||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส
เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา
พระประชา ปสนฺนธมฺโม  สัมภาษณ์
บทที่ ๑ กำเนิดและวัยต้นแห่งชีวิต

 

สิ่งแวดล้อมทางสังคม

ภาพถนนและบ้านเรือนบริเวณที่ท่านอาจารย์เกิดและเติบโต
สภาพถนนและบ้านเรือนบริเวณที่ท่านอาจารย์เกิดและเติบโต
เรียกกันว่าหมู่บ้านกลาง ตำบลพุมเรียง
รูปนี้ถ่ายเมื่อ ๒๕๒๙ แต่สภาพยังไม่ต่างจากเดิมมากนัก

 

? อาจารย์ครับ อยากให้อาจารย์เล่าถึงสภาพทั่วไปทางสังคมวัฒนธรรมของหมู่บ้านที่อาจารย์อยู่ในสมัยนั้น

          มันต้องเล็งกันถึงวัฒนธรรมทางจิตอย่างลึกซึ้ง เช่นคนเป็นอันตรายลง มีแต่ช่วยกันให้หาย เป็นห่วงกันไปหมด ไม่ใช่อย่างเดี๋ยวนี้ เช่นเมื่อไม่นานมีรถมาคว่ำแถวนี้ มันมาปอกเสื้อ ปอกกางเกงไปหมด ลอกคราบเอาไปกระทั่งคนกำลังจะตาย สมัยโน้นมันเป็นไปไม่ได้ มีแต่คนจะมารุมล้อมช่วยกันประคบประหงม ให้กินให้ใช้ ถ้าพลัดถิ่นมา แม้ไม่ใช่ญาติ ไม่ต้องกลัว ถ้าไปเป็นอันตรายที่ไหน จริงอยู่สมัยนั้นเราไม่มีรถใช้ แต่ถ้าจะต้องไปเป็นอย่างนั้นที่ตรงไหน ก็หวังได้ว่าจะมีเพื่อนมนุษย์ช่วยเหลือ ให้ชีวิตรอดปลอดภัย คนจรมาเจ็บไข้ตายตามศาลาท่าน้ำ กลับมีคนช่วยเหลือมาก เพราะมันมีลัทธิว่าได้บุญมาก เดี๋ยวนี้จะไม่มีใครเอา มีแต่จะให้ปอเต็กตึ๊งกัน อันนี้อธิบายยาก อิทธิพลของธรรมะของศาสนามันลึกซึ้ง สมัยผมเป็นเด็ก วัดมาก พระมาก พุมเรียงมี ๔-๕ วัดติด ๆ กัน แต่ละวัดมีพระอยู่ในอัตรา ๒๐-๓๐ รูป บวชกัน ๓-๔ พรรษาถึงสึก

          ชาวบ้านส่วนใหญ่เขามีอาชีพประมงมาแต่โบราณ แต่เขาไม่ได้ทำอย่างเดี๋ยวนี้ เขาทำขายกินกันเองในหมู่บ้านนั้น และบ้านใกล้เคียงกัน ผู้หาก็พอกินพอใช้ มีกุ้ง มีหอย มีปู มีปลา เดี๋ยวนี้ทำส่งขายไกล ๆ เลยไม่ค่อยพอ หายากกัน ราคาเดี๋ยวนี้แพงกว่าแต่ก่อนร้อยเท่า ๒ ร้อยเท่า ปูม้า ๒ ตัว ๑ สตางค์ เดี๋ยวนี้ตัวเดียวบาท

          ฐานะของชาวบ้านทั่ว ๆ ไปก็ไม่ร่ำรวย พอดิ้นรน มีกินมีใช้ไปวัน ๆ เดือน ๆ มันไม่มีอะไรจะทำให้รวย แล้วคนรวยก็ไม่ค่อยมีอะไรมากนัก มีเงินพันบาทก็รวยแล้ว คนมีรายได้เดือนละ ๔-๕ ร้อยก็ถือว่าฐานะดีแล้ว คนรวยสมัยนั้นก็มักมีที่นาให้เขาเช่า พอถึงปีก็มีคนเอาค่านามาส่ง ใครได้ค่าเช่านามากกว่าเพื่อนก็เป็นคนรวย นาสมัยก่อนเขาก็จับจองเอา จ้างคนขุดหรือมิฉะนั้นก็ซื้อเอาราคาถูก ๆ คนจำเป็นต้องขายก็ขายราคาถูก ๆ มีเงินก็ซื้อเอาไว้ ก็มีนามากให้เขาเช่า ปันกันคนละครึ่งซึ่งได้เปรียบมาก เจ้าของได้ครึ่ง เท่ากับคนทำ บางครั้งก็แล้วแต่ตกลงกัน ไม่ถึงครึ่งต่อครึ่งก็มี เช่นแปลงนี้เอา ๓๐ ถัง ถ้าปีไหนทำนาไม่ได้ผล เขาก็ไม่เอาค่าเช่ากันก็มี พวกเจ้าเมือง พวกสกุลเจ้าเมืองนี่มีนามาก ไปข่มเหงเบียดเบียนเขามาก็มี

          เนื่องจากพุมเรียงเป็นที่ตั้งของเมืองไชยา มีพวกข้าราชการมาตั้งบ้านเรือนอยู่กัน จึงมีการรับวัฒนธรรมจากกรุงเทพฯ เร็วกว่าอำเภอรอบ ๆ อย่างน้ำพริกพุมเรียงนี่ จะไม่เหมือนที่อื่นในแถบนี้ ถ้าไปกินน้ำพริกหมู่บ้านอื่นรสเดียวกัน แสดงว่าคนทำต้องมาจากพุมเรียงถามแล้วมักไม่ผิด

สภาพที่ว่าการอำเภอเมืองไชยา

สภาพที่ว่าการอำเภอเมืองไชยา เมื่อยังตั้งอยู่ที่ตำบลพุมเรียง ถ่ายเมื่อปี๒๔๗๗

          ความรู้สึกของประชาชนต่อเจ้านายสมัยนั้นก็กลัว เกรงกลัวมันมีอำนาจมาก คล้าย ๆ รัฐบาล พวกที่เป็นข้าราชการก็จะเป็นคนอีกชั้นหนึ่ง แต่ก็พึ่งพาอาศัยกัน ไม่ถึงกับเป็นปฏิปักษ์กัน ก็มีเหมือนกันที่มันไม่ยุติธรรม แล้วมันหนัก ๆ เข้า จนข้างในเขาส่งคนใหญ่โตมาสอบสวน พิจารณาจับทำโทษ เป็นอย่างนี้ก็เคยมีแต่น้อยเต็มที แต่จะให้ชาวบ้านคัดค้านเองนี่ไม่เคยมี เพราะเขากลัวกัน ไม่อุทธรณ์คัดค้าน มันก็ดีไปอย่าง คือคนเขาไม่อยากทำผิด เขาระวังไม่อยากให้เกิดเรื่อง พวกชอบเป็นความเป็นคดีไม่ค่อยมี ไม่ค่อยสนุก นักเลงอันธพาลไม่ค่อยมี มันคงกลัวมั้ง กลัวเจ้าเมือง ถ้าเป็นอันธพาลนักเลงโตมันจะยิ่งไม่มีพวก มันมีไม่ได้ หัวเมืองบ้านนอกนี่มันไม่ใช่กรุงเทพฯ ถ้ามีมันต้องไปอยู่ในป่าบางถิ่น ในตลาดอย่างพุมเรียงมีไม่ได้

          ชาวบ้านเขาจะเรียกพวกข้าราชการว่าเจ้าคุณก็มี คุณพระก็มี ตามบรรดาศักดิ์ ถ้าเจ้าเมืองไชยาก็จะเรียกเจ้าคุณไชยา พวกบ่าวไพร่จึงเรียกนาย หรือถ้าเราตระกูลต่ำมาก ตระกูลนั้นมันใหญ่โต คนในตระกูลต่ำก็เรียกคนในตระกูลสูงว่านาย พ่อนายแม่นาย เด็กเล็ก ๆ ก็ถูกเรียกว่าพ่อนาย แม่นายเหมือนกัน แล้วอยู่กันอย่างมีสูงมีต่ำโดยสมัครใจ ไม่เดือดร้อน ไม่เป็นเหตุให้ต้อง (หัวเราะหึ ๆ) ปฏิวัติ มันช่วยเหลือกันไปตามเรื่อง

          หนังตะลุงนี่ จะสอนให้ชาวบ้านพูดอย่างภาษากรุงเทพฯ คนพื้นบ้านเขาไม่เคยไปกรุงเทพฯ ก็ยากที่จะได้ยินคนกรุงเทพฯ พูด ตัวพระตัวนางในหนังตะลุงจะพูดกรุงเทพฯ มันเป็นไปตามแบบฉบับเดิมแท้ที่มาจากอินเดีย แล้วมาขึ้นที่พัทลุงก่อน แล้วลงไปทางใต้ทางชวาพวกหนึ่ง ขึ้นมาทางบนทางนี้พวกหนึ่ง จึงเรียกหนังตะลุง คือหนังจากพัทลุง ในอินเดียนั้นเขาเรียกว่าฉายานาฏิกา คือการเล่นละครด้วยเงา นี่เขามีมาก่อน เป็นของพื้นบ้านเป็นของทั่วไปอยู่แล้ว แล้วในอินเดียนี้เอง ถ้าเป็นการเล่นละครแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม ตัวละครที่มีการศึกษาและเป็นผู้ชายจะต้องพูดภาษาสันสกฤต ถ้าหากเป็นชาวบ้านธรรมดาคนใช้หรือผู้หญิง จะต้องพูดภาษาปรากฤตคือภาษาพื้นบ้านนั่นเอง ระเบียบนี้มันก็ติดเรื่อยจนถึงหนังตะลุงของเรา ถ้าเป็นตัวพระ เป็นนักบวช เป็นตัวพระเอก เป็นตัวเจ้านาย จะต้องพูดภาษาสูงสุดคือภาษากรุงเทพฯ แต่ถ้าดูละครเก่า ๆ ละครเงาของอินเดียแล้ว แม้ตัวนางเองก็พูดภาษาปรากฤต แสดงว่าลัทธิวรรณะมันยังเข้มข้นอยู่มาก ส่วนหนังตะลุงพูดอยู่ ๒ ภาษา ภาษากรุงเทพฯ กับภาษาพื้นบ้าน ชาวบ้านเขาก็เรียนพูดภาษากรุงเทพฯ จากหนังตะลุงนี่ ก็พูดเหน่อ ๆ ไปตามเรื่อง เขาเรียกกันว่า "พูดข้าหลวง" ถ้าพูดไม่ชัดเขาก็เรียกว่า "ข้าหลวงขี้เน่า"

          การแต่งเนื้อแต่งตัว ผู้ชายส่วนมากนุ่งกางเกงจีนกันมากแล้วที่นุ่งโจงกระเบนก็มีบ้าง ผู้หญิงนุ่งโจงกระเบนกันสมัยนั้น ใครนุ่งผ้าถุง เขาจะเห็นแปลก ถ้าอยู่บ้าน ผู้หญิงเขาก็ใส่เสื้อคอกระเช้ากัน ถ้าออกนอกบ้านหรือจะให้มีเกียรติเขาก็ใส่แขนยาวกัน ตามแบบเจ้านายที่มาจากกรุงเทพฯ แต่คนธรรมดาเขาไม่ใส่เสื้ออย่างนั้น มันเปลือง ผู้ชายไม่ต้องใส่เสื้อ เพราะเขาจะไปที่ว่าการ ที่เจ้านายโดยไม่ต้องใส่เสื้อก็ได้ เอาผ้าขาวม้าคาดพุงไปบ้าง คาดสไบเฉียงไปบ้าง ไปวัดก็ไม่ต้องใส่เสื้อ ผ้าขาวม้าพาดบ่า เห็นพระก็เอาลงมาคาดพุงเสีย

          การทำบุญสุนทรทานเขาก็ทำกันเข้มแข็งพอสมควร ถ้ามีอันจะกินก็ต้องใส่บาตรกันเป็นประจำทุกวัน ถ้าบ้านนี้ถูกเรียกพ่อนั่นแม่นี่ละก็ ต้องใส่บาตรละ ไม่ใส่อายเขาตาย มีม้าตักบาตรติดประจำอยู่หน้าบ้าน เป็นเสา ๒ เสา มีกระดานพาดข้างบนแล้วตีตะปู ทีแรกคงเป็นม้าที่เคลื่อนที่ได้ ทีนี้พอยกเข้ายกออกทุกวัน เลยลงเสาติดไว้ ใช้นั่งเล่นก็ได้ ทุกบ้านที่พอมีอันจะกิน จะต้องมีม้าตักบาตร แล้วค่อย ๆ หมดไป เหลือบ้างก็น้อยเต็มทีที่พุมเรียง บ้านที่ไม่ตักบาตร เขาใส่เป็นครั้งคราว ก็แยะเหมือนกัน เป็นขันเล็ก ๆ ที่มีม้าตักบาตรมักเป็นขันใหญ่ เป็นผู้มีนาให้เขาเช่า บ้านศรียาภัยที่อยู่สุดถนนไปทางทะเล เดี๋ยวนี้มีอนุสาวรีย์อยู่ บ้านนั้นเขาจะใส่ตลอดเวลาเช้าเลย และก็ช้อนใหญ่กว่าใคร เป็นช้อนที่หาซื้อในตลาดไม่ได้ ถ้าเป็นคนธรรมดาช้อนเดียวก็กินพอ เขาสั่งลูกหลานให้ใส่ สมัยเราบวชคำสั่งนั้นยังอยู่ เราก็ไปรับบาตรเสมอ ต่อมาเมื่อผมไปอยู่กรุงเทพฯ แล้ว ลูกหลานชั้นหลังย้ายไปแล้ว เขายังขอร้องคนที่มาอยู่ที่นั่นให้ใส่บาตรด้วย เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วเพราะไม่มีคนรับช่วง สกุลศรียาภัยนี้เชื้อสายเดิมเขาก็เป็นคนถิ่นนั่นเอง เริ่มรับราชการจนตอนหลังได้เป็นเจ้าเมืองกันก็มี

          ว่าโดยสรุปแล้ว บ้านเรือนสมัยนั้น เขาอยู่กันสงบสุขพอสมควร ทรัพยากรธรรมชาติก็อุดมสมบูรณ์ด้วย ข้าวปลาอาหารก็มีกินมีใช้กันไม่เดือดร้อน มีวัดวาศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ

<-- ^ -->

...

ชีวิตและผลงาน > ประวัติ > อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" >
>
สิ่งแวดล้อมทางสังคม

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ
Search WWW Search พุทธทาสศึกษา

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.