||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส บทความที่น่าสนใจ
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | >บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ



คำบอกเล่าของคนใกล้ชิด
อรศรี งามวิทยาพงศ์ เรียบเรียงและบรรณาธิการ
จิรัฐติกาล จิตตวิสุทธิ ภาพประกอบ

 

ภาค ๑ ธรรมะจากมุมมองของผู้ใกล้ชิด

พระสิงห์ทอง เขมิโย
พระอุปัฏฐาก

          พระสิงห์ทอง เขมิโย เป็นคนพื้นบ้านในจังหวัดขอนแก่น เมื่ออุปสมบทแล้วเดินทางมาทางใต้ มาสวนโมกข์โดยมิได้ตั้งใจว่าจะอยู่นาน เป็นพระอุปัฏฐากรูปหนึ่งที่รับใช้ใกล้ชิดท่านอาจารย์ในช่วงปัจฉิมวัยเป็นเวลานานเกือบ ๒๐ ปี จนกระทั่งท่านอาจารย์มรณภาพ

          ในหนังสือ เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา (น.๓๖๖) ท่านอาจารย์พุทธทาส ได้พูดถึงท่านสิงห์ทองไว้ว่า "อย่างสิงห์ทองเขาก็เข้ามารับใช้เป็นส่วนตัว ใช้สารพัดอย่าง ภาษาอังกฤษเรียก แมน ออฟ เวิลด์ รับใช้ทุกอย่างทุกประเภทที่เขาทำได้ เรื่องกิน เรื่องอยู่ เรื่องเจ็บ เรื่องไข้ เรื่องพาแขกเหรื่อไปที่พัก เรื่องเงินเรื่องทอง น่าอัศจรรย์ ทำงานมาก รับแขกก็เยอะแล้ว ยังซักผ้าโดยไม่ต้องใช้" การมีโอกาสรับใช้ใกล้ชิดดังกล่าว ทำให้ท่านสิงห์ทองได้เรียนรู้ธรรมจากท่านอาจารย์หลายเรื่อง

ธรรมะที่ไม่มีการจัดฉาก

          "อาตมามาอยู่กับท่านอาจารย์ ก็เป็นช่วงวัยชราของท่านแล้ว ครั้งแรกที่มาสวนโมกข์ก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะอยู่หรอก แต่พอมาอยู่กับท่านแล้ว ก็รู้สึกว่า ท่านอาจารย์เป็นคนที่ยิ่งอยู่กับท่านมากเท่าไรก็ยิ่งไม่เบื่อ มันก็แปลกอยู่อย่างหนึ่งที่ว่า ยิ่งอยู่ใกล้ชิดเท่าไร ก็ยิ่งมีความศรัทธาท่านมากขึ้นเท่านั้น เพราะว่าท่านเป็นคนที่ทำอะไรก็ทำจริง ไม่มีหลังฉาก ไม่มีการจัดฉากให้เราดู เราก็พยายามศึกษาสิ่งที่เป็นคุณธรรมของท่านมาก เพราะว่าเราสนใจเรื่องนี้ ไม่ได้สนใจอย่างอื่น เหมือนเช่นที่คนจะชอบมาถามอาตมาว่า ท่านอาจารย์ฉันยังไง ฉันกี่คำ อะไรอย่างนี้ ซึ่งอาตมาบอกว่าไม่รู้ ไม่ทราบหรอก เพราะไม่สนใจ ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ท่านอาจารย์ก็เหมือนทุกคนแหละ คือฉันให้อิ่ม เป็นอย่างนั้น โดยร่างกายสังขาร จะไปบังคับกันไม่ได้

          นิสัยของท่านอาจารย์ที่อาตมารู้สึกคือ ท่านทำอะไรจะไม่ทำอย่างหยาบ ๆ แต่จะละเอียดรอบคอบอย่างที่สุด เวลาท่านจะวางของหรือวางอะไรก็ตาม ท่านจะพยายามวางให้เป็นระเบียบ ให้ดูรู้อยู่ตลอดเวลา ว่าท่านทำอะไรไว้ ใครมาทำอะไรกับของของท่าน ท่านจะรู้ทันทีเลย ตอนที่มาอยู่กับท่าน สิ่งแรกที่เห็นเลยคือท่านมีความละเอียด จะทำอะไร คิดอะไรก็แล้วแต่ ท่านจะไม่ทำหยาบ ๆ พอได้มาอยู่รับใช้ใกล้ชิด ก็รู้สึกว่า ท่านอาจารย์นั้นเป็นผู้ที่เกรงใจคนอื่นมากในกิจส่วนตัวของท่าน แม้แต่กับพระเล็ก ๆ อย่างเรา ก็ไม่มีหรอกที่ท่านจะใช้ให้เราทำโน่นทำนี่ให้ เช่นซักผ้าท่านก็ซักเอง จนเมื่อท่านชราภาพมาก เราจึงซักให้ แต่ท่านก็ยังไม่ค่อยเรียกใช้ เราต้องแอบไปหยิบมาซักเอง บางทีท่านเกรงใจบอกว่ายังไม่ต้อง เวลาจะให้เอาน้ำถวายท่าน ท่านก็จะบอกว่าเราขอน้ำแก้วหนึ่ง แม้แต่เวลาอาพาธ กิจส่วนตัวทางร่างกายท่านจัดการเองหมด ไม่ให้เราทำให้ เรียกว่าท่านเป็นคนที่เกรงใจคนอื่นมาก"

ดุว่าเพื่อให้ดี

"อาตมาอยู่กับท่านอาจารย์นั้น ก็เหมือนกับที่คนใกล้ชิดอื่น ๆ บอก คือคำชมจากท่านอาจารย์นี่คงจะไม่ค่อยมี อาตมาว่าไม่มีเลย ท่านว่าไอ้ชาติโง่อยู่ตลอดเวลา (หัวเราะ) ท่านว่าไอ้โง่ ไอ้โง่อยู่นั่น ท่านอาจารย์จะเรียกมากที่สุด จนโยมบางคนก็ไปเรียกตามท่านอาจารย์ (หัวเราะ) แต่เขาไม่รู้ว่าท่านอาจารย์เรียกกับโยมเรียกมันต่างกันมาก (หัวเราะ) เพราะว่าโยมเขาเรียกด้วยความรู้สึกแบบหนึ่ง แต่ท่านอาจารย์เรียกด้วยความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง คือท่านเรียกก็เพราะอยากจะให้เรารอบคอบและอยากจะให้เราดี ท่านทราบว่า ถ้าไปยกย่องเราจะเสียคน คงจะเป็นอย่างงั้น เพราะว่าถ้าท่านอาจารย์ไปชมใคร ส่วนใหญ่คงจะเสียไม่ดีหรอก ท่านจึงไม่เคยชมใครเลย

          อาตมาอยู่กับท่านอาจารย์มาเป็นสิบ ๆ ปี พูดได้เลยว่าท่านไม่เคยสอนเรื่องการเป็นฆราวาสเลย ไม่เคยสอนว่าให้เราออกไปทำมาหากินยังไง มีครอบครัวยังไง ท่านไม่สอนอย่างนี้กับพระ ท่านสอนแต่ว่าทำยังไง เราจึงจะเบื่อทางฆราวาส ท่านเคยชวนคุยว่า สมมุติว่าเธอกับเรานี่นะ ถ้าแบบเธอซึ่งไม่มีความรู้ เธอจะทำงานได้เงินเดือนเท่าไร แล้วอย่างเรานี่จะได้เงินเดือนเท่าไร ท่านจะตั้งคำถามมาอย่างนี้ เสร็จแล้วท่านก็บอกว่า ถ้าเราได้สัก ๕,๐๐๐ เธอจะได้เท่าไร ท่านถามอย่างนี้ แต่ก็ไม่ตอบท่านหรอก ท่านก็ว่าไปของท่านเอง แล้วท่านก็ถามต่อว่า นี่ถ้าเธอได้เงินมาก ๆ เธอจะเอาไปทำอะไร ถ้าสมมุติว่า เธอมีอะไรทุกอย่างตามใจของเธอแล้ว เธอจะเอาไปทำอะไร ท่านถามไปก็สอนเราไปในตัว เพราะว่าภูมิปัญญาของเรามีแค่ไหน ท่านอาจารย์ก็คงจะดูและสอนไปตามนั้น คงจะไม่ได้สอนแบบสอนคนอื่น"

ครูผู้สอนอ่าน

"เดิมนั้นอาตมาเป็นคนอ่านหนังสือไม่ออก มาอ่านได้ก็เพราะท่านอาจารย์นี่เอง ตอนแรกท่านไม่รู้หรอกว่าเราไม่รู้หนังสือ แล้วก็มีโยมมาทำบุญ ท่านก็ให้อาตมาอ่านชื่อหน้าซอง ตอนนั้นมีโยมมาราว ๆ สัก ๕๐ คน เราอ่านยังไง ๆ เขาก็ไม่มาเอา ท่านอาจารย์ก็เลยบอกเธอเอามานี่ซิ พอท่านรับเอามาอ่านเอง คนที่ชื่อนั้นก็ขานรับแล้วลุกไปเอา ท่านอาจารย์ก็เลยบอกว่า เด็กมาจากอีสานอ่านหนังสือไม่ออก เหงื่อกับยางอายมันออกมาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบ รู้แต่ว่าอายมาก บอกไม่ถูกเลย

          หลังจากนั้น ท่านก็หัดการอ่านของเรา แต่เรายังอายคนอยู่ บางทีถ้ามีโยมมา เราก็ทำเป็นว่าไปเข้าส้วม ท่านอาจารย์ก็ให้คนไปตามมา คล้ายกับว่าหนีไม่ได้ ท่านรู้ทันเรา ท่านบอกว่า ใครจะอ่านแทนอาตมาไม่ได้ ท่านไม่ยอม เพราะมีคนอ่านเก่ง ๆ อาสาจะไปอ่านแทน ท่านไม่ให้ บอกเลยต้องไปเอาตัวอาตมามาให้ได้ ถ้าเราไปเข้าห้องน้ำ ก็ต้องรอให้เรามาอ่าน คิดดูเองก็แล้วกัน ท่านฝึกอาตมาอย่างนี้ แต่ว่าเราก็ไม่หนี ที่จริงอายก็อาย เวลามีโยมมานี่ รู้สึกว่าเหงื่อมันจะออกเลย เพราะรู้ว่าต้องได้รับบทเรียนที่ว่าได้อายแน่ ๆ ท่านฝึกเราอย่างนี้ มาจนกระทั่งเมื่ออ่านได้แล้ว ท่านก็ปล่อย ไม่ใช้มาอ่านต่อหน้าคนอีก นี่เป็นการที่ท่านฝึกเรา แต่ท่านจะไม่พูด แต่ทำแบบนี้มาตลอด นั่นแหละแบบว่าท่านไม่พูดแต่ท่านทำ โยมทั้งหลายจะลองเอาไปทำดูกับลูกกับหลานก็ได้ แต่ว่าผู้เป็นพ่อเป็นแม่ต้องอดทนหน่อย ท่านอาจารย์บอกว่า อยู่กับคนโง่ต้องอดทนหลายเท่า (หัวเราะ) ท่านพูดจริง แล้วท่านก็สอนไปด้วย อาตมาก็เคยคิดนะ ว่าที่จริงแล้วท่านอาจารย์เป็นผู้ที่มีธรรมะมาก ทำไมยังมาเลือกเอาคนอย่างอาตมาให้มาอยู่ด้วยก็ไม่ทราบเหมือนกัน

          อาตมามารับใช้อ่านหนังสือให้ท่านอย่างต่อเนื่องอีกครั้ง ก็ช่วงท่านอาจารย์เตรียมตัวมรณภาพ ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๓๖ ท่านอาจารย์จะงดไม่อ่าน ไม่ติดตามข่าวสารการเมือง ไม่ว่าทางหนังสือพิมพ์ วิทยุ เหมือนที่เคยทำมาตลอด ท่านจะให้อาตมาอ่านแต่หนังสือธรรมะให้ฟัง เช่นอ่านหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ ไกวัลยธรรม สุญญตา แล้วก็หนังสือธรรมะที่มีคนส่งมาถวาย ช่วงนั้นใครส่งหนังสือธรรมะมา ท่านจะเอามาให้เราอ่านให้ท่านฟังทุกวัน วันละ ๑-๒ ชั่วโมง แล้วดูเหมือนว่าท่านจะสอนอาตมาไปด้วยในตัว เพราะท่านจะถามว่า เราท่องหัวข้อธรรมเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้ไหม เช่น เธอท่องสัมมัตตะ ๑๐ ได้ไหม ซึ่งบางทีเราก็ลืม ต้องกลับมาศึกษาทบทวน แล้วก็ไปท่องให้ท่านฟัง หนังสือบางเล่มเป็นเรื่องการเจริญสติ อ่านแล้วท่านอาจารย์ก็ชวนให้ปฏิบัติ ท่านบอกเราทำ เธอก็ทำด้วย อะไรอย่างนี้"

เวลาเปลี่ยน ธรรมไม่เปลี่ยน

          "อาตมามาอยู่กับท่านอาจารย์ ตั้งแต่ยังไม่มีถนนตัดผ่านหน้าวัด จนกระทั่งเมื่อมีถนนแล้ว การเดินทางมาสวนโมกข์สะดวก คนมาเยอะ ข้าวของก็เยอะ แต่อาตมาก็เห็นว่า ท่านอาจารย์นั้นอยู่มาอย่างไร ใช้อะไรมาอย่างไร ท่านก็ยังใช้อย่างเดิมอยู่ ท่านไม่หัดให้เราใช้อะไรฟุ่มเฟือย ถ้าเหลือก็ให้เอาไปเผื่อแผ่เพื่อน เช่น ถ้ามีผลไม้อย่างเช่นแอปเปิ้ลมาถวาย ท่านจะให้ไปนับดูพระที่โรงฉันว่ามีกี่รูป แล้วแอปเปิ้ลมีอยู่กี่ลูก แล้วท่านก็ให้ไปผ่าตามจำนวนพระ แล้วไปแจก ท่านอาจารย์ทำอย่างนี้มาตลอด อย่างสบู่สรงน้ำท่านก็ใช้สบู่ก้อนซันไลท์ หรือสบู่ของจีนก้อนเล็ก ๆ ตราเจดีย์ ก้อนเดียวใช้ทั้งสรงน้ำ ซักผ้า ท่านไม่เคยใช้สบู่หอม ถึงจะมีสบู่หอมยี่ห้อใหม่ ๆ ที่มีคนเอาถวายพระมากมายก็ตาม

          กิจวัตรของท่านสมัยที่ยังแข็งแรง ยังทำงานหนังสือได้นั้น ท่านอาจารย์ตื่นนอนก็จะสรงน้ำ แต่บางทีก็สรงตอนเย็น ไม่แน่นอน ถ้าสรงตอนเช้าก็ช่วงหัวรุ่งตอนที่พระทำวัตร ที่สรงน้ำของท่านคือตุ่มที่อยู่ข้างหลังกุฏิ ท่านไม่ใช้ห้องน้ำ ท่านยังปฏิบัติแบบพระป่าอยู่ ท่านยังทำอะไรให้เราดูอยู่ตลอดเวลา คืออยู่แบบพระป่าจริง ๆ ท่านอยู่แบบไม่ใช่เจ้าคุณว่างั้นเถอะ บอกง่าย ๆ ก็คือท่านอาจารย์อยู่แบบเรียบง่ายที่สุด ไม่มีฉากหน้าฉากหลังอย่างที่อาตมาพูดแล้วนั่นแหละ"

ทำงานอย่างปฏิบัติธรรม

          "หลังฉันเช้าแล้ว ประมาณ ๘ โมงครึ่ง ท่านอาจารย์จะทำงานหนังสือ มหาวิจิตรจะเอางานที่ท่านให้ไปทำ มาอ่านให้ฟัง อ่านทบทวนกันไปทำกันไปจนเพล ก็หยุดฉัน นัดทำงานอีกทีตอนบ่ายโมง หลังฉันเพลท่านจะขอพัก ๑ ชั่วโมง โดยสั่งให้ปลุกเวลาบ่ายโมงหรือเมื่อมหาวิจิตรมา แล้วก็ทำงานต่อไปจนถึงบ่าย ๓ โมงจึงจะเลิก ท่านอาจารย์ทำอย่างนี้เป็นประจำทุกวันเลย

          อาตมาเห็นท่านทำงานแล้ว รู้สึกว่า ท่านอาจารย์เป็นตัวอย่างมากที่สุดเลย ท่านอยู่แบบไม่ได้คิดอะไร คือเป็นพระจริง ๆ อย่างเช่นท่านทำหนังสือ ถ้าเป็นเรานี่ คงจะไปหาสถานที่สงบ สถานที่หลบมุม หรือที่เฉพาะใช่ไหม เพราะกลัวคนรบกวนเวลาสมาธิ อะไรแบบนี้ แต่ท่านอาจารย์ไม่อย่างนั้น ท่านจะนั่งทำงานที่โต๊ะฉันข้าวทุกวัน เวลามีแขกมาหา ก็ยังต้อนรับเหมือนเดิม ไม่ได้งด ฉันแล้วก็ต้อนรับแขกตรงนั้น ถ้าใครเดินผ่านไปเฉย ๆ ท่านก็ไม่ถาม แต่ถ้าใครเข้าไปกราบ ท่านก็จะถามว่ามาธุระอะไร ถ้าเขาตอบว่าอยากมาสนทนาธรรม ท่านก็หยุดหนังสือของท่านเสีย แล้วก็ต้อนรับแขก คุยไปจนกว่าจะเลิก ท่านไม่ได้รีบร้อน แบบว่าเราจะทำหนังสือ ต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านจะไม่ได้ว่าอะไร เรารู้สึกว่า ท่านจะทำทุกอย่างไปพร้อมกันได้หมดเลย ท่านอาจารย์คงฝึกจิตใจของท่านอย่างนั้น นี่อาตมาพูดเอาเองจากที่เห็นนะ ท่านอาจารย์ไม่ได้บอก แต่ว่าลักษณะมันเป็นอย่างนั้น คือการทำงานของท่านเป็นการปฏิบัติธรรม เราจะเห็นเลยว่าสมาธิท่านอาจารย์แน่วแน่ ขนาดที่ว่าทำงานไปทุกอย่างพร้อมกันหมดเลย ท่านไม่สอนเราเฉย ๆ แต่ว่าท่านทำให้ดูตลอดเวลาเลย เรื่องการทำงานกับการปฏิบัติธรรม"

บทความที่น่าสนใจ > "พุทธทาส" ในความทรงจำ > เกร็ดธรรมะจากเกร็ดชีวิตของพุทธทาสภิกขุ
> ภาค ๑ ธรรมะจากมุมมองของผู้ใกล้ชิด
> พระสิงห์ทอง เขมิโย (พระอุปัฎฐาก)


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | >บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ
Search WWW Search พุทธทาสศึกษา

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.