|
*


เมื่อพูดถึงสิ่งของหรือทรัพย์สมบัติ
นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องศึกษา. ในขั้นแรกของการอยู่ที่นี่ ฉันมีทรัพย์สมบัติแต่เพียงบาตร
๑ ใบ มีฝาทองเหลืองชนิดตักน้ำฉันได้ กับถังตักน้ำเล็ก ๆ จากบ่อน้ำใบหนึ่ง
และจีวรเท่าที่จำเป็นจะต้องมีเท่านั้น. กับมีตะเกียงน้ำมันมะพร้าวทำด้วยแก้วที่ใช้ดื่มน้ำดวงหนึ่ง
จุดที่หน้าพระพุทธรูปเป็นประจำ. จะไปไหนเมื่อไรก็ได้ไม่ต้องปิดประตู ไม่ต้องใส่กุญแจ
ไม่ต้องสั่งเสียใคร เพราะมีคนเดียวจะกลับมาเมื่อไรเวลาไหน ก็ไม่มีห่วงโดยทุก
ๆ ทาง. ไม่มีอะไรที่จะต้องดูแลระวังรักษา, ไม่มีเรื่องที่จะต้องรับผิดชอบอย่างใดกะใคร,
รู้สึกว่ามีตัวเพียงตัวน้อย ๆ และเป็นอิสระเหมือนนก ความคิดนึกเกลี้ยงเกลา
ไม่คิดนึกอะไรเลยก็ได้ มีแต่ความเบาสบายซึ่งยากที่จะบอก. และทำความพอใจให้เสมอไม่มีเบื่อ
เหมือนดื่มน้ำที่จืดสนิทดี. นับตั้งแต่เกิดมา เท่าที่จำได้ ไม่เคยมีความเบาสบายเหมือนไม่มีเนื้อมีตัว
เหมือนเมื่อมาอยู่ตามแบบนี้เลย.
ความพอใจในความเป็นเช่นนี้ที่เกิดขึ้น
มีมากพอที่จะหักห้ามความกังวลถึงอนาคต เชื่อแน่ในตัวเองว่าตัวอาจหาความสุขหรือความพอใจให้แก่ตัวเองได้โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับใคร
หรือรบกวนใคร. มีความคิดอุตริไปถึงว่า สามารถจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้คนเดียวก็ได้
หรืออยู่ได้โดยไม่ต้องติดต่อกับใคร เช่นเดียวกับพวกที่อยู่หิมาลัยนั้นเหมือนกัน.
ครั้นต่อมามีทรัพย์สมบัติเพิ่มขึ้น.
เมื่อคิดออกหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา ทำให้ต้องมีกระดาษดินสอ และหนังสือบางเล่ม,
ความรู้สึกในใจก็กระทบกันเป็นคราว ๆ. บางทีหนังสือนั้นยืมเขา จะไปไหนต้องเก็บ
ต้องปิดหีบ ปิดประตู กระทั่งใส่กุญแจทิ้งไว้ กลับมายังเรียบร้อยดีอยู่ก็เบาใจ.
มีคราวหนึ่งไปธุระค้างคืน กลับมาทันขณะที่ปลวกขึ้นมาพอถึงกองหนังสือพอดี.
หนังสือเหล่านั้น เป็นพระไตรปิฎกบางเล่ม ที่ขอยืมมาจากวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งเวลานั้นยังไม่มีของคณะธรรมทานเอง,
ถ้าปลวกกัดกินทำให้ของเขาขาดชุดไป จะเป็นเรื่องยุ่งไม่น้อย และสมน้ำหน้าที่อุตริเป็นพระบ้าน
ในเมื่อตนมีความเป็นอยู่อย่างพระป่า
เหล่านี้คือเรื่องที่ความคิดสองฝ่ายกระทบกันบ่อย จนบางครั้งจะเลิกล้มความคิดที่จะทำการเกี่ยวกับหนังสืออีกต่อไป.
ในที่สุดความคิดทั้งสองฝ่ายก็รู้จักประนีประนอมกันได้เอง. อันผลแห่งการประนีประนอมนั้น
เนื่องมาจากการที่เคยพบความเป็นอยู่ที่เบาสบาย เพราะไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรนั้นอีกด้วยเหมือนกัน
แม้ว่าความเป็นอยู่ที่ไร้สิ่งของ จะทำให้พบความเบาสบายชนิดใหม่ขึ้นก็ตาม
แต่ก็เป็นความรู้อีกอันหนึ่งที่ทำให้รู้ว่า สิ่งนั้นเกิดมาจากการเสียสละและไม่ยึดถือ.
การไม่ยึดถือนั้น
นอกจากจะเกิดมาจากการไม่มีอะไรจะยึดถือแล้ว ยังเกิดมาจากการที่เราไม่ยึดถืออีกส่วนหนึ่งด้วย
แม้จะมีอะไรเป็นสมบัติของตนอยู่ก็ตาม. ฉะนั้น การที่จะมีอะไรบ้าง เท่าที่จำเป็นแก่การที่จะบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น
ให้กว้างขวางออกไป โดยตนไม่ต้องยึดถือไว้เป็นเครื่องหนักใจนั้น จะเป็นสิ่งที่ทำได้หรือไม่
เป็นเรื่องที่น่าลองดู.
เมื่อความคิดซึ่งเป็นเหมือนการท้าพนันเกิดขึ้นเช่นนี้
ความกล้า และความสนุก ในการที่จะรับภาระหรือรับผิดชอบบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งเป็นการผูกมัดอยู่บ้างก็เกิดขึ้นมาเอง.
เมื่อความคิดอีกฝ่ายหนึ่งเสนอขึ้นมาว่า ไม่ยอมเสียสละความสุขที่ได้พบใหม่
ๆ นั้น อีกฝ่ายหนึ่งก็หาทางประนีประนอม โดยจะไม่ให้เสียไปทั้งสองฝ่าย,
ในที่สุดก็ปรากฏว่ามันรู้จักเอาไว้ได้ทั้งสองสถาน ก็เพราะความที่เคยหยั่งรู้ถึงรสของการสละหมดในเบื้องต้นมาแล้ว
เป็นความรู้อันสำคัญ, รู้จักปล่อยวางสิ่งนั้น ๆ ในคราวที่มันจะต้องเพิ่มเข้ามาใหม่
ไม่เหมือนกับครั้งที่ยังไม่เคยพบการสละมาก่อนซึ่งรู้จักแต่จะยึดถืออย่างเดียว.
แต่อย่างไรก็ตาม
ความจริงยังคงมีอยู่ว่า การไม่ข้องแวะกับการทำประโยชน์ผู้อื่นเสียเลยนั้นมีความสุขมากกว่า
หรือจะเป็นเพราะมนุษย์เรา มีหนี้ธรรมชาติอย่างหนึ่งอย่างใดติดตัวมา เช่นเราเองกว่าที่จะมาเป็นได้อย่างนี้
ก็ต้องเนื่องจากการเสียสละของคนชั้นก่อน ๆ ที่ไม่เห็นแก่ตัวถ่ายเดียวมาแล้วเหมือนกัน
มนุษย์เราจึงกล้าเสียสละประโยชน์สุขของตนเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่นบ้างเป็นธรรมชาติในใจ.
เพราะฉะนั้น
การบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นโดยไม่เสียประโยชน์ตนไปมากนัก จะทำกันอย่างไรนั้น
เป็นปัญหาที่ต้องพยายามแก้. และฉันขอตอบด้วยการกล้ารับรองในที่นี้ว่า ไม่มีทางอื่นใดดีไปกว่าการหลีกออกไปบำเพ็ญชีวิตสันโดษ
ไร้ทรัพย์สมบัติโดยประการทั้งปวงเสียสักคราวหนึ่งก่อน ซึ่งในที่สุดจะพบคำตอบพร้อมทั้งได้สมรรถภาพแห่งจิต
ชนิดที่จะปฏิบัติงานอันแสนยากนั้นได้ดีจริง ๆ.
ผู้สมัครจะศึกษาอบรมในทางจิต
จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผ่านสิ่งนี้มาด้วยสติสัมปชัญญะ และการคอยสังเกตกำหนดอันประณีตให้มากที่สุดที่จะมากได้.
เพราะว่าความรู้ที่ได้มาจากการเคยผ่านมาทางจิตใจของตนเอง กับความรู้ที่คาดคะเนเอาตามหลักเกณฑ์ในตำรานั้น
ยังไกลกันอยู่ไม่น้อย. เพราะฉะนั้น ขอเตือนเพื่อนนักศึกษาที่กำลังทำบทเรียนขั้นนี้ด้วยกันว่า
เรื่องอันเกี่ยวกับการมีทรัพย์สมบัติหรือไม่มีนี้ เป็นเรื่องที่จะต้องผ่านไปให้ดีที่สุด
คือให้ละเอียดลออที่สุดเท่าที่ว่าจะทำได้ ในการออกฝึกฝนทดลองของตน.
กุฏิหลังแรกที่จัดสร้างขึ้นในสวนโมกข์ที่พุมเรียง
เพื่อให้พระมหาเงื่อมมีสถานที่สะดวกแก่การเขียนหนังสือ
ท่านพักอยู่ที่นี่ประมาณ ๑๐ ปี
ผลงานเขียนที่สำคัญๆ ทั้งตามรอยพระอรหันต์
และพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ เขียนขึ้นขณะพักที่กุฏิหลังนี้
เพราะมีงานหนังสือและหนังสือพิมพ์เกิดขึ้น
เพราะมีแขกทั้งที่เป็นบรรพชิตและฆราวาสเพิ่มขึ้น ความเป็นอยู่ในสวนโมกข์ก็เปลี่ยนไป
จากการเป็นอยู่สำหรับคนโดดเดี่ยว มาเป็นการเป็นอยู่อย่างหลายคน หรือเกี่ยวข้องกับคนหลายคน.
ในที่สุดทำให้ต้องสร้างกระต๊อบสำหรับพระเณรมาใหม่
และกระต๊อบทำงานหนังสือ ที่อาจวางใจเรื่องปลวกหรือขโมย, มีเครื่องใช้สอยสำหรับหลายคน
ทั้งยามปรกติและยามเจ็บไข้ มีที่รับแขกและมีการร่วมมือบางสิ่งบางอย่างกับวัดวาอารามอื่น
ๆ. ความเป็นอยู่และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปหรือต้องตั้งเพิ่มขึ้นใหม่
ให้เหมาะสมแก่เหตุการณ์ที่ค่อยเปลี่ยนแปลงมา. และที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อหาสมาชิกการปฏิบัติธรรม
ตามอุดมคติของพวกเราจากที่อื่น ๆ ไม่ค่อยจะได้ ก็เป็นเหตุให้ต้องสร้างสรรค์ขึ้นเอง
ด้วยการอบรมพระเณรชุดที่เล็ก ๆ ลงไปอีกขึ้นในสถานที่นี้พร้อม ๆ กันไปทั้งสองทาง
เพื่อการงานอันสมบูรณ์และทันสมัยในอนาคต. อันนี้ทำให้มีเรื่องหรือภาระเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
และมีระเบียบการเป็นอยู่อีกแบบหนึ่ง ซึ่งค่อย ๆ สอนให้รู้ใหม่ ๆ ขึ้นอีกว่า
ต่อไปจะต้องทำกันอย่างไรจึงจะเรียบร้อยราบรื่นไปด้วยดี.
รวมความว่า
การจัดตั้งสำนักส่งเสริมการปฏิบัติธรรมแก่ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ย่อมมีวิธีการโดยเฉพาะของมันเอง
เช่นเดียวกับกิจการอย่างอื่นซึ่งก็มีวิธีการเฉพาะอีกอย่างหนึ่ง ฉันใดก็ฉันนั้น.
พวกเราดำเนินกิจการอันนี้ในฐานะเป็นของใหม่
และไม่เคยเห็นตัวอย่างที่แน่นอนมาก่อน จึงเป็นการศึกษาทดลองเต็มที่พร้อมกันไปในตัว
มีทั้งงานที่ทำส่วนตัว และทั้งงานเผยแพร่เพื่อผู้อื่น ที่เป็นการสื่อสาร
เพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้หรือให้ความรู้โดยตรงด้วยอีกส่วนหนึ่ง ตามมาภายหลัง.
ในตอนแรกที่ยังไม่เป็นรูปร่างชัดเจน ยังแยกกันไม่ออก ก็มีหลายอย่างที่รวมอยู่ในสวนโมกข์
ซึ่งต่อมาได้แยกกันเด็ดขาดกับ สำนักงานคณะธรรมทาน และหอสมุดธรรมทาน ซึ่งตั้งอยู่ในที่อีกแห่งหนึ่งที่ตำบลตลาด
คนละตำบลกะตำบลพุมเรียง อันเป็นที่ตั้งของสวนโมกข์มาแต่เดิมและห้องธรรมทานสมัยแรก
ๆ.
ข้อนี้ควรจะเป็นที่สังเกตของท่านที่มีความสนใจในเรื่องนี้บางท่านไว้ด้วยว่า
ถ้าจะมีการจัดตั้งองค์การส่งเสริมและเผยแพร่การปฏิบัติธรรมขึ้นใหม่ในที่ใด
ควรจัดรูปงานแบ่งแยกกันไปเด็ดขาด และมีเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอแก่แผนกของงานไปตั้งแต่ต้นทีเดียว
จะได้ผลรวดเร็วทันใจ.
ตอน ๑
๒ ๓ ๔
๕ ๖
๗
*บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์
พุทธสาสนา เมื่อปี ๒๔๘๖ และได้มีการพิมพ์ใหม่อีกอย่างน้อย ๔ ครั้ง และชื่อบทความไม่สู้จะตรงกันนัก
เมื่อจะตีพิมพ์ใหม่ในครั้งนี้ ได้ไปเรียนปรึกษาท่านผู้เขียน ท่านพอใจจะให้ชื่อว่า
"สิบปีในสวนโมกข์" ดังที่ปรากฏอยู่นี้
ส่วนเนื้อเรื่องภายในคงไว้ตามเดิมทุกประการ
และเนื่องจากบทความมีขนาดยาวมากจึงได้จัดแบ่งเป็น
๗ ตอน เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้าชม -- กลุ่มพุทธทาสศึกษา
|