|


คำบอกเล่าของคนใกล้ชิด
อรศรี งามวิทยาพงศ์ เรียบเรียงและบรรณาธิการ
จิรัฐติกาล จิตตวิสุทธิ ภาพประกอบ
ภาค ๒ รวมธรรมจากคำบอกเล่า
สว่างใจในประโยคเดียว

วีรัตนโกสินทร์ นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เล่าให้ฟังถึงการมาสวนโมกข์และพบท่านอาจารย์ครั้งแรกในชีวิตว่า
"ผมจำได้ว่า
มักจะถามท่านด้วยความอวดรู้ คือทุกคำถามที่เราถาม ท่านบอกว่ามันเป็นแค่คำถามปรุงแต่ง
มันไม่ใช่ปัญหาจริง ๆ คือบางทีเราถามเพื่อที่จะแสดงว่าเรารู้อะไร พบท่านผมก็ถามว่า
ผมไม่ได้จบนักธรรมเอก หรือนักธรรมอะไรมาเลย การมาปฏิบัติธรรมที่สวนโมกข์นี่
ผมจะต้องใช้ปัญญาระดับไหนครับ ท่านอาจารย์บอกว่า ปัญญาที่ทำให้มาสวนโมกข์ก็ใช้ได้แล้ว
(หัวเราะ) แล้วท่านก็ให้ท่านอาจารย์โพธิ์จัดแจงกุฏิที่อยู่ให้ผม
แล้ววันหนึ่งผมก็ใจกล้าไปถามท่านอาจารย์อีก
ทั้งที่ถามทีไรแล้วหน้าแตกทุกทีเลย เพราะเรามีปัญหาปรุงแต่งเยอะ เช่น ปฏิบัติธรรมที่นี่ต้องทำอะไรมั่ง
อะไรอย่างโน้นอย่างนี้ ปัญหาไม่ได้เรื่องเลย ท่านอาจารย์บอกว่า พระที่นี่ไม่ได้ปฏิบัติอะไรหรอก
เป็นกุลีกันทั้งนั้น ช่วงนั้นพอดีมีการสร้างอาคาร ผมก็เลยปฏิบัติเป็นกุลีด้วย
ไปช่วยเทปูน จนกระทั่งเจ็บป่วย ถึงกำหนดที่ผมจะต้องกลับ ต้องสึกออกไป ผมก็ไปกราบลาท่านอาจารย์
เล่าความจำเป็นที่จะต้องไป ว่าผมต้องไปสึกแล้ว ขอคติธรรมเตือนใจสักข้อ
เอาอีกแล้ว ปรุงแต่งอีก ท่านอาจารย์บอกเรียบ ๆ ว่า "ทำจิตให้เป็นปกติ"
ผมฟังแล้วรู้สึกสว่างวาบเลย อยู่สวนโมกข์มา ๒ เดือน แต่ผมไม่สว่างเลย จิตไม่เป็นปกติเลย
แต่เมื่อลากลับ ท่านให้คำนี้ถึงเข้าใจ เลิกปรุงแต่ง แล้วก็เข้าใจ
ผมรู้สึกว่า
ท่านอาจารย์มีคำพูดที่เรียบง่ายแต่แทงใจดำคนได้ เพื่อนผมคือเทพศิริ สุขโสภา
ซึ่งเป็นนักเขียนรูปและนักเล่านิทาน เขาเป็นคนไม่ยอมเชื่อใครง่าย ๆ เขาตั้งคำถามท้าทายท่านอาจารย์
เมื่อท่านบอกว่าการปฏิบัติธรรมเหมือนการกินปลาไม่ให้ถูกก้าง ใช้ศิลปะในการกินปลาไม่ให้ถูกก้าง
เทพศิริเขาถามทันทีเลยว่า แล้วผมอยากจะกินก้างจะเป็นอย่างไร ท่านบอกว่า
อยากกินก็กินได้ แต่ระวังจะตำปากเอา"

|