|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส พระประชา ปสนฺนธมฺโม สัมภาษณ์
|
|||
|
ว่าผมช่วยโยมก็ไม่ถูกนักคือ โยมมอบให้ผมเป็นผู้จัดการ เป็นผู้ทำทุกอย่าง จนโยมไม่ต้องทำ นอกจากเรื่องที่มันเหลือหรือว่าว่าง หรือโยมพอจะทำได้ แต่เรื่องส่วนใหญ่ ในหน้าที่ผู้จัดการมันอยู่ที่เราจนอายุครบบวช เท่าที่นึกได้ เท่าที่จำได้นี่ เขาปรึกษากันบ่อย ๆ ในหมู่ผู้ใหญ่ อย่างว่าเวลาอามาพบ ก็จะปรึกษากันเรื่องอยากให้บวช ป้า น้า ญาติพี่น้องก็ปรึกษากันอยากให้บวช แต่จำไม่ได้ว่ามีประโยคที่โยมพูดว่าบวชเถอะ ๆ เรา (ฮึ่ม ๆ ๆ ๆ) ตามใจเขา เราแล้วแต่เขา ความรู้สึกรักษาประเพณีมันทำให้เกิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา มันรู้สึกคล้าย ๆ กับว่าไม่ครบหรือไม่สมบูรณ์ถ้าไม่เคยบวช มันจึงยินดีที่จะบวช คำสั่งให้บวชหรือคำชี้แจงแนะนำอย่างโดยตรงก็ไม่เคยได้รับ แต่มันรวมพร้อมกัน จากการได้ยินบ่อย ๆ ได้รับความรู้สึกบ่อย ๆ แปลกเหมือนกัน (หัวเราะเบา ๆ) ถ้าจะเอากันจริง ๆ ว่าใครเป็นคนสั่ง ใครเป็นคนรับ ใครเป็นคนแนะนำ มันไม่มี มันนึกไม่ออก ที่ถูกมันเป็นความเห็นพ้องกันหมดว่าต้องบวช ควรบวช แต่นี่มันรู้แน่ ๆ ก็คือความประสงค์อย่างยิ่งของโยม แต่คำสั่งนั้นไม่เคยได้รับ คำขอร้องก็ไม่เคยได้รับ ส่วนความคิดของตัวเองนั้นผมคงเห็นว่าบวชก็ได้ ไม่บวชก็ได้ ตามพันธสัญญาก็จะบวชให้โยม ๑ พรรษา คือ ๓ เดือน คนหนุ่มสมัยนั้นเมื่ออายุครบบวชก็บวชกันเป็นส่วนมาก
ผมก็ไม่ได้เลื่อมใสใครเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่พระท่านก็มุ่งแสวงหาความนับหน้าถือตาจากสังคม ไม่ได้มุ่งที่ความดับทุกข์จริงจังอะไร ก่อนที่ผมบวช นักธรรมก็ไม่ได้เรียนกัน เรียนแต่บทสวดมนต์กัน เพื่อจะได้ไปสวดตามงานต่าง ๆ ที่มีความรู้สึกนับถือผูกพันเป็นพิเศษ ก็คืออาจารย์หนุน เป็นอาจารย์ผมตอนผมเป็นเด็กวัด แต่แกสึกเสียก่อนที่ผมจะบวช เป็นคนรุ่นอา ผมเรียกอาหลวง ตอนนั้นความคิดวิพากษ์วิจารณ์ยังไม่เกิด เป็นเรื่องบวชตามประเพณี ให้มันได้บวชกับเขาเสียบ้างเท่านั้น ให้มันครบ ๆ ไม่เคยมีวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับคณะสงฆ์ จะมีบ้างก็เรื่องผิดถูกของธรรมะ ทัศนคติโดยรวมต่อพระสงฆ์สมัยนั้น นึกไม่ออก คงจะไม่มีด้วยซ้ำไป เชื่อว่าเขาต้องถูกต้องตามประเพณี ตามแบบฉบับที่เขาทำ ๆ กันอยู่ ไม่ถือว่าเขาทำ ๆ กันมาสืบ ๆ กันมานี้มันผิด
เช่นการอธิบายตีความหมายธรรมะ ซึ่งคนทั่ว ๆ ไปเขาก็สนใจกันอยู่ เมื่อเราไม่เห็นด้วยเราก็ค้าน ก็แย้ง ก็ถาม เช่นเรื่องความหมายของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เรื่องทำทาน รักษาศีล ไอ้เรื่องที่มันรุนแรงก็เรื่องนรก เรื่องสวรรค์ที่เขาเชื่อกันอยู่ก่อน ก็เอามาวิจารณ์กัน
คืออยากให้มันชัดเจนกว่านั้น ให้มันเป็นเรื่องชีวิตเดี๋ยวนี้
สงสัย ต้องพูดว่ามันเริ่มสงสัย หลาย ๆ คนเริ่มตั้งข้อสงสัย
มันก็เชื่อกันมาจนไม่รู้จะเชื่อกันอย่างไรแล้ว มันควรจะมีส่วนที่ได้รับโทษ หรือได้รับประโยชน์อย่างทันตาเห็นกันบ้างว่า ที่จริงเราก็ไม่ได้รู้สึกกลัวเกรงเรื่องนรกสวรรค์อะไร เพราะเรามันเชื่อว่าตัวเองไม่ได้ทำสิ่งที่ต้องตกนรก ฉะนั้นสิ่งที่ทำผิดและให้โทษในปัจจุบัน มันน่าสนใจกว่าเรื่องนรกสวรรค์ที่ตายแล้ว
มันมีส่วน หนังสือของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ สำหรับนักธรรมชั้นตรี-โท-เอก เราก็อ่านหมดก่อนบวช
ไม่ รู้สึกเพียงว่าเป็นเรื่องน่าสนใจและคงจะเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ มันยังไม่มีเวลาพอที่จะทดลองปฏิบัติ หรือไม่มีเวลาพอแม้แต่จะคิดให้มันเด็ดขาดลงไป เพียงแต่สันนิษฐานเชื่อว่าต้องดี คงจะดี
ไม่รู้สึก ไม่รู้สึกเลย อ่านเพียงเพื่อหาความรู้มาก ๆ ไม่เคยคิดที่จะเล่นงานพระสงฆ์ มันอยากจะศึกษาอะไรให้มันมาก ๆ กว้าง ๆ เผื่อ ๆ ไว้ มันมีความคิดว่าจะต้องบวชแน่ เพราะฉะนั้นเป็นการเตรียมล่วงหน้าไว้จะดีกว่า พอบวช ๒-๓ วันก็เข้ารูปไม่มีเรื่องยุ่งยากลำบากอะไร
ก็เหมือนอย่างทั่ว ๆ ไป แต่ไม่มีแห่ช้างอะไรใหญ่โต เราไม่เอาที่เขาทำให้ใหญ่โต มีหน้ามีตาก็มีเหมือนกัน แห่ช้างแห่ม้าอะไรกัน แต่โดยมากจะมาจากที่ไกลเช่นตำบลทุ่ง หรือตำบลป่าเว สมัยนั้นเขานิยมไปบวชกันที่พุมเรียงซึ่งเป็นศูนย์กลางของจังหวัด เพราะอุปัชฌาย์อยู่ที่นั่นและยังเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมกับทางการปกครองด้วย
|
|||
|
> สู่เพศบรรพชิต |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org