||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส บทความที่น่าสนใจ
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | >บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ



คำบอกเล่าของคนใกล้ชิด
อรศรี งามวิทยาพงศ์ เรียบเรียงและบรรณาธิการ
จิรัฐติกาล จิตตวิสุทธิ ภาพประกอบ

 

ภาค ๑ ธรรมะจากมุมมองของผู้ใกล้ชิด

พระพรเทพ ฐิตปัญโญ
พระเลขานุการส่วนตัวของท่านอาจารย์พุทธทาส

 

          พระพรเทพ ฐิตปัญโญ บ้านเดิมอยู่จังหวัดชลบุรี รู้จักนามพุทธทาสภิกขุครั้งแรกจากหนังสือที่วัด เริ่มจากความสงสัยในการอ่านออกเสียงชื่อของท่านอาจารย์ แล้วไปสอบถามจากเจ้าอาวาสซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ (พระครูสุนทรธรรมรส) ซึ่งนอกจากจะแนะนำการอ่านออกเสียงให้แล้ว ยังแนะนำอีกว่าท่านผู้เป็นเจ้าของนามดังกล่าว มีสำนักปฏิบัติธรรมอยู่ที่สวนโมกข์ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี

          ต่อมาจึงมีโอกาสมาเยือนสวนโมกข์เป็นช่วง ๆ เกิดความรู้สึกพอใจและสนใจ จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ จึงเดินทางมาอยู่แบบถาวร และมีเหตุประจวบเหมาะโดยไม่ตั้งใจ ให้ได้มีโอกาสมาสนองงานใกล้ชิดท่านอาจารย์พุทธทาสในงานด้านการพิมพ์หนังสือ งานเลขานุการ งานจัดการด้านอื่น ๆ ของท่านอาจารย์อยู่เป็นเวลาประมาณ ๑๘ ปี ในฐานะเลขานุการส่วนตัว จนกระทั่งพระอาจารย์พุทธทาสมรณภาพในปี พ.ศ. ๒๕๓๖

เตือนสติก่อนเริ่มงาน

          "อาตมามีโอกาสมาช่วยงานท่านอาจารย์โดยไม่ตั้งใจ คือตอนนั้นหลานชายท่านคนหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่ช่วยท่านอาจารย์พิมพ์ต้นฉบับหนังสือ เขาขี้เกียจพิมพ์แล้วก็ไม่ว่างด้วย เขาก็เที่ยวเดินหาคนที่พิมพ์ดีดเป็น พอดีอาตมานั้น ตอนที่บวชใหม่ ๆ เคยหัดพิมพ์ดีด จึงพอพิมพ์เป็นบ้าง เขาก็เลยชวนให้มาช่วยพิมพ์ เราก็เลยได้เริ่มงานพิมพ์ต้นฉบับของท่านอาจารย์ ตอนแรกท่านอาจารย์ก็ไม่รู้ว่าอาตมาเป็นคนพิมพ์ เพราะหลานของท่านไม่บอก แล้วยังบอกเราว่าบอกใครไม่ได้นะ เดี๋ยวเขาโดนหลวงลุงด่าว่าขี้เกียจ เราก็พิมพ์ไปเรื่อย ๆ ตอนนั้นอาตมาทำงาน ๒ แห่ง คือทำที่โรงปั้นกับหลวงตาไสวด้วย ตอนหลังหลานท่านคนนั้น เขายังไงไม่รู้ ไม่อยากพิมพ์เอาเลย อาตมาจึงได้รับหน้าที่พิมพ์เต็มตัว มาพิมพ์งานอยู่กับมหาวิจิตร (ปัจจุบันสึกไปแล้ว) ที่กุฏิซึ่งอยู่ข้าง ๆ กุฏิท่านอาจารย์ มหาวิจิตรก็มาเรียนท่านอาจารย์ว่า อาตมาเป็นผู้พิมพ์ ท่านก็เลยขอดูตัว เพราะว่าเราพิมพ์งานด้วยความตั้งใจมาก แล้วเสียงเครื่องพิมพ์มันดังมากจากกุฏิที่พิมพ์ ดังจนท่านก็ยังได้ยิน

          พอมาพบท่าน ท่านอาจารย์ก็ถามอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ เช่นมาจากไหน มาทำอะไร อย่างนี้ เราก็บอกท่านว่า สอบนักธรรมเอกได้แล้ว ท่านก็ว่า เออ ๆ ดี ก็มาอยู่ช่วยกันพิมพ์ไป จำได้ว่าท่านพูดให้ข้อคิดอยู่เรื่องหนึ่งว่า เราทำงานเผยแผ่ช่วยคนให้พ้นทุกข์ ดังนั้น ผู้ทำอย่าเป็นทุกข์เสียเอง ท่านเตือนไว้ว่าให้ทำให้ดี อาตมาก็เลยทำงานพิมพ์มาเรื่อย ๆ เคยขอยางลบจากท่านเหมือนกัน ท่านก็บอกว่าตั้งแต่พิมพ์ดีดมานี่ ไม่เคยใช้ยางลบเลย อาตมาก็ถามว่า แล้วเวลาพิมพ์ผิดทำอย่างไร ท่านแนะว่าคุณหาอะไรแหลม ๆ แล้วก็เขี่ยมันออก อาตมาก็ไปขอได้เข็มหรือเข็มซ่อนปลายมา เวลาพิมพ์ตัวไหนผิด ก็ค่อย ๆ เขี่ยตัวนั้นออกแล้วก็พิมพ์ใหม่ งานต้นฉบับที่พิมพ์ก็มี "ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์" "พุทธประวัติจากพระโอษฐ์" ก็ไม่ได้ใช้ยางลบเลย งานเสร็จได้รับรางวัลจากท่าน เป็นหนังสือที่พิมพ์เสร็จแล้วเล่มหนึ่ง ท่านก็เขียนไว้ว่า ให้เป็นที่ระลึกจากหยาดเหงื่อแรงงานของคุณ เราก็เอามาเก็บ ท่านไม่ได้ให้อะไรมากกว่านั้น

          ประมาณ ปี ๒๕๑๙ ก็ทำงานใกล้ชิดกับท่านมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่านอาจารย์ก็เลยเปิดออฟฟิศให้ในห้องโกดัง ออฟฟิศขนาดประมาณ ๑ ตารางเมตร อยู่ในซอกของตู้เหล็ก ท่านให้ปัดกวาดสักหน่อย แล้วก็เอาโต๊ะเหล็กมาตั้ง มีเก้าอี้ตัว เครื่องพิมพ์ดีดอีกเครื่อง พอถึงเวลาจะพิมพ์อะไรท่านก็ส่งให้เรา เราก็พิมพ์แล้วก็ส่งให้ท่านดูตลอดเวลา ทำงานกับท่านได้ความรู้พิเศษอย่างหนึ่ง คือเรื่องเครื่องหมายวรรคตอนหรือการเว้นวรรค ท่านบอกว่า มันเป็นเรื่องสำคัญ ขณะที่เราเว้นวรรคแล้ว มันอาจไม่ชัดเจน ต้องใส่เครื่องจุลภาค คือ คอมมา หรือเครื่องหมายโคลอน เซมิ โคลอน ท่านก็บอกเราเรื่อยนะ อย่างนี้ต้องใส่ ให้ใส่อย่างนี้ ตอนแรกเราก็ไม่รู้เรื่อง แต่พยายามจะทำและใส่ ต่อมาทางคุณอรุณวตี (สวนอุศม) ก็รับไปใส่เครื่องหมาย มันยากมากเลย หนังสือสมัยก่อนออกช้ามาก โดยเฉพาะหนังสือชุดปกดำ เพราะท่านอาจารย์ต้องอ่านตรวจให้หมดก่อนพิมพ์ ก็เลยมีหนังสือมาคอยอยู่กับท่านเป็นปึกเลย เมื่อท่านอายุมากขึ้น ทำงานช้าลง ผลสุดท้ายก็เลยโอนให้มหาวิจิตรทำ มหาวิจิตรก็เอามาอ่านกับอาตมา อ่านแล้วก็มาตรวจคำผิดกัน เสร็จแล้วส่งโรงพิมพ์เลย งานหนังสือรุ่นหลัง ๆ ก็เลยไม่ผ่านท่านอาจารย์อีก ก็เลยมีโอกาสที่อาจจะผิดพลาดบ้าง แต่ท่านก็ถือว่าเอาเทปเป็นเกณฑ์ เพราะเทปยังอยู่"

หนังในทัศนะของท่านอาจารย

          "ประมาณปี ๒๕๒๗ มีคนเอาเครื่องเล่นวีดีโอมาถวาย เขาตั้งใจว่า อยากให้ท่านอาจารย์ได้ดูอะไรที่ควรจะดู เช่น สารคดีชีวิตสัตว์ โดยเขาอัดรายการจากในทีวีเอามาถวายให้ดู เป็นสารคดีชุด Singer World มีชีวิตสัตว์ต่าง ๆ ทั้งเสือ ลิง จระเข้ มากมาย ท่านอาจารย์ดูอยู่หลายสิบม้วน แล้วท่านก็เทศน์ออกมาเป็นเรื่องสัญชาตญาณ เป็นหนังสือปกดำชุดหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องสัญชาตญาณ ส่วนพวกหนังเรื่องนั้น ท่านอาจารย์ดูไม่เป็น ท่านดูหนังไม่รู้เรื่อง เพราะว่าหนังเป็นมายา เป็นสิ่งที่สร้างขึ้น ทำเรื่องราวให้สั้นเข้า มีคนเอาหนังเรื่องมาฉายให้ท่านดูเรื่องหนึ่ง คนอื่น ๆ ดูกำลังเพลิน หนังกำลังเข้าเรื่อง ท่านอาจารย์บอกว่าดูไม่รู้เรื่อง คือท่านไม่คุ้นเคยกับวิธีการของหนัง ท่านดูไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้ว่า ตัวไหนเป็นตัวเอก หรือตัวอะไร แล้วคำพูดที่เจรจากัน ท่านไม่ชอบ ท่านบอกว่า มันไม่ถูก แล้วไม่จำเป็นต้องมาพูดอย่างนี้ด้วย ผลสุดท้ายเลยต้องปิด

          ต่อมาก็มีละครธรรมะส่งเสริมศีลธรรม เรื่องทิวาราตรี ซึ่งเป็นข้อคิดเรื่องของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ก่อนฉายมีการตรวจเซ็นเซอร์กันเรียบร้อยแล้ว บทที่ไม่เหมาะสมก็ถูกตัดออกหมด เพราะเรารู้ใช่ไหมว่า ฉากรักใคร่ฉายไม่ได้ แล้วก็นัดพระมาดูกัน ก็มากันเต็มเลย ท่านอาจารย์ก็นั่งดูด้วย ละครเริ่มต้นตั้งแต่ชีวิตนักศึกษา พอไปถึงตอนที่นักศึกษาไปออกค่าย มีแคมป์นั่งรอบกองไฟ ตบมือร้องเพลง พอถึงตรงนั้น ท่านสั่งหยุดเลย บอกว่าต่อไปนี้ ไม่ต้องเอามาฉายอีก ตั้งแต่นั้นมาเลยไม่ได้ฉายวีดีโออีกเลย เราบอกท่านว่า ท่านอาจารย์ครับ หนังกำลังจะถึงจุดดีมีสาระแล้ว แต่ท่านบอกไม่เอาแล้ว เท่านี้พอแล้ว ศีลธรรมเสื่อมหมดแล้ว คือละครมันไปดีเอาตอนหลัง ตอนมีการเสียสละอะไร แต่ก่อนหน้านั้นมันเป็นเรื่องชีวิตโลก ๆ

          ต่อมาเอาใหม่ คราวนี้เขาเอาหนังชั้นหนึ่งของโลก เรื่อง คานธี มาฉาย คราวนี้ไม่ถูกสั่งปิด เพราะเป็นหนังสาระ แต่ก็มีฉากที่ท่านบอกว่าไม่น่าจะเอามาใส่ไว้ คือฉากตอนที่คานธีกับภรรยาลากันและก็มีการกอดกัน ท่านบอกว่าเอามาใส่ทำไม มันไม่จำเป็น มันไม่เกี่ยวกับสันติภาพเลย แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่ง คือเทวดาท่าจะบ๊องส์ เรื่องนี้เซ็นเซอร์ก่อน ตัดหมดเลย เหลือแต่ตอนขวดตกลงมา แล้วตัวเอกเอาขวดไปทิ้ง ฉากยิงกัน หรือที่ไม่เหมาะสมตัดทิ้งหมดเลย ฉายให้ท่านดูปรากฏว่าผ่าน เพราะว่าเราตัดเสียหมด ถ้าไม่ตัดท่านก็คงจะดูไม่จบอีก คือ ท่านอาจารย์จะมองอะไรไม่เหมือนเรา สมัยอาตมามาอยู่ใหม่ ๆ เขาเอาสบู่หอม สบู่ลักซ์ สบู่ปาล์มโอลีฟมาถวาย ท่านบอกว่าพระไม่ควรใช้ สบู่หอมเอาไว้ให้ชาวบ้านใช้ พระต้องใช้สบู่ซักผ้าซันไลท์ พอกตัวถูขี้ไคล ซักสบงในตัวเสร็จ เรียบร้อยดี ถ้าใช้สบู่หอมแล้วมันจะบ้ากาม พวกบ้ากามใช้สบู่หอม แต่เดี๋ยวนี้ห้ามยาก เพราะมากี่โหลก็หอมหมด (หัวเราะ) ผลสุดท้าย พระก็เลยพลอยแย่ไปด้วย

          อีกครั้งหนึ่ง เคยมีคนเอาหนัง ชาลี แชปลิน ตอนดี ๆ มาฉายให้ท่านดู บอกว่าเป็นหนังดีมีสาระ ท่านดูแล้วบอกว่าไร้สาระ เสียเวลา ปิด ตกลงเลยไม่ได้ดู สรุปท่านดูอยู่อย่างเดียว คือชีวิตสัตว์ นอกนั้นไม่ดูเลย ยิ่งหนังโฆษณาสินค้านั้นท่านดูไม่ได้เลย ตอนเกิดสงครามอิรักมีคนเอาโทรทัศน์มาเปิดให้ท่านดูข่าวนี้ ท่านดูอยู่หน่อยก็ไม่ดูอีก เพราะมันมีโฆษณาคั่นข่าว ท่านบอกว่าโฆษณามันเลวร้ายมาก เอาผู้หญิงมาแต่งตัวนุ่งสั้น ทำหน้าทำตาแบบนั้น ท่านสั่งปิดเลย บอกว่ามันทุเรศ ท่านจึงรู้ข่าวสารจากวิทยุและหนังสือพิมพ์มากกว่าสื่ออย่างอื่น เปิดฟังข่าววิทยุ ท่านก็จะให้เปิดเฉพาะที่เป็นข่าวจริง ๆ ไม่ให้มีโฆษณาออกมาด้วย คนทำหน้าที่เปิดจะต้องระวังมากเลย"

ความเอื้อเฟื้อและของแจก

          "ท่านอาจารย์เป็นคนที่เอื้อเฟื้อมาก แต่จะเอื้อเฟื้อโดยไม่บอก เช่นอาหารที่ท่านฉันนั้น ปกติท่านฉันเสร็จเราจะรับมาฉันต่อ เราสังเกตเห็นเลยว่า ท่านตั้งใจเหลือเผื่อถึงเรา เพราะท่านทราบแน่ว่าอาหารอะไรดี แต่ท่านไม่ฉัน หรือฉันนิดเดียว ทั้ง ๆ ที่บางอย่างมีไม่มาก ไม่ควรเหลือถึงเรา แต่ก็เหลือทุกครั้ง ท่านไม่เคยฉันอะไรหมด จะต้องมีเหลือทุกครั้ง แต่ท่านไม่บอกว่า เราเหลือให้เธอนะ เพื่อเอาบุญคุณ ท่านอาจารย์ไม่เคยทำอย่างนั้นเลยในทุกเรื่อง อาหารที่เราจะอดก็คืออาหารที่ดีเกินไป เพราะท่านจะเอาให้หมากิน ท่านบอกว่าถ้ามันดีนัก ก็ให้หมามันกินดีกว่า ท่านคงจะกลัวว่าพระจะเสียนิสัย ของกินที่ดีเกินไป อย่างช็อกโกแลต ท่านบอกว่าของอย่างนี้พระไม่ควรฉัน บอกให้เก็บเอาไว้ให้เด็ก ๆ ที่มาวัด ท่านคงเกรงว่าพระฉันของดีมาก ถ้าไม่ระวังรักษาจิต ก็จะเพลินไปกับความอร่อย ท่านอาจารย์จะเป็นตัวอย่างที่ดีมากในเรื่องนี้ คือไม่ว่าอาหารการกินจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร สะดวกสบายขึ้นยังไง มีของขบฉันมากขึ้นแค่ไหน ท่านอาจารย์ก็ยังฉันแบบเดิม เท่าเดิม ไม่ใช่ว่าของอร่อยของดีก็ฉันมาก ลักษณะการฉันของท่านเราจะดูไม่ออกเลยว่า อร่อยหรือไม่อร่อย เพราะท่าทางของท่านเหมือนเดิมทุกวัน

          ของอย่างอื่น เช่น ไดอารี่ ถ้าท่านมีหลายเล่ม ท่านก็ให้เราตามโอกาส มีก็ให้ ไม่มีก็ไม่ให้ ไม่ใช่ว่า ไม่มีแล้วซื้อมาให้ อย่างปากกาถ้าเขาถวายมาหลาย ๆ ด้าม ท่านก็เอาไว้ด้ามหนึ่ง นาฬิกาก็เหมือนกัน ถ้ามีหลาย ๆ เรือน ท่านได้มาท่านก็ให้ เคยสังเกตเหมือนกันว่า ท่านจะให้ของเราตอนไหน อย่างไร เพราะบางทีเราก็ไปแอบดูว่า ใครถวายอะไร ไปจ้องไว้ พอถวายปุ๊บ เราก็ไปเดินดู เอ๊ะ! ท่านไม่ให้ (หัวเราะ) นี่เป็นเครื่องวัดว่า ท่านไม่ได้ให้เพราะว่า เห็นเราแล้วต้องให้ เพราะกลัวว่า เดี๋ยวจะถูกหาว่า ทำไมมีของเกินจำเป็นอะไรอย่างนี้ เหมือนที่เราให้คนอื่นเพราะความจำเป็น เหตุการณ์บังคับถึงต้องให้ แต่ท่านไม่ใช่อย่างนั้น"

พูดจริง ไม่มีพูดเล่น

          "มีเรื่องหนึ่งที่คนใกล้ชิดทุกคนจะเห็นเหมือนกันหมด ก็คือว่าท่านอาจารย์ไม่เคยพูดเล่น อาตมาอยู่กับท่านมาเป็นสิบปี ไม่เคยเห็นท่านพูดเล่น ที่พูดแล้วคนหัวเราะ ส่วนใหญ่จะหัวเราะกันไปเองนะ ท่านพูดไม่ขำ คนฟังขำเอง อย่างท่านด่าไอ้ชาติโง่ คนก็หัวเราะแล้ว คือมันสะใจดี คนก็ขำในความสะใจนั้น ไม่ได้ขำว่ามันเป็นเรื่องตลก ที่ท่านอาจารย์จะชวนคุยเรื่องไร้สาระสักอย่างไม่มีเลย เช่น จะคุยว่าวันนี้พระจันทร์สวยนะ อะไรอย่างนี้ไม่มี พูดอะไรเกี่ยวกับผู้หญิงก็ไม่มี

          ครั้งหนึ่ง อาตมาเดินตามหลังท่านอาจารย์ช่วงที่ท่านเดินออกกำลังกายตอนเช้า ก็เดินตามท่านไป แล้วก็คุยกันไปกับพระที่เดินไปด้วยกัน ไม่ได้คิดว่าท่านจะสนใจ วันนั้นเราคุยกันเรื่องที่เกิดคดีชาวบ้านฆ่ากันตายในละแวกนั้น ก็คุยกันเป็นเรื่องเป็นราวเอาจริงเอาจังไปตลอดทางที่เดินตามท่าน พอถึงช่วงหยุดเดิน ท่านอาจารย์ก็ปรารภขึ้นมาลอย ๆ ว่า "ถ้าคนสมัยนี้คุยกันเรื่องพระพุทธเจ้าอย่างเอาจริงเอาจังบ้าง โลกก็คงจะดีขึ้นกว่านี้!" ทำเรารู้สึกอายมาก ทั้ง ๆ ที่ท่านไม่ได้ดุว่าอะไรเลย แต่คำพูดของท่านมันสอนเราอย่างแรงเลย

          ดังนั้น เรื่องที่ท่านอาจารย์จะคุยด้วยโดยปกติ คือท่านจะถามว่า เดี๋ยวนี้คุณศึกษาเรื่องอะไร คุณอ่านเรื่องอะไรอยู่ ท่านจะถามอะไรทำนองนี้ อาตมาถูกท่านถามอย่างนี้ บางทีไม่รู้จะตอบอย่างไร คือเราไม่ได้ศึกษา ท่านก็จะบอกว่า อย่าประมาทนะ คุณต้องอ่านไว้ และอย่าทิ้งนวโกวาท นักธรรมตรี โท เอก คุณต้องเย็บเป็นเล่ม หมั่นอ่าน ของท่านอาจารย์เอง ท่านเย็บเป็นเล่มเลย นักธรรมตรี โท เอก ท่านบอกว่าผมไม่เคยทิ้ง ไม่ใช่ว่าเราเรียนผ่านแล้ว รู้แล้วก็ทิ้ง มันไม่ได้ ท่านไม่เคยทิ้งเลย อย่างปาฏิโมกข์นี่ท่านก็จำได้หมด ท่านเคยมานั่งท่องให้ฟังและเคยสอนการสวดที่ถูกต้องให้ด้วย"

เถียงได้ ไม่บังคับ

          "เวลาที่ท่านทำงานหนังสือกับมหาวิจิตรนั้น คนที่ไม่รู้เรื่องมาก่อนเห็นแล้วอาจตกใจ เพราะเถียงกันประจำ มหาวิจิตรมีหน้าที่ค้นพระบาลีมาถวายตามที่ท่านสั่ง ซึ่งมหาวิจิตรจะเก่งมาก ขนาดคอมพิวเตอร์ทำอะไรไม่ได้ เพราะสามารถค้นไม่ใช่เฉพาะคำที่ต้องการ แต่รวมถึงคำที่มีความหมายใกล้เคียงในพระไตรปิฎกด้วย บางครั้งมหาวิจิตรแปลงานแล้วเอาให้ท่านอาจารย์ดู ท่านบอกว่าแปลแบบนี้ไม่ได้ แต่มหาวิจิตรเถียงว่าได้ ก็เถียงกับท่านดังมาก ขนาดโยมมาเห็นแล้วมาบอกเราว่าให้เลิกได้ไหม กลัวท่านอาจารย์เส้นโลหิตในสมองแตก คือเขาคิดว่าท่านอาจารย์โกรธ เพราะท่านว่าไอ้โง่ ๆ เสียงดังมาก แต่เราอยู่ใกล้จะสังเกตรู้ว่าท่านไม่ได้โมโห เพราะตอนที่เถียง ๆ กันนั้น บางทีมีแขกมา ท่านก็ลุกไปคุยกับแขก แบบเฉยเลย เหมือนไม่มีอะไรเลย คุยกับแขกตั้งนาน กลับมานั่งทำงานต่อ ท่านก็บอกไอ้โง่อีกละ บอกว่าเธอทำไมไม่ทำอย่างนี้ ๆ มหาวิจิตรเองก็รู้ว่าท่านสอน เลยไม่เคยโกรธอะไรเลย ใจเย็นมาก

          การทำงานหนังสือนั้น ตามปกติท่านอาจารย์จะพูด มหาวิจิตรจด อาตมาพิมพ์ แล้วมาให้ท่านตรวจปรู๊ฟก่อนจะให้โรงพิมพ์เอาไปพิมพ์ เวลาที่เถียงกันแล้วตกลงกันไม่ได้ ท่านอาจารย์ก็จะบอกมหาวิจิตรว่าตามใจคุณ ของผมจะเอาอย่างนี้ แล้วท่านก็จดเอง มหาวิจิตรก็จะจดตาม แต่ขอเถียงก่อน (หัวเราะ) ท่านอาจารย์ท่านไม่บังคับใครให้ตาม แล้วก็ฟังเราด้วย เพราะบางครั้งเราเรียนท่านว่า น่าจะใช้คำอย่างนี้ ๆ ซึ่งถ้าได้ ท่านก็บอกว่าเอาเลย ๆ"

หน้าที่ใคร ใส่ใจให้ดี

          "อาตมาฟังเขาเล่ากันว่า สมัยก่อนถ้าท่านอาจารย์เรียกใครแล้ว คนนั้นต้องมาให้ทัน ถ้ามาไม่ทันก็โดนไม้เท้า เพราะถือว่าละเลยหน้าที่ ท่านเป็นคนที่มีหลักเกณฑ์ในการใช้งาน เมื่อท่านมอบให้ใครทำหน้าที่อะไรแล้ว คนนั้นต้องรู้หน้าที่ และทำหน้าที่ของตนให้ดี ท่านจะไม่ใช้สลับหน้าที่ด้วย เช่น อาตมามีหน้าที่เกี่ยวกับหนังสือ ตอบจดหมาย ดูแลเอกสาร ส่วนเรื่องถวายอาหารจะเป็นหน้าที่ของท่านสิงห์ทอง เรื่องทำบุญก็เป็นหน้าที่ของท่านจ้อย (พระมณเฑียร มัณฑิโร) เวลามีอาหารใส่ปิ่นโตมา ท่านจะไม่ถามเรา จะถามท่านสิงห์ทองว่า ใครเอาปิ่นโตนี้มา ถ้าไม่รู้ก็ต้องโดนท่านว่าไปตามเรื่อง ท่านจะไม่โทษคนอื่น หรือถ้าเป็นจดหมาย ธนาณัติ อะไรอย่างนี้ก็จะถามอาตมา คือท่านจะแบ่งงานและใช้งานไม่ปนกัน ขนาดเราเดินผ่านท่านอาจารย์ ท่านหิวน้ำ เรียกหาท่านสิงห์ทอง เราบอกไม่อยู่ครับ อยู่ทางโน้น ท่านก็ไม่ใช้เราแทน นอกจากเราถามท่านว่า ท่านอาจารย์ต้องการอะไรครับ ท่านก็จะบอกว่า เราจะเอาน้ำสักแก้ว อาตมาก็ไปเอามาถวาย ถ้าจะให้ท่านใช้เอง ท่านไม่ใช้ คือถ้าผิดหน้าที่แล้วท่านจะไม่ใช้

          อาตมาอยู่กับท่านอาจารย์มา เห็นว่าเวลาท่านใช้เรา ท่านจะใช้แบบวิธีขอร้องมาตลอด ทั้งที่ความจริงท่านไม่ต้องทำอย่างนั้นเลย เช่น ท่านจะถามว่าวันนี้คุณว่างไหม ถ้าว่าง เดี๋ยวคุณมาพิมพ์หนังสือให้ผมหน่อย อะไรอย่างนี้ ที่จะบอกว่า มานี่แล้วออกคำสั่งนั้นไม่มี แม้แต่เวลาอาพาธ ถ้าไม่เหลือวิสัยแล้ว ท่านอาจารย์จะไม่เรียกคนเลย จะเดินเหิน ฉันอะไร ทำเองทุกอย่าง ไม่มีรบกวนใคร ท่านเป็นคนที่เกรงใจคนอื่นมาก"

ความนิ่ง คือความปกติ

          "ท่านอาจารย์จะสัมพันธ์กับคนต่าง ๆ ด้วยความนิ่งมาก เป็นปกติคงเส้นคงวา มีบางทีที่เราคิดหรือทำอะไรได้แล้ว รู้สึกว่ามันเยี่ยมมันดีจัง น่าตื่นเต้น ก็เอาไปให้ท่านดู นึกว่าท่านจะพลอยตื่นเต้น ว่ามันดีอย่างโน้นอย่างนี้กับเรา เพราะใจเราชอบอยากให้เป็นแบบนั้นใช่ไหม แต่ท่านไม่ใช่อย่างนั้น บางที่ท่านก็บอกว่าวางไว้ก่อน หรือดูแล้วเฉย ๆ อาตมาไม่เคยเห็นท่านตื่นเต้นหรือตกใจอะไรเลย อารมณ์ท่านนิ่งมาก

          อาตมาได้เรียนรู้เรื่องนี้จากท่านโดยตรง ตอนที่ท่านอาจารย์อาพาธ คือช่วงนั้นมักจะมีญาติโยมมารบกวนท่านบ่อย เวลาท่านหลับพักผ่อน เราก็ไม่อยากให้ใครกวนท่าน แต่บางคนมาบอกขอกราบหน่อยไม่ได้หรือไง ดูหน่อยไม่ได้หรือไง อาตมาบอกท่านหลับอยู่ เขาก็บอกว่าขอชะโงกดูทางหน้าต่างหน่อยก็ได้ จนเราไม่รู้จะสู้กับเขายังไง บางคนมาแรงมาก จะดูท่านอาจารย์ให้ได้ กระโดดทางโน้น อ้อมทางนี้ กั้นไม่อยู่หรอก เข้าไปถึงก็ไปกราบท่านอาจารย์ก็ตื่น เราก็โกรธแทน เพราะเห็นว่าไม่ควร คนนอนหลับอยู่ ทำไมต้องไปกราบให้ตื่นด้วย แล้วก็ไม่กราบเฉย ๆ ต้องไปกราบที่ตักด้วย เราจะให้กราบข้างหลังก็ไม่ได้ บอกเดี๋ยวไม่เห็น ต้องไปกราบข้างหน้า อย่างนี้แล้วจะไม่ให้ท่านตื่นยังไงไหว

          พอตื่นขึ้นมา ท่านอาจารย์ก็ไม่โกรธ ไม่เคยเห็นท่านโกรธเลยนะ ท่านตื่นขึ้นมา ก็ถามว่ามีธุระอะไร เขาบอกมากราบ ท่านอาจารย์ก็บอกว่า เดี๋ยวก็ไปเที่ยวต่อทางโน้น เขาก็ออกไป เรารู้สึกว่าไม่พอใจเขามาก พอโกรธแล้วก็ได้คิดว่า เอ๊ะ! ทำไมต้องโกรธด้วย ขนาดท่านอาจารย์เป็นคนถูกปลุกแท้ ๆ ยังไม่โกรธ แล้วเราจะไปโกรธทำไม เห็นท่านอาจารย์แล้วเราก็เลยไม่โกรธ เปลี่ยนมาคิดหาวิธีใหม่ ที่จะพูดและกันไม่ให้คนมารบกวนท่าน โดยที่เราไม่ต้องโกรธเขา"

เกณฑ์การต้อนรับคน

          "มีบางคนถามว่า ท่านอาจารย์มีวิธีการต้อนรับคนต่าง ๆ อย่างไร ปัญญาชน ชาวบ้าน คนที่มีฐานะ ถ้าให้อาตมาสรุปจากที่เห็น คิดว่าท่านจะต้อนรับใครอย่างไร ขึ้นกับบุคลิกของคนที่เข้ามาหาท่านมากกว่า ไม่ใช่เรื่องยากดีมีจน ถ้าท่าทางออกบ้า ๆ หน่อย ท่านอาจารย์ก็ไม่คุยด้วย ท่านไม่ได้ดูจากเสื้อผ้า ถึงแม้เสื้อผ้าจะเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิก แต่จริง ๆ แล้ว ท่านอาจารย์จะดูจากการพูดจา บุคลิกท่าทาง มีผู้หญิงฐานะดีคนหนึ่ง มาสวนโมกข์ครั้งแรกมาถวายของ ถวายเงิน คราวหลังเขามาใหม่ พอมาถึง ก็ถามท่านอาจารย์ว่า จำเขาได้ไหม ท่านบอกจำไม่ได้หรอก เขาโกรธเลย เพราะคราวก่อนถวายเงินเป็นหมื่น ทำไมท่านอาจารย์จำเขาไม่ได้ เขาก็ลุกเลย แล้วไปพูดกับคนอื่นว่า ตั้งใจจะมาถวายเงินท่านสักหน่อย แต่ท่านอาจารย์จำเขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะไม่ถวายแล้ว กลับดีกว่า

          บางคนก็มาพูดแบบไม่ได้เรื่องหรือไม่ดูความเหมะสม อย่างท่านกำลังเดินอยู่ มาถึงมากราบ ท่านถามว่ามีธุระอะไร เขาบอกผมมีปัญหาจะถามครับ ท่านบอกไม่ใช่เวลาจะตอบปัญหา ท่านก็ไล่เลย แต่บางคนมากราบท่านคุยด้วยเลยก็มี อาตมาก็ไม่รู้ว่าทำไมท่านคุยกับคนนี้ ไม่คุยกับคนนั้น ทั้ง ๆ ที่แต่งตัวคล้าย ๆ กันนะ ครั้งที่เห็นชัดเลยก็คือ มีคนคนหนึ่ง จะมาขอจำพรรษาที่สวนโมกข์ ซึ่งธรรมดาแล้วทางนี้จะไม่รับแล้วเพราะเป็นในพรรษา ท่านอาจารย์ก็บอกไม่รับ หมดเวลาแล้ว คุณมาทำไม แล้วท่านก็ไล่ คนนั้นเขาก็เฉย แล้วพูดอะไรก็ไม่รู้ สักพักเดียวท่านอาจารย์ก็ให้อาตมาไปหากุฏิให้เขาอยู่ มันเปลี่ยนตามเหตุปัจจัย ซึ่งเราไม่รู้ว่าคืออะไร

          ส่วนคนที่เขามาโดยยศตำแหน่ง ก็แน่นอนว่า ต้องรับเขาตามธรรมเนียม เพราะเขามาโดยอำนาจโดยตำแหน่งใช่ไหม แต่ยกเว้นผู้หญิง มาคนเดียวเข้าไม่ได้หมด ท่านระวังเรื่องนี้ตลอด ไม่ว่ากับใคร ยิ่งเป็นวัยรุ่นด้วย ยิ่งเข้าไม่ได้เลย บางคนก็โกรธว่าทำไมเข้าคุยกับท่านไม่ได้ ถ้าเข้าไปต้องมีพระหรือมีใครอยู่ด้วย พวกนิตยสาร หนังสือพิมพ์ ถ้าส่งผู้หญิงมาสัมภาษณ์มักไม่ค่อยสำเร็จ หรือยุ่งยากหน่อย"

ธรรมะที่ใช้ในทุกปัญหา

          "ท่านอาจารย์เคยสอนว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หรือมีปัญหาหนักหนาอะไรก็ตาม ให้เราถามพระพุทธเจ้าก่อน คือให้มีสติเต็มที่ ถ้ามีสติและมีปัญญาแล้ว ทุกอย่างทุกปัญหาจะแก้ไขได้ อาตมาอยู่กับท่านจำได้เลยว่า เวลาท่านให้ทำอะไรแล้วเราบอกว่าทำไม่ได้ ท่านมักจะบอกว่า อย่าเพิ่งพูด อย่าเพิ่งพูด ให้ไปลองเสียก่อน คือให้เรารู้จักคิด รู้จักทำเสียก่อน อย่าเพิ่งยอมแพ้ โดยที่ยังไม่ได้ทำอะไรอย่างเต็มที่เลย"

บทความที่น่าสนใจ > "พุทธทาส" ในความทรงจำ > เกร็ดธรรมะจากเกร็ดชีวิตของพุทธทาสภิกขุ
> ภาค ๑ ธรรมะจากมุมมองของผู้ใกล้ชิด
> พระพรเทพ ฐิตปัญโญ (เลขานุการส่วนตัวของท่านอาจารย์พุทธทาส)


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | >บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ
Search WWW Search พุทธทาสศึกษา

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.