๆ อยู่เสมอ เช่นคราวหนึ่งมีคนไปชักชวนท่านให้บวชแปลงเป็นธรรมยุต ท่านตอบเขาว่า "เป็นธรรมยุตแล้วองคชาตไม่ลุกไม่แข็งหรือไง" แต่พูดเป็นภาษาชาวบ้านปักษ์ใต้นะ ท่านเป็นพระกรรมฐานแบบโบราณ เรียนกันเป็นขั้น ๆ เรียกว่าบอน ซึ่งมาจากคำว่าบ่อน คนบ้านนี้บ่อนไก่ บ่อนปลาเขาออกเสียงเป็นบอน ขั้นของการปฏิบัติเขาจะเรียกว่าได้บอน ๑ ได้บอน ๒ ได้บอน ๓ พอจบอาจารย์ก็จะบอกครบแล้ว พอ แกไปได้ แถว ๆ ข้างโบสถ์วัดอุบล (ปัจจุบันเป็นวัดร้าง ท่านบวชที่พระอุโบสถวัดนี้) เขาเรียกว่าดอนวาส คือดอนอยู่ปริวาสแล้วก็ทำกรรมฐานด้วย ปริวาสสมัยนั้นเขาทำตามธรรมเนียม ไม่ต้องเป็นอาบัติสังฆาทิเสสอะไร ทุก ๆ คนทำตอนออกพรรษา วิธีทำกรรมฐานสมัยนั้นจะว่างมงายก็ได้ แต่ถ้าทำอย่างนั้นมันก็เป็นสมาธิได้เหมือนกัน เท่าที่เคยถามดู ท่านจะใช้วิธีกำหนดนิมิต เชิญพระปีติมากำหนดเป็นดวงเขียว ดวงแดง อีกอย่างก็เพ่งเทียนที่ตั้งอยู่ปากบาตรจนจิตแน่วแน่เห็นดวงเทียนเหมือนกับเพ่งหลอดไฟ หรือดวงแก้ว เป็นกสิณแบบหนึ่ง จนหลับตาก็เห็นดวงไฟ แล้วมีลูกตะกั่วกลม ๆ ติดไว้ที่เทียนตามที่กะระยะไว้ ไฟไหม้ลงมาถึงลูกตะกั่ว ๆ ก็จะตกลงในบาตร ดังเก๊งก็เป็นอันว่าพอสำหรับยกนั้น
มากสิ มากเป็นพิเศษ เป็นพระศักดิ์สิทธิ์ ไม่พูดถึงอะไรอื่นหรอก ทุกคนกลัว ไม่อยากให้อาจารย์เหม็นแช่ง ไม่อยากทำอะไรขัดใจแก เขาเชื่อกันว่าถ้าแกแช่งละฉิบหายหมด แกฉันข้าวในกะลา เราเอาใส่ชามสวยไปแกจะเทใส่กะลาที่ขูดไว้หลายใบ โดยมากแกชอบแกปลาไหลกับแกงเนื้อควาย แกคุ้นเคยกับที่บ้านผมมาก เพราะไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ เคยเป็นคู่สวดของโยมผู้ชายผมด้วย พอโยมผู้หญิงมาอยู่ก็เลยคุ้นเคยกัน พออยากขึ้นมาแกก็จะบอก "แกงควายทีเหวย" พูดกับโยมผู้หญิงผม มันก็ไม่บาปกรรมอะไร เพราะเขามีทำขายกันในตลาด แกมีธรรมชาติไม่เห่อลาภยศกับใครเขา มีอยู่สมัยหนึ่งซึ่งสมภารดับ แกจำเป็นต้องรักษาหน้าที่เจ้าอาวาสชั่วคราว ต้องดูแลวัดจนกว่าจะมีคนอื่นมาแทน ทำอยู่สักปีสองปีปรากฏว่าเรียบร้อยที่สุด ชาวบ้านไม่มีใครเข้าไปยุ่มย่าม เด็กเล็กไม่มีใครกล้าเข้าไปกวน แกถือไม้กระบอง ถ้าไม่วิ่งหนีแกตีจริง ๆ ผมจำไม่ค่อยได้ แต่คำพูดของแกหลายครั้งหลายคราวล้วนแต่เฉียบขาด เจ้าคณะเมืองก็นับถือท่านว่าอาจารย์เหม็น แต่ก่อนนี้อาจารย์กรรมฐานคงมีหลาย ๆ อาจารย์ แล้วมันค่อย ๆ หายไปหมดไปจนเหลือ ๒ อาจารย์นี่
มี แต่จำไม่ค่อยได้ อาจารย์เหม็นแกเป็นคนที่เคารพนับถือของอาจารย์ผมที่วัดใหม่ คืออาหลวง อาจารย์หนุน แกไปเที่ยวที่ปากหมากโมถ่ายมา แล้วแกไปเจอะ "ส้มหลอด" ชนิดไหนเข้าก็ไม่รู้ ธรรมดามันเป็นของเปรี้ยว แต่แกมาบอกอาจารย์เหม็นว่าไปเจอส้มหลอดหวาน เจอจริงหรือไม่ผมไม่รู้ แต่แกมาบอกอาจารย์เหม็นอย่างนั้น อาจารย์ผมแกหัวเราะฮิฮิ ๆ และบอกตามแบบของอาจารย์เหม็นว่า "ฉันไม่ว่าคุณโกหก แต่ฉันไม่เชื่อ" นี่สำนวนของอาจารย์เหม็น ทำนองนี้มีเป็นประจำ แกเป็นคนทะนงตัวว่ามีฤทธิ์มีอะไร พอมีอะไรขึ้นมา ก็บอก เอาไม้พลองมา ๆ ๆ ไล่ตี คำว่าเอาไม้พลองมาหรือว่าเอาไม้พลองให้มัน ได้ยินบ่อยที่สุด อาจารย์ประเภทนี้เขาถือว่าเขามีอิทธิฤทธิ์ ไม่กลัวใคร
มันไม่ใช่เฉพาะองค์นี้หรอก คนแก่ ๆ อย่างนี้ ประชาชนเขาถือว่าพระอย่างนี้ทำให้โกรธไม่ได้ ชาวบ้านทั้งบ้านเขาจะถือว่าทำให้โกรธไม่ได้ เดี๋ยวแช่งเอาสักคำ ตายเลย อาจารย์เหม็น อาจารย์ทุ่ม ชาวบ้านเขาไม่กล้าให้แช่ง เป็นพฤติกรรมทั่วไปทั้งหมู่บ้าน ส่วนการทำวิปัสสนาแบบโบราณมันหมดไปก่อนผมเกิดอีก ลุงเที่ยงคนที่ช่วยตั้งสวนโมกข์ เขาเป็นคนเคยทำวิปัสสนามาหลาย ๆ ขั้น แกเล่าให้ฟัง ผมมักจะถามแก ให้แกเล่าให้ฟัง
(หยุดคิดระยะหนึ่ง) นึกไม่ออก (เว้นระยะ) คือว่าเราจะรับมาตรง ๆ ไม่ได้ เราปฏิบัติไม่ได้ เพราะยังเป็นเด็ก (หัวเราะหึ ๆ) ท่านเหล่านี้เป็นที่เคารพนับถือของผม แต่ไม่ได้รับถ่ายทอดตัวอย่างอะไรมาเลย เพราะรู้สึกว่าทำไม่ได้ ทุกองค์เราทำอย่างนั้นไม่ได้ เช่นเขามาตามอาจารย์ครูศักดิ์ ตี ๑ ตี ๒ ท่านก็ไป อย่างนั้นเราทำไม่ได้
ไม่มี เพราะเราไม่มองแง่อย่างนั้นเลย ท่านเหล่านี้จะเสียหายในทางวินัยก็ไม่มี จะเสียหายในทางสะสมก็ไม่มี ทีนี้มันเรื่องเกร็ด ครั้งหนึ่งมันมีหนังตะลุงที่มีชื่อเสียงมาจากถิ่นอื่น แล้วมีนักเลงที่ไหนไม่รู้ ไปหลอกคนเชิดหนังตะลุงให้ดำเนินเรื่องว่า อาจารย์เหม็นกับอาจารย์ทุ่มไปสวดศพด้วยกัน แล้วก็ทะเลาะกันจนชกต่อยกันด้วยเรื่องเงินที่เขาถวาย เด็ก ๆ นี่ชอบดูมาก ไอ้หนังตะลุงนี่มันโง่คิดว่าเป็นเรื่องแต่งขึ้นมา มันก็เล่นไปอย่างนั้น ปรากฏว่าเกิดเรื่องใหญ่ สั่นทั่วไปทั้งบ้านทั้งเมือง จนกระทั่งรู้ไปถึงอาจารย์เอง อาจารย์เหม็นบอกว่า "ช่างหัวแม่มัน" (เฮ่อ ๆ ๆ ๆ) แต่ท่านอาจารย์ปลัดทุ่มโกรธ ไม่ยอม ใช้คนไปบอกนายหนังตะลุงว่าให้ท่านเอามือแตะแก้มหรือตบแก้มเบา ๆ ทีเดียวเป็นการลงโทษ เพราะท่านเชื่อว่าถ้าเอามือแตะแก้มเบา ๆ เท่านั้น ต่อไปมันจะเล่นหนังไม่ได้ จะกลายเป็นคนบ้าบอไปเลย ไอ้นายหนังนั้นมันไม่ยอม มันกลัวมันไม่เอา จนเรื่องถึงอำเภอจึงได้ยุติ
|
|||||||
|
> พระผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดในระยะแรก |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org