|

ท่านอาจารย์สวนโมกข์ที่ข้าพเจ้ารู้จัก
๕

ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับชีวิตและงานของท่านพุทธทาสภิกขุ
โดย 
ตอบคำถาม

อาจารย์ว่าช่วงที่ตั้งต้น ที่ท่านได้อธิบายมาว่าเกือบจะตั้งนิกายใหม่นั้น
ผมไม่ทราบว่าพอจะนำเสนอเรื่องแนวความคิดสักเล็กน้อยได้ไหมว่า นิกายใหม่นั้นท่านอาจารย์มีแนวคิดเห็นเป็นแนวใด
พอเค้า ๆ ก็ได้ครับ
ตอบ เรารับพุทธศาสนามาจากลังกา คัมภีร์หลักซึ่งรวบรวมโดยพระพุทธโฆษาจารย์
ที่ว่าด้วยแก่นแท้ของพุทธศาสนาคือ คัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้น มีบทบาทครอบงำ
จูงใจ บำรุง วิถีชีวิตของชาวพุทธศรีลังกามานานมาก จนกระทั่งพระสงฆ์เชื่อว่า
วิสุทธิมรรคเป็นแก่นสารยิ่งกว่าพระไตรปิฎก ยิ่งกว่าพระสูตรใด ๆ ทั้งสิ้น
ในวิสุทธิมรรคได้อธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาท หรือที่เรียกปัจจยาการชนิดข้ามสามภพสามชาติ
ที่จริงนั้นในวิสุทธิมรรคได้อธิบายเรื่องทีละขณะจิตด้วย แต่ไม่ได้เน้น
แต่ไปเน้นเอาสามภพสามชาติ ซึ่งจุดนี้เองที่ท่านอาจารย์ถือว่า เป็นจุดวิกฤติ
วิกฤติภูมิปัญญาของพุทธ เพราะว่ามันข้ามสามภพสามชาติ มันก็กลายเป็นสัสสตทิฏฐิ
ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ ถูกไหมครับ? จากจุดนี้เองที่นำไปสู่การวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง
ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงว่าพระพุทธโฆษาจารย์นั้นไม่ได้พูดเรื่องการเกิดชั่วขณะจิต
ท่านพูดไว้ด้วย แต่นิดเดียว เพราะว่าท่านเป็นเพียงผู้รวบรวม ร้อยกรอง
จากจุดที่ว่าอาสวะกิเลสดองอยู่ในสันดานข้ามภพข้ามชาติ
หรือว่าอาสวะกิเลสหมายถึงความเคยชินที่จะเกิดซึ่งข้อต่างนี้ฉกาจฉกรรจ์มากจนกระทั่งว่า
จากจุดนี้นำไปสู่การแบ่งแยกในการภาวนาได้ เพราะว่าถ้ากิเลสดองในสันดานที่เรียกว่าอนุสันนั้น
ติดฝังลึกนอนนิ่งอยู่นานหลายภพชาติแล้ว การปฏิบัติต้องขัดเกลา ขูดเพียรทำทุกวิถีทางที่จะให้หมดสิ้น
แล้วถ้าเหตุอยู่ในชาติก่อน เมื่อจะแก้ให้แก้ที่เหตุ มันยื่นมือไปในอดีตชาติได้หรือ?
พิเคราะห์ดูแล้วพิกลอยู่ ผมไม่ได้ตัดสินนะครับว่า พระพุทธโฆษาจารย์ถูกหรือผิด
ผมเล่าว่าท่านอาจารย์มีข้อขัดแย้งอยู่อย่างไรเท่านั้นส่วนการที่เชื่อว่า
อนุสัยนั้นเป็นสิ่งเพิ่งเกิดซึ่งเคยชินยิ่ง เพิ่งเกิดและเกิดอย่างรวดเร็ว
การปฏิบัติก็ไปอีกแบบหนึ่งคือต้องเจริญสติ เพื่อให้ทันกับการเกิดชนิดนี้
ดังนั้นผู้ที่ถือกันว่าจิตเดิมแท้เป็นประภัสสรบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่แล้ว
กิเลสเป็นดุจอาคันตุกะที่จรมานั่นอย่างหนึ่ง กับเชื่อว่าเราเกิดมาแล้วแสนชาติ
กิเลสดองในสันดาน เราต้องเกิดอีกนั้นมันเป็นความเชื่ออีกแบบหนึ่ง ส่วนตัวของผมถือว่าความเชื่อทั้งสองนี้กลมกลืนกันได้
ไม่ถึงกับขัดแย้งอย่างรุนแรง เพราะด้านหนึ่งเป็นการมองแบบปุคคลาธิษฐาน
มีคน มีสัตว์ คนต้องมีกิเลส มีการเดินทางไกล เหมือนคนโบราณพูดว่า เราเกิดมานี่เพื่อเสริมบารมีของเราให้เต็ม
คือยังมีตัวตน มีอัตตาอยู่ อันนี้เป็นรากฐานของจริยธรรมแบบพุทธ แต่เมื่อถึงเรื่องบทภาวนาชั้นสูงท่านอาจารย์สวนโมกข์ท่านไม่ยอม
เหมือนที่เล่าแล้วว่าท่านเป็นคนดื้อ ถ้าว่าจุดไหนที่อุกฤษฏ์ ท่านไม่ยอม
ยอมไม่ได้ จากจุดนี้เองมันจะนำไปสู่การตั้งนิกายใหม่
เราจะบอกว่าพุทธศาสนานั้นทุก
ๆ สำนักในประเทศนี้หรือทั่วโลกเหมือนกันนั้นไม่จริงเลย มีทั้งความต่างและความเหมือน
แล้วแต่พิเคราะห์กันในระดับใด ไม่ว่าภาวนาแบบพุทโธก็ดี หรือสัมมาอะระหังก็ดี
ผมคิดว่าเราต้องฟื้นความเข้าใจอันหนึ่งซึ่งสำคัญมากตรงนี้ว่าบรรดาเทคนิคทั้งหมดที่ชาวพุทธรุ่นหลัง
อาจารย์รุ่นหลังค้นคิดขึ้นล้วน เป็นสิ่งที่ใช้ชั่วครู่ชั่วยาม เพื่อบรรลุเป้าหมายระดับใดระดับหนึ่ง
เทคนิคทุกชนิดจะต้องถูกทิ้ง ถ้ายึดถือไว้ก็อุปมาเหมือนเราหกล้มแขนหัก สิ่งแรกที่เราไปหาหมอก็คือ
หมอเข้าเฝือกให้ก่อน เพื่อหยุดการขยับเขยื้อน เพื่อให้ธรรมชาติของร่างกายสมานตัวมัน
แล้วเมื่อถึงจุดหนึ่งเมื่อมันเริ่มหาย เราต้องเอาเฝือกออก ถ้าเราเข้าใจผิดคิดว่าเฝือกคือส่วนหนึ่งในชีวิตละก็ยุ่งเลยทีนี้
แขนเราจะพิการตลอดชาติไปเลย จากอุปมาอันนี้
ผมเองไม่ได้ใช้ความรู้สึกส่วนตัวเลย
ผมเห็นว่าถูกทั้งสอง แต่ว่าถูกคนละระดับ สัสสตทิฏฐินั้นถ้าเราดูในหมวดสัมมทิฏฐิแล้ว
สัมมาทิฏฐิมีหลายหมวดมาก มีหนวดหนึ่งเป็นสัสสตะทั้งหมดเลย ท่านต้องเชื่อว่าบุญมีผลบาปมีผล
ยันตกรรมมีผล พ่อแม่มีบุญคุณ พระอรหันต์มีพระอรหันต์ที่สอนให้เรารู้เรื่องนี้มี
เป็นเรื่องคน เรื่องสัตว์บุคคล ทั้งนั้น นั่นพระพุทธเจ้าก็สอน แต่พอถึงสัมมาทิฏฐิในหมวดชั้นสูง
ไม่ใช่เรื่องสัตว์ บุคคล ตัวตนแล้ว เป็นเรื่องปรมัตถ์แล้ว ไม่มีข้อวิวาทะ
ผมใช้คำว่าวิวาทะ
ไม่ใช่ระหว่างท่านอาจารย์กับหม่อมคึกฤทธิ์ ที่จริงครั้งนั้นเล่าแทรกว่า
หลังจากวิวาทะกันแล้ว ท่านกลับไปถึงสวนโมกข์แล้วก็เปิดเทปชุดนั้นฟัง ผมได้ยินท่านพึมพำว่า
บ้าทั้งคู่ ท่านหลุดปากว่า บ้าทั้งคู่ แล้วท่านก็หันมาสอนพระที่นั่งว่า
พวกคุณไม่ควรจะทะเลาะกับใครเลย เมื่อพูดไม่รู้เรื่องควรจะเงียบ นิ่ง แต่ท่านเองไม่ทำตามที่ท่านพูด
เพราะว่าท่านคือท่าน แต่ว่าคำสอนของท่านเองนี้เราต้องเข้าใจ โดยทั่วไปเรามักเข้าใจว่า
คุณต้องทำตามสิ่งที่คุณพูด ฉันจึงจะนับถือคุณ ถ้าเป็นอย่างนั้น พ่อแม่ทุกคนไม่น่านับถือ
ลูกไม่ควรนับถือเลย เพราะหลายเรื่องที่เราทำไม่ได้ แต่เราเอาประสบการณ์อันเลวร้ายที่เกิดกับเราแล้ว
เราเข้าใจมันแล้วใช้เพื่อป้องกันลูก นั่นเป็นความรักใช่ไหม? ดังนั้นการที่เราไม่ได้เสแสร้ง
เราอาจจะติดบุหรี่อยู่ หรือกินเหล้าอยู่บ้าง แต่มันมีเหตุผลเฉพาะตัวด้วย
ถ้าลูกบอกว่า พ่ออย่ามาสอนผมเลย พ่อยังเลิกไม่ได้เลย ผมคิดว่าลูกคนนี้ก้าวร้าว
ไม่ดีเลย ผมตอบได้พอเป็นเค้าเท่านั้น ส่วนที่ว่าท่านจะตั้งนิกายใหม่นั้นท่านไม่ตั้งหรอกครับ
ท่านบอกว่าแต่ผมจะไม่ตั้ง ผมเชื่อว่ารากฐานของการพูดนี้ เนื่องจากท่านเคารพในบูรพาจารย์ด้วย
ท่านพุทธทาสนี้
จริง ๆ ท่านมีอัจฉริยภาพอะไรที่พิเศษกว่าคนปกติหรือเปล่าครับ เพราะว่าไม่ว่าหนังสือที่ท่านเขียนในแนวธรรมะกับการเมือง
หรือธรรมะกับระบบการศึกษาของประเทศไทย หรือหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งความคิดท่านกว้างมากที่นำธรรมะไปอธิบายในแง่มุมต่าง
ๆ แต่ว่าในขณะที่ถ้ามองอีกแง่หนึ่ง พระตามป่า หรืะพระส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติแล้วท่านก็จะพูดธรรมะในแนวเอามาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน
แต่ว่าผมสงสัยว่าทำไมท่านสามารถโยงใย เหมือนกับคนที่ได้รับการศึกษาในระบบมหาวิทยาลัยหรือคนที่ได้รับการศึกษามาก
ๆ จะขอถามอาจารย์ว่า เป็นเพราะท่านอาจารย์พุทธทาสอ่านมาก หรือว่าใช้วิธีศึกษาอย่างไร
หรือว่าเป็นการรู้แจ้งจากภายใน แล้วจึงสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้
ขอบพระคุณครับ
ตอบ เป็นคำถามที่ดีทีเดียว ที่จริงปัจจัยที่ทำให้ท่านอธิบายอะไรได้กว้าง
ลุ่มลึก แล้วประการสำคัญที่สุดก็คือสืบสานอดีต ปัจจุบัน แล้วปูทางไปสู่อนาคตได้นั้นมีหลายปัจจัยมาก
ความเป็นนักอ่านตัวยงด้วย ไม่ใช่อันใดอันหนึ่ง ความใช้ชีวิตแนบสนิทกับธรรมชาติป่าเขา
ความที่มีชีวิตติดดิน ซึ่งคำว่า ชีวิตติดดินหมายถึงว่า ตัดขาดจากความทะเยอทะยานที่จะเป็นเจ้าคุณ
ที่จะเป็นสมเด็จ ซึ่งสิ่งนั้นจะรบกวนความรู้สึกของผู้ที่หวังภาวนาเป็นอย่างมาก
ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งหรือปรากฏการณ์หนึ่งในประเทศเราคือระบบสมณศักดิ์
นี้ไม่มีผลดีเท่าไรนัก ต่อวิถีทางของสมณะ แต่อาจจะมีผลดีต่อราชสำนักหรือการเมืองในวงกว้างได้
จริง ๆ แล้วสิ่งเหล่านี้รบกวนความรู้สึกสงบได้ ที่ต้องมาแข่งเรื่องศักดิ์
เรื่องศรี ซึ่งเป็นนักบวชแล้วไม่น่าจะมีในเถรคาถา-เถรีคาถาบอกว่า อาตมาภาพจะท่องเที่ยวในไพรพง
เอาอกแหวกหญ้าคา หมายความว่าจะทำตัวให้เป็นไม้ผุ คือแบติดดินเลย เพราะว่าสมณะต้องเป็นอย่างนั้น
ท่านอาจารย์ได้ปฏิบัติสิ่งเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง นับเวลาที่ยาวนาน ภูมิปัญญาของท่านนั้น
ก็เกิดการประสานตัวกันขึ้น ทั้งประสบการณ์ด้านในเฉพาะตัว คืออาการประจักษ์แจ้งในตนเอง
พร้อมกันนั้นท่านไม่ทอดทิ้งพระคัมภีร์ ท่านเป็นนักการศึกษาตัวยงทีเดียว
ท่านทำมันหมดทุกด้าน
มีครั้งหนึ่ง
ผมเล่าเรื่องส่วนตัวแทรก คงจะเป็นข้อมูลเสริมได้ หลังจากผมบวชอยู่ประมาณสามถึงสี่พรรษาผมรู้สึกเบื่อสวนโมกข์
เพราะว่าคนเริ่มที่จะไปมาหาสู่มากขึ้น ผมเองต้องการจะหลีกเร้นให้มากกว่านั้น
ไปลาท่านเพื่อจะเข้าป่าให้ลึกไปกว่านั้น ท่านเตือนคำหนึ่งซึ่งคิดว่ามีอุปการะคุณต่อผมมาก
ท่านว่าการที่คุณคิดจะเข้าป่านั้นดี แต่ถ้าความรู้คุณเกิดในป่า คุณจะชักจูงประชาชนเข้าป่าด้วย
แต่ถ้าความรู้คุณเกิดในเมือง ความรู้แจ้งของคุณนั้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนในเมืองได้
ท่านอาจารย์นั้นเข้าป่าในช่วงชิงชัยทางปัญญา ปี ๗๕ แต่แล้วท่านค่อย ๆ เคลื่อนทัพกลับเข้าเมือง
ปรากฏว่าท่านมีวิทยุ เดี๋ยวนี้มี TV ด้วยเพื่อสื่อข่าวต่าง ๆ เมื่อช่วงที่มีการยิงดาวเทียมของสหรัฐสู่อวกาศครั้งแรก
ท่านอาจารย์รับข่าวโดยตรงเลย ดูไปแล้วไม่น่าที่จะประสานกันได้อย่างแนบแน่นระหว่างพระป่ากับเทคโนโลยี
แต่ท่านอาจารย์ประสานได้อย่างดี
ครั้งหนึ่งท่านบอกว่าผมไม่ใช่เป็นอัจฉริยะอะไรสมองผมไม่ได้ดีกว่าคนอื่น
แต่ประการแรกคือผมมีเวลาว่างมากมาย แล้วก็ขยันขันแข็งอย่างต่อเนื่อง บางทีผมเห็นท่านเดินจงกรมเพื่อแปลศัพท์
ๆ เดียวเป็นชั่วโมงเลย เดินกลับไปกลับมา เพื่อจะหาคำแปลที่เหมาะเหม็งที่สุด
ซึ่งนักแปลทั่วไปอาจไม่สนใจถึงขนาดนั้น อาศัยความรู้ทางภาษาแปลเลย โดยไม่เจาะแทงอรรถะที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาษา
ฉะนั้นภาษานี่มันเปิดเผยความจริง ลุ่มลึกไม่ได้แต่ก็ต้องอาศัยภาษาอีกนั่นเองซึ่งนำไปสู่ความจริงที่อยู่นอกเหนือภาษา
เหมือนกวีเซ็นบอกว่า "นิ้วที่ชี้ไปที่พระจันทร์ใครไปสนใจที่นิ้วนั่นก็เลนไม่ได้ดูของจริง"
อาจารย์ท่านใช้นิ้วอย่างระมัดระวังและรอบคอบ ตั้งองศาที่เหมาะเพื่อชี้ไปที่พระจันทร์
แล้วก็เตือนเสมอว่า อย่าให้ยึดติดในคำพูดอย่ายึดติดในครูบาอาจารย์ อย่ายึดติดในเมือง
ในป่า ในอะไรทั้งนั้น
ผมคงตอบแล้วนะครับว่า
ปัจจัยที่ทำให้แนวคิดหรือสติปัญญาของท่าน แทรกเข้าไปในทุกสนามของวิชาการเนื่องจากท่านอ่านมาก
ปฏิบัติมาก อยู่ใกล้ธรรมชาติมากแล้วก็สากัจฉากับนักคิดมาก คือนักคิดทั้งหลายก็ไปหาท่านก็เกิดการโต้แย้งโต้เถียงกัน
ผมเชื่อว่าท่านเรียนด้วย ท่านเรียนรู้จากคำถามคำตอบนั่นเอง หลายครั้งที่ท่านแสดงอาการขอขมาที่ประชุม
ในโอกาสวันเกิดที่เรียกว่าวันล้ออายุ หนึ่ง ผมจำได้ ท่านประกาศถอนคำพูดที่เชื่อมาทั้งหมดเช่นจำได้ว่า
ผมไม่เชื่อเรื่องประชาธิปไตยอีกแล้ว ก่อนหน้านั้นท่านหนุนประชาธิปไตยใหญ่
แต่ต่อมาท่านเริ่มบอกเมื่อไม่มีธรรมะ ประชาธิปไตยนี้เลวทรามมาก เอาเสียงมหาชนเป็นใหญ่
เมื่อไม่ประกอบด้วยธรรมละก้อ ดังนั้นท่านขอถอนคำพูดในปีนั้นพรรษานั้น และเริ่มเทศนาหลักธรรมิกสังคมนิยม
แล้วยังมีอีกหลายข้อทีเดียวที่ท่านขอถอนคำพูด แสดงว่าท่านเรียน ท่านมีพัฒนาการ
จะขอถามอีกนิดหนึ่งครับว่าตอนที่อาจารย์อยู่กับท่าน
ไม่ทราบว่าท่านจำแนกเวลาที่ท่านใช้ในแต่ละวันเป็นประจำหรือเปล่า เช่นว่า
กี่ชั่วโมงใช้ในการอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ แล้วภาวนา หรือทำปฏิบัติกิจวัตรต่าง
ๆ ครับ
ตอบ อันนี้ผมตอบแทนไม่ได้ คนที่จะตอบแทนได้จริง ๆ น่าจะเป็นท่านอาจารย์โพธิ์
ผู้อยู่ใกล้ตลอดเวลาว่าท่านหลับกี่โมง แต่ผมเคยเห็นท่านนั่งอ่านหนังสือจนหลับอยู่ที่ตีนบันไดขึ้นห้องสมุดชั้นบน
แล้วก็หลับตรงนั้นมีหลายครั้ง แล้วก็ในขณะที่ท่านอ่านหนังสือ แปลตำราท่านไม่ได้ละเลยงานที่เรียกว่างานกรรมกรเลย
ช่วงที่ผมเข้าไปใหม่ ๆ นั้นเป็นช่วงบุกเบิก เป็นช่วงสร้างโรงมหรสพ อาจารย์ก็เป็นกุลีคนหนึ่ง
ตอนผมวาดรูป ท่านมานั่งตีกรอบให้ด้วย คือท่านมีเวลามาก ดังนั้นความที่สอนคนอื่นโดยเอาตัวเองเข้าทดลอง
ผมคิดว่านี่เป็นอุปการะใหญ่
ปกติคนเราง่ายที่จะสอนคนอื่น
แล้วคนอื่นจะรับผิดชอบต่อคำสอนหรือไม่นั่นอีกเรื่องหนึ่งสำหรับท่านอาจารย์
เมื่อสอนใครแล้ว ท่านมีประสบการณ์รองรับ ยกเว้นเรื่องถังซีเมนต์ที่เล่า
แล้วท่านก็สืบต่อ สมมติว่าสอนใครเรื่องหนึ่งเรื่องใดแล้วจะตามติดพัน อย่างผมเอง
ถูกแนะให้ปั้นขยายอวโลกิเตศวร กล่าวได้นะครับว่า อวโลกิเตศวรองค์นั้นได้กลายเป็นนิมิตติดตาติดใจผมไปตลอดจนกระทั่งบัดนี้
ไปทีเห็นเข้าก็นึกแต่เรื่องนั้น เพราะว่าท่านมาตรวจงานที่ไหน ท่านก็เน้นแต่ว่า
เมื่อคุณทำอันนี้ คุณต้องเป็นอันนี้บนเศียรของอวโลกิเตศวร มีดินแล้วก็หญ้าขึ้น
คนที่ไปสวนโมกข์ก็จะเห็นเวลาหน้าฝน นั่นไม่ใช่อุบัติเหตุหรือบังเอิญ ผมปลูกขึ้นเอง
เพราะว่าท่านบอกผมว่า ถ้าเป็นอวโลกิเตศวรจริงต้องติดดินได้ สามารถทูนหญ้าไว้บนหัวได้
ผมก็เลยนำมาเป็นสัญลักษณ์ ถ้าเราไปวัดโพธิ์แมน เราจะพบว่าอวโลกิเตศวรอยู่ในรูปของคนตะพุ่นหญ้าช้าง
เมื่อเราเห็นภาพวาดคล้าย ๆ สูงศักดิ์ แต่ผมคิดว่าอวโลกิเตศวรอาจจะขายเฉาก๊วยก็ได้
ไม่ควรที่จะมองธรรมะผ่านทางอาชีพสูง ๆ ธรรมะอาจจะปรากฏกับอาชีพต่ำ ๆ ข้างถนนกับใครเมื่อไรก็ได้
แต่เรามองว่าคนมีธรรมะสูง ต้องมีเงินรายได้สูง หรือมีศักดิ์มีเกียรติมียศ
ผมคิดว่าน่าจะมองรายได้สูง หรือมีศักดิ์มีเกียรติมียศ ผมคิดว่าน่าจะมองพลาดไป
กิจวัตรนั้นผมไม่ทราบชัดครับ เลยเล่าไม่ได้
จะขอเรียนถามซักข้อหนึ่ง อาจารย์พอจะทราบไหมครับ
ที่งานค้างของท่านเจ้าคุณอาจารย์พุทธทาน ทราบมาเลา ๆ ว่า เรื่องธรรมโฆษณ์วรรณกรรมยังทำไม่เสร็จจะพอทราบไหมครับว่ามีเรื่องอะไรบ้าง
ที่เขียนมาก็คงจะมีเรื่องภาษาคนภาษาธรรม แต่ท่านอยากจะทำมากในช่วงหลังปัจฉิมวัยของท่านคือ
พินัยกรรมธรรมะ
ตอบ ก่อนอื่นผมจะมองไปสู่งานที่ดีเด่น คิดว่าภาษาคนภาษาธรรมนั้น
เป็นงานชั้นเยี่ยมมาก ซึ่งเป็นกุญแจไขเข้าไปสูรหัสลัทธิไม่เพียงของพุทธเท่านั้น
อาจารย์เมื่อจับทางอันนี้ได้แล้ว ท่านสามารถใช้กุญแจอันนั้นไขเข้าสู่ไบเบิลเจนเนซิส
ซึ่งอัศจรรย์มาก งานหมวดที่สองก็คืองานประสานศาสนาต่าง ๆ ให้เป็นเอกภาพเดียว
ยังไม่บรรลุเป้าหมายเท่าที่ควร มีปาฐกถา ซินแคลร์ ทอมสัน คริสต์พุทธ เล่มเดียวครับที่เป็นน้ำเป็นเนื้อ
ทั้งนี้คงจะต้องรอเวลาที่เหมาะสม
ความเข้าอกเข้าใจแล้วถือเอาสันติภาพของโลกอันเกิดจากเอกภาพของศาสนาเป็นหลัก
โลกไม่อาจประสบสันติสุขได้ด้วยศาสนาพุทธเพียงศาสนาเดียว ทุก ๆ ศาสนาจะต้องประสานร่วมมือ
ไม่เพียงแต่มีท่าทีประสานร่วมมือเท่านั้น แต่ต้องจับแต่ของศาสนาของตัว
ว่าเหมือนกับของคนอื่นอยู่อย่างไร อย่างแท้จริง สมดังที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า
สัจจะมีเพียงอันเดียวเท่านั้น สัจจะที่สองไม่มี ถ้าว่ามีสัจจะของชาวคริสต์ด้วย
สัจจะของชาวพุทธด้วย ทั้งคู่จะไม่จริงทั้งคู่เสียแล้ว ในฐานที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า
ตถาคตจะเกิดมาก็ตาม ไม่เกิดมาก็ตาม สิ่ง ๆ นั้นตั้งอยู่แล้ว ท่านยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับท่าน
ดังนั้นสัจจะของธรรมชาติ ต้องเป็นอันเดียวกัน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของอิทัปปัจจตา
หรือกฎขององค์พระเป็นเจ้า หรืออะไรก็สุดแท้ เราไม่ควรตั้งแง่ว่า คุณพูดเรื่องพระเจ้าไม่เข้าเรื่องไม่เข้าราว
พระผู้สร้างมีที่ไหน ท่านอาจารย์ไม่เคยทำอย่างนั้น งานหมวดนี้ยังรอเวลาผู้ที่สืบสาน
ซึ่งจะเป็นอุปการะคุรต่อโลกมากทีเดียวแต่ว่าเท่าที่ผมทราบมีพวกบาทหลวงจำนวนหนึ่งใส่ใจงานของท่านมาก
โดยบรรยากาศรวมของโลก ชาวคริสต์ไม่ใช่น้อย ที่หันมาเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนา
นำวิธีการที่พระพุทธเจ้าสอน นำอานาปานสติไปสอน เราอย่ากลัวว่าเขาขโมยของเรา
ยิ่งขโมยยิ่งดีครับ ช่วยให้มนุษย์เข้าถึงความจริงอันเดียวกัน ช่วยให้เขาพ้นทุกข์ยิ่งดีใหญ่เลย
แม้แต่การขอยืมโวหารจากพระไตรปิฎกไปแปล ผมยิ่งเห็นดี ซึ่งมีนักวิชาการของพุทธรังเกียจ
และโกรธแค้นกันมากว่า ยืมศัพท์ของพุทธ คำว่า ราคะ โทสะ ไปใช้ทำไมในคัมภีร์นั้นเราจะห่วงไว้ทำไมครับ
ของดีก็ต้องแจกจ่าย
งานหมวดที่สามของท่านอาจารย์
คือการต้านวัตถุนิยม ท่านอาจารย์รณรงค์มาก แต่ในช่วงนั้นท่านเลือกใช้คำว่าวัตถุนิยม
สมัยโน้นคำว่าบริโภคนิยมยังไม่เกิด เดี๋ยวนี้วัตถุนิยมของท่านอาจารย์นั้น
ผมตีความเอาเองว่าคือ บริโภคนิยมนั่นเอง แต่สมัยโน้น คำว่าบริโภคนิยมยังไม่เข้าสู่คลองของความรับรู้ของคนไทย
คือการมุ่งแสวงหาวัตถุไม่รู้จักพอ กลืนเข้าไป กลืนเข้าไป ไม่รู้จักอิ่ม
ใช้วัสดุสิ้นเปลืองมากแต่ได้รับความพึงใจน้อยนิด ซึ่งเป็นสิ่งที่สวนทางกับหนทางของบรรพชนของเราครั้งอดีตซึ่งฉลาดในการใช้วัสดุแต่น้อยนิด
แต่ได้รับความพึงใจสูง ด้ามกฤช ด้ามขวานเขาแกะสวยงาม เพื่อผลทางด้ายจิตใจ
เขาล้างผลาญทรัพยากรน้อย แต่ได้รับความสุขทางใจสูง ในขณะที่บรรยากาศทั่วไปของประเทศเราเดี๋ยวนี้นี่ล้างผลาญมาก
เราซื้อไม่รู้จักหยุด ห้างสรรพสินค้าได้กลายเป็นโบสถ์ของเรา เสาร์อาทิตย์มีแต่คนออกันเป็นพัน
ๆ หมื่น ๆ แต่ได้รับความพอใจน้อยนิด
งานสามด้านนี้ผมคิดว่ายังรอเวลาอยู่
สิ่งที่ผู้ถามถามเมื่อกี้ที่ว่าท่านอธิบายเข้าไปสู่วิชาการต่าง ๆ นั่นเอง
คือฐานที่จะงอกงามขึ้นสู่ดอกผลในวันข้างหน้า ที่จะทำให้เราเข้าใจกันเสียทีว่า
เราต้องเกี่ยวข้องกับวัตถุอย่างไร อย่างชาญฉลาด และอย่างอนุรักษ์และก็อย่างที่ทำให้ภูมิปัญญาของมนุษย์เจริญงอกงามขึ้น
ไม่ใช่ทำให้ทื่อโง่ยิ่งขึ้น ส่วนคริสต์ พุทธ หรือ มุสลิมนั้น ผมคิดว่ามันเป็นนิมิตที่ดีมาก
เนื่องจากช่วงนี้เรามีบรรยากาศที่ค่อนข้างตึงเครียดในเรื่องการเผาโรงเรียน
ผมอยากจะพูดบ้าง เพราะผมเกิดในหมู่บ้านมุสลิม แล้วผมรู้ว่ามุสลิมเป็นศาสนิกที่ดีอย่างไร
แต่ว่าบรรยากาศทั้งหมดทำให้เรามองมุสลิมว่าเลวร้ายทั้งสิ้น
ผมเคยใช้ชีวิตร่วมกับชาวมุสลิม
มีญาติพี่น้องเป็นมุสลิม ครั้งอดีตเมื่อสามทศวรรษที่แล้ว พุทธกับมุสลิมกลมกลืนเป็นที่สุด
ชาวมุสลิมนั้นสันทัดในการจับปลา ออกทะเล เขาไม่มีศีลปาณาเหมือนของพุทธ
ชาวพุทธถนัดปลูกข้าว แล้วก็สุเหร่ากับโบสถ์ก็พึ่งกันอยู่ ชาวมุสลิมหาปลาแล้วเอาไปถวายวัด
วัดก็นำคณะเอาข้าวสารไปบำรุงสุเหร่าผมเห็นกับตา แกงเป็นหม้อ วันพระเอาไปถวาย
ไปนั่งพนมมือด้วย ตอนผมเป็นนักบวชอยู่ ชาวมุสลิมมานั่งฟังเทศน์ เรื่องน่าเศร้าสลดในยุคอัศวินผยองในบ้านเมืองเรา
เราเผาปอเนาะของชาวมุสลิมไปไม่รู้สักกี่โรง เพียงเพื่อจะข่มขี่ให้สยบ แล้วเราไปสร้างพระพุทธรูปองค์มหิมาที่เขากงในหมู่บ้านมุสลิม
สร้างข้ามสุเหร่าของเขา เราไม่แยแสเพื่อนมนุษย์ เราไม่แยแสศาสนาอื่น ในที่สุดวิกฤตการณ์ถาวรก็ตามมา
เรื่องโจรแบ่งแยกดินแดนก็ติดตามมา นั่นเป็นผลพวงของอำนาจเผด็จการลืมตัวช่วงนั้น
ผลพวงของการกระทำผิดของผู้ที่หลงอำนาจในช่วงนั้น ก่อนหน้านั้นไม่มี ชาวมุสลิมกับชาวพุทธดีกันจะตาย
โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา เขาบวชเป็นพระให้แม่ แล้วสึกไปแล้วก็เข้าสุเหร่าให้พ่อ
คือเขาเข้าใจทั้งพุทธทั้งมุสลิม ตนกูอับดุลราห์มานนั้นสร้างวัดที่กลันตันวัดหนึ่งให้แม่
เพราะมารดาของตนกูอับดุลราห์มานประธานมุสลิมโลกในอดีต เป็นพุทธ พ่อเขาเป็นมุสลิมแม่เป็นไทย
วิกฤตการณ์ทางใต้นี่เกิดจากการหลงอำนาจในช่วงอัศวินผยอง ตอนนั้นผมอยู่ชั้นมัธยม
จำได้ว่ามีการถ่วงทะเล หะยีกีหลง เพื่อบังคับให้ยอมรับว่าเป็นกบถ ทารุณกรรมอันนี้เกิดจากความหลงอำนาจ
ไร้ศีลธรรม โหดเหี้ยม ชาวมุสลิมกลัว แต่ผลที่สุดเกิดผลร้ายทั้งสิ้น
คือเรื่องนี้ก็ว่าอาจารย์ของเราก็ได้มรณะ
ผมเป็นห่วงอย่างเดียวคือว่า คลื่นลูกหลังนะมันจะต้องใหญ่กว่าคลื่นลูกหน้า
แต่ทีนี้มอง ๆ ดูไม่รู้คลื่นลูกหลังนี่มันจะใหญ่หรืออาจจะไม่มีคลื่นเลย
อาจารย์จะมองเห็นในวิธีการที่ท่านเผยแพร่ แล้วก็จะมีคนที่จะสืบต่อ แล้วธรรมะของท่านนี้จะเจริญไปแค่ไหน
อาจารย์ห่วงใยหรือเปล่า
ตอบ เป็นคำถามที่แสดงถึงความอาทร นั่นแสดงว่าผู้ถามเองอยากจะให้อนุชนรุ่นหลังได้รับทราบข่าวสาร
แล้วได้รับประโยชน์ คงไม่หวังเพียงจะประกาศเกียรติคุณของท่านอาจารย์เองหรือชื่อเสียงสวนโมกข์
เกียรติคุณและชื่อเสียงนั้นท่านก็ได้รับแล้ว แล้วท่านก็เป็นท่าน ความห่วงใยอันนี้เองเป็นเหตุให้ถามขึ้น
แล้วก็น่าใคร่ครวญกัน
ผมจะตั้งข้อสังเกตขึ้นก่อนว่า
แนวคำสอนของท่านอาจารย์นั้นประสบความสำเร็จ ประสบความสำเร็จในลักษณะหนึ่ง
อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในอีกลักษณะหนึ่ง ประสบความสำเร็จในเขตหนึ่ง ภูมิภาคหนึ่งของโลก
แต่อาจจะไม่แพร่หลายไปสู่อีกภูมิภาคหนึ่ง เหตุผลนั้นเรามาพิจารณากันดูว่า
ทางตะวันตกพระพุทธศาสนาเคยแพร่เข้าไปอย่างในเยอรมันเมื่อ ๒๐๐ ปีที่แล้ว
และทำให้เกิดนักปราชญ์ซึ่งได้ความรู้ จากพระญาณของพระพุทธเจ้านำไปประดิษฐ์คิดค้นต่อ
โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยไฮเดนเบอร์กนักปราชญ์ที่ลือลั่นเหล่านั้นส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลคำสอนของพระพุทธเจ้า
ไม่ว่าเป็นแบกซ็องก็ดี คานท์ก็ดี คำอธิบายพุทธธรรมนั้นเป็นบรรยากาศรองรับอยู่โดยเฉพาะในเยอรมันเท่าที่ประสบการณ์ในต่างประเทศผมีนั้น
งานของท่านอาจารย์ประสบความสำเร็จไม่มากในต่างประเทศ เนื่องมาจากต่างประเทศนั้น
เขาต้องการปรัชญา ต้องการอธิบายคุณค่า ส่วนที่ท่านอาจารย์ท่านพูดอยู่นี้
ซึ่งท่านเองก็ติงเสมอ ใครไปอธิบายให้เป็นปรัชญาไป ท่านบอกนี่ไม่ใช่ธรรมะ
นั่นเป็นเรื่องคิด ๆ กันเท่านั้นเอง และบางทีนักปรัชญาบางคนลงไปคุยกับท่าน
ท่านถามว่า เมื่อไรคุณจะปฏิบัติปรัชญาของคุณเสียที ดีแต่นั่งคิดนอนคิดปรัชญาอยู่อย่างนั้น
อันนี้เป็นจุดหนึ่ง เป็นเพียงข้อสังเกต ผมอาจจะพลาดได้
ที่ผมเอ่ยถึงความไม่สำเร็จบางด้าน
ที่ผู้ถามเป็นห่วงนั้นคือทายาท แต่ผมคิดว่าเราไม่ควรคิดถึงทายาทสายตรงมากมายนัก
ทายาทตรงหมายถึงว่าผู้ที่เติบโตภายใต้อ้อมอกของท่าน เราไม่ควรหวังที่จะให้คน
ๆ นั้นมาแทนท่าน ผมคิดว่าเมล็ดพันธุ์ที่งอกงามเท่านั้น ที่สามารถสืบทอดสายพันธุ์ไว้ได้
ในช่วงของประวัติศาสตร์มันมีบางช่วงเท่านั้นที่มีการสืบทอดรับลูกกันอย่างเหมาะเจาะ
อย่างสมัยพุทธกาล หลังพระพุทธเจ้าล่วงลับแล้ว อาศัยความทรงจำอันดีเลิศของพระอานนท์
ผมคิดว่าพระอานนท์มีบทบาทสูงมากในพระพุทธศาสนา มีอุปการะคุณมาก ปราศจากพระอานนท์แล้ว
พระวัจนะทั้งหมดอาจจะสาบสูญได้ ต่อจากนั้นพระมหากษัตริย์พระเจ้าอโศกก็ดี
หรือแม้อชาตศัตรูเองก็ดี ที่ให้อุปถัมภ์การสังคายนาเหล่านั้น และด้วยกรรมวิธีอันฉลาดรอบคอบที่เรียกว่า
มุขปาฐะ ท่องปากเปล่า ถ่ายทอดมาจนถึงมือของเราในทุกวันนี้
สำหรับงานของสวนโมกข์
ผมคิดว่าประทีปอันนั้นถูกยื่นมาถึงมือหลาย ๆ คนแล้ว คนที่เข้าไปในภูเขาอาจจะไม่ได้เห็นรูปร่างของภูเขาอีกเลย
อาจจะได้รับความร่มเย็นจากภูเขา ต่อเมื่อเดินห่างภูเขาออกมาจึงจะเห็นรูปทรงของภูเขา
เห็นขอบเขตของภูเขาได้ คนที่อยู่ใกล้ชิดท่านเกินไป อาจจะไม่รู้จักเลยก็ได้
อันนี้เป็นข้อสังเกตเท่านั้น เพราะว่าภูมิปัญญาจริง ๆ ไม่ได้เกิดจากท่านและท่านไม่อาจถ่ายทอดอะไรให้เราได้
ปัญญาจริง ๆ นั้นผมเชื่อว่าซ่อนอยู่แล้วในตัวเราทุกคน เพราะว่าจิตคือพุทธะ
คำสอนของท่านหรือของพระพุทธเจ้ามันเหมือนแสงสว่างที่สองไปที่ดอกบัว ซึ่งพร้อมที่จะบาน
การเผยแผ่ที่เป็นระบบ ไม่ใช่สิ่งจำเป็นนัก ตรงกันข้าม ถ้ามีการจัดองค์กรจัดตั้งขึ้น
นั่นกลายเป็นเป้านิ่งขึ้นมาทันที แล้วกงล้อของสังคมจะทำให้เกิดการหมุนผิดจังหวะ
แล้วเบียดเสียดกันเอง ไม่เชื่อลองจัดตั้งองค์กรพุทธทาสขึ้น เราจะพบอาสวะเกิดขึ้นทันทีอาสวะนี้เกิดเนื่องจากการรวมกลุ่ม
ผมคิดว่าความรับผิดชอบของเราน่าจะอยู่ลึก ๆ ในตัวเราเอง เพราะว่าเรารู้จักท่านเพียงใด
เราจะรับผิดชอบได้เพียงนั้น เหมือนกับว่าพ่อแม่จะสอนให้ลูกร่วมรับผิดชอบได้เพียงนั้น
เหมือนกับว่าพ่อแม่จะสอนให้ลูกร่วมรับผิดชอบในงาน สิ่งแรกต้องให้คิดร่วมด้วย
ให้ร่วมคิดด้วย โดยทั่วไปเรามักจะบอกให้ลูกทำโดยไม่ต้องคิดร่วมกับฉัน ฉันคิดให้เรียบร้อย
แกทำลูกเดียวดังนั้นเด็กก็ไม่อาจรับผิดชอบได้ ใช่ไหมครับ?
ผมว่าประการแรก
ถ้าเป็นพ่อแม่ อยากจะให้ลูกมีส่วนรับผิดชอบในครอบครัวก็ดี การงานก็ดี ต้องคิดร่วมกันก่อน
เมื่อเขาคิดร่วมแล้วเขาจะรับผิดชอบเอง ถ้าเราอยากจะให้คำสอนของท่านอาจารย์ยังอยู่
เราก็พยายามศึกษาจนกว่ากระแสความคิดของเรารู้สึก รู้สึกขึ้นมาได้ว่าเป็นกระแสเดียวกับธรรมชาติ
แล้วเราพบว่า ศักดิ์ศรีของชีวิตไม่ได้อยู่ที่ชื่อเสียง สำนัก แต่อยู่ในธรรมชาติแท้ในตัวเรานี่เอง
เมื่อพูดถึงธรรมชาติแท้ ผมเองชอบคำนี้มากกว่ามากกว่าคำว่าจิตว่าง ที่จริงมันสัมพันธ์กัน
อย่างแนบแน่นเมื่อจิตว่างจากกิเลส อาสวะแล้วก็จะแลเห็นธรรมชาติแท้ได้เอง
ไม่จำเป็นต้องเอาดวงตาของอาจารย์มาส่อง ถ้าดวงตาของท่านมาส่อง ท่านจะบังเราทันที
เหมือนกับว่าเราไปที่เขาตะเกียบ หรือเขาสามร้อยยอด เราเป็นคนใหม่ เราหาคนในท้องถิ่น
บอกว่าช่วยนำทางผมไปดูช่วงพระอาทิตย์ขึ้น ผมจะดูให้เต็มตาเสียที ทีนี้ถ้าคนนำทางของเราเป็นคนไม่เข้าใจนะครับ
พอพระอาทิตย์กำลังรำไรก็ลุกขึ้นยืนข้างหน้าแล้วอธิบายความงามของแสงอาทิตย์
เขาก็บังเราหมดสิ้น ผู้นำทางที่ดีนั้น จะเตือนเราว่า คุณนั่งตรงนี้นะ มุมนี้เป็นมุมกว้างที่สุด
คุณอย่าง่วง อย่าหลับ อย่าเผลอ แล้วอะไรจะเป็น คุณจะเห็นมันด้วยตาของคุณเอง
นั่นคือผู้นำทางที่ดี ผมคิดว่าท่านอาจารย์เป็นผู้นำทางที่ดี เราไม่ควรเอาโวหารของท่านมาพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก
ผมเองเคยท้วงติงท่านนิดหน่อย บอกว่าทำไม ช่วงท้าย ๆ ท่านอาจารย์พูดซ้ำ
ๆ กันว่า อย่างเห็นแก่ตัว อย่าเห็นแก่ตัว อย่าเห็นแก่ตัว ท่านบอกว่าคนมันขี้ลืม
ท่านได้พูดอย่างนั้น
ธรรมะนั้น
เรามีทั้งปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธธรรมะนั้นไม่เกี่ยวข้องมากนักกับคำพูดและถ้อยคำ
แต่ธรรมะนั้นเกี่ยวข้องอย่างแนบแน่นกับธรรมชาติแท้ของเราเอง ธรรมชาติหรือความเป็นตั้งแต่เดิมที
ดังนั้นคำสอนของท่านเป็นเหมือนดัชนีชี้ หรือป้าย หรือแผนผังที่ชี้ว่าเราควรจะทำและไม่ทำอะไรกับตัวเองและคนอื่น
เมื่อเราเห็นตัวเองประจักษ์แจ้งตัวเองแล้ว เราก็จะเห็นลู่ทางเองที่จะทำต่อเพื่อนร่วมโลก
เพื่อนมนุษย์ ผลสรุปว่าเราไม่ควรวิตกกังวลถึงการสืบทอด เมื่อเกสรหว่านโปรยไปทั่วสารทิศแล้ว
มันก็เติบโตขึ้นเอง ถ้าว่าในนั้นมีเมล็ดพันธุ์อยู่ และเมล็ดพันธุ์ที่งอกงามนั่นเองคือสายพันธุ์อันนั้น
ผมขอแสดงความเห็นนิดหนึ่ง ผมเห็นด้วยกับท่านอาจารย์ที่ว่าการเข้าถึงธรรมนั้น
ถึงด้วยตนเอง ไม่ต้องกังวลถึงงานที่สืบสานของท่านนะครับ เพราะโดยประสบการณ์แล้ว
ผมได้สนทนากับพระภิกษุที่ใกล้ชิดทางสวนโมกข์ ๗ ใน ๑๐ คน จะตีความไม่เหมือนกัน
และ ๗ ใน ๑๐ คนนั้นเองไม่ได้เชื่ออาจารย์พุทธทาส ตีความไม่เหมือนกับท่านนะครับ
เพราะฉะนั้น งานอย่างนี้ผมก็น่าเป็นห่วงอยากให้ช่วยตั้งองค์กรสถาบันเป็นรูปแบบขึ้นนะครับ
การเข้าถึงธรรมนั้นเราเพียงควรจะศึกษาด้วยตนเอง ในพระไตรปิฎกก็ดี ในคัมภีร์ต่าง
ๆ วิสุทธิมรรคก็ดี หรือคัมภีร์ที่เขาไม่ได้สนใจอะไรก็ดี หรือแม้แต่งานของอาจารย์พุทธทาส
เราก็ต้องศึกษาเป็นทางผ่านเข้าไปสู่ตัวของเราด้วยความเข้าใจในจิตของเราเองเท่านั้น
ไม่ได้อยู่ที่ตัวอาจารย์ ความเข้าใจในตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าที่จะเข้าใจคนอื่น
ตอบ ที่จริงนี่ไม่ใช่คำถาม เป็นความเห็นซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่ผมขอเพิ่มเติม
ครูบาอาจารย์นี่ก็สำคัญมาก นับตั้งแต่อดีตกาลนานไกล สำหรับสิ่งแรกในการแสวงหาทางจิตวิญญาณนั้น
ศิษย์ต้องแสวงหาครู พบครูแล้วก็เรียน แต่ว่าการพบครูนั้น อาจจะหมายถึงความหลงผิดก็ได้
ถ้าครูเราเข้าใจอะไรผิด ๆ อยู่ แต่ถ้าว่าครูเราเข้าใจอะไรถูกนั่นนับว่าเป็นโชคลาภของศิษย์แล้ว
เหมือนคนครั้งพุทธกาลเดินซัดเซพเนจรมาไปเจอพระพุทธเจ้าเข้า บางคนโชคดีบางคนโชคร้ายมีเหมือนกัน
พระพุทธเจ้าเองก็ถูกปฏิเสธก็มี ครูย่อมมีบทบาทมากเสมอ
ที่พูดกันว่า
เราจะไปที่จุดหนึ่งจุดใดนั้นไม่จำเป็นต้องทางเดียวเคยได้ยินไหมครับ? เราไปได้หลายทาง
แต่ผมจะแสดงมติว่า แท็กซี่ที่ฉลาดที่สุด แล้วกรุณาที่สุด เขาจะพาเราไปในทางตรงที่สุด
สั้นที่สุด สิ้นเปลืองน้อยที่สุดด้วย ถูกเหมือนกันครับไปได้หลายทาง แต่บางทีมันไปหลงทางได้เหมือนกัน
ในท่ามกลางนั้นเองครูยังมีบทบาทมาก ผมเข้าใจว่าครูเหมือนกระจกสะท้อนภาพของตัวเรา
เรายิ่งอยู่ใกล้ครูเท่าไหร่ แทนที่เราจะรู้จักครู เราจะรู้จักหน้าตาของเรามากขึ้น
เหมือนเราส่องกระจก เนื่องจากเรามีปกติที่หลงง่ายในเส้นทางการภาวนา มากไปด้วยหลุมพลาง
แล้วทางแยกที่ทำให้เราหลงวกวน เช่นปีติก็ดี สุขก็ดี หรือแม้แต่ญาณ เกิดขึ้นแล้วล้วนชวนหลง
ถ้าคนเคยผ่านการฝึกจิตภาวนาแล้ว จะรู้ว่าไม่ง่ายเลย ถ้าไม่มีกัลยาณมิตรหรือครูบาอาจารย์ที่มีประสบการณ์ล่วงหน้ามาก่อน
ผมเห็นด้วยนะครับว่าปฏิบัติธรรมะนี่ต้องทำเองดั่งที่พระพุทธเจ้าบอกว่า
ตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้ทางเท่านั้น แต่ว่าผู้ชี้ทางนี่สำคัญนัก เหมือนกับว่า
บิดาของเราบอกเราว่าไปหยิบเข็มมาให้พ่อซิลูก อยู่ในบ้านนั่นแหละ โอโหเหนื่อยเลย
ไม่รู้อยู่ตรงไหน ถ้าท่านบอกว่าอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง นั่นง่ายขึ้นนิดหนึ่ง
ถ้าความจำของท่านแม่นท่านไม่หลงลืม งานเราจะง่ายขึ้น ง่ายขึ้นมาก
อีกประการหนึ่งการสร้างความผูกพันกับอาจารย์นั้น
นับว่าเป็นสิ่งที่ชวนให้ระลึกครูที่เรารัก นี่มันชุ่มชื่นดีผมว่า ดีกว่าไม่มี
พระพุทธเจ้าเอง เมื่อท่านตรัสรู้แล้ว ท่านคิดว่าท่านจะผูกมิตรกับใครดี
และท่านรู้ว่าพระพุทธเจ้าในอดีตทุกพระองค์ ต้องเคารพอะไรสักอย่างหนึ่ง
การอยู่โดยไม่มีหลัก ไม่มีอะไรเคารพนี่มันว้าเหว่เกินไป ท่านนึกขึ้นได้ก็เลยเคารพธรรม
แล้วก็ท่านเองก็ประพฤติตนเป็นกัลยามิตรของพระภิกษุรูปอื่น การมีครูเป็นสิ่งที่ดีเป็นรสชาติซึ่งวิเศษมาก
วันหนึ่งเราต้องแก่เฒ่า เมื่อเราได้ระลึกถึงครูผู้เฒ่าที่เคารพของเรานั้น
มันเหมือนกับดวงประทีปเหล่านั้น ถูกถ่ายทอดมายังเรา พร้อมทั้งสำนึกในกิจอันพึงทำต่อคนรุ่นถัดไป
ถ้าครูของเรามีแววเมตตากรุณาเราแม้ว่าตัวเราก็คือตัวเรา แต่เราจะได้รับแนวโน้มเอียงที่ดี
มนุษย์เรานั้นไม่เพียงมีสัจจธรรมเท่านั้น ไม่เพียงแต่เป็นสัจจะของธรรมชาติเท่านั้น
เรามีสิ่งสมมติ ยังมีแนวโน้มเอียง ที่สามารถเป็นประโยชน์แก่อนุชนได้ด้วย
เช่นนิสัยเอื้อเฟื้อ เอื้ออารี เมื่อเราพบครูที่ดีเข้า เราก็จะมีมันด้วย
เรามีหุ้นส่วนด้วย ผมเชื่อว่าพระสงฆ์ อิริยาบทของพระสงฆ์ทั่วโลก ได้เค้าเงื่อนจากอิริยาบถของพระพุทธองค์ได้รับแนวโน้มเอียงอันนี้มา
แม้บางองค์จะโฉ่งฉ่างบ้าง แต่โดยทั่วไป เราพบว่าพระสงฆ์นิสัยดี เป็นมิตรกับคนทั่วไป
ครูสำคัญมากครับ พ่อแม่สำคัญมาก แต่ว่าในเรื่องปรมัตถธรรมแล้ว จะให้คนเหล่านี้มายืนบังข้างหน้าไม่ได้
ก็เลยมีคำพูดซึ่งผมค่อนข้างช็อคเมื่อได้ยินครั้งแรก แต่ว่ารู้สึกดีมาก
มีคำกล่าวของเซ็นพูดว่า ถ้าเจอพระพุทธเจ้า ฆ่าท่านเสีย เดี๋ยวท่านจะสอนธรรมะให้
ฟังดูแล้วเหมือนถูกกระชากหนังหัวไหม?
ครับ ก็สรุปว่า
หมายความว่าเรื่องครูนี่ ถ้าจะเข้าถึงธรรมนี่ต้องฆ่าครูครับ แต่เมื่อได้เข้าถึงธรรมแล้วนี่
ต้องเคารพครูดุจชีวิตครับ
เป็นครูวันเดียว
เป็นบิดาชั่วชีวิต คนจีนถืออย่างนี้ แต่เราจะเห็นด้วยหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง
ที่จริงคำพูดประโยคนี้นั้นเขาต้องการจะเน้น เซ็นต้องการจะเน้นว่า คำสอนที่ผ่านภาษาเป็นสื่อสมมุตินี้เป็นอุปสรรคทั้งสิ้น
เหมือนที่เรารู้ว่าพระนิพพานเป็นอวยากตะ เป็นอัพยากฤติ พูดไม่ได้สอนไม่ได้
แล้วก็หลงพลาด เนื่องกันกับคำพูดที่ว่าให้ฆ่าพระพุทธเจ้านั้น พระพุทธเจ้าเองพูดว่า
พราหมณ์เอยจงกลับไปฆ่าพ่อฆ่าแม่เสียด้วย คือมันเป็นรหัส ที่ว่าถ้าเราไม่ทำอย่างนั้น
เราจะไม่อาจเข้าถึงได้เพราะพระพุทธเจ้าก็ดี พ่อแม่ก็ดีมายืนขวางทางเราอยู่
บางครั้งพระพุทธเจ้ายังบอกว่า พ่อเป็นศัตรู แม่เป็นไพรีของบุตร ก็พ่ออยากให้ไปทางนี้
ถ้าลูกอยากเกิดปฏิบัติธรรม พ่อไม่ยอมแม่ไม่ยอม เอาละเป็นศัตรูกันแล้ว เราต้องพิจารณาแยกส่วน
แล้วพึงทำความเข้าใจให้แยบยล มีมนสิการควรไม่ควร ไม่ใช่ถือเอาตามถ้อยคำทื่อ
ๆ
เวลาหมดแล้วครับ
ขอขอบพระคุณมากที่อุตส่าห์ฟัง
๑ ๒
๓ ๔
ตอบคำถาม
จัดพิมพ์ครั้งแรกในรูปแบบพ็อคเก็ตบุ้คโดย
กองทุนวุฒิธรรมเพื่อการศึกษาและปฎิบัติธรรม
ผู้สนใจหนังสือนี้กรุณาติดต่อที่ กองทุนวุฒิธรรม โทร. ๐-๒๕๒๖-๕๐๐๘
|