||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส
เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา
พระประชา ปสนฺนธมฺโม  สัมภาษณ์
บทที่ ๑ กำเนิดและวัยต้นแห่งชีวิต

 

ชีวิตเด็กวัด

ภาพถ่ายที่หน้าบ้านที่เด็กชายเงื่อมเติบโตขึ้นมา
ภาพนี้ถ่ายที่หน้าบ้านที่เด็กชายเงื่อมเติบโตขึ้นมา ที่เห็นจัดประดับโต๊ะบูชานั้น
เป็นการรับเสด็จ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ราว ๆ ปี ๒๔๕๓-๔
เด็กชายเงื่อมคือคนที่อยู่กลาง ผู้ชายไว้ผมยาวคือนายเซี้ยงผู้บิดา
เด็กที่นั่งติดอยู่ข้างตัวคือเด็กชายยี่เกย ซึ่งต่อมาก็คือนายธรรมทาสนั่นเอง
พระภิกษุซ้ายมือสุดของภาพชื่อกลั่น ต่อมาได้เป็นพระมหากลั่น และพระครูชยาภิวัฒน์ ตามลำดับ
และเป็นอาจารย์บาลีของท่านอาจารย์พุทธทาสด้วย
องค์ถัดมา คือพระหนุน เมื่อเด็กชายเงื่อมไปอยู่เป็นเด็กวัด ที่วัดพุมเรียง
ท่านรูปนี้เป็นเจ้าอาวาส ท่านอาจารย์จึงเรียกอาจารย์หนุน
พระภิกษุทั้งสองรูปนี้เป็นญาติของท่านอาจารย์ด้วย

 

? ชีวิตเด็กวัดเป็นอย่างไรบ้างครับ

          พูดได้ว่าเด็กวัดทุกคนมีความรู้เรื่องยา เช่นถ้าบอกว่ายากระทุ้งแล้วทุกคนรู้จัก เพราะถูกใช้ไปเก็บอยู่เสมอ วัดนั้นผมเป็นเด็กก็เคยอยู่ ผมจำได้ว่ายากระทุ้งที่อาจารย์สั่งใช้ให้ไปเก็บเพื่อต้มให้เขาไปมีอะไรบ้าง รากหมาก รากมะพร้าว รากมะปราง รากวัลย์ยอ บางทีก็มีแปลกอะไรบ้าง เช่นรากสะเดา อาจารย์ผมที่สอน ก ข ก กา ให้ท่านทำยาอย่างนี้

          เป็นพระใครมาขอก็ให้ ยาที่ทำไว้ก็มี จัดให้ใหม่ก็มี จดให้ไปก็มี อันดับแรกสุดนี้ ต้องกินยากระทุ้ง แรก ๆ เป็นไข้กินยากระทุ้งเป็นยาเย็นคล้าย ๆ กระทุ้งให้ไข้มันถึงที่สุดเร็ว ๆ ทีนี้พวกเราเด็กวัดก็ช่วยกันทำ ช่วยกันบด ช่วยกันขยี้ อีกอย่างเรียกว่ายาเขียว ยาเขียวสารพัด ยาเขียวครอบจักรวาล น่าหัว ถ้าเด็กคนไหนทำผิด บางทีก็ถูกใช้ให้ไปเก็บใบไม้เขียว ๆ มา อย่าเอาที่คัน อย่าเอาที่มีพิษ นอกนั้นเก็บหมดแหละ ถ้าเป็นใบไม้สีเขียว เอามาตากไว้เต็มนอกชาน พอแห้งมันกรอบ เราก็บดยัดใส่ขวด ใครเป็นไข้ก็กินเข้าไป มันก็ถูกหลัก เพราะยาเขียวมันมีความเย็นของสารสีเขียว มันก็ระงับความร้อน เดี๋ยวนี้ผมเชื่อ ใบไม้สีเขียวกินเข้าไปเถอะ มันระงับความร้อนได้ ระงับการเกิดแก๊สในกระเพาะ ถ้าจะให้ดีก็เอามาละลายน้ำและพ่นหรือทาตัวด้วย จนตัวเขียวตัวเลอะ ยาเขียวนี้มีขมน้อย ๆ เพราะว่าใบไม้มันมีหลายชนิด บางชนิดก็ขมบ้าง เด็กเล็กกินได้ ละลายน้ำกินเข้าไป หรือละลายน้ำพ่นก็ได้

          ส่วนยาที่มันยาก มันมีเทคนิคของมัน มันมีนั่นมีนี่เท่านั้นเท่านี้ ต้องชั่งตวงเอาก็มี อย่างน้อยมีสี่ห้าขนานที่ชาวบ้านมาขอ แล้วให้ไปได้ทันทีเมื่อมีคนไข้ไปหา อาจารย์สมภารวัดสามสี่วัดในพุมเรียง เขาต้องมีวิชาพวกนี้อยู่ ดึกดื่นแค่ไหนก็ตาม ถ้ามีคนมาตามว่าคนนั้นคนนี้เป็นนั่นเป็นนี่ อาจารย์ก็ต้องไป แม้ดึกดื่น อาจารย์สมัยนั้นเป็นอย่างนั้น ดึก ๆ ก็ไปช่วยแก้ไขกันตามเรื่อง จนกว่าจะไว้ใจได้ ทุเลาแล้วจึงกลับมาวัด บางทีกว่าจะกลับมันก็สว่าง มันก็เพาะนิสัยเห็นแก่ผู้อื่น อดทนอดกลั้นได้ ไม่รังเกียจ ไม่เห็นแก่หลับแก่นอน คนก็ผูกพันรักใคร่นับถือ ถ้าวัดมีธุระอะไรก็ช่วยกันเต็มวัด

          อย่างยากระทุ้งนี่ เด็กวัดไปหามาให้อาจารย์ต้ม แล้วเอาไปให้ถึงบ้านทายก เด็ก ๆ ป่วย ได้เพียงยาหม้อแรกก็หาย ถ้ากินยานี้แล้ววันหนึ่งยังไม่หาย อาจารย์ถึงจะไปพิจารณา ต้มยาหม้ออื่นอย่างอื่นที่มีอะไรแปลกออกไป แล้วมันก็ค่อย ๆ หาย ไม่หายมันก็ตาย แบบโบราณมันก็อย่างนี้ มันไม่วิเศษนัก ถ้าผิดพลาด มันเกินกำลังของยามันก็ตาย แต่ส่วนมากมันหาย

          หมออื่นนอกจากพระก็มีบ้าง เป็นหมอจรมา หมอจีน หมอญวน หมอแขก พวกนี้ส่วนมากมารักษาโรคเรื้อรัง มาช่วยกันรักษาหายบ้างตายบ้าง ตามแบบโบราณ พี่ผมก็ตาย โยมบอกว่าเป็นผู้ชายตายแต่เล็ก น้องสุดท้ายก็ตาย คนนี้ผมยังได้ทันเห็น คงจะคลอดไม่ครบกำหนด แต่เป็นตัวคนแล้วออกมาไม่กี่ชั่วโมงก็ตาย เป็นการแพทย์ที่ดีที่สุดตามที่เขาทำกันตามธรรมเนียม เรื่องที่สะอาดไม่พอ และข้อผิดพลาดอื่น ๆ คงมีบ้างที่ทำให้เด็ก ๆ ต้องตายไป คนจึงไม่มาก ไม่ต้องคุมกำเนิด

          ความรู้เรื่องสมุนไพร เรื่องยาโบราณนี่ ผมได้มาจากทั้งทางบ้านและทางวัด อย่างเด็กวัดทุกคนจะรู้ ถ้าไปถูกบุ้งที่คลานอยู่ตามใบไม้ ขนยาวสีเหลือง พอถูกไม่ต้องถาม ควักขี้มูกมาถู ๆ ๆ ๆ มันก็หาย ดีกว่ายาหม่องยาอะไรที่ใช้กันสมัยนี้ นี่มันทำให้เราคิด โอ้ นี่พระเจ้าหรือธรรมชาติเขาให้มาคู่กัน แล้วเราไม่รู้เอง เขาให้มาครบ แต่เรารู้ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่น่าเชื่อ ฟังดูแล้วตลก ควักขี้มูกขี้หูก็คงได้ ควักออกมาแล้ว ก็ถูไปตรงที่ถูกบุ้งร่าน มันน่าหัว (หัวเราหึ ๆ) ถ้าคิดแบบฝรั่งเขาคงกลัว เขาคงจะต้องไปหายาหรือไปโรงพยาบาลก็ไม่แน่ พวกฤาษีมุนีแต่ก่อนเขารู้เรื่องอย่างนี้มาก เขาก็บอก ๆ กันต่อมา มันต้องช่วยตัวเองเมื่ออยู่ป่า เดี๋ยวนี้คนเราเลิกสนใจความรู้พวกนี้ ก็ทำอะไรไม่ถูก เพราะไม่รู้จักธรรมชาติ

          บางอย่างเด็ก ๆ ควรรู้ เช่น บุก คล้าย ๆ บอนที่คนแก่ชอบกิน ถ้าเด็กไม่เคยไปกินมันจะกัดปาก มันยางมาก แล้วทำไง ผมยังจำได้ มันต้องกินน้ำตาลหม้อ (น้ำตาลปี๊บ) หายเป็นปลิดทิ้ง ผมก็เคยกินพวกบอนหรืออะไรที่กินแล้วคัน ใช้น้ำตาลหม้อ มันหายทันควัน หรืออย่างต่อต่อยนี่ มันคล้ายกับผึ้งต่อยแต่มันร้ายกว่ามาก คล้าย ๆ กับถูกตีด้วยกระบองจนล้มคว่ำไป พอเอายางมะละกอป้าย มันก็หายเป็นปลิดทิ้ง มันมีเหตุผล เพราะยางมะละกอมันมีโปรตีนชนิดหนึ่งที่จะแก้พิษได้ หรืออย่างที่พรีมีตีฟที่สุด เขาเอาหยากไย่กับควันไฟเหนือเตาไฟมาพันแผล มันก็หาย มันแอนตี้เซ้ปติค มันป้องกันเชื้อโรคได้ เดี๋ยวนี้ดีกว่านั้นอีก คือใช้ยางมะร้าง (เสือหมอบ) บิดเอาน้ำจากยอดและใบใส่ไปในแผล ดีกว่ายาแดงเสียอีก หรือเป็นแผลน้ำร้อนลวก กรีดเอายางเหลืองออกมาจากต้นทะวา เอายางทาแผลน้ำร้อนลวก แผลไฟไหม้ก็หายได้ เด็กเป็นหอบหืด เขาใช้ตะขาบมาปิ้งจนกรอบเหลืองบดกับเหล้ากินก็หาย หายกันเป็นส่วนมาก เด็ก ๆ ผอมแห้งพุงโร นัยน์ตาเป็นเกล็ดกระดี่ที่เขาเรียกตาต้อ เขาก็เอาเนื้อตะกวดทาขมิ้นใส่เกลือย่างไฟให้หอม กินตะกวดตัวหนึ่งก็หาย ผมก็เคยกิน นายธรรมทาสเขากินไม่ลง ต้องอาเจียนทุกที แต่ผมกินได้เรื่อย ๆ น่าหัว (หึ ๆ) เขามันเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ เกลียดตะกวดกินไม่ได้ ทำให้คล้ายเนื้อไก่ เขาก็ยังรู้ กลิ่นมันบอก กระดูกปลากระเบนเขาก็กินไม่ได้ เราบอกว่าอร่อย เขากินไม่ได้ ไม่รู้สึกอร่อย ความจริงมันก็ไม่ถึงกับอร่อยแต่เรากินได้ แปลก ๆ ประหยัด ทางบ้านเขาเกิดเรามา เขาก็ไม่มียาอย่างปัจจุบัน เขาก็รอดชีวิตเกิดเรามาได้ เหล่านี้เป็นความรู้ที่ได้มาจากการอยู่บ้านอยู่วัดในสมัยนั้น วัดมันก็เป็นเหมือนมหาวิทยาลัยของชาวบ้านนั่นแหละ

 

วัดพุมเรียง   วัดพุมเรียง ชาวบ้านเรียกวัดใหม่
คนในสกุลพานิชจะบวชที่วัดนี้
เพราะเป็นวัดที่บรรพบุรุษเคยบวชสืบต่อกันมา
มีญาติชั้นปู่ผู้หนึ่งซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับย่า
บวชที่วัดนี้เป็นเจ้าอาวาสจนมรณภาพ ชื่อหลวงพ่ออุ
เมื่อเด็กชายเงื่อม อายุได้ ๗-๘ ขวบ
บิดามารดาได้นำมาฝากตัวเป็นเด็กวัดที่วัดนี้
เพื่อจะได้รับการศึกษาขั้นต้นตามแบบโบราณ
เป็นเด็กวัดอยู่ถึง ๓ ปี เมื่อบวชแล้ว ๓ พรรษาแรก
ท่านก็จำพรรษาที่วัดนี้ ภาพนี้ถ่ายเมื่อ ๒๕๒๙

 

          ผมออกจากบ้านไปอยู่วัดเมื่ออายุ ๘-๙-๑๐ เรียนหนังสือ ก ข ก กา กระทั่ง มูลบทบรรพกิจกันที่วัด อายุ ๑๑ ปีได้เวลาไปโรงเรียนแล้วถึงกลับมาอยู่บ้าน สมัยก่อนมันเป็นธรรมเนียมเด็กชายต้องอยู่วัดกันทั้งนั้น แต่ละวัดมีเด็กเป็นฝูง จะไปอยู่วัดก็มีดอกไม้ธูปเทียนไปฝากตัวเป็นศิษย์พระ ทางวัดเขาก็จะมอบหน้าที่ให้อาจารย์องค์หนึ่งหรือสององค์ให้คอยดูแลเรื่องอาหารการกิน คอยควบคุมให้เด็กมันได้กินกันเป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วให้มันได้เรียนหนังสือ ได้รับการอบรมอะไรบ้าง ในเรื่องไหว้พระสวดมนต์ เรื่องอุปัฏฐากพระ เป็นเวรผลัดกันตักน้ำ ขาดไม่ได้ ทำสวนครัวริมสระ ยกร่องปลูกมัน ทำกันทั้งนั้น

          อาหารนั้นข้าวก็ได้จากบิณฑบาต ส่วนแกงนี่ทางบ้านเขาจะส่งเป็นหม้อเขียว ๆ ของบ้านใครเด็กคนนั้นก็ไปเอามา หม้อแกงจึงมีมาก ข้าวก็พอฉัน แกงก็พอ บ้านพุมเรียง ข้าวปลามันอุดมสมบูรณ์

          พระสมัยนั้น นักธรรมก็ยังไม่มีเรียนกัน ส่วนใหญ่ก็นิยมเรียนสวดมนต์ สมาธิก็ได้จากตอนสวดมนต์นั่นแหละ ตอนอื่นไม่เคยเห็นทำ นอกนั้นก็ทำไม้กันมาก เป็นช่างไม้ สร้างกุฏิ กระต๊อบ กระท่อม บ้านเล็กบ้านน้อย ถ้าวัดไหนไม่มีโบสถ์ก็ช่วยกันสร้าง

 

โบสถ์และกุฎิรุ่นเก่าที่วัดโพธารามหรือวัดเหนือ
เป็นวัดสำคัญอีกวัดหนึ่งในพุมเรียง
ภาพทั้งสองนี้ถ่ายราวปี ๒๔๖๐-๗๐
เมื่อเด็กชายเงื่อม ออกจากวัดมาอยู่บ้าน
ตอนราวอายุ ๑๑ ขวบ
ก็เพื่อมาเรียนหนังสือชั้นประถมศึกษาที่วัดนี้
ซึ่งสมัยนั้นมี ๓ ชั้น
  โบสถ์
กุฎิรุ่นเก่าที่วัดโพธารามหรือวัดเหนือ

 

          เด็กวัดมีพิเศษอย่างหนึ่งคือหัดมวย ผมก็ถูกจับตัวหัดทั้ง ๆ ที่ไม่ชอบ มันคล้ายกับว่าเป็นธรรมเนียม เพื่อนมันก็ยัดเยียดให้หัด บางทีอาจารย์เองก็อยากให้เราได้หัด แนะวิธีให้ เด็ก ๆ ก็สอนกันเอง พุมเรียงนี่มันเมืองนักมวยโบราณ พอจะมีชื่อเสียงอยู่ มวยวัดก็เป็นมวยชั้นดีอยู่ในกติกา ไม่ทำร้ายกันถึงเลือดตกยางออก พอถึงฤดูแห่พระออกพรรษา ก็มีชกมวย ใครอยากชกมวยก็เข้าไปจับคู่ ให้กรรมการจัดให้ ตกลงแล้วก็ชกกัน ชกกันหลายคู่กว่าจะแห่เรือกลับวัด เขาจะหยุดเลี้ยงเพลกันที่ศาลา ๙ ห้อง ทางจากสวนโมกข์เก่าไปบ้านลำไยนั่นแหละ ตรงนั้นมีหนองยาว พอถึงบ่าย ๒ โมง ก็จะเริ่มชกมวยกัน ก่อนนี้เจ้าเมืองเป็นประธาน ศาลา ๙ ห้องนั้นเจ้าเมืองไชยาเป็นคนสร้าง เราบวชตอนแรกศาลาก็ยังอยู่

          การเทศน์ของพระสมัยนั้น ก็มีเทศน์มหาชาติเป็นหลัก แล้วก็เทศน์อานิสงส์ เรื่องสร้างอะไร ได้บุญอย่างไร สร้างโบสถ์ สร้างระฆัง สร้างปราสาท สร้างศาลาอย่างนั้น ๆ ได้บุญเท่านั้นเท่านี้ เทศน์สอนธรรมกันอย่างเดี๋ยวนี้ไม่มี เทศน์อีกทีก็เทศน์มหาชาติเลย ชอบกันมาก เพราะว่าได้เงินด้วย สนุกด้วย

          เรื่องศีลเรื่องธรรมชาวบ้านเขาก็ถือกันพอใช้ แต่ดีกว่าสมัยนี้ พวกไม่ถือก็มี แต่ส่วนมากถ้าเป็นบ้านเป็นเรือนเป็นหลักฐานถือกัน เพราะมันละอายแก่ใจ แต่ที่ไม่ถือก็มีมากเหมือนกัน โดยเฉพาะไอ้สัตว์ที่เป็นอาหาร อย่างปูปลานี่ อย่างที่บ้านเรา โยมถือเด็ดขาดไม่ฆ่าปูปลาเป็น ๆ มันก็ตกเป็นหน้าที่ของเราต้องเอาปูใส่หม้อต้ม ก็ถือเป็นเรื่องของเด็ก ๆ ไป สรุปแล้วความรู้สึกกลัวบาปมีมากกว่าเดี๋ยวนี้มาก คนที่จะทำบาปหรือลักขโมย หรือกินเหล้ายา ไม่ค่อยมี ถึงมีเขาก็กินกันนิด ๆ ก๋งของผมเป็นช่างต้มเหล้าของนายอากร ที่ผูกการต้มเหล้าสำหรับเมืองไชยา ก๋งทำหน้าที่ควบคุมการต้มเรียกว่าไซหู่

          มันมีอีกธรรมเนียมหนึ่งที่มีกันทุกวัดทุกวา เป็นการฝึกเด็กวัดให้เป็นคนเฉลียวฉลาด หรือถ้าพูดอย่างภาษาทางนี้ จะเรียกว่าฝึกให้เป็นคนหัวหมอก็ได้ เล่นกันในหมู่เด็กวัด รวมทั้งเณรด้วย โดยไม่ต้องให้มีใครจัดให้ มันจัดกันเอง เฮ่อ ๆ ๆ (เบา ๆ) มันน่าหัว คือพอมานั่งรวมกลุ่มกัน ไอ้เด็กคนที่เป็นหัวโจกหน่อย มันก็จะตั้งประเด็นขึ้น เช่น เอ้าวันนี้ เรามาพูดเรื่องหุงข้าว ใครจะเล่าก่อน ส่วนมากพวกที่อาสาก่อนมันก็จะเป็นพวกที่ฉลาดน้อยกว่าคนอื่น มันก็ต้องเล่าวิธีที่หุงข้าวว่าทำอย่างไร เด็กทั้งหลายก็คอยฟัง ถ้าคนเริ่มต้นมันเป็นคนโง่ ๆ หน่อย มันอาจจะเริ่มต้นว่า "กูก็เอาข้าวสารใส่หม้อ ตั้งบนไฟ" เด็กนอกนั้นมันก็จะชวนกันค้านว่า "มึงยังไม่ได้เข้าไปในครัวสักที จะทำได้ยังไงล่ะ" อย่างนี้เป็นต้น หรืออาจจะมีสอดว่า "มึงยังไม่ได้ก่อไฟสักที" ถ้ามีช่องให้ซักค้านได้มาก ๆ มันก็ต้องให้คนอื่นเป็นคนเล่า เวลาถูกค้านได้ทีก็จะเฮกันที มันอาจจะละเอียดถึงขั้นว่ายังไม่ได้เปิดประตูแล้วจะเข้าไปในครัวได้อย่างไร หรือยังไม่ได้หยิบขันมันจะตักน้ำได้อย่างไร อย่างนี้เป็นต้น ในที่สุดมันจะต้องได้เล่าถึงขั้นตอนทุกขั้นตอน จนไม่มีอะไรบกพร่อง เหมือนกับการบรรยายของนักประพันธ์ละเอียดถี่ยิบไปหมด เพราะคนค้านมันมีมาก มันก็ค้านได้มาก มันเป็นการฝึกความละเอียดลออถี่ถ้วน ฝึกการใช้ลอจิก คนฉลาดมันมักจะเป็นคนเล่าคนหลัง ๆ ที่สามารถเล่าได้ละเอียดโดยไม่มีใครค้านได้

          เรื่องที่เอามาตั้งเป็นหัวข้อมันมีหลายแบบ เรื่องวัฒนธรรม เรื่องประเพณี เรื่องชวนหัว เรื่องโกหก ใครเล่าได้ดีก็ถือว่าเก่ง มันไม่เป็นเรื่องหนังสือโดยตรง แต่ว่ามันเป็นเรื่องสร้างความเฉลียวฉลาดแยะทีเดียว ถ้าเป็นเด็กที่มันอยู่กับทุ่งนา เรื่องที่จะเอามาเล่า ก็ต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับการไถนา การร่ำควาย หรือจะไปจำเรื่องมาก็ได้ ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แต่ตัวต้องรับผิดชอบในการที่จะเล่าให้มันค้านไม่ได้ เพราะฉะนั้นเด็ก ๆ จะเป็นเจ้านิทานกันทั้งนั้น ที่วัดมันมีโอกาส ที่บ้านมันไม่มี ก่อนนอนจะเป็นโอกาสพักหนึ่ง แล้วบางทีอาจารย์ก็ช่วยดำเนินงานให้ด้วยเป็นบางครั้ง แต่ไม่บ่อยนัก เพราะอย่างอาจารย์วัดที่ผมอยู่แกไม่ค่อยมีเวลา มีงานมาก

          นิทานเรื่องตาเถนกับยายชีมีไม่รู้กี่สิบต่อกี่สิบเรื่อง บางเรื่องก็เป็นเรื่องสกปรก บางเรื่องก็เป็นเรื่องชวนหัว บางเรื่องก็แสดงเชาว์ มันเป็นโรงเรียนที่ทำให้คนฉลาด โดยไม่รู้สึกตัว เรื่องผู้หญิงเกือบจะไม่มีกิเลสที่มาล่อเด็กในทางกามารมณ์ไม่ค่อยมี มีแต่เรื่องดีเรื่องเด่นเรื่องดังทั้งนั้น

          แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วนะ เพราะมันไม่มีเด็กนอนวัดกัน มันขาดตอนเสียแล้ว สมัยนั้นมันอาจจะเหมือนพับลิกสกูล เด็กจะต้องไม่บิดพลิ้ว ทำการทำงานตามหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ วิธีบางอย่างที่บ้านมีไม่ได้แต่ที่วัดมีได้ เช่น นอนสายไม่ได้ ถ้านอนสายถูกเอาน้ำสาด เพื่อนมีสิทธิที่จะเอาน้ำมาสาดลดลงไปให้เปียกหมด ทีนี้อย่างไรเรียกว่านอนสาย มันก็ต้องบัญญัติขึ้นมาว่า เมื่อไก่ลงจากคอนแล้ว ลงมาอยู่กลางดินแล้ว ยังนอนหลับอยู่ อย่างนี้เรียกว่านอนสาย เอาน้ำสาดได้

          ทีนี้ถ้าจะเล่นแกล้งกัน ทำอย่างไร ก็ไล่ไก่ให้ลงก่อน ๒-๓ ตัว แล้วก็เอาน้ำสาดเพื่อน มันเป็นเรื่องฝึกฝนกันหลายด้าน ทั้งความเฉลียวฉลาด การงาน ความสนุกสนาน

          สมัยก่อนมีโรงเรียน ถ้าพ่อแม่เขาไม่ได้หวังเอาตัวไปใช้งานก็อยู่วัดจนได้บวชเณร บวชพระ แล้วก็อยู่กัน ๓-๔ พรรษา จึงสึกออกมาครองเรือน แล้วมันยังมีเรื่องพิเศษที่ทำให้พ่อแม่พอใจที่จะให้ลูกอยู่วัด เพราะมันทำนั่นทำนี่เป็นขึ้นมาหลายอย่าง เช่นทำจักสาน เป็นต้น การข่มเหงรังแกมันก็มีน้อยมากเพราะกลัวอาจารย์

<-- ^ -->

...

ชีวิตและผลงาน > ประวัติ > อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" >
>
ชีวิตเด็กวัด

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ
Search WWW Search พุทธทาสศึกษา

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.