|
*


ในปลายปี
พ.ศ. ๒๔๗๔ ระหว่างที่ฉันยังศึกษาอยู่ในกรุงเทพฯ ได้มีการติดต่อกับ
นายธรรมทาส พานิช โดยทางจดหมายอยู่เสมอ ในเรื่องเกี่ยวกับการจัดการส่งเสริมปฏิบัติธรรม
ตามความสามารถ. ในที่สุดในตอนจะสิ้นปีนั่นเอง เราได้ตกลงกันถึงเรื่องจะจัดสร้างสถานที่ส่งเสริมปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะขึ้นสักแห่งหนึ่ง
เพื่อความสะดวกแก่ภิกษุสามเณรผู้ใคร่ในทางนี้ ซึ่งรวมทั้งตัวเองด้วย โดยหวังไปถึงว่า
ข้อนั้นจะเป็นการช่วยกันส่งเสริมความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ในยุคซึ่งเราสมมติกันว่า
เป็นกึ่งพุทธกาลส่วนหนึ่งด้วย. เมื่อไม่มีที่ใดที่เหมาะสำหรับพวกเราจะจัดทำยิ่งไปกว่าที่ไชยา
เราก็ตกลงกันว่า จำเป็นที่เราจะต้องจัดสร้างที่นี่ ทั้งที่ที่ไชยาไม่มีถ้ำ
ไม่มีภูเขาที่งดงามตามธรรมชาติเลย. และเพราะเรามีกำลังน้อย เราจะทำน้อย
ๆ เผื่อผู้มีกำลังมาก เห็นตัวอย่างแล้วเกิดพอใจขึ้นมา ก็จะจัดทำกันให้แพร่หลายได้สืบไป
หรืออย่างน้อยที่สุด การทำของเราอาจเป็นเครื่องสะดุดตาสะกิดใจ ให้เพื่อนพุทธบริษัทเกิดสนใจในการส่งเสริมการปฏิบัติธรรม
หรือรักการปฏิบัติด้วยตนเองขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย. เราทำตนเป็นเพียงผู้ปลุกเร้าความสนใจ
ก็นับว่าได้บุญกุศลเหลือหลายแล้ว. เมื่อตกลงกันดังนี้ ฉันก็ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ
ในตอนสิ้นปี ๒๔๗๔ นั่นเอง.
ฉันพักอยู่ใน
วัดใหม่ พุมเรียง อันเป็นวัดที่เคยอยู่มาแต่แรก ราวเดือนเศษก็หาสถานที่ได้
ชนิดที่ในถิ่นนั้น จะหาได้ดีไปกว่านั้นไม่ได้ แล้วพวกเรากันเองที่เป็นมิตรสหาย
๔-๕ คน ช่วยกันไปจัดทำที่พัก กว่าฉันจะได้ย้ายไปอยู่ที่นั่น ก็ตกเดือนพฤษภาคม
ซึ่งฉันจำได้แต่เพียงว่า ดูเหมือนจะเป็นวันที่ ๑๒. ต่อมาในเดือนมิถุนายน
ประเทศไทยก็เปลี่ยนแปลงการปกครอง. เพราะฉะนั้นปฏิทินของสวนโมกข์จึงเป็นสิ่งที่จะจดจำได้ง่ายที่สุด
โดยแฝงไว้ในประโยคสั้น ๆ ว่า "ปีเดียวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง."
ข้อนี้, พวกเราถือว่าเป็นนิมิตแห่งการเปลี่ยนยุคใหม่ เพื่อการแก้ไขสิ่งต่าง
ๆ ให้ดีขึ้นเท่าที่เราจะพึงทำได้.
ท่านผู้อ่านคงจะประหลาดใจบ้างก็ได้
ในเมื่อจะได้ทราบว่าการกล่าวถึงเรื่องสวนโมกข์ในระยะ ๒ ปีแรกนั้น ก็มีแต่เรื่องเกี่ยวกับฉันเป็นส่วนมาก
เพราะตลอดเวลา ๒ ปีแรกนั้น ไม่มีใครอาศัยอยู่ในสวนโมกข์เลย มีแต่ฉันอยู่คนเดียว.
ยังไม่มีใครในต่างจังหวัดได้ยินชื่อสวนโมกข์ เพราะเราเพิ่งจัดออกหนังสือพุทธสาสนารายตรีมาศ
ในปีที่สองของการตั้งสวนโมกข์ กว่าจะมีภิกษุสามเณรจากที่อื่นไปเยี่ยมสวนโมกข์บ้าง
ก็ตกเข้าในปีที่สาม. ฉันจึงอยู่คนเดียวตลอดเวลา ๒ ปี ทั้งในและนอกพรรษา.
การมีสวนโมกข์และการไปอยู่ที่นั่นของฉัน
เป็นการกระทำที่บอกกล่าวกัน เฉพาะผู้มีความสนใจร่วมกัน แม้คนในถิ่นนั้นเองที่ไม่เข้าใจความมุ่งหมายอันแท้จริงก็มีเป็นจำนวนไม่น้อย
โดยเฉพาะชาวไทยอิสลามซึ่งอยู่ใกล้สวนโมกข์ที่สุด บางคนคงจะเดาความหมายเอาเอง
จึงในตอนเช้าที่ฉันออกบิณฑบาตวันแรก ๆ เด็ก ๆ พากันวิ่งหนีและร้องบอกกันว่า
"พระบ้ามาแล้ว ๆ " แล้วอธิบายให้ฟังกันเองว่า ฉันเป็นคนบ้าที่เขาเอาตัวมากักเพื่อรักษาที่ป่าวัดร้างนั่น
ให้ระวังให้ดี. นานตั้งหลายเดือนจึงค่อยหมดความเข้าใจเช่นนั้นอย่างสนิท.
เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องน่าขบขันอย่างเดียว
ยังเป็นเรื่องที่ไปพ้องกันเข้า กับเรื่องจริงส่วนใหญ่ของพวกเราอีก คือ
เมื่อกิจการของคณะธรรมทาน ได้เผยแพร่ไปโดยทางหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศ มีเพื่อนร่วมชาติอีกไม่น้อยเหมือนกัน
ที่เข้าใจผิดคิดว่า การกระทำของพวกเราเป็นการซ่อนเร้น การหากำไรอย่างใดอย่างหนึ่ง
โดยเอาศาสนาเป็นโล่ก็มี. ที่คิดว่าทำเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ด้วยการเปิดเผยข้อความที่ทายกไม่ควรจะรู้ก็มารู้
จนพวกพระเณรต้องเดือดร้อนดังนี้ก็มี ที่เขียนบัตรสนเท่ห์ไปยุพระผู้ใหญ่ให้เข้าใจผิดและเกลียดชังก็มี
ซึ่งท่านได้กรุณาแจ้งให้พวกเราทราบ พร้อมด้วยความรู้สึกอันจริงใจของท่าน,
กว่าจะเข้าใจกันได้ ก็ร่วม ๑๐ ปี. แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ไม่มีผู้เข้าใจถูกมาตั้งแต่แรก,
ที่จริงก็มีมากจนเหลือที่เราจะเก็บจดหมายชมเชยไว้ทั้งหมดได้เหมือนกัน,
ข้อที่ควรคิดในเรื่องที่ยอมเสียเวลานำมาเล่าสู่กันฟังนี้
อยู่ตรงที่ว่า การทำอะไรใหม่ ๆ แปลก ๆ ไปจากที่เขากระทำกันอยู่นั้น จะต้องถูกมองในแง่ร้ายบ้างส่วนหนึ่งเป็นธรรมดา
ไม่ว่าผู้ทำจะมีกำลังและอิทธิพลมากหรือน้อย ถ้ามีอิทธิพลมากจะแตกต่างอยู่บ้าง
ก็ตรงที่เขาไม่กล้าพูดซึ่งหน้าเท่านั้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่คิดจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ซึ่งเป็นการปฏิวัติแก้ไขหรือรื้อฟื้นทำให้ดีขึ้น ขออย่าได้ไปเอาใจใส่กับการนินทาว่าร้ายของผู้เข้าใจผิด
ซึ่งโลกนี้จะต้องมีเป็นธรรมดานั้นเลย ทำไปด้วยสุจริตใจก็พอแล้ว ผลจักเกิดขึ้นเท่ากับการกระทำอันบริสุทธิ์ของตน.
พวกเรารู้สึกล่วงหน้าไว้เช่นนั้นแล้วเหมือนกัน จึงไม่ได้เอาใจใส่อะไรมากไปกว่าความนึกสนุกสนานของผู้ที่ทำนายสิ่งใดไว้แล้ว
สิ่งนั้นก็เกิดขึ้น เพื่อให้ตนกลายเป็นหมอดูที่ทำนายแม่น ๆ เท่านั้น.
เมื่อย้ายเข้ามาอยู่ในวัดร้างตระพังจิกนั้น
คณะอุบาสกได้ช่วยกันสร้างเพิงที่มุงและกั้นด้วยจาก
อยู่หลังพระพุทธรูปเก่าที่หลังคามุงสังกะสีนี้
เพื่อใช้เป็นที่พักของพระมหาเงื่อม
ที่พักครั้งแรกที่สุดนั้น
เป็นเพียงโรงพื้นดิน กั้นและมุงด้วยจากเล็ก ๆ ขนาดวางแคร่ได้ ๓-๔ แคร่
อยู่ติดกับโรงสังกะสี ซึ่งเขายกขึ้นสำหรับมุงพระพุทธรูปองค์ใหญ่องค์หนึ่งไว้
แต่ก่อนเป็นโรงเปลือย ไม่มีฝากั้น สวมทับลงตรงโบสถ์เก่า เพื่อรักษาพระพุทธรูปเอาไว้.
ต้นไม้ขนาดเขื่องมีเงาครึ้ม ได้งอกรุกล้ำเข้ามากระทั่งในแนวพัทธสีมา เนื่องจากความนานของวัดที่ร้างมาไม่น้อยกว่า
๘๐ ปี นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรอีก นอกจากป่าไม้ที่แน่นทึบอยู่โดยรอบ. สถานที่นี้เป็นสถานที่เมื่อฉันมาอยู่ก็ยังเป็นสถานที่กลัวเกรงของคนทั่วไป
มีผู้ชายหลายคน แม้กลางวันแสก ๆ คนเดียวไม่กล้าไปที่โบสถ์นั่น เนื่องจากความเชื่อในทางผีสางหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ต้นไม้และเถาวัลย์จึงพากันกำเริบแน่นทึบไปหมด. นอกจากบ่อน้ำเก่า ๆ พังมิพังแหล่เหลืออยู่บ่อหนึ่ง
ห่างจากโบสถ์ประมาณ ๕๐ เมตร พออาศัยใช้น้ำได้บ้างแล้ว ไม่มีอะไรที่จะเรียกได้ว่า
มิใช่ของมีเองเป็นเองตามธรรมชาติ.
นี่คือภาพแห่งสวนโมกข์
ในสมัย ๒ ปีเริ่มแรก ซึ่งผิดกับภาพถ่ายที่เคยนำลงในหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา
หรือภาพที่ท่านจะได้เห็นในเมื่อไปเยี่ยมสวนโมกข์ด้วยตนเองในบัดนี้ อย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้เลย.
แต่ความเป็นจริง ฉันยังรู้สึกพอใจสภาพเป็นอยู่ของสวนโมกข์เมื่อครั้งนั้นอยู่จนกระทั่งบัดนี้
ซึ่งฉันรู้สึกชัดแก่ใจว่า มันได้ให้ประโยชน์บางประการแก่ฉัน ชนิดที่สวนโมกข์ในสภาพปัจจุบัน
ซึ่งเตียนสะอาดมีที่พักสบาย ไม่อาจจะให้ได้เลย. เรื่องนี้เป็นหลักที่จะลืมเสียมิได้
สำหรับผู้สนใจในการฝึกฝนทางจิต.
ฉะนั้น
ฉันควรจะกล่าวถึงสภาพของสวนโมกข์สมัยแรกนี้ต่อไปอีกสักเล็กน้อย, เพื่อเป็นการศึกษาสำหรับผู้ที่จะริเริ่มเป็นนักฝึกฝนเกี่ยวกับทางจิตตามควร.
ความสะดุ้งหวาดเสียวชนิดใด
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าไว้ในบาลีภยเภรวสูตร ม.ม. ฉันรู้สึกว่าฉันได้เสพคบกับความหวาดเสียวชนิดเดียวกันนั้นมาแล้วอย่างมีปริมาณไม่น้อย
เพราะฉันก็เช่นเดียวกับท่านผู้อ่านส่วนมาก คือมิได้ชินกับป่าด้วยการกำเนิดและเติบโตในป่า.
ทั้งที่ฉันได้เคยศึกษา พระบาลีภยเภรวสูตร นั้นมาแล้วก่อนแต่ไปอยู่เปลี่ยว
ๆ คนเดียวเช่นนั้น ฉันก็ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ด้วยเหตุนั้น กี่มากน้อยเลย.
ข้อความตอนหนึ่งแห่งพระบาลีนั้นว่า.
"
เสนาสนะอันสงัด
คือป่าและป่าเปลี่ยว เป็นเสนาสนะยากที่จะเสพได้ ความสงัดเป็นของยากที่จะทำได้
ยากที่จะยินดีในการอยู่ผู้เดียว ป่าทั้งหลาย เป็นประหนึ่งว่า ได้นำไปเสียแล้ว
ซึ่งใจของภิกษุผู้ยังไม่ได้สมาธิ
"
"พราหมณ์,
ความคิดอันนี้ได้มีแก่เราว่า ถ้ากระไร ในราตรีอันกำหนดว่าเป็นวัน ๑๔, ๑๕
และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์ อารามอันถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ป่าอันถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์
ต้นไม้อันถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ที่ใดเป็นที่น่าพึงกลัวเป็นที่ชูชันแห่งโลมชาติ
เราพึงอยู่ในเสนาสนะเช่นนั้นเถิด บางทีเราอาจจะจับตัวความขลาดและความกลัวได้.
พราหมณ์, เราได้อยู่ในเสนาสนะเช่นนั้นและในวันอันกำหนดไว้นั้น ๆ แล้ว"
พราหมณ์,
เมื่อเราอยู่ในเสนาสนะเช่นนั้น สัตว์ป่าแอบเข้ามาหรือว่านกยูงทำกิ่งไม้แห้งให้ตกลงมา
หรือว่าลมพัดหยักเยื่อกิ่งไม้ใบไม้ให้ตกลงมา ความตกใจกลัวได้เกิดแก่เรา
โดยเข้าใจว่านั่นแล้วตัวความกลัว, ความคิดค้นได้มีแก่เราต่อไปว่า ทำไมหนอเราจึงเป็นผู้พะวงแต่ในความหวาดกลัว
ถ้าอย่างไรเราจะหักห้ามความหวาดกลัวนั้นเสีย โดยอิริยาบถที่ความหวาดกลัวนั้น
ๆ มาสู่เรา"
"พราหมณ์,
เมื่อเราเดินอยู่ ความกลัวเกิดมีมา เราก็ขืนเดินแก้ความขลาดนั้น ตลอดเวลานั้นเราไม่ยืน
ไม่นั่ง ไม่นอน. ถ้าเมื่อเรายืนอยู่ ความหวาดกลัวเกิดมีมา เราก็ขืนยืนแก้ความขลาดนั้น
ตลอดเวลานั้นเราไม่เดิน ไม่นั่ง ไม่นอน. ถ้าเมื่อเรานั่งอยู่ ความหวาดกลัวเกิดมีมา
เราก็ขืนนั่งแก้ความขลาดนั้น ตลอดเวลานั้นเราไม่ยืน ไม่เดิน ไม่นอน ถ้าเมื่อเรานอนอยู่
ความขลาดเกิดมีมา เราก็ขืนนอนแก้ความขลาดนั้น ตลอดเวลานั้นเราไม่เดิน ไม่ยืน
ไม่นั่งเลย
"

เพียงเท่านี้ก็แสดงว่า
การสู้รบกับความหวาดกลัวอันเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ เป็นปัญหาอันยากเย็นเพียงไร.
ความคาดคะเนอยู่ในห้องเมื่อยังอยู่ที่กรุงเทพฯ ว่าฉันจะตั้งหลักของฉันเพื่อจะแก้ปัญหาเหล่านี้
ๆ เช่นนั้น ๆ เป็นสิ่งที่ใช้อะไรไม่ได้เลย เพราะว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นไม่ได้อยู่ที่หลัก
อะไรมากมายนัก แต่อยู่ที่ความมากน้อยของกำลังใจ และความช้าหรือเร็วของสติ,
และความเคยชินหรือไม่เป็นส่วนใหญ่.
รสชาติของการอยู่คนเดียวในสถานที่อันสงัด
และดึกสงัดนั้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจบอกให้เข้าใจกันได้ด้วยตัวหนังสือ หรือด้วยการนึกเทียบเอาจากการที่อยู่ในที่อันเป็นธรรมดาของผู้ที่ไม่เคยไปอยู่.
มีอำนาจอะไรอย่างหนึ่งซึ่งดูเหมือนว่าได้ ริบ เอากำลังใจไปเสียหมดแล้ว
ตั้งแต่เมื่อเริ่มรู้สึกตนว่าได้อยู่ผู้เดียวในที่ที่ปราศจากการคุ้มครองแต่อย่างใด.
ยิ่งเมื่อมีอะไรหวอหรือโครมครามวูดวาดออกมา ในเวลาที่ไม่รู้สึกตัว และเพิ่งประสบเป็นครั้งแรก
ย่อมเป็นการเหลือวิสัยที่จะไม่ให้เกิดการสะดุ้ง. ครั้นกำลังใจค่อยเข้มแข็งขึ้น
สติค่อยรวดเร็วขึ้น ความเคยชินค่อยมากขึ้น สิ่งนั้น ๆ ค่อย ๆ กลายเป็นธรรมดาไป.
เพราะฉะนั้นต้องให้เวลาอย่างน้อยสัก
๗ วัน สำหรับบทเรียนขั้นต้นนี้ เพื่อฝึกฝนการใช้หลักอย่างใดอย่างหนึ่ง
จนกว่าจะได้ผลเป็นที่พอใจ.
บางวันฉันเดินออกมาเพื่อไปบิณฑบาตตอนเช้า,
ในเขตสวนโมกข์อันกว้างใหญ่นั่นเอง กลางทางเดินแคบ ๆ ระหว่างพงรกริมสระใหญ่ฉันเคยเสียเวลายืนคอยให้นากถึกโทนตัวผู้
ที่ออกมากลิ้งเกลือกกลางพื้นทราย และยืดตัวสองขาชะเง้อดูฉันเป็นคราว ๆ
เสร็จธุระของมันแล้วหลีกไปเสียก่อน. มันทำอาการคล้ายกับท้าทายว่า กล้าดีก็ลองเข้ามาซิ
เมื่อมันยืดตัวขึ้นสูงขนาดหน้าอกเรา ในระยะเพียง ๘-๙ เมตร ฉันซึ่งเหมือนกับท่านทั้งหลาย
ก็ไม่เคยประสบพบปัญหาชนิดนี้มาก่อน ทั้งอยู่ในระยะแรกของการฝึกฝนตน ให้เป็นไปตามแนวธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าอันสูงสุด
ในการที่จะทั้งไม่สู้ไม่ป้องกันตัว แต่ก็ไม่หนีและไม่กลัวไม่ถอยเช่นนี้
ท่านลองทายดูทีหรือว่า จะให้ฉันทำอย่างไรอีก นอกจากยืนคอยว่ามันจะหลีกไปเอง.
มันมีอยู่อีกอย่างหนึ่งซึ่งควรจะนับว่าเป็นของวิเศษมาก
และเคยเป็นที่พึ่งของฉันมามากแล้วคือ ความรักในการศึกษา อยากรู้อยากทดลอง.
เมื่อกำลังใจและสติยังสมบูรณ์อยู่กับตัว ก็อยากลองไปเสียทั้งนั้น แม้ที่สุดแต่อยากลองให้เสือกัด
งูกัด หรือให้ผีหลอก และให้ภูติหรือเปรตมาหาสนทนาปราศรัยกัน. ทั้งนี้เพื่อถือเอาเป็นโอกาสสำหรับศึกษาสิ่งเหล่านั้นด้วย
และทดลองกำลังน้ำใจของตนเองด้วย.
แต่ดูเหมือนโชคไม่เคยอำนวยให้เป็นเช่นนั้นเลย
ความกลัวกลายเป็นของหลอกและกลัวเปล่า ๆ ซึ่งนับว่าขาดทุนสมแก่ความโง่เขลาของตัวที่ไปกลัวมันเอง.
ฉะนั้น ถ้าหากเราจะมีปัญญาหรือเหตุผลพอ ๆ แก่การรักษาตัวแล้ว เราหวังได้ก็แต่ความปลอดภัย
และโอกาสแห่งการศึกษาที่ประณีตยิ่ง ๆ ขึ้นไปเท่านั้น.
สิ่งที่เคยกลัว
กลายเป็นของธรรมดามากเข้า จนบางครั้งกลายเป็นวัตถุแห่งความขบขัน และเราจะพบตัวเราเองว่า
เปลี่ยนไปจนจะเป็นคนละคน และเมื่อเป็นไปโดยทำนองนี้มากเข้า อุปสรรคอันเกิดจากความกลัว
ที่คอยกีดกันความเป็นสมาธิแห่งจิตก็มีน้อยเข้า และหมดสิ้นไปในที่สุดสามารถจะนั่งอยู่คนเดียวในที่โล่งในเวลากลางคืนอันสงัด
โดยปราศจากเครื่องคุ้มครองอย่างใด นอกจากจีวรที่ห่มอยู่, และมีจิตแน่วไปในการฝึกฝนได้ตามปรารถนา.
ฉันเคยเข้าใจว่า
เราอาจพึ่งพาสิ่งคุ้มครอง เช่นรั้วหรือกลด เป็นต้น ช่วยบรรเทาความหวาดระแวง
เมื่อจะต้องนั่งอยู่คนเดียวในที่เปลี่ยว. แต่นั่นเป็นสิ่งที่ต้องขอบอกกล่าวเพื่อนนักศึกษาไว้ทั่ว
ๆ กันว่า ไม่น่าจะใช้เลย คือเราจะไม่ได้จิตใจอันใหม่ ที่เป็นจิตใจอันปล่อยหมด,
มันยังคงระแวงอยู่นั่นเอง ไม่ให้เกิดกำลังใจอันเข้มแข็งเพียงพอ. พอไม่มีสิ่งเหล่านั้นเป็นเครื่องอุ่นใจ
ความขลาดชนิดของคนธรรมดาก็มีมาอีก.
ในป่านั้น
ในตอนเที่ยงวัน มีความสงัดตามธรรมชาติอีกครั้งหนึ่ง. ดูเหมือนนกกะปูด จะมีหน้าที่เป็นผู้ให้สัญญาณระฆังพักผ่อน
แล้วนกทุกตัวจับเจ่า บางตัวก็หลับเลย กระรอกก็อยู่นิ่ง ๆ ไก่ป่าก็กกแปลง
สัตว์เล็กตามพื้นดินก็หลบตัวพักผ่อน เพราะเสร็จการหาอาหารมื้อเช้าบ้าง
เพราะความร้อนระอุของเวลาเที่ยงวันบ้าง. ความเงียบสงัดเข้ามาแทนที่ ซึ่งบางครั้งลมก็ไม่มีพัด
ทำให้เกิดความสงบเงียบทำนองเดียวกับเวลาดึกสงัด. ภิกษุผู้ไม่มีกังวลด้วยอาหารมื้อที่สองคือเพล
ย่อมมีโอกาสหาความสงบสุขได้ในตอนนี้อีกครั้งหนึ่งเป็นพิเศษ ในเมื่ออยู่ในป่าเช่นนั้น
ซึ่งฉันถือว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมากเหมือนกัน ถ้าหากเราไม่ได้คุ้นเคยกับธรรมชาติอันนี้.
แต่ในบางครั้ง
เมื่อเรากำลังสงบอารมณ์กันอยู่เช่นนี้ มีเสียงกึกก้องเจี๊ยวจ๊าวดังขึ้นระงมไปหมด
ซึ่งฉันเคยสังเกตรู้สึกว่า มันช่างเป็นเสียงที่แสดงให้ระวังอันตราย หรือบอกเหตุอันตรายเอาจริง
ๆ. ทั้งนี้มิใช่เพราะสัตว์เหล่านั้นพากันตื่นจากการพักผ่อน เพราะว่านกกะปูดยังไม่ได้ส่งสัญญาณบอกเวลาบ่ายเลย.
แต่ว่าได้มีอันตรายจริง ๆ คือ มีนกใหญ่บางชนิด ซึ่งเป็นนกตระกูลนกอินทรีได้ผ่านเข้ามา.
ตลอดเวลาที่นกพวกนี้ยังอยู่ สัตว์เหล่านั้นเป็นไม่ยอมหยุดร้อง. ที่สวนโมกข์เรามีกระรอกกว่า
๔๐ ตัว และนกเล็ก ๆ นานาชนิดนับไม่ถ้วน ไก่ป่าฝูงใหญ่เหล่านี้ทั้งหมดช่วยกันตะเบ็งเสียง
เป็นที่บอกให้รู้กันอย่างทั่วถึง ให้ระวังอันตราย ฟังดูแล้วใคร ๆ ก็ย่อมรู้สึกว่า
เป็นเสียงขอความช่วยเหลืออยู่ชัดเจนทีเดียว ความสะดุ้งจะมีได้อีกครั้งหนึ่ง
สำหรับผู้ที่ไม่เคยผ่านมาก่อน.
ถ้าเหตุการณ์พิเศษเช่นนี้ไม่มี
ก็จะเงียบสงัดไปจนถึงบ่าย จนกว่านกกะปูดจะให้สัญญาณอีกครั้งหนึ่ง การเคลื่อนไหวค่อยมีขึ้นทีละตัวสองตัว
จนเป็นป่าที่ตื่นอยู่ตามปรกติ.
เดือนหงายแจ่มคืนหนึ่ง
ดึกมากแล้ว ฉันตื่นขึ้นด้วยเสียงดังกั๊บ ๆ อยู่ใกล้ ๆ ค่อย ๆ ลุกนั่งฟังดู
แหวกผ้าบังช่องหน้าต่างมองไปตามเสียงเห็นหมูป่าสี่ห้าตัวด้วยกัน กำลังกินอะไรอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่ม
ในระยะห่างออกไปจากที่พักเพียง ๘-๙ เมตร ไม่เป็นภาพที่น่ากลัวเลย แต่น่าดูมากกว่า.
และคงเป็นหมูป่านี่เอง ที่เคยวิ่งกระโจนไปสนั่นป่าครั้งหนึ่งในเมื่อฉันเปิดประตูออกมาในตอนใกล้รุ่ง.
กระจงแม่ลูกอ่อน
นกคุ่มแม่ลูกอ่อน ซึ่งบางทีเดินตามกันเป็นหางเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าเอ็นดูมากในตอนเย็น
ๆ. นกบางชนิดร้องเหมือนแกล้งว่ามีทั้งกลางวันและกลางคืน. บางตัวก็สวยมาก
จนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นฝีมือของธรรมชาติล้วน ๆ โดยปราศจากความช่วยเหลือของพระเป็นเจ้า
คืนฝนตกงูที่ชุมที่สุดก็คืองูกะปะ ซึ่งกัดมีพิษเจ็บมากและเปื่อยลามจนนิ้วหลุดหรือหงิกงอไป,
และสิ่งที่ชุกชุมทุก ๆ คืนก็คือยุ่ง. เหล่านี้แหละคือธรรมชาติที่ให้บทเรียนอันไม่รู้จักเบื่อหลายอย่างหลายประการ.
ในตอนแรก
ๆ ที่จากชีวิตในหมู่บ้านไปเป็นชีวิตป่าของฉัน ทุกสิ่งทุกอย่างช่างมีอะไรให้คิดให้นึก
จนเกิดความรู้สึกใหม่ ๆ ขึ้นมากหลายเหลือที่จะขีดเขียนไว้หมดสิ้นได้. ภาพอันเต็มไปด้วยความหมายลึก
ๆ และปัญหายาก ๆ เหล่านี้ ธรรมชาติมีให้โดยพร้อมมูล ก็แต่เมื่อสถานที่นั้นยังมิได้ถูกดัดแปลงแก้ไข
ให้ผิดไปจากธรรมชาติเดิมแม้แต่น้อยเท่านั้น ครั้นสวนโมกข์ถูกดัดแปลงแก้ไขมาเรื่อย
ๆ ทุก ๆ ปี หลายปีเข้าก็หย่าขาดกันกับธรรมชาติบางประการ ที่เคยให้บทเรียนอันแสบเผ็ด
จนในบัดนี้ นับว่าส่วนมากที่สุดก็ให้แต่ความเยือกเย็นสบายเท่านั้น ไม่สู้มีบทเรียนอันกระทบความคิดนึกตรึกตรองเท่าใดนัก
ในการที่จะศึกษาจากธรรมชาติแท้ ๆ เพราะเรามีบทเรียนจากการศึกษาเล่าเรียนอย่างอื่นมาแทนที่มากเข้า
กลางคืนทุกสิ่งทุกอย่างพากันหลับจริงหรือ?
ข้อนี้ไม่มีความจริงเลยแม้แต่น้อย จากการศึกษาด้วยธรรมชาตินั่นเอง เราจะรู้สึกว่า
กลางคืนเสียอีกเป็นเวลาที่โลกตื่นที่สุด แต่ว่าเป็นความตื่นอย่างประณีตเหลือเกิน.
เมื่อจะมองดูกันในแง่ของสัตว์นานาชนิดก็พบว่า
มีสัตว์ที่ตื่นและทำงานไม่น้อยกว่ากลางวัน วิ่งว่อนเอาจริงเอาจังไม่น้อยกว่ากลางวัน
เว้นเสียแต่มนุษย์ของโลกและสัตว์บางประเภทเท่านั้น ที่ดูเหมือนว่าหลับเอาเสียจริง
ๆ ส่วนมนุษย์ของธรรมะนั้น กลางคืนเป็นเวลาที่ตื่นที่สุด เพราะว่ากลางวันความรู้สึกของจิตมักจะถูกริบไปเสียในด้านต่าง
ๆ จนแทบจะหมดสิ้น ด้วยสิ่งอันรบกวน หรือยากที่จะดิ่งลงสู่อารมณ์อันสงัด
ครั้นตกถึงกลางคืน ความว่างได้มีขึ้นอย่างสดชื่น ความแจ่มใสของจิตแหลมคมยิ่งกว่ากลางวัน
ในภายในจึงรุ่งเรืองไปด้วยความสว่างของการมองเห็นสิ่งที่สว่างบางสิ่ง เป็นจิตที่ตื่นอยู่อย่างสดชื่นยิ่งนัก
แม้จะหลับก็หลับชนิดที่ตื่นอยู่ทุกเมื่อ พร้อมที่จะรู้สึกสิ่งทั้งหลาย
ตรงตามที่เป็นจริงอยู่เสมอไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย. ครั้นตกถึงกลางวัน มีเรื่องที่จะทำ
มีแขกที่จะต้องต้อนรับมีผู้อื่นที่ต้องช่วยเหลือสงเคราะห์ ความเหน็ดเหนื่อยนั้นได้ทำให้มีความมึนชาอ่อนเพลียไป
จนมืดมัวคล้ายกับความหลับ ซึ่งผิดกับความแจ่มใสอันจะมีได้ในตอนที่ดึกสงัดล่วงไปแล้ว.
ด้วยเหตุนี้
ฉันจึงเห็นว่ากลางคืนนั้น ธรรมชาติไม่ได้หลับไปอย่างโลกเลยช่างตรงกันข้าม
เหมือนลักษณะอื่น ๆ ที่ตรงกันข้ามระหว่างธรรมกับโลกนั้นเหมือนกัน. สัตว์เล็ก
ๆ บางชนิดเสียอีกตื่นอยู่อย่างแจ่มใส โดยเฉพาะปลวก กลางคืนว่องไวรวดเร็วยิ่งกว่ากลางวันเป็นอันมาก
แต่มันจะเป็นสัตว์ของธรรมด้วยหรืออย่างไรนั้น ไม่ทราบ. แต่มนุษย์ของโลกนี้เป็นที่แน่นอนอย่างหนึ่งว่า
ในเวลากลางวันนั้นไม่ได้ตื่นอยู่ด้วยธรรมแล้ว ซ้ำกลางคืนก็ยังไม่ตื่นยิ่งขึ้นไปอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้เองกระมัง โลกจึงไร้สันติภาพอันถาวร ชนิดที่เรากำลังเรียกร้องหา.
 |
| พระเงื่อม พานิช ภาพเมื่อแรกอุปสมบท
พระอุปัชฌาย์ตั้งฉายาให้ว่า "อินฺทปญฺโ" อันหมายถึง "ผู้มีปัญญาอันยิ่งใหญ่" |
การอยู่คนเดียว
ไม่มีอะไรจะดีไปกว่า ใช้เวลาในการฝึกฝนบทเรียนของการตื่น และการควบคุมการตื่นของตนให้นิ่มนวล
จนอาจคล้อยตามความต้องการของตนได้ทุกเมื่อ.
เมื่อการอยู่ป่าคนเดียวของผู้ใด
ลงร่องลงรอยเป็นปรกติ จิตย่อมผันแปรไป มีลักษณะง่ายแก่การเป็นสมาธิ ตั้งครึ่งตั้งค่อนเสียแล้ว
และมีสมาธิบางประเภท ที่เป็นของเล่นสนุกของเด็ก อีกเหลือหลายที่จะหาได้ง่าย
ๆ เพราะความเป็นของง่าย แก่การเป็นสมาธิของจิตนั่นเอง, ปลาเล็ก ๆ มาตอมวนเวียนกันอยู่เป็นกลุ่ม
ในวงสีเหลืองอ่อน ของฝาบาตรทองเหลือง ที่ใส่ข้าวสุกทิ้งลงวางไว้ในน้ำตื้น
ๆ ให้มันกิน. ด้วยการเพ่งดูเล่น ๆ เพียงชั่วประเดี๋ยว ก็สามารถที่จะติดตาไปเพ่งดูเล่นได้ตลอดหลาย
ๆ คืน มีการขยายเป็นภาพเล็กภาพใหญ่ที่เคลื่อนไหว เป็นของราวกะว่ามีจิตใจเช่นเดียวกันซึ่งฉันสมัครเรียกว่า
"สมาธิเล่นสนุกของเด็ก" แต่ก็เป็นทำนองเดียวกับสมาธิจริงของผู้ใหญ่อยู่หลายประการ
ผิดกันก็แต่ถือเอาของเล่น ๆ ตามธรรมชาติใกล้ ๆ และนอกแบบแผนเช่นนั้นเป็นอารมณ์สำหรับลองเล่นดูเท่านั้น.
ถ้าหากถือเอาอาการเช่นนี้เป็นของเล่นอยู่เสมอ ไม่นานนักของที่ยากก็จะลดลงมาหา
เป็นของง่ายขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ.
การอยู่คนเดียว
แม้ในทางปริยัติหรือค่อนไปทางปริยัติ ก็ยังเป็นที่แน่นอนว่าเป็นผลดียิ่งเหมือนกัน.
การอ่านข้อความในพระไตรปิฎก ส่วนมากที่กรุงเทพฯ ได้รสชาติจับใจน้อยกว่าในที่สงัดในป่าตั้ง
๔-๕ เท่าตัว. และฉันอาจกล่าวได้ว่า เฉพาะบางเรื่องอ่านในที่อัดแอจะไม่ได้เรื่องจนใช้ประโยชน์ไม่ได้เลยก็มีไม่น้อย.
การขบข้อความบางอย่างหรือส่วนมากที่สุด
ทำในป่าขบได้เป็นคุ้งเป็นแควติดต่อกันเป็นสาย การเขียนก็รู้สึกว่ามีชีวิตจิตใจยิ่งกว่ากัน
แต่จะเป็นของเฉพาะคนหรือไม่นั้น เราจะต้องค่อยสังเกตกันสืบไป.
เมื่อพูดถึงเรื่องรสใหม่
ๆ แปลก ๆ ในทางจิตแล้ว เป็นอันเชื่อได้ว่า เราจะหาจากที่ที่อยู่กันอัดแออย่างในกรุงเทพฯ
นั้นไม่ได้โดยแน่นอนแม้ที่สุดแต่ดินฟ้าอากาศก็ยังไม่อำนวยเสียเลย เพราะบรรยากาศของความยัดเยียดและตลบอบอวลไปด้วยกระแสจิตอีกชนิดหนึ่ง
ซึ่งแตกต่างตรงกันข้ามทีเดียว.
ฉะนั้น
เรื่องสถานที่จึงเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งเหมือนกัน. และทั้งนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องศึกษาจากธรรมชาติโดยตรง
ซึ่งฉันได้กล่าวแล้วข้างต้นว่า เป็นเรื่องที่มีแต่ในเมื่อเราจัดการเป็นอยู่ให้ไกล้ชิดธรรมชาติให้มากที่สุดเท่านั้น
และฉันเคยผ่านมา เมื่อตอนแรก ๆ ของการจัดสวนโมกข์ขึ้น ซึ่งต่อไปข้างหน้า
เราจะถือเป็นหลักอันหนึ่งสำหรับจัดสถานที่แห่งใหม่ ๆ ให้ไกล้ชิดธรรมชาติที่สุดอยู่ได้ตลอดกาลนาน
โดยแยกเรื่องอันเกี่ยวกับหนังสือ การโฆษณา หรือการรับแขกออกไปเสียให้เด็ดขาดจากสถานที่เช่นนี้
ตอน ๑ ๒
๓ ๔
๕ ๖
๗
*บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์
พุทธสาสนา เมื่อปี ๒๔๘๖ และได้มีการพิมพ์ใหม่อีกอย่างน้อย ๔ ครั้ง และชื่อบทความไม่สู้จะตรงกันนัก
เมื่อจะตีพิมพ์ใหม่ในครั้งนี้ ได้ไปเรียนปรึกษาท่านผู้เขียน ท่านพอใจจะให้ชื่อว่า
"สิบปีในสวนโมกข์" ดังที่ปรากฏอยู่นี้
ส่วนเนื้อเรื่องภายในคงไว้ตามเดิมทุกประการ
และเนื่องจากบทความมีขนาดยาวมากจึงได้จัดแบ่งเป็น
๗ ตอน เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้าชม -- กลุ่มพุทธทาสศึกษา
|