|


คำบอกเล่าของคนใกล้ชิด
อรศรี งามวิทยาพงศ์ เรียบเรียงและบรรณาธิการ
จิรัฐติกาล จิตตวิสุทธิ ภาพประกอบ
ภาค ๒ รวมธรรมจากคำบอกเล่า
สุขภาพตามวิถีธรรม
นสายตาของคนใกล้ชิด รู้สึกว่าท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นผู้มีสุขภาพแข็งแรง
จะเริ่มรู้สึกว่าท่านชรา ก็ต่อเมื่ออายุท่านล่วงเข้า ๗๐ พรรษาแล้ว สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่ง
เนื่องจากท่านอาจารย์ไม่ถือว่า เรื่องโรคภัยไข้เจ็บของท่านเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องสำคัญ
หากถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา คนภายนอกจึงอาจรู้สึกว่า ท่านละเลยไม่ใส่ใจสุขภาพ
โดยเฉพาะถ้าเอาแนวคิดสุขภาพตามวิถีทางของการแพทย์สมัยใหม่ไปมองท่าน ก็จะยิ่งรู้สึกว่าการปฏิบัติหรือพฤติกรรมสุขภาพของท่านอาจารย์ไม่สู้ถูกต้องนัก
แต่หากเข้าใจว่า ท่านอาจารย์นั้น ทัศนะด้านสุขภาพความเจ็บป่วยเป็นเรื่องของธรรมชาติ
และท่านถือแนวทางของพระพุทธเจ้าเป็นหลักเกณฑ์ใหญ่ในการปฏิบัติ มิใช่แนวทางของแพทย์เป็นเกณฑ์
การแพทย์สมัยใหม่จึงเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งซึ่งท่านจะใช้ แต่ก็ภายใต้หลักการใหญ่คือ
หลักธรรมชาติ
คนใกล้ชิดเล่าว่า
ในช่วง ๒๐ ปีสุดท้ายของชีวิต ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ ท่านอาจารย์อาพาธด้วยโรคเล็กโรคใหญ่
คือโรคเกาต์ เบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ริดสีดวงทวาร นอกจากนี้ก็มีโรคทั่วไป
เช่น ปวดฟัน เลือดกำเดาไหล ตาเป็นต้อกระจก เวลาที่เจ็บป่วย ท่านจะพยายามรักษาตนเองก่อน
และนิยมใช้ยาสมุนไพรหรือยากลางบ้าน หรือทำตามวิธีการรักษาแบบโบราณ เช่น
ปวดฟันใช้การอมเกลือ กินผักบุ้งรักษาโรคเบาหวาน ใช้ยางมะละกอแก้แมลงสัตว์กัดต่อย
ใช้ยางบอนใส่หูดจนหลุดออก ปวดท้องใช้ยาธาตุน้ำแดงและยากฤษณากลั่น ถ้ามีอาการไอก็ใช้ใบสังกรณี
อาการเล็บขบที่เท้าท่านก็ใส่ทิงเจอร์เอาทิชชูพัน ใช้หนังยางรัดไว้ โดยท่านทำด้วยตนเอง
อาการเส้นตึงจากการนั่งทำงานมาก ท่านจะใช้การนวด ซึ่งผู้ใกล้ชิดเล่าว่า
ท่านอาจารย์มีอาการเส้นตึงมาก ต้องนวดกันเป็นชั่วโมงในเวลาค่ำ นวดไปก็สนทนากับท่านไปด้วย
บางครั้งที่เส้นตึงมาก ต้องใช้ไม้ทุบไม้ตีจนคนข้างนอกมาเห็นแล้วตกใจกลัวก็มี
จนกระทั่งต้องใช้หมอนวดพื้นบ้านมาคลายเส้นให้อาการจึงดีขึ้น
ยาประจำตัวของท่าน
ที่ใช้เป็นยาอเนกประสงค์ คือยาหม่อง (ตราเสือ) ใช้ป้ายทุกอาการ ท่านอาจารย์เคยพูดว่า
ยาอะไรที่ชาวบ้านใช้ได้ กินได้ ท่านก็น่าจะกินได้ ใช้ได้เหมือนกัน ไม่ได้คิดว่าท่านจะต้องได้รับการรักษาอะไรเป็นพิเศษกว่าคนทั่วไป
ท่านจะพบแพทย์ ต่อเมื่อเป็นความเจ็บป่วยที่นอกเหนือความรู้และการจัดการของท่าน
แต่ท่านก็จะมีหลักในการให้แพทย์รักษาด้วย คือการรักษาจะต้องไม่เกินความพอดีของธรรมชาติ
ไม่เป็นการหอบสังขารหนีความตาย เช่น ครั้งที่ท่านเสียเลือดมากจากโรคริดสีดวงทวาร
จนแพทย์เกรงว่า ท่านอาจารย์จะช็อคจากการเสียเลือดอย่างมาก จึงเตรียมการให้เลือดชดเชย
แต่ท่านปฏิเสธ เนื่องจากท่านยังมีวิธีการห้ามเลือดตามแบบของท่านอยู่ คือการนอนนิ่งใช้การเข้าสมาธิห้ามเลือดแบบสมัยพุทธกาล
ซึ่งปรากฏว่าก็ได้ผลดี
ท่านอาจารย์เคยบ่นกับผู้ใกล้ชิดว่า
พระสมัยนี้กลัวตายไปหน่อย เป็นอะไรนิดก็ไปโรงพยาบาลแล้ว พระเลขานุการเคยมาเรียนท่านว่า
จะนำพระที่ป่วยด้วยโรคไข้จับสั่นไปโรงพยาบาล ท่านบอกไม่ต้องไป ท่านรักษาให้ได้
เพราะคุ้นเคยกับโรคนี้ แล้วท่านก็รักษาหายได้จริง โดยอาศัยยาที่ท่านมี
ในขณะเดียวกันถ้าเป็นโรคที่ท่านไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคย เช่นโรคฝีที่ตา ท่านก็จะเรียกให้ไปพบแพทย์
เพราะเป็นความเจ็บป่วยที่อยู่นอกความรู้และการจัดการได้ของท่าน
สิ่งที่ผู้ใกล้ชิดรู้สึกว่า
สังเกตเห็นอย่างชัดเจนคือ ไม่ว่าท่านอาจารย์จะเจ็บป่วยด้วยโรคอะไร ร้ายแรงอย่างไร
สำหรับท่านแล้วถือเป็นเรื่องธรรมดาทุกอย่าง เพราะท่าทีของท่านไม่มีความตกใจ
กลัว กังวล ฯลฯ และท่านอาจารย์จะอดทนมากกับอาการต่าง ๆ ดังนั้น คนที่ตื่นตระหนก
วิตก จึงมักกลับเป็นคนใกล้ชิด ดังเช่นครั้งที่ท่านเรียกพระอุปัฏฐากให้มาช่วยพยุงท่านด้วยการเรียกที่เหมือนปกติ
แต่พระที่เข้าไปเล่าว่า เมื่อเข้าไปถึงองค์ท่านก็ตกใจมาก เพราะเลือดของท่านไหลกองท่วมเต็มไปหมดจากอาการริดสีดวงทวารกำเริบ
เลือดออกมากจนน่าตกใจ แต่ท่าทีของท่านอาจารย์กลับดูเฉย ๆ ดูปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
และยังสั่งมิให้บอกใครด้วย เพราะเกรงว่าคนในวัดจะตื่นตกใจกัน

|