||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส
เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา
พระประชา ปสนฺนธมฺโม  สัมภาษณ์
บทที่ ๑ กำเนิดและวัยต้นแห่งชีวิต

 

อิทธิพลฝ่ายบิดา

นายเซี้ยง พานิช โยมบิดา
นายเซี้ยง พานิช โยมบิดา
 
โยมชายก็มีหัวช่างไม้ ซึ่งผมก็ชอบ
ถ้าได้รับการอบรมคงจะดีมาก คือว่าชอบทำมาก
หลาย ๆ อย่างที่สวนโมกข์นี่เราทำกันเอง ทำด้วยมือเอง ... ... ...
ที่ติดมาอีกอย่างคือโยมชอบแต่งกลอน แต่งโคลง ชอบกวี มีวิญญาณกวี
ทำให้เราชอบ มีหัวทางนี้

 

? อาจารย์ครับ แล้วโยมบิดามีอิทธิพลหรือถ่ายทอดลักษณะนิสัยบุคลิกภาพด้านใดมาถึงอาจารย์บ้าง

          มันพูดยาก โยมชายก็มีหัวช่างไม้ ซึ่งผมก็ชอบ ถ้าได้รับการอบรมคงจะดีมาก คือว่าชอบทำมาก หลาย ๆ อย่างที่สวนโมกข์นี่เราทำกันเอง ทำด้วยมือเอง โยมชายเป็นช่างไม้ เรียกได้ว่าเป็นอาชีพสมัครเล่นคือช่างไม้ต่อเรือ อาชีพหลักคือค้าขาย ซึ่งไม่ใหญ่โตอะไรนัก อาชีพสมัครเล่นคือช่างไม้ต่อเรือ ต่อเรือลำสุดท้ายผมยังจำได้ว่าไม่ได้ขาย ยังไม่เสร็จ ค้างเติ่งอยู่บนคานที่ต่อ จนผุพังไป ที่ติดมาอีกอย่างคือโยมชอบแต่งกลอน แต่งโคลง ชอบกวี มีวิญญาณกวี ทำให้เราชอบ มีหัวทางนี้ ผมเคยเห็นโยมเขียนแต่งไว้ที่ศาลาป่าช้าที่แกสร้าง ส้วมวัดที่แกสร้างถวายก็เขียนเป็นโคลงไว้ และชอบแต่งโคลงหยูกยา เราเห็นในสมุด เราเลยชอบโคลงเหมือนกัน แกแต่งได้ถูกต้องตามแบบฉบับ แต่ไม่ค่อยมีเวลาแต่งนัก เพราะอาชีพมันรัดตัว เรือลำสุดท้ายที่ไม่เสร็จก็เพราะเหตุนี้ ครั้งสุดท้ายนี่อยากจะมีสวนมะพร้าว แล้วก็ทำสวนมะพร้าวไม่สำเร็จ ป่วยลงเสียก่อน แล้วป่วยกระเสาะกระแสะมาจนกระทั่งตาย อาก็เหมือนกัน ที่ชื่อเสี้ยง มีหัวแต่งโคลงแต่งกาพย์ ชอบแต่งล้อไสยศาสตร์ คุณไปเปิดดูเถอะในหนังสือพิมพ์พุทธสาสนาเล่มแรก ๆ มันมีนามปากกาว่า "ท่านางสังข์" แต่งล้อไสยศาสตร์ละก็คนนี้แหละ เป็นกาพย์ยานีเสียโดยมาก

          แต่อาไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ไปบวชอยู่กรุงเทพฯ บวชไม่นานนักได้เป็นใบฎีกาของเจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา บวชไม่กี่ปีแล้วก็สึก มาเป็นผู้จัดการเดินเรือที่เขาเรียกหลงจู๊ เป็นเรือกลไฟของพระยาวจีสัตยารักษ์ ต้นตระกูลศรียาภัย ท่านผู้นี้มีเรือกลไฟเดินระหว่างกรุงเทพฯ ถึงสิงคโปร์ อาเป็นผู้จัดการฝ่ายสินค้าฝ่ายระวาง เรียกหลงจู๊ ต่อมาเจ้าของบริษัทซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพล เขาก็ขอลูกสาวคนที่มีทรัพย์สมบัติ มีเกียรติ มีอะไรที่ชุมพรให้เป็นภรรยา เลยติดอยู่ชุมพร เลยมีญาติกลุ่มหนึ่งอยู่ที่ชุมพรจนเดี๋ยวนี้ เป็นรุ่นลูกของอา มีลูกหลานหลายคน ลูกชายไม่ต่ำกว่า ๕ คน อีกกลุ่มยังคงอยู่ที่พุมเรียงต่อมา

          ส่วนอาอีกคนอยู่แถวพุมเรียงเหมือนกัน ไม่มีลูกชาย มีลูกหญิงคนเดียว อาคนนี้ตายตั้งแต่ยังค่อนข้างหนุ่มมาก เดินเรือซื้อของที่กรุงเทพฯ มาขาย มีอยู่เที่ยวหนึ่งเป็นไทฟอยด์ตาย แต่เขาว่ากันว่าเป็นอหิวาต์ ตายระหว่างที่อยู่ในเรือแถวอำเภอสวี (ชุมพร) นายท้ายเรือเขาบอกว่าเอาขึ้นฝังไว้ตรงนั้น ทีนี้อาคนที่อยู่ชุมพรไปขุดศพเผาที่นั่น แล้วเอากระดูกมาทำบุญที่นี่ แกอายุสั้น ยังไม่มีบทบาทอะไร แต่ตามที่เขาเล่า เขาว่าแกเป็นศิลปินเหมือนกัน ชอบร้องเพลง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ไปอบรมศึกษา ก็ร้องเพลงไทยเดิมโบราณได้โดยง่าย ที่เขาเรียกกันว่าสวดพระมาลัยหน้าศพก็ร้องได้

? สมัยนั้นอาจารย์ใช้สรรพนามเรียกโยมว่าอย่างไร

          เด็ก ๆ ก็เรียกพ่อว่าเตี่ย เรียกแม่ว่าแม่ เด็กที่มีเชื้อจีนอยู่บ้าง ล้วนถูกปลูกฝังให้เรียกพ่อว่าเตี่ยกันทั้งนั้น ชั้นลูกจีนก็เรียกพ่อว่าเตี่ย ชั้นหลานจีนก็ยังเรียกเตี่ย ชั้นเหลนจีนก็ยังเรียกเตี่ย บิดาของพระยาอรรถกรมฯ บ้านตรงข้ามเราก็ถูกสอนให้เรียกว่าเตี่ย พระยาอรรถกรมฯ เองก็เรียกบิดาว่าเตี่ย เพราะว่ามีเชื้อจีน สมัยนั้นเด็ก ๆ เขาไม่อายที่มีเชื้อจีน ไม่รู้สึกว่าเป็นปมด้อยอะไร

          ที่บ้าน สมัยพ่อยังอยู่ เตี่ยยังอยู่ก็ทำพิธีตรุษจีน สารทจีน เมื่อเตี่ยไม่มีแล้ว โยมผู้หญิงแกก็เฉยเสีย แต่ก็ยังทำเป็นที่ระลึก พอถึงเทศกาลก็ยังทำขนมอย่างที่เคยทำตอนตรุษสารท ใส่บาตรบ้าง แจกเพื่อนบ้านบ้าง กินเองบ้าง โดยเฉพาะที่เรียกว่าขนมเทียนไส้หมู ผมรู้สึกว่าไม่มีใครทำดีกว่าโยม และผมรู้ด้วยว่าทำไมมันถึงดีที่สุด เพราะโยมทำไม่เหมือนคนอื่น ต้องไปเอาใบที่เขาเรียกว่าต้นป่าน ผมก็เคยถูกใช้ให้ไปขอเก็บจากข้างบ้าน เอามาตำ ๆ ๆ ๆ แล้วคั้นเอาน้ำเขียว ๆ เอาไปเคล้ากับแป้งที่เขาเอามาทำขนมเทียนไส้หมู ฉะนั้นเมื่อนึ่งสุกแล้ว กลิ่นก็แปลก รสก็แปลกเป็นพิเศษ เพราะมันมีกลิ่นรสของใบป่านนั้น ไม่ค่อยพบว่ามีใครเคยทำ ในหลาย ๆ สิบบ้านก็จะมีสักบ้านสองบ้าน โดยมากเขาทำแต่แป้งเฉย ๆ ถ้าใส่น้ำใบป่านคั้น สีจะออกคล้ำ ๆ เขียว ๆ ดำ ๆ เราจึงจำได้ติดใจสนิทใจ ว่าไม่เคยกินไอ้ขนมแบบนี้ของใครอร่อยเท่าของโยม แกก็ทำตามแบบฉบับที่คนรุ่นก่อน ๆ เขาทำกันต่อ ๆ กันมา แต่คนอื่นเขาคงขี้เกียจ เพราะมันยุ่งยาก ไม่อยากทำกัน

? อาจารย์ครับ อย่างโยมชายพูดจีนไหมครับ เวลาอยู่บ้าน แล้วแกไปเรียนหนังสือที่ไหนจึงแต่งโคลงกลอนได้

          โยมชายพูดจีนได้น้อย บางคำเท่านั้น อาพูดได้มากกว่า เพราะมีเรื่องให้ต้องติดต่อกับจีน เดินเรือไปมาค้าขายกรุงเทพฯ สิงคโปร์ ส่วนภาษาไทยนั้นก็เรียนสมัยเป็นเด็กวัด เรียนที่วัด แต่งโคลงกลอนก็ดูตัวอย่างเอา ไม่ได้เข้าโรงเรียน ไม่ได้เรียนในโรงเรียน บางทีอาจจะเป็นอา คือน้องชายของแกได้เล่าได้เรียน รู้เรื่องอย่างนี้บ้าง เลยแลกเปลี่ยนความรู้กัน พบปะกัน ติดต่อกันทางจดหมายก็เสมอ ๆ ถ้ามีอะไรที่แปลกใหม่ทันสมัย อาที่อยู่กรุงเทพฯ ก็จะเขียนจดหมายมาเล่าให้โยมทางนี้รู้เรื่อง เป็นการศึกษาไปในตัว เรื่องนั้น เรื่องนี้ เรื่องโน้น เรื่องหยูกเรื่องยาด้วย

          ทีนี้มีปู่คนหนึ่งเป็นพี่ชายของย่า บวชอยู่ที่วัดใหม่พุมเรียง เป็นสมภารจนตาย ปู่คนนี้เขาสนใจเรื่องหยูกเรื่องยาแผนโบราณ เลยถ่ายทอดมาที่โยมผู้ชาย โยมชอบทำยาแผนโบราณ ใครเขาพิมพ์หนังสือเป็นเล่ม ๆ ออกมาเกี่ยวกับยาแผนโบราณ แกก็สนใจซื้อมาศึกษาประกอบความรู้ที่มีอยู่สมัยเคยเป็นเด็กวัด จึงสามารถทำยาขายได้ ทำยาเม็ดแบบโบราณตามตำรา เป็นครั้งแรกที่มีการทำยาเป็นเม็ด ๆ ขาย สั่งพิมพ์กระดาษฉลากจากกรุงเทพฯ สมัยนั้นยามันถูกมาก ๓ สตางค์ ๕ สตางค์ ๑๐ สตางค์เท่านั้น ที่เป็นน้ำใส่ขวดไม่ค่อยมี มีน้อยมาก มีขนานหนึ่งที่มีชื่อเสียง ที่เด็กกินแล้วสบาย เรียกภาษาบ้านนี้ว่าตานขโมย เด็กผอมแห้ง พุงโร ก้นปอด ยาขนานนี้ต้องละลายกับเหล้า เด็กกินเข้าไปแล้วก็รู้สึกมึน หูแดง ยานี่ปรากฏว่ามีผลแพร่หลาย คนรู้จักกันมากแถบนี้ ผมก็เคยกิน ถูกบังคับให้กิน แต่ไม่ชอบกินกลิ่นแบบนั้น

          สูตรมันซับซ้อน ใช้ตัวยาหลาย ๑๐ อย่าง ไอ้ส่วนผสมพิเศษมันอยู่ที่พาดไฉน แรงเหมือนโล่ติ๊น หรืออาจจะเป็นอันเดียวกับโล่ติ๊นก็ไม่ทราบ มันคล้ายกันมาก เป็นของร้อน ร้อนมาก ร้อนอย่างยิ่ง แต่ว่าไม่ได้กินอันนั้นเข้าไปตรง ๆ มันผสมกับของอื่นมาก แล้วทำเป็นเม็ดละลายเหล้ากิน ไอ้รากพาดไฉนนี่มันมีพิษ เอามาตำ ๆ ๆ ๆ แช่น้ำ เอาน้ำราดในคลอง ปลาตายเป็นแถวเลย ประหลาดมาก ถ้าเป็นหนองยิ่งง่าย เอารากพาดไฉนนิดหน่อยเท่านั้นไปตำให้แหลก แช่น้ำ เอาน้ำนั้นสาดลงไป ปลาตายหมดทั้งหนองเลย คนรู้จักกันคนหนึ่งเขาคั้นน้ำเอาไปเบื่อปลา เล็บกับมือไม่ได้ล้าง ไปฉีกหอยฉีกปูให้เป็ดกิน เป็ดตายหมดเลย พาดไฉนเป็นเถาวัลย์ ใบเล็กมาก มีเยื่อหนา ๆ หุ้มรากมีแกนเล็ก ๆ อยู่ข้างใน ยาขนานนี้ชื่อว่ายาไฟอาวุธ ผมยังจำได้ว่ามีคนซื้อยาขนานนี้มากที่สุด แก้อะไรได้สารพัดอย่าง แต่ว่าที่ได้ผลมากนี้เป็นโรคเด็กพุงโรผอมแห้ง อาที่อยู่ชุมพรก็มีความรู้เรื่องนี้บ้างเหมือนกัน เพราะว่าเคยอยู่วัดเดียวกับปู่ที่ทำยาตามแผนโบราณ

<-- ^ -->

...

ชีวิตและผลงาน > ประวัติ > อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" >
>
อิทธิพลฝ่ายบิดา

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ
Search WWW Search พุทธทาสศึกษา

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.