||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

*

๓
สหธรรมิก

 

          ในปีที่สาม ฉันเริ่มมีเพื่อนที่อยู่ร่วมจำพรรษาด้วยหนึ่งรูป เป็นสองรูปด้วยกัน. สำหรับภิกษุรูปนี้ ฉันนึกว่ามีข้อความบางอย่างที่ควรเขียนไว้เป็นที่ระลึก. ชื่อ ใหม ฉายา สาสนปโชโต นามสกุล ทุมสท้าน เป็นชาวภาคอีสาน จังหวัดชัยภูมิ อยู่ด้วยกันเรื่อย ๆ มาหลายปี จนป่วยและกลับไปมรณภาพที่บ้าน. เมื่อมาอยู่สวนโมกข์ ได้เดินเท้ามาตลอดทาง มีความเข้มแข็งอดทนผิดธรรมดา ซื่อตรง เปิดเผย เหมาะสมแก่การเป็นนักปฏิบัติธรรมทุกประการ ไม่เป็นเปรียญ ไม่มีนักธรรมเอก แต่ฉันรับเอาไว้เป็นพิเศษด้วยความเลื่อมใส และปรากฏว่าทุกคนก็เลื่อมใส และทำให้ฉันเข้าใจได้ดีในข้อที่ว่า พวกที่รอบรู้กระทั่งจบพระไตรปิฎกในกาลก่อน ๆ กลับมาเลื่อมในในพระบางรูปที่ไม่มีความรู้ปริยัติเลยนั้น หมายความว่าอย่างไรกัน. คนพวกนี้มึนชาต่ออารมณ์ สม่ำเสมอ ตรงและจริงทุกประการ เมื่อมีภูมิทางปริยัติน้อย ก็ขยันศึกษาไต่ถาม อดทนต่อคำสั่งสอน นานเข้ารู้อะไรที่ต้องการอย่างพอตัวเหมือนกัน สงบเสงี่ยม ไม่พูดหรือพูดน้อย เทศน์ไม่เป็นแต่น่าฟังมากที่สุด ยิ่งอยู่ด้วยกันนาน ยิ่งเห็นว่ามีศีลเป็นที่ไว้ใจ. ซึ่งทำให้นึกว่าคุณธรรมชนิดนี้ เป็นสิ่งที่เพียงพอแล้ว แม้สำหรับที่จะให้เทวดาบูชา.

          ฉันเองรู้สึกว่ามีคนชนิดนี้เพียงคนเดียวก็พอแล้วสำหรับสวนโมกข์ที่จะมีนามว่าเป็นสำนักปฏิบัติธรรม ทำให้นึกต่อไปว่า เป็นโชคดีมากที่พอมีเพื่อนเป็นคนแรกก็เป็นที่พอใจถึงเพียงนี้, และนึกต่อมาในตอนหลังว่า การที่มีกฎจำกัดรับเฉพาะผู้ที่เป็นเปรียญและนักธรรมเอกนั้น คงไม่ให้ผลสมตามตั้งใจเสียแล้ว แต่ก็จนใจที่ไม่รู้จะทำอย่างไร เลยถือเป็นหลักกันขึ้นใหม่ว่า ฉันมีสิทธิที่จะรับบุคคลพิเศษเป็นส่วนตัว ต่างหากจากคณะธรรมทานอีกส่วนหนึ่งด้วย.

          ในเรื่องนี้ท่านที่สนใจในการจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมเช่นนี้ คงยินดีฟังไว้สำหรับเป็นเครื่องมือพิจารณาในการวางกฎเกณฑ์บางอย่าง เพราะว่าจะไม่วางหรือไม่มีหลักเสียเลยก็ไม่ได้, หรือวางผิดก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน.

          ข้อสังเกตที่อยากจะขอแนะนำไว้อย่างหนึ่งก็คือว่า ข้อที่ท่านกล่าวไว้ว่า ต้องอยู่ร่วมกันนาน ๆ จึงจะรู้ว่าเขาเป็นคนดีหรือไม่ดีนั้น เป็นความจริงยิ่งนัก. และอันนี้เอง เป็นความยุ่งยากลำบากสำหรับการวางกฎเกณฑ์และการตัดสินใจว่าควรรับไว้เป็นพิเศษหรือไม่. ฉะนั้นถ้าทำได้และเป็นทางดีที่สุด ก็จงเลือกรับแต่ผู้ที่เคยพบเคยเห็นกันมานานแล้ว หรือเป็นศิษย์ที่เติบโตขึ้นมาในสำนักของตนเอง หรือของเพื่อนฝูงที่ไว้ใจได้ในความคิดความเห็น รวบรวมเอามาฝึกฝนให้เป็นเวลานาน ๆ จะเป็นวิธีที่เบาสบายที่สุด. และทั้งการอบรมจิตใจแบบนี้ก็เป็นเวลานานปีหรือตลอดชีวิต เพราะฉะนั้น ไม่เป็นการจำเป็นที่จะรับกันเรื่อย เมื่อมีจำนวนเต็มแก่เสนาสนะแล้ว หยุดรับเสียจะดีกว่า. หรือถ้าไม่ต้องการบุญกุศลอันกว้างขวาง ฉันขอแนะนำว่า มีเพื่อนดี ๆ สัก ๓-๔ คนก็พอแล้ว สำหรับที่จะหาความสุขกันไปจนตาย ไม่ต้องเปิดรับใครที่ไหน.

          ในปีต่อ ๆ มา มีภิกษุและสามเณรมาขออยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คราวละรูปสองรูป บางปีถึงอยู่จำพรรษากันตั้ง ๑๐ รูปก็มีในตอนหลัง. บางรูปที่มา รู้สึกว่าท่านได้รับผลเป็นที่พอใจ เป็นกัลยาณมิตรที่ดี มีบางรูปตรงกันข้าม กลับออกไปป่าวข่าวอกุศล. ในฝ่ายหนึ่งที่พอใจนั้น มีสาระสำคัญตรงที่มีการวางระดับสิ่งต่าง ๆ ไว้ในใจออกจะตรง ๆ กัน เช่นเมื่อมีปัญหาว่า

          เท่าไรเรียกว่า สันโดษ หรือ เลี้ยงง่าย

          ก็มีความเห็นตรงกันว่า เท่านี้เรียกว่าเลี้ยงง่ายหรือกินอยู่อย่างต่ำ, แต่บางพวกเห็นว่า เท่านั้นแร้นแค้นรุนแรงไป จนเป็นอัตตกิลมถานุโยค,

          ในบางเรื่อง เช่นมีปัญหาว่า ภิกษุสามเณรประเภทนี้ควรทำอะไรได้บ้าง? บางพวกเห็นว่าทำวัตรสวดมนต์ก็ไม่ควร, อ่านหนังสือพิมพ์ก็ไม่ได้ ซึ่งเมื่อพวกก่อนทำเช่นนั้นอยู่ก็ยกขึ้นเป็นข้อรังเกียจ. บางพวกก็ถือเคร่งไปในทางตามตัวหนังสือ เช่นน้ำ แม้จะสะอาดอยู่แล้วอย่างไรก็ยังจะต้องกรองกันอีกด้วยผ้ากรอง จนน้ำนั้นกลับสกปรกไปด้วยอำนาจผ้ากรอง ซึ่งมีไว้สักว่าตามธรรมเนียมนั้นเสียอีก. เพราะเชื่อว่าตัวสัตว์ชนิดที่ดูด้วยตาไม่เห็นนั้น ผ้ากรองบาง ๆ จะกรองเอาไว้ได้ ถ้าใครเกิดไม่ทำดังนี้ขึ้นมาสักคนหนึ่ง ก็ตั้งข้อรังเกียจ, ส่วนพวกที่ตรงกันข้าม ก็ชักจะคิดว่าพวกหนึ่งครึไป. แต่ก็มีอีกพวกหนึ่ง ซึ่งเป็นพวกมากเอาใจใส่แต่เรื่องของตัว เห็นการที่ถือยิ่งหย่อนกว่ากันบ้างนั้นเป็นของส่วนตัว ไม่รังเกียจฝ่ายไหนทั้งหมด เป็นมิตรกับทุกฝ่าย ซึ่งนับได้ว่าเป็นนักปฏิบัติธรรมแท้.

          สำหรับในเรื่องนี้ มีข้อที่ควรสังเกตไว้ด้วยอย่างหนึ่งว่า ในบรรดาผู้อ้างตัวเองเป็นนักปฏิบัติธรรมนั้น มีคนประเภทที่เรียกว่า จิตไม่สมประกอบอยู่ด้วย. นี้ยิ่งไปกันใหญ่ เป็นปัญหาที่แก้ยาก.

          การมีสถานกลางเปิดรับอาคันตุกะจากทุกทิศนั้น มีอะไรที่แตกต่างจากสำนักหรือวัดที่ตั้งอยู่เป็นหลักแหล่งมีขอบเขตจำกัดนั้นมากนัก. ในสถานกลางเช่นนี้ จะมีอาคันตุกะชนิดต่าง ๆ แทบครบทุกชนิด. แม้จะไม่อยู่เลย เพียงแต่มาพักชั่วคราว เพื่อมาดูมาเยี่ยม ก็มีอะไรทำให้เป็นปัญหาเกิดขึ้นได้. ถ้าหากใครไปถือหลักว่า สิ่งใดที่แปลกไปจากสิ่งที่ตนทำหรือถืออยู่ เป็นของใช้ไม่ได้ หรือขบขันแล้ว คนนั้นจะลำบากที่สุด. ฉันสังเกตเห็นว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ช่วยอะไรไม่ได้เสียจริง ๆ เช่นอาคันตุกะบางคนจะฉันอาหาร ต้องยกบาตรขึ้นวางบนที่สูง แล้วลงนั่งยอง ๆ ประนมมือข้างล่าง ว่าอะไรพึมพำเสียครู่หนึ่งแล้วจึงนำมาฉัน. พวกที่ไม่เคยทำดังนั้นก็อดขันหรืออดขยิบตากันไม่ได้ ซึ่งที่จริงก็น่าขันสำหรับผู้ที่ไม่เคยทำเคยเห็นอยู่บ้างเหมือนกัน แม้ในตอนหลังจะได้รับคำอธิบายว่า ที่ทำดังนั้นเพื่อเป็นการบูชาถวายพระพุทธเจ้าเสียก่อน และเป็นการขอบคุณพระองค์ในการที่แผ่บารมี ทำเหล่าสาวกให้มีอาหารฉันไม่ขาดแคลน ซึ่งพิจารณาดูก็เป็นการกระทำที่ดีและมีเหตุผลอยู่ ส่วนมากก็ยังสั่นเศียร ไม่รับถือลัทธินี้ ซึ่งฉันเชื่อว่าเป็นลัทธิที่ถือกันแต่เพียงบางถิ่น. พวกที่ถือเคร่งก็หาว่าพวกที่ไม่ถือนั้นไม่รู้จักคุณของพระพุทธเจ้า. พวกที่ไม่ถือก็มีคำตอบว่าเขามีวิธีอย่างอื่นที่จะขอบคุณพระพุทธเจ้า และเขารู้สึกว่า ทำอย่างนั้นคล้ายกับเซ่นผี หรือเซ่นวิญญาณพระพุทธเจ้า. นี้เป็นเพียงตัวอย่างบางอย่างที่จะได้พบเห็นทำนองเดียวกันอีกหลายอย่าง ในสถานที่อันเป็นสถานกลางเป็นที่มาพักของอาคันตุกะแทบทุกชนิด.

          พระเณรที่อ้างตัวเองเป็นนักปฏิบัติธรรมหรือบำเพ็ญสมณธรรมนั้น เมื่อฟังดูแต่ชื่อน่าจะเป็นอย่างเดียวกันหมด แต่ความจริงกลับมีเป็นชนิด ๆ ที่แตกต่างกัน ยิ่งไปกว่าพระคันถธุระตามวัดในบ้านในเมืองเสียอีก. เพราะเหตุว่ามีพระนักปฏิบัติธรรมบางพวก ที่ไม่เคยเรียนปริยัติเสียเลย มีสำนักหลักแหล่งเป็นหย่อมน้อย ๆ ต่างคนต่างทำของตนได้ตามพอใจหรือความเห็นของตนหรือของอาจารย์ที่สอนสืบ ๆ กันมา. เมื่อไม่มีปริยัติซึ่งเป็นเสมือนเส้นกลางหรือกรุยทางเป็นแนวสังเกตอยู่ ความคิดเห็นก็แตกแยกกันไปคนละทางสองทาง จนมีบางพวกไม่ยอมเชื่อว่า ปริยัตินั้นเป็นมูลฐานของการปฏิบัติไปก็มี. เมื่อนักปฏิบัติพวกนี้ โดยเฉพาะคือพวกที่เห็นว่าปริยัติเป็นข้าศึกกับปฏิบัติ เดินดุ่ม ๆ ไปห่างเส้นกลางมากเข้า ความรู้สึกที่เห็นว่าฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายผิดหรือใช้ไม่ได้ ก็เกิดขึ้นในระหว่างพวกนี้กับพวกอื่นเป็นธรรมดา. และโดยเฉพาะก็คือระหว่างพระป่ากับพระบ้าน ซึ่งไม่ค่อยมีโอกาสทำความเข้าใจกันเสียเลย.

 

          ฉันมีความเห็นว่า ในสถานที่กลางนั้นเอง ถ้าหากมีการจัดให้ดี อาจกลายเป็นสถานที่ที่ชำระสะสางความขุ่นข้องหมองมัว ในระหว่างลัทธิต่าง ๆ ที่แตกแยกกันอยู่ ให้เกิดความเข้าใจต่อกันและกันได้ เพราะตามที่สังเกตเห็น เมื่อยกเอาพวกที่เจตนาเดิมไม่ดีออกไปเสียให้หมดแล้ว ส่วนมากก็ล้วนแต่หวังบุญกุศลด้วยกันทั้งนั้น แม้จะถือลัทธิบางอย่างแตกต่างกันอยู่อย่างไม่เข้ารอยกัน ก็อาจปรองดองกันได้ โดยให้เห็นเสียว่า เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จริง ๆ และเป็นเรื่องส่วนตัวด้วย เมื่อคนอื่นเขาไม่ถือก็ไม่ควรยกเอาเป็นข้อรังเกียจ ในเมื่อส่วนใหญ่หรือส่วนสำคัญของเขายังถูกต้องดีอยู่

          การที่ถือมั่นในลัทธิเกินไปอาจทำให้ลืมตัว ยึดถือลัทธิเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านั้นขึ้นเป็นสำคัญกว่าธรรมวินัยไปก็ได้ เช่นลืมความสามัคคีอันเป็นรากฐานอันสำคัญของหมู่คณะ หรือทำให้ขาดประโยชน์อันตน จะพึงได้รับจากการคบหาสมาคมกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั่ว ๆ ไป

          เมื่อในวงศาสนาของตนเอง ก็ยังสมาคมกันไม่สำเร็จเช่นนี้แล้ว จะสมาคมกับพวกอื่นที่เป็นคนละศาสนาได้อย่างไรเล่า สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งควรจะมีหูตายาว ก็จะมากลายเป็นคนหูตาสั้น ได้ยินได้ฟังน้อยไป

          เพราะเหตุนี้เอง เมื่อฟังดูทั่ว ๆ ไปแต่ผู้ที่มาจากทิศต่าง ๆ ฟังได้อย่างหนึ่งว่า สำนักปฏิบัติธรรมต่าง ๆ นั้น มักมีอะไรยึดถือเป็นลัทธิอย่างหนึ่งประจำสำนักของตน คล้ายกับเป็นเครื่องหมายหรือยี่ห้อเฉพาะของสำนักเสมอ ความที่อยากจะให้เห็นว่าดีหรือสูงกว่าสำนักอื่น เป็นเหตุให้คิดหาอะไรที่แปลกจากสำนักอื่นยึดไว้ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง.

          ครั้นสำนักมีมากเข้า ข้อที่หยิบขึ้นถือให้เคร่งไว้เป็นเครื่องเชิดหน้าชูตาก็มีมากชนิดเข้า และเกิดความรู้สึกในทำนองท้าทายแข่งขันกัน อันเป็นทางให้กลมเกลียวกันยาก. ถ้าการแข่งขันนั้น ต่างฝ่ายมีสาระสำคัญที่บำเพ็ญประโยชน์สายใหญ่อย่างใดอย่างหนึ่งไปตามความถนัดชำนาญของตัวก็ดีมาก. แต่ถ้าเป็นไปเพียงเพื่อลัทธิเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีไว้สำหรับอวดเคร่งต่อกันแล้ว บาปก็จะตกอยู่แก่พระศาสนา ซึ่งเป็นส่วนรวม. และฉันเข้าใจว่า เหตุอันนี้เองที่ทำให้มาตรฐานของการปฏิบัติในทางจิตของสำนักปฏิบัติแทบทั้งหมดชะงักอยู่ ไม่เขยิบสูงขึ้นไปได้ ซึ่งเป็นเหตุให้ฐานะหรือเกียรติของงานประเภทนี้ยังมืดมัวสลัวอยู่ร่ำไป.

          สถานที่ที่เป็นสำนักปฏิบัติธรรมควรจะเป็นสำนักซึ่งมีหน้าที่กวาดล้างสนิมหรือเสี้ยนหมามเหล่านี้ พร้อมกันไปกับการเผยแพร่ธรรมชั้นสูงของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยการทำตนให้เป็นตัวอย่างให้ดูจริง ๆ ในที่สุดก็กลายเป็นสถานที่ที่ให้ผลตอบแทนแก่การลงทุน อย่างสมค่าน่าชื่นใจ ยิ่งกว่าการลงทุนจัดสร้างสถานที่อย่างอื่นเป็นแน่.

          ผู้อยู่ในสถานที่เช่นนั้น ในส่วนตัวจะต้องขยันคิดนึกศึกษา. ในส่วนการสมาคมต้องมีใจกว้างพอที่จะไม่รังเกียจผู้ที่มีอะไรไม่ลงรอยกับตน, และในส่วนการสั่งสอนผู้อื่นก็พยายามทำตามความสามารถ บริสุทธิ์ตรงไปตรงมาจริง ๆ โดยไม่เห็นแก่ของตอบแทน.

          เมื่อเป็นเช่นนี้ การปฏิบัติธรรมก็ก้าวหน้า และศาสนาจะรุ่งเรือง โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองอะไรของมหาชน หรือชาติประเทศมากมายนัก, และในที่สุด สถานปฏิบัติธรรมก็จะเป็นสถานที่นิด ๆ ใช้เงินน้อย ๆ เป็นอยู่ต่ำ ๆ ปอน ๆ แต่ว่าผลน่าชื่นใจยิ่งกว่าสถานที่ชนิดอื่นที่ตรงกันข้ามมากมายหลายเท่า เหลือที่จะเปรียบกันได้โดยแท้

 

          ข้อที่ความหวังอันนี้ หวังโดยยากอยู่ในบัดนี้ ฉันเห็นว่าส่วนใหญ่เนื่องจากงานประเภทนี้มองดูยาก เข้าใจไม่ได้ง่ายสำหรับคนทั่วไปที่จะร่วมมือส่งเสริม หรือแม้ที่สุด วงการที่ทรงอำนาจของคณะสงฆ์ ก็ยังไม่ได้จัดการส่งเสริมหรือควบคุมให้เป็นล่ำเป็นสัน คงปล่อยให้เป็นเรื่องส่วนตัวบุคคลทำกันไปตามความสมัครใจ.

          และที่ร้ายไปกว่านั้น วงการที่ทรงอำนาจบางแห่ง กลับเข้าใจไปเสียว่า การทำเช่นนั้น เป็นการทำของบุคคลผู้ตัดช่องน้อยแต่พอตัว หรือผู้ปรารถนานิพพานนั้นเป็นผู้เอาเปรียบผู้อื่นไปก็มี ซึ่งเป็นเหตุอันหนึ่งที่ทำให้กิจการแผนกนี้ได้รับความสนใจพินิจพิจารณาของมหาชนน้อยไปกว่าควร อันได้ทำให้พระศาสนาของเราเว้า ๆ แหว่ง ๆ ไปในบางสิ่งอวบนูนอุ่นหนาฝาคั่งเกินต้องการไปในบางส่วน ซึ่งข้อนั้นย่อมบ่งถึงความที่ศาสนาของเรายังทำหน้าที่หลั่งไหลอมฤตให้แก่ชาติประเทศของเราได้ไม่เต็มที่นั่นเอง.

          ข้อที่วงการอันทรงอำนาจยังไม่มีหลักการส่งเสริมหรือให้เกียรติแก่งานประเภทนี้โดยเฉพาะ งานประเภทนี้ก็ต้องตกเป็นงานส่วนตัวของผู้ที่เผอิญได้ชอบงานประเภทนี้เอาจริง ๆ ซึ่งนานจึงจะมีผู้คงแก่เรียนสักคนหนึ่ง ลูบคลำงานประเภทนี้ไปอย่างเงียบ ๆ ให้เป็นที่สะดุดตาสะกิดใจของนักศึกษาหนุ่ม ๆ ที่เรียนปริยัติเสร็จมาใหม่ ๆ ซึ่งส่วนมากย่อมจะหันไปทางด้านการบริหารการปกครองหมู่คณะ อันเป็นทางที่จะนำไปสู่เกียรติยศลาภผลเห็นอยู่อย่างชัดเจน. แทนที่จะปรารถนานิพพาน หรือลองหันมาปฏิบัติธรรมชั้นสูงอย่างเคร่งครัดดูสักพักหนึ่ง ก่อนแต่จะหันไปจับงานที่เป็นการบำเพ็ญประโยชน์แก่โลกอย่างกว้างขวาง ด้วยใจที่กว้างขวางหรือสูงมาแล้วจริง ๆ

          เพราะมูลเหตุสำคัญดังกล่าวมา จึงทำให้บุคคลผู้มีวิญญาณแห่งการรักปฏิบัติน้อยตัว, เมื่อมีน้อยตัว ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่ผู้ที่จะก้าวไปได้ย่อมน้อยไปกว่านั้นอีก หรืออาจถึงกับไม่มีเสียเลยก็ได้. เพราะฉะนั้น สำนักปฏิบัติธรรมต่าง ๆ ที่ใครจัดขึ้นหรือกำลังจะจัดขึ้นก็ตาม ถ้าปรากฏว่าหานักปฏิบัติได้น้อยเกินไปหรือไม่ได้เสียเลย ก็ไม่ควรประหลาดใจหรือเสียใจ, อย่างน้อยที่สุด การที่มีสถานที่ว่าง ๆ ไว้ ก็เป็นเครื่องมืออันหนึ่ง ที่เร้าใจให้นักศึกษาหนุ่มผู้กล้าหาญ เกิดความกล้าขึ้นในวันหนึ่ง และเป็นเครื่องกันลืมพระศาสนาในด้านนี้ ได้เป็นอย่างดี, ถ้ายังเป็นสำนักที่อุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยนักปฏิบัติไม่ได้ ก็เป็นเพียงสำนักที่นัดพบของนักคิดอิสระหรือผู้ที่กำลังเตรียมตัวเพื่อเป็นนักปฏิบัติไปพลาง ก็ได้ผลคุ้มกันเหลือหลาย. หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เป็นสถานที่นัดพบเพื่อศึกษาเป็นครั้งคราวของผู้ใฝ่ฝันในความสงบได้ดี ซึ่งก็มีผลมากเหมือนกัน.

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร)
วัดเทพศิรินทราวาส
มาเยี่ยมสวนโมกข์เมื่อ ๒๔๘๐ การมาเยี่ยมครั้งนี้ ได้ให้กำลังใจแก่งานของพระมหาเงื่อม และคณะธรรมทาน เป็นอย่างมาก เมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ แล้ว สมเด็จฯ ได้มีลิขิตมาถึงพระมหาเงื่อม บอกเล่าความชื่นชม และพอใจในงานของสวนโมกข์ เป็นอย่างยิ่ง
คลิกเพื่ออ่านลิขิต

          เมื่อได้กล่าวถึงจำนวนภิกษุสามเณรผู้มาอาศัยในสวนโมกข์แล้ว ควรจะกล่าวถึงแขกผู้มาเยี่ยมเยียมเสียด้วย.

          แขกที่เป็นบรรพชิต ผู้มากไปด้วยความกรุณาอารี อันเราจะลืมเสียมิได้นั้น มีอยู่มากด้วยกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ญาณวโร เจริญ) วัดเทพศิรินทราวาส ประธานสังฆสภาปัจจุบัน อันท่านผู้อ่านจะหารายละเอียด ได้จากหนังสือพิมพ์พุทธสาสนาปีที่ ๕ เล่ม ๒

          และที่เป็นฆราวาส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ ประธานกรรมการศาลฎีกาในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากได้ให้ความช่วยเหลือทั่ว ๆ ไปในกิจการของคณะธรรมทานแล้ว ยังได้ช่วยเหลือฉันเป็นพิเศษเป็นส่วนตัว ในการที่ฉันจะต้องบำรุง และให้การศึกษา แก่ภิกษุสามเณรชุดพิเศษอีกชุดหนึ่ง, ซึ่งทำให้กิจการอันนี้ดำเนินมาได้ราบรื่นตลอดมา.

พระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ (วงศ์ ลัดพลี)
ข้าราขการระดับสูง ซึ่งรู้จักงานของสวนโมกข์ ผ่านทาง "พุทธสาสนา"
จนกระทั่งมีการติดต่อ และรู้จักกันเป็นการส่วนตัวในที่สุด
บุคคลท่านนี้ ท่านพุทธทาสถือว่า เป็นสหายธรรมทานหมายเลขหนึ่ง
เพราะเป็นบุคคลแรกที่เข้าใจ และสนับสนุนงานของสวนโมกข์ อย่างถึงที่สุด

          ในบรรดาแขกเหล่านี้ บางคนก็มาพักเพียงวันสองวัน หรืออย่างมากก็อาทิตย์หนึ่ง เว้นแต่แขกบรรพชิตอีกพวกหนึ่ง ซึ่งมีเวลามากพอที่จะพักได้ตั้งเดือนสองเดือน เพื่อหาความผาสุกตามที่ตนพอใจ และแลกเปลี่ยนความรู้แก่กันและกัน กับเพื่อนที่ไม่เคยสมาคมกัน โดยประมาณเมื่อเฉลี่ยแล้ว เรามีแขกประเภทที่ว่านี้ประมาณปีละ ๔-๕ คน ซึ่งฉันเห็นว่าเป็นจำนวนมาก.

          แขกทั้งหมดนี้ เชื่อว่าส่วนมากได้รับความพอใจ เพราะมีการมาซ้ำ ๆ กันก็มี จะมาซ้ำอีกในวันหน้าก็มี, แต่ก็เชื่อได้บ้างเหมือนกันว่า คงจะมีจำนวนสัก ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ได้รับความพอใจ เนื่องจากไม่เห็นพ้องในวิธีการ. นับตั้งแต่บ้านเมืองได้รับความกระทบกระเทือน เนื่องจากสงครามเป็นต้นมา สวนโมกข์เกือบจะกล่าวได้ว่าไม่มีแขกเลย, โดยเฉพาะแขกฆราวาส ได้รับข่าวแต่ว่า ไม่มีเวลามา ทั้งที่อยากมาอยู่เสมอ. นึกดูก็น่าเห็นใจกันโดยทั่ว ๆ ไป.

ตอน


*บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา เมื่อปี ๒๔๘๖ และได้มีการพิมพ์ใหม่อีกอย่างน้อย ๔ ครั้ง และชื่อบทความไม่สู้จะตรงกันนัก เมื่อจะตีพิมพ์ใหม่ในครั้งนี้ ได้ไปเรียนปรึกษาท่านผู้เขียน ท่านพอใจจะให้ชื่อว่า "สิบปีในสวนโมกข์" ดังที่ปรากฏอยู่นี้ ส่วนเนื้อเรื่องภายในคงไว้ตามเดิมทุกประการ

และเนื่องจากบทความมีขนาดยาวมากจึงได้จัดแบ่งเป็น ๗ ตอน เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้าชม -- กลุ่มพุทธทาสศึกษา

ชีวิตและผลงาน > สิบปีในสวนโมกข์ ตอน ๓ สหธรรมิก


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.