|
| หน้าแรก
| ข่าว-กิจกรรม | |
อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส พระประชา ปสนฺนธมฺโม สัมภาษณ์
|
|||||||
|
ตอนจะเข้าโรงเรียนก็ออกจากวัดมาอยู่บ้าน เรียนที่วัดเหนือ (โพธาราม) เป็นโรงเรียนแบบใหม่ ที่ปรับปรุงกันในสมัยรัชกาลที่ ๕ โรงเรียนประถมนี่มีกันถึงประถม ๕ ตอนแรกเรียนกันที่หลังกลางมีกุฏิล้อมรอบ เดี๋ยวนี้ผุพังรื้อทิ้งไปแล้ว แล้วทางวัดเข้ามาสร้างใหม่ทางหัววัด หลังนี้ยังอยู่ ผมยังได้เรียนที่นั่นบ้าง (เดี๋ยวนี้เป็นที่ทำการสุขาภิบาลตำบล) แต่เรียนยังไม่จบ ป.๕ เขาเปลี่ยนเสียก่อน พอจบ ป.๓ ก็มาเรียน ม.๑ แต่ย้ายโรงเรียนมาเรียนที่ไชยา จนจบ ม.๓ ที่นี่ ชื่อโรงเรียนสารภีอุทิศ
สมัยนั้นเป็นยุคเริ่มต้น ที่เปลี่ยนจากเรียนหนังสือวัด มาเป็นโรงเรียน สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ท่านรับอาสางานจากในหลวงรัชกาลที่ ๕ ให้พระทั้งหลายทั่วประเทศจัดโรงเรียน โดยให้พระองค์หนึ่งถึงสององค์ไปเรียนครูที่วัดบวรนิเวศ กรุงเทพฯ แล้วออกมาเป็นครู ที่พุมเรียงมีคนหนึ่ง ไปอบรมที่กรุงเทพฯ กี่วันกี่เดือนไม่ทราบ แล้วกลับมาเป็นครู ชื่อครูวัลย์ ขณะนี้ตายไปแล้ว อาจารย์สืบต่อมาคืออาจารย์ทับ สุวรรณ นักเรียนชั้นหนึ่งมี ๒๐-๓๐ คน อาจารย์ครูท่านนี้เป็นคนมีฝีมือ เป็นศิลปินในหลาย ๆ ทาง ทั้ง ๆ เป็นพระนะ ร้องเพลงก็ได้ เขียนภาพลายไทยก็ได้ ภาพรามเกียรติ์ ไอ้ตอนตัวที่เขียนยาก ๆ เช่นทศกัณฐ์หรือพาลี แกก็เอามาสอนให้นักเรียนเขียน ตัวอย่างเขียนเสียสวย ระบายด้วยสีชอล์กสีต่าง ๆ ผมยังมีภาพติดตาอยู่จนทุกวันนี้ ตอนหลังมาเห็นที่เขาว่าเขียนดีตามแบบฉบับนั้น ก็ไม่ดีไปกว่าสมัยที่เราเห็นของอาจารย์ครูทับ สุวรรณนัก ยังรู้สึกว่าแกเขียนดีที่สุด ถูกต้องที่สุด สวยงามที่สุด ไม่แพ้ที่ไหน แต่นักเรียนไม่กี่คนหรอกที่เขียนได้ ต่อมานักเรียนที่ทำได้อย่างนั้นก็กลายมาเป็นช่างหมด ช่างเขียน ช่างแกะสลัก ช่างทำหน้าจั่วโบสถ์ ผมยังจำได้ชื่อนายแห้งคนหนึ่ง นายชมคนหนึ่ง เป็นช่างรับเหมาสร้างโบสถ์ ก็ไม่ได้เรียนมาจากไหน มันเรียนกันแบบนั้น ทำช่อฟ้า ใบระกา อะไรก็ได้ ตอนนี้พวกนี้ตายหมดแล้ว
ส่วนโรงเรียนสารภีอุทิศนี่เป็นโรงเรียนชั้นอำเภอ สูงกว่าชั้นเดิมที่พุมเรียง ตอนนั้นมีครู ป.ป. หรือ ป.ม. มาจากกรุงเทพฯ ด้วย เป็นครูใหญ่ และครู ป.เดียวอีกหลายคน มีพระองค์หนึ่งด้วย เครื่องแบบสมัยนั้นก็เสื้อขาวกางเกงดำ เรียกว่ากางเกงลูกเสือ ต้องมีกระเป๋ามีทับหน้า มีที่ร้อยเข็มขัด ส่วนเสื้อเป็นเสื้อขาวธรรมดา การเรียนหนังสือนั้น ผมไม่รู้สึกว่าเรียนเก่ง แต่สอบได้ไม่เคยตก แต่เรียนไม่ค่อยสนุก แรก ๆ ไปคิดถึงบ้าน ยังไม่ทันหยุดตอนเที่ยงก็คิดถึงบ้าน เศร้า คิดถึงบ้านเหมือนอย่างกับเราไปเสียไกลจากพ่อแม่ เรียนมันไม่สนุก สอบซ้อมสอบไล่พอทำได้
ตอนเรียนที่โรงเรียนสารภีนี่พักกับเตี่ยที่ไชยา เพราะโยมผู้ชายมาเปิดร้านอีกแห่งหนึ่งที่ตลาดไชยา คือขายข้าวเปลือก โยมผู้หญิงอยู่ร้านทางพุมเรียง บางทีก็ต้องซื้ออะไรส่งไปขายทางพุมเรียง ขาย ๒ ร้าน ต้องมีเกวียน ผมต้องขับเกวียนบ้าง ต้องเลี้ยงวัวบ้าง แต่เขาก็มีผู้ใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่เลี้ยงวัวขับเกวียนนะ แต่บางทีผมแทรกแซง นี่สนุกไปเลี้ยงวัวแถบทางรถไฟนี่สนุก รื้อก้อนหินทางรถไฟ หาจิ้งหรีดอยู่ใต้นั้น มันชุม ให้วัวกินหญ้าไปพลางอยู่ที่ทางรถไฟตรงที่เอียง ๆ ลงมา ความจริงเขาห้าม ผิดระเบียบ เราก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ เพราะหญ้ามันมี วัวมันชอบกินหญ้าแถวนั้น บางทีมันก็ขึ้นไปกินข้างบน ๆ ต้องไล่ลง เจ้าหน้าที่เขาจะดุ ถ้าเลี่ยงลงมาช้า ๆ เขาไม่ดุ ถ้าผู้ใหญ่ที่เป็นคนเลี้ยงโดยตรงไม่ไป เราก็ดูให้จนเย็น หมดเวลาเขาจึงมารับเอากลับไป ขับเกวียนสมัยนั้น บ้านผมใช้วัว ๒ ตัว ไปเอาแบบที่ประจวบมา คนอื่นเขาใช้วัวตัวเดียว ใช้ ๒ ตัวอย่างนี้วิ่งดี มันช่วยแรงกัน วิ่งจากไชยาไปถึงพุมเรียง เป็นวัวแบบไม่อุ้ยอ้าย เป็นวัวท้องเปรียว วัวท้องเหิน ไม่ใช่พุงยาน มันวิ่งเก่ง เอาไม้ไผ่เล็ก ๆ แตะก้น ที่จริงมันไม่ใช่หน้าที่ของผม แต่ชอบเพราะมันแปลกก็แปลก สนุกก็สนุก ตอนอยู่โรงเรียนสารภีนี่ ไม่ได้กลับมากินข้าวกลางวันที่บ้าน หากินที่โรงเรียน แต่เด็กสมัยนั้นไม่ค่อยได้กินกลางวันกันหรอก บางวันเขาก็ไม่สนใจ ส่วนมากก็ลืม ๆ กันไป ส่วนมากไม่ค่อยได้กิน ของก็ไม่ค่อยมีขาย พอผมจบ ม.๓ ก็ออก เพราะโยมผู้ชายตาย ก็ต้องช่วยรับภาระให้นายธรรมทาสไปเรียน ถ้าเรียนหมดก็ไม่มีใครช่วยโยมที่บ้าน เมื่อโยมผู้ชายตาย ก็เลิกร้านทางไชยา กลับมาอยู่กับโยมผู้หญิงที่พุมเรียง ผมก็รับหน้าที่เป็นเหมือนผู้จัดการดูแลกิจการทั้งหลาย เพราะโยมชราแล้วและป่วยด้วย ตั้งเกือบปีมั้ง เป็นโรคปวดเข่า แต่ต่อมาก็หาย กินยาดองส้มพื้นบ้านหาย
ไม่รู้สึก ยังไม่มีความรู้สึก มันยุ่งเรื่องงานศพอะไร ยุ่งไปหมด
มันใกล้ชิดกันอยู่เหมือนกัน เพราะว่าอยู่ด้วยกัน ๒ พ่อลูกที่ตลาดไชยา ส่วนโยมผู้หญิงอยู่กับน้อง ๆ ที่พุมเรียง ผมอยู่กับโยมผู้ชาย ๒ คน มาสันนิษฐานทีหลังได้ว่าเส้นโลหิตแตกตาย เพราะมันปวดศีรษะพักเดียว ที่เขาเรียกกันว่าเป็นลม พอไปตามหมอนวดก็ไม่ทันเสียแล้ว ไม่กี่นาที คงเป็นโลหิตเส้นใหญ่แตกในสมอง โยมผู้ชายผมก็ไม่ใช่คนเครียด อยู่ตามสบาย แต่ก็มีความคิดจะขยับขยายงานให้ก้าวหน้าอยู่เรื่อย แต่ไม่ได้ทำอะไรอย่างเครียด
๐๐ ไม่มี ไม่เคยมีความรู้สึก สำหรับผม เท่าที่เคยสังเกตไม่มีเลย ความน้อยเนื้อต่ำใจอะไรไม่มีเลย เด็ก ๆ ทุกคนต้องการทำให้พ่อแม่สุขใจ พอได้รับคำชมเชยสักครั้งหนึ่งก็ยินดีอย่างยิ่ง โยมผู้ชายเป็นคนออกปากชมเชย ถ้าทำอะไรถูกใจ แต่โยมผู้หญิงไม่มีเลย คล้าย ๆ กับว่าไม่มีอะไรที่ถูกใจ
เกเรอะไรกัน (เสียงดุ) เกเรขนาดไหนดีล่ะ ไม่ค่อยมีที่จะไปลักขโมย ไปตีรันฟังแทง ไม่มี มันไม่รู้จะไปทำได้อย่างไร ไอ้ดอกกุหลาบข้างรั้วของเขา ไม่ทันสว่างไปขโมยเก็บละก็มีบ้าง (หัวเราะหึ ๆ) มันไม่ทันสว่าง เขาปลูกไว้ริมรั้วบ้าน ถึงเขาเห็นเขาจะไม่ว่าอะไร แต่เขาก็ไม่เต็มใจให้ มันก็ต้องเรียกว่าขโมยล่ะ นี่เกเรอย่างนี้มีบ้าง โดยมากผมก็อยู่กับโยมช่วยค้าขาย มีญาติของโยมผู้หญิงอยู่ทางอำเภอท่าฉาง นาน ๆ ก็ไปเยี่ยมกันทีหนึ่ง บางทีญาติทางนั้นก็มาเยี่ยมเรา ปีหนึ่งไปมากันสองสามหน ไปทางเรือกัน ผ่านทะเล อ่าวจากปากน้ำพุมเรียงไปถึงปากน้ำท่าฉาง ซึ่งเป็นอำเภออยู่ติดฝั่งทะเลใต้ลงไป นาน ๆ ลุงป้าน้ารวมถึงยายและยายชวดเจอกันที ก็เป็นที่พอใจกัน สนุกสนานเบิกบานกันที่เห็นเราเด็ก ๆ นี่เป็นทางหนึ่งที่เราได้ออกทะเลกัน ออกไปจับปูจับปลานี่ นาน ๆ ทีก็มี เหมือนการออกไปผจญภัย เพราะในครอบครัวเขาไม่ให้ทำอย่างนั้น หลุดออกไปทีก็เหมือนหลุดออกไปอยู่คนละโลก ได้ศึกษาทุกอย่างที่เราไม่เคยเห็น ตอนเด็ก ๆ ครูพาออกไปบ้าง ออกไปเที่ยวกันเองบ้าง ออกไปเพียงแค่แหลมที่เขาเรียกว่าพลับพลา ไม่ต้องข้ามฝั่งไป ก็ได้ปูได้ปลาจับปูม้า แมงดาทะเล ที่มันขึ้นมากินหญ้าผักเบี้ยตอนน้ำขึ้นอ่อน ๆ หอยก็มี เด็ก ๆ ทำแค่นั้น มันก็ได้ติดมือกลับมา แต่ออกไปหาโดยเจตนานั้นไม่มี เพราะโยมห้ามเด็ดขาด ถ้ารู้ว่าไปเที่ยวแบบนี้กลับมาก็ถูกดุ เมื่อโตขึ้นหน่อย ผมแกล้งหาเรื่องไปเยี่ยมใครบ้างที่ตำบลตะกรบ ก็แอบไปจับปูแสมกัน สนุกมาก พอน้ำขึ้นอ่อน ๆ ปูแสมมันต้องขึ้นมาจากรู น้ำมันท่วมรู มันอยู่ตามปากรู เราไม่เคย เพื่อนที่เคย เขาก็จับกันได้ง่าย ๆ คือทำไม่รู้ไม่ชี้เอามือคว้าปั๊บใส่ไหเลย ถ้ามัวไปทำช้า ๆ มันก็กัดเอา เร็ว ๆ มันกัดไม่ทัน อย่างนี้รู้สึกสนุก เดี๋ยวเดียวมันก็เต็มไห หิ้วไหมือหนึ่ง คว้ามือหนึ่ง บางทีถูกกัดบ้างก็ไม่เป็นไร ไปอย่างนั้นแหละ สำหรับผมเหมือนกับไปศึกษา ศึกษาทุกอย่างที่เราไม่เคยเห็น จะดองปูอย่างไร จะล้างปูอย่างไร ไม่เคยเห็น เหมือนกับไปเข้าโรงเรียนศึกษาอาชีพ เขาจะใช้เข่งใบใหญ่ ๆ ปูกี่ไห ๆ ก็เทลงไปในเข่ง แล้วเขย่าในคลอง พวกเราไปพักกันอยู่ที่โรงโป๊ะ ซึ่งเจ้าของเขาทำโป๊ะ คนที่เขาพาไปดูเขาเป็นเพื่อนกับเจ้าของ หลาย ๆ คน หลาย ๆ พวก เขาชวนกันไปดู ได้มากันหลายไห ใส่เข่งตั้งครึ่งเข่ง เขย่าปูทั้งเป็น ๆ แล้วเอากลับใส่ไหอีก แล้วเอาน้ำเกลือใส่ เอาไม้ขัดปากเป็นปูแสมดอง ผมไม่ได้เอาในส่วนของผม ให้คนที่เขาพาไป ซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ เขาเป็นคนจัดเรือให้ เราขอไปสนุก พอใจที่ได้เห็นคลองเล็ก ๆ จากพุมเรียงไปหมู่บ้านตะกรบไปหมู่บ้านกิ่ว คลองเล็กพอจุเรือได้ ที่ชอบมากก็ไอ้ป่านกเขาชวา แถวนั้นถ้าขึ้นไปบนดอน ไปถ่ายหนักถ่ายเบา จะพบนกเขาชวาส่งเสียงขรมไปหมด ผมถามดูได้ความว่าเดี๋ยวนี้ไม่เหลือสักตัว สมัยนั้นเต็มไปหมด ปลากระดี่เหมือนกับกองทัพ ปลากระดี่ในคลองนะ พอน้ำมันลด น้ำมันก็น้อย ก็เอาไอ้ที่เขาเรียกว่านาง คือปุ้งกี๋แบบละเอียด ช้อนปลากระดี่ได้ทีหนึ่งก็กินไม่หมด เอาไม้เสียบเป็นตับ ตัดหัวออกก่อน เอาผึ่งแดดแล้วทอดน้ำมันให้กรอบ ทอดน้ำมันกินกับน้ำพริกมะขามเปียกและยอดสะเดา เท่านั้นแหละกินข้าวกันได้จนพุงกาง เพราะมันเหนื่อย มันหิว มันเย็น เพราะมันสนุก อย่างนี้นาน ๆ ไปที บางเวลาขอยืมอวนที่โรงโป๊ะนั่นเอง เพื่อลากปลาตรงโรงโป๊ะ ลากขึ้นมาบนหาดทรายครั้งเดียวกินไม่ไหว มีครบ ปูม้าก็มี ปลาหมึกก็มี ปลาอะไรก็มี มีหลายอย่าง ปลาหมึกแบบกระดองแข็ง ที่เขาเอามาทำยาสีฟันผงหมึกก็มี ชนิดกระดองแข็งนะ เอามาต้มทั้งเป็น ๆ มันกรอบไม่น่าเชื่อเลย กรอบเกือบเท่าลูกสาลี่กรอบ กรอบกร้วมเลย กินโดยไม่ต้องมีน้ำจิ้มก็อร่อย กินปลาหมึกกับกาแฟก็ยังได้ ต้มน้ำชงกาแฟพร้อมกับที่ต้มปลาหมึก บางคนไม่เชื่อคิดว่ามันจะคาว กินเข้าไปได้อย่างไร กรอบอย่างไม่น่าเชื่อแล้วก็หวานที่สุดด้วย คนไม่เคยกิน จะไม่เชื่อ ถ้าปล่อยให้ตายแล้วนี่ผิดกันลิบลับ จะตรงกันข้ามเพราะเหนียวและเหม็นคาวด้วย ทุกคนประหลาดใจ ติดใจปลาหมึกกรอบเหมือนกัน เดี๋ยวนี้มันไม่มีโอกาสเหมือนเก่าอีก ไอ้ต้มกินเป็น ๆ กับกาแฟนะ ผมตอนไม่ได้บวชยังชอบกิน อีกอย่างคือรังผึ้ง ตัวผึ้งอ่อนในรังของมัน ก็ยังอยากกินอยู่จนกระทั่งบวชยังอยากกินอยู่ ก็ไม่มีโอกาสกิน ไม่มีทางออกปากให้เขาเอาผึ้งดิบ ๆ มาให้กิน มันผิดวินัยหลายอย่าง ก็มีคนเขารู้ เขาเอาที่มันคั่วแล้ว ใส่เกลือนิดหน่อย ท่านพระครูโสภณอีกองค์หนึ่ง ตอนอยู่วัดพระบรมธาตุฯ ชอบเหมือนกันแล้วก็ไม่มีโอกาสกิน แล้วลูกศิษย์คนหนึ่งมันรู้ใจอยู่บ้างก็อุตส่าห์ทำมาให้ถ้ามีโอกาสพบ เขาเอารวงผึ้งที่ว่านี้ห่อใบตอง แล้วลงกระทะคล้าย ๆ อบสุกดีไม่สุกดี สุกบ้างไม่สุกบ้าง แต่มันตายหมดแล้วนะ ชอบ เป็นพระก็ยังติดนิสัยชอบกินของดิบ ผึ้งตัวยิ่งเล็กยิ่งดี ผมก็กินพิสดารตอนก่อนบวช ก็มันยังมีชีวิตอยู่ ยังเป็น ๆ อยู่เป็นหนอนอยู่ในรู ของที่สดที่มีชีวิตแบบนี้ รสมันผิดกันอย่างตรงกันข้ามกับอย่างที่สุกแล้ว อีกอย่างหนึ่งผมชอบเลี้ยงปลากัด เป็นนิสัยมาตั้งแต่ยังเล็ก ชอบเลี้ยง ชอบเล่นแต่ไม่ได้กัด เลี้ยงไว้ผสมพันธุ์มากกว่า ชอบจับปลามาใส่ขวดดู ดูแล้วรู้สึกแปลก รู้สึกประทับใจ ติดตาติดใจ เวลาไปส้วมที่ริมคลองต้องผ่านต้นโพธิ์ที่ทุกคนกลัวผี ผมก็หลับตาเห็นปลากัด ไม่ต้องกลัวผีทั้งขาไปและขามา เรามีอ่างดินใหญ่ ใส่ผักบุ้งรอบ ๆ ไว้ เว้นว่างที่ตรงกลาง แล้วเอาเหยื่อ เช่น กุ้งดิบ ผูกเชือกหย่อนลงไป ปลากัดมันวิ่งโฉบจากรอบด้าน เป็นภาพที่สวยที่สุด หาดูยาก ไม่มีทางที่จะเอาไปกัด เพราะมันถูกห้ามไม่ให้ไปที่บ่อนกัด โยมห้าม ถ้าเลี้ยงเล่น เลี้ยงอยู่บ้านได้ ผมมีวิธีชนิดที่ทำให้ปลากัดเก่งไม่มีใครสู้ได้ ตัวไหนเลือกดูให้ดี ดูมันแข็งแรงอ้วนท้วนดี เอาใส่ลงในบ่อกลม ๆ แล้วเอาตัวเมียใส่ขวดแก้วผูกเชือกแล้วหย่อนลงไป พอไอ้ตัวผู้เห็น มันวิ่งเลย วิ่งรอบบ่อ มันยิ่งกว่าออกกำลัง ทำไป ๓-๔ วันเท่านั้นตัวก็ล่ำ ตาเขียว ครีบหนา กัดมือเอาเลยถ้าไปจับ อย่างนี้ถ้าเอาไปกัดชนะแน่ มีนักเลงปลากัดมาลักเอาของเราไป ผมมาเห็นเอ๊ะ ปลาตัวนี้หายไป ตัวอื่นมาแทน ผมถามว่าใครมาที่นี่ โยมบอกชื่อว่าคนนั้น ๆ ซึ่งเป็นนักกัดปลาอาชีพ เขามาขโมยเปลี่ยนของเราไป เอาไปกัดแล้วชนะจริง ๆ แต่มันทำได้ตัวเดียวเท่านั้นพอ หลอกให้วิ่งรอบบ่อ ผมทำอย่างนี้ชอบ สนุก ผสมพันธุ์บ้าง ผลสุดท้ายก็มีคนเอาไปบ้าง ให้เขาไปบ้าง โยมผู้ชายของผมก็ชอบเลี้ยงแบบนี้ เลี้ยงไว้ดูเล่นไม่เคยไปกัด วางไว้บนชั้นที่ขายของ บางโหลก็เป็นปลากัด ตอนเราเด็ก ๆ มีหน้าที่ตบยุงให้ปลากัด ชอบที่สุดเลย ปลากัดกับยุงนี่ ปลากัดเหล่านี้คึกคะนอง ขนาดยื่นหน้าไปมองมันยังจะกัด อีกอย่างที่ผมชอบเป็นชีวิตจิตใจ แต่ไม่มีโอกาสฝึกก็คือดนตรี มันชอบเอง นายธรรมทาสเขาไม่ชอบเลย รู้สึกจะเกลียดเสียด้วยซ้ำ แต่ผมนี้ชอบดนตรี ชอบเพลง อย่างเรียกว่าสุดเหวี่ยงเลย แต่โยมห้าม ไม่ให้เอาเครื่องดนตรีขึ้นไปบนเรือน ผมจึงไม่ค่อยได้หัด มีบ้านที่เขาหัด เราก็ลองไปดูไปหัด ผมชอบง่าย ๆ ชอบขลุ่ย ชอบออแกนที่โยกด้วยมือ มันง่าย มันเป็นนิ้วเป็นโน้ต ถ้าเราร้องเพลงอะไรได้ เราก็ทำเสียงอย่างนั้นได้ แต่ฝึกไม่ได้ เพราะมันอยู่ที่โยม ต้องเอาไปคืนเจ้าของ ผมเคยหัดร้องเพลง และสะสมเพลงไว้เยอะ ๆ สมัยเมื่อมีเทปแล้ว (บวชแล้ว) ก็เอามาศึกษาว่า เพลง ๑ ชั้น ๒ ชั้น ๓ ชั้นนั้น มันเป็นอย่างไร มันทำให้งอกข้างใน ยาวออกไป เท่าตัวบ้าง ๒ เท่าตัวบ้าง ๓ เท่าตัวบ้างอย่างไร สมัยก่อนบวชผมต้องหนีไปหัดที่บ้านที่เขามีการเล่นร้องเพลงกัน ที่บ้านเราทำไม่ได้ แต่ก่อนมันมีคนหนึ่งชื่อนายโพ มันบ้าเพลง หัดจนร้องได้ กลายเป็นนักร้องตัวเอก ไม่ว่าวงไหนก็ต้องเอาไอ้โพนี่ไปเป็นนักร้อง พวกวงดนตรีทั้งหลายต้องมาเอาตัวมันไป ในที่สุดมันก็เป็นโรคบุรุษ เป็นหนองในตาย พุมเรียงมีหลายคนที่มีความสามารถทางเพลงทางดนตรี อีกคนชื่อนุช เป็นคนที่ต่อเพลงมาเก่งที่สุด ดูเหมือนจะมาจากกรุงเทพฯ เป่าขลุ่ยเก่ง โยมผมถือว่าดนตรีเป็นของไม่ดี เป็นของเสื่อม เป็นของทำให้เกิดความเสื่อมเสีย เหมือนไปกัดปลา ชนไก่ ดนตรีก็อยู่ในพวกนั้น แม้แต่หมากรุกก็ไม่ได้ จะเอาขึ้นมาบนบ้านก็ไม่ได้ หมากรุกนี่ผมเห็นว่าควรจัดไว้ในหลักสูตร ให้เด็ก ๆ เล่นอยู่ในการศึกษา มันทำให้คิด เกิดไหวพริบ ที่คิดเก่ง หมากรุกไทยนะหมากรุกฝรั่งนี่ไม่รู้ เล่นหมากรุกนั้นทำให้ฉลาดและเฉลียวด้วย ฝึกสติสัมปชัญญะด้วย รอบคอบด้วย หัวเสนาธิการด้วย มีหลักว่าต้องไล่ไปจนมุมตรงนั้นแหละ ต้องทำให้ไปติดตรงนั้นแล้วจน เมื่อบวชแล้ว ผมเคยเล่นที่วัดปทุมคงคาสมัยนั้นมีเล่นกันเกือบทุกกุฏิเลย (หัวเราะเบา ๆ) ที่พุมเรียงสมัยผมรุ่นหนุ่มนั้นไม่มีมหรสพอะไรมาก มีภาพยนตร์ครั้งหนึ่งนานแล้ว เป็นหนังญี่ปุ่น แล้วก็ไม่มีอีก มีก็หนังตะลุง นาน ๆ มีมโนราห์ นาน ๆ มีลิเก มาเล่นที่วัด เป็นลิเกแถว ๆ นั้นแหละ ไม่ใช่ลิเกคลาสสิคอย่างกรุงเทพฯ เรื่องเจ้าชู้นี่ไม่รู้เรื่อง ไม่มีเวลาที่จะไปเจ้าชู้ มันมีงานทำอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยจีบผู้หญิง กลางคืนไม่เคยไปเที่ยว ไม่เคยติดต่อกับผู้หญิงที่ไหน นึกชอบเขามันก็มีบ้างเหมือนกัน แต่มันไม่มีโอกาส มันก็ได้แต่นึกอยู่ในใจ ไม่มีโอกาสติดต่อกับใคร หรือไปเที่ยวกับใคร แล้วมันกำลังสนุกกับอย่างอื่น ตอนที่ยังไม่ได้บวชมันก็สนุกเรื่องการงาน ช่วยโยมค้าขายแล้วก็เรื่องคุย เป็นนักเลงคุยธรรมะ ผมไม่เพียงแต่ขายของ เป็นกรรมกรด้วย แบกของไปส่งตามบ้านเขา อย่างบ้านข้าราชการนี่เขาซื้อน้ำมันก๊าดปี๊บหนึ่งนี่ เราก็ต้องแบกไปส่งให้ ไม่มีลูกจ้าง ไม่มีรถรา (หัวเราะหึ ๆ) มันก็ยุ่ง ทำงานหนักด้วย กระทั่งต้องผ่าฟืนทั้งหมดที่ใช้ในบ้าน อย่างโยมเขาซื้อไม้โกงกางมาทั้งลำเรือ เราต้องเลื่อยให้มันเป็นท่อน แล้วผ่าจนหมด จนเก็บไว้ใต้ถุนบ้านเสร็จ ผ่าไม้โกงกางนี่ก็สนุก มันกรอบ เอาขวานแตะมันกระเด็นออกไป หรือบางทีเอาขวานวางหงาย เอาไม้ซัดลงไปมันก็แตก มันก็สนุก เรื่องคุยธรรมะนี่ ผมทำตัวเป็นอาจารย์ธรรมะกลาย ๆ ตอนเช้าก็มีคนมาคุยธรรมะ เราต้องโต้ต้องสู้ ข้าราชการคนหนึ่งเข้าอยู่ทางฝ่ายนี้ เขาก็ต้องเดินผ่านที่ร้าน เราไปทำงานยังที่ทำการ แล้วก็ยังมีคนอื่นอีก แถว ๆ นั้นที่เป็นญาติ ๆ กัน ถ้าเห็นตาคนนี้มาเขาจะมาดักเย้าธรรมะกัน กว่าแกจะหลุดไปทำงานก็เป็นชั่วโมง แล้วก็มาที่บ้านเราด้วย ผมต้องซื้อหนังสือนักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก อภิธรรมอะไรนี่มาอ่าน ตอนนั้นเรายังเป็นเด็กกว่าเขาเพื่อน ส่วนใหญ่เขาคนแก่ทั้งนั้น แต่เรามักพูดได้ถูกกว่า เพราะเรามีหนังสืออ่าน เขามันพูดตามข้อสันนิษฐาน มันก็สนุกกับการได้พูดให้คนอื่นฟัง ถ้าว่ากันถึงการเรียนธรรมะ นี่มันเรียนมาก่อนบวช เมื่อบวชก็เกือบจะไม่ต้องเรียนอีกแล้ว ขนาดนักธรรมตรี เกือบจะไม่ต้องเรียนเพราะเคยอ่านมาโต้กันก่อน ตอนนั้นเรียกว่าตื่น เขาเปิดนักธรรมขึ้นใหม่ ๆ เป็นยุคแรกของบ้านนั้น ใคร ๆ ก็ชอบพูด ข้าราชการคนนี้เขาไปคบค้ากับอาจารย์สอนนักธรรมที่วัด แล้วจะมาเล่นงานคนอื่น เราก็ไม่มีอะไร พูดสนุกขัดเขา แกล้งขัดเขา แกล้งล้อ คนมีสติปัญญาบางคนถึงเขาไม่รู้อะไร เขาก็อาจเป็นผู้สนับสนุน บางคนก็ขี้โมโห คนแก่บางคนก็ถือหางข้างเรา (หัวเราะลงคอ) ตอนนั้นที่พุมเรียงสนุกอย่างนี้ คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่เขาก็ใช้ชีวิตตามอัตภาพของชีวิตครอบครัวของเขา คนที่มีร้านค้าขายแบบนี้ ซึ่งมีไม่กี่ร้าน ก็มักเป็นเพื่อนเล่นกัน เป็นเพื่อนเล่นรถจักรยาน เพื่อนหนุ่ม ๆ ร้านค้า คนละคัน สนุกเรื่อยไปตามประสาบ้านนอกสมัยนั้น ทุกคนไม่ได้เล่าเรียนอะไร ไอ้ประเพณีแอ่วสาวแบบทางเหนือ ทางนี้มันมีไม่ได้ มันขัดความรู้สึก คงจะไม่มีตลอดภาคใต้แหละ มันฝืนความรู้สึก ส่วนใหญ่สมัยผมเป็นหนุ่ม คู่ครองพ่อแม่ผู้ใหญ่เป็นคนดูให้เลือกให้ และเขาก็ยอมตามพ่อแม่กัน ผู้ใหญ่ก็ถามความสมัครใจของเด็กด้วย ผู้ใหญ่ของผมเขาก็ดูกันไว้ให้เหมือนกัน เรียกว่าเป็นคู่หมายคงจะได้ ไม่ใช่คู่หมั้น สมัยนั้นหน้าตายังไม่เคยเห็นเลย ตอนแรกชื่อก็ยังไม่รู้จักด้วยซ้ำ เป็นคนอยู่ในจังหวัดนี้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่คนอยู่ในพุมเรียง
ก็อ่านบ้าง เพราะที่บ้านเป็นร้านขายหนังสือด้วย ตามแบบสมัยนั้น ที่มีขายมากที่สุด ก็เรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ แล้วก็เบ็ดเตล็ด ประเภทเล่มละสลึงพึงรู้ท่านผู้ซื้อ มีมากที่สุด แล้วหนังสืออ่านสมัยใหม่ที่เป็นเรื่องแปลจากฝรั่งมันก็เริ่มมีแล้ว โรงพิมพ์ไท ที่กรุงเทพฯ เขาพิมพ์หนังสือสมัยใหม่ แล้วคงขายไม่ค่อยออก ส่งคนเที่ยวเดินตลาดขายตามต่างจังหวัดด้วย ร้านเรามันเหมือนถูกยัดเยียดให้รับไว้ ราคาถูก เล่มละสตางค์อย่างนี้ เหมือนซื้อกระดาษก็มี คนมาซื้ออ่านมันมีน้อย บางทีซื้อจากกรุงเทพฯ ก็มี งานแปลสมัยนั้นที่มีมาถึงก็อย่างโซไรดา แล้วก็พันหนึ่งทิวา เข้าใจว่าเป็นหนังสือขายไม่ออก อ่านแล้วมันก็ไม่ติดใจอะไร มันแปลก ๆ เท่านั้นเอง อย่างงานของเทียนวรรณ ของ ก.ศ.ร.กุหลาบก็อ่านสมัยนั้น ดูเหมือนโยมจะรับเป็นประจำปีละบาท โยมอาที่บวชอยู่ทางกรุงเทพฯ เขาเห็นมีอะไรแปลก ๆ ก็รับส่งมา เขายังเคยไปคุยกับนายเทียนวรรณ นายกุหลาบด้วย นายกุหลาบนี่ใส่สร้อยเส้นโต ๆ ฟันไม่แปรง อาเขายังมาเล่า (เหอะ ๆ) เขาเป็นคนสนใจ เป็นนักอ่านคนหนึ่ง อยากรู้นั่นรู้นี่มาบอกพี่น้องบ้านนอก ในเรื่องที่มันจะเป็นประโยชน์ นายกุหลาบนี่ฟังดูเหมือนหนังสือฝ่ายค้านของสมัยนั้น แต่ดูจะอวดมากกว่า จะอวดกับในหลวง จะได้ชื่อเสียงเร็ว ๆ ไม่มีหลักฐานก็ว่ามีหลักฐาน อาผมบวชอยู่ที่วัดปทุมคงคาแล้วก็สึก ต่อมาเลยเป็นเชื้อให้พระจากพุมเรียง จากไชยาไปเรียนกันที่นั่นเรื่อยมา อาเป็นคนคล่องแคล่วขวนขวาย และมีโอกาสมากกว่าโยมพ่อ โยมผู้ชายผมไม่เคยไปกรุงเทพฯ เลย อาเขาอ่านใบลานได้คล่องเขียนใบลานก็ได้
|
|||||||
|
> เรียนหนังสือกับผจญภัยวัยหนุ่ม |
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map
![]()
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org