||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส บทความที่น่าสนใจ
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | >บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

 

ท่านอาจารย์สวนโมกข์ที่ข้าพเจ้ารู้จัก ๔

ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับชีวิตและงานของท่านพุทธทาสภิกขุ

โดย

 

ทีนี้จะเล่าเรื่องที่ท่านเป็นนักทดลองความคิด ท่านอาจารย์นั้นไม่ใช่ผู้วิเศษ ดังนั้นบางทีท่านก็ทำอะไรพลาดได้ แต่ความผิดพลาดของท่านกลับเป็นบทเรียนที่ดีเสมอกับคนที่อยู่ใกล้ตัว วันหนึ่งพวกเรา, คำว่าพวกเราหมายถึง พระเณร คนวัด กำลังช่วยกันเทคานคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งเป็นงานที่หนักและเหนื่อยมาก เนื่องจากฉันอาหารมื้อเดียวแล้วก็ทำงานหนัก แต่นั่นคืออุดมคติของสวนโมกข์ในช่วงนั้น ๆ ขณะที่กวนปูนกันอยู่ ท่านอาจารย์พักจากการงานของท่านเดินมาถามว่า พวกคุณทำอะไรกันอยู่ บอกไปว่ากวนปูน ท่านพูดว่าพวกคุณโง่อยู่ได้ คุณไปกวนทำไมให้เสียเวลา ทำไมคุณไม่เอาปูนเอาทราย เอาหิน เอาน้ำเทรวมในถังน้ำมันแล้วก็ปิดฝา แล้วคุณก็กลิ้งมันไปในสนามหญ้า ไม่ต้องเหนื่อยแรง แล้วก็เอามาใช้ได้ ทุกคนก็สว่างไสวขึ้นในข้อแนะนำนั้น พูดกันว่า เออจริง ๆ ด้วยเราไม่เคยคิดกันมาก่อน แล้วทุกคนก็ปฏิบัติตาม ด้วยความหวังว่าจะบรรลุเป้าหมายนั้น กลิ้งกันไป กลิ้งกันมาจนเหงื่อแตก พอเปิดฝา หินอยู่หิน ทรายอยู่ทราย ปูนอยู่ปูน พวกเราก็ชักมีอารมณ์ครับ ทั้งเหนื่อยทั้งผิดหวัง อาจารย์ท่านเห็นเข้า ท่านก็หัวเราะ ท่านบอก ผมจะไปรู้อะไร ผมไม่เคยทำ เป็นบทเรียนที่ดีมากครับว่าในความคิดนั้นต้องมีการทดลองความจริงด้วย จึงจะรู้ว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกใกล้หรือห่างไกลจากเป้าหมายที่เราคิดไว้ ผมเล่าเล่นพอให้คลายเครียดครับ

          ทีนี้ผมจะนำเข้าไปสู่เรื่องซึ่งค่อนข้างลึก ความถ่อมของท่านอาจารย์นั้นมีอยู่อย่างสูง ผมเคยเห็นกับตาที่ท่านกราบอาจารย์องค์หนึ่งคิดว่าเป็นพระคู่สวดในวันอุปสมบทของท่านเอง อย่างอ่อนโยน ซึ่งผิดกับตอนที่ท่านนั่งบนธรรมาสน์อันดูราวกับราชสีห์ หรือผู้ที่กำลังประกาศธรรมะที่ยิ่งใหญ่ ท่านแนะนำให้ผมไปหาโยมคนหนึ่งซึ่งเป็นโรคเรื้อน คนที่ไปในสวนโมกข์ช่วงนั้นอาจจะไม่รู้จัก แต่บางคนอาจจะรู้ครับ ชื่อโยมย้วน ท่านอาจารย์ไม่ใช่บุคคลที่จะลืมคนอื่นได้ง่าย ๆ แม้คนนั้นจะเจ็บป่วยหรือโรคเรื้อนก็ตาม โยมย้วนหลบอยู่ในกระต๊อบเล็ก ๆ ไม่ค่อยได้สัมพันธ์กับผู้คนเพราะตระหนักชัดว่าตัวเองเป็นโรค ผมเข้าใจว่าไม่ใช่โรคเรื้อน เป็นโรคอะไรก็ไม่รู้ที่ผิวหนังเป็นผืน ๆ แข็ง ๆ ตามเนื้อตามตัว ผมไม่แน่ใจว่าเป็นโรคอะไร แต่เป็นโรคซึ่งน่ารังเกียจ ท่านอาจารย์บอกผมว่า คุณไปหาโยมย้วน เขามีอะไรดีมาก แล้วท่านเล่าเรื่องโยมย้วนเมื่อสมัยหนุ่ม ๆ โยมย้วนเคยแสดงวาทะทางธรรมในที่สาธารณะ จนเอาชนะมโนราห์โรงที่มีชื่อเสียงได้ ท่านควรจะทราบอย่างหนึ่งครับว่า คนปักษ์ใต้กับมโนราห์นี้เป็นของคล้าย ๆ คู่ขวัญ เป็นของที่โปรดปรานมาก แต่ด้วยอาศัยเพียงแต่ปากเปล่าโยมย้วนพูดธรรมะจนไม่มีใครดูมโนราห์เลย นั่นเป็นปรากฏการณ์ที่ฝังอยู่ในความทรงจำของท่านอาจารย์สวนโมกข์ ท่านเลยแนะบอกว่า คุณไปหาโยมย้วน เขามีอะไรดี ผมก็ไปหาอยู่หลายเวลา ก็จริงดังที่ท่านแนะนำ คือโยมย้วนเป็นคนที่เป็นโรคซึ่งน่ารังเกียจ แต่ในร่างกายอันผุพังนั้นได้ซ่อนภูมิปัญญาชั้นสูงไว้มาก ท่านอาจารย์ถึงกับสั่งผมว่า ให้เอาอะไรที่โยมย้วนเขาเขียนเป็นแผนภูมินั้น เอามาลอกขึ้นที่ฝาผนังในโรงมหรสพทางวิญญาณ ในฐานะที่เป็นทรัพย์สมบัติทางปัญญาของมนุษย์คนหนึ่ง ท่านไม่เคยลืมคนที่ได้ต่อสู้ในทางภูมิปัญญามาแล้ว

          ตลอดช่วงชีวิตของท่านมีความถ่อม แต่พร้อมกันนั้น ถ้าจะเลือกใช้คำว่าก้าวร้าวก็ได้อยู่ ท่านก้าวร้าวทางความคิด เวลาคิด คิดไม่เหมือนเพื่อน ต่อมาท่านก็แนะนำหลายคน รวมทั้งผมด้วย บอกว่าสิ่งใดที่เพื่อนเขาคิดอยู่แล้วทำอยู่แล้ว คุณอย่าเสียเวลาอีกเลย ควรจะคิดและทำในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ได้คิด และไม่ได้ทำนั่นแหละ หมายถึงในทางที่ดีนะครับ เพื่อช่วยค้ำจุนจรรโลงให้สังคมนี้ดีขึ้น ผมจะเล่าถึงความถ่อมของท่าน แต่ที่จริงท่านห้ามเล่า ผมก็คงไม่ค่อยถ่อมเท่าไรที่นำมาเล่า แต่เล่าเกี่ยวกับตัวท่านไม่ใช่ตัวผม คือความรู้ภาษาบาลีของท่านนั้นพอประมาณ แต่การตีความ วินิจฉัย ถอดรหัสคำพูดของพระพุทธเจ้า ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ในแวดวงของพระพุทธศาสนา เนื่องจากกาลเวลา หยากไย่และวัชพืชของกาลเวลาทำให้คำสอนของพระพุทธเจ้าค่อนข้างพร่ามัว คือเราไม่รู้อะไรเป็นอะไร อุปการคุณอันยิ่งใหญ่ของท่านอาจารย์ก็คือท่านทำให้ธรรมะหมวดต่าง ๆ เกิดสิ่งที่เรียกว่า ธรรมสโมธาน สอดสานสวมลงกันได้จนกระทั่งเห็นจุดสำคัญ จุดที่เรียกเป็นพุทธศาสนาเช่นเรื่องอิทัปปัจยตาก็ดี เรื่องปฏิจจสมุปบาทก็ดี ซึ่งแต่ก่อนแตกกันเป็นเสี่ยง พระสงฆ์ในอดีตก็อาศัยขนบธรรมเนียมการเทศนา ตั้งหัวข้อว่าวันนี้จะพูดเรื่องอริยสัจ พรุ่งนี้จะพูดเรื่องโพชฌงค์ พรุ่งนี้พูดเรื่องโพธิปักขิยธรรม มะรืนนี้พูดเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งแต่ละส่วนนั้นเหมือนรูปซึ่งเราต่อกันไม่ติด เราไม่เห็นว่ามันสัมพันธ์กันอย่างไร ท่านอาจารย์อาศัยความรู้บาลีและการภาวนา ภูมิปัญญาจากมหายานก็ดี กระทำให้เกิดธรรมสโมธาน คำนี้แปลว่าการสอดสวมรวมลง ท่านเคยอธิบายคำว่าแตกฉานไว้ผิดจากคนอื่น ท่านบอกว่าทั่วไปคำว่าแตกฉานอาจจะหมายถึงการแตกซ่าน คือฟุ้งซ่านไปก็ได้ คนนั้นดูคล้ายรู้มากแต่จริง ๆ ไม่รู้อะไรเลย พูดได้มากแต่ว่าไม่รู้มันมาได้อย่างไร ซึ่งนักวิชาการสมัยใหม่ เขาเรียกสิ่งนี้ว่าลัทธิอรรถาธิบายหรือ หรือลัทธิทีถ้อย (Verbalism) เรียกว่าบ้าคำพูด พูดไปเรื่อย ๆ ธรรมะนี่พูดได้ทั้งวันทั้งคืน แต่ท่านอธิบายเรื่องแตกฉานหมายถึงว่า สามารถกระจายแตกตัวไปแล้วรวมกลับมาที่ต้นตอได้ อันนี้นับว่าเป็นคำอธิบายที่เหมาะเหม็งมาก คือไม่ใช่ รู้มากอย่างเดียว แต่สามารถรู้รวมลงหนึ่งได้ คือทั้งหมดอยู่ในหนึ่ง และหนึ่งนั้นเป็นทั้งหมดได้ นี่คือคุณูปการของท่านในทางทฤษฎี

          ยังมีพระสูตรที่สำคัญสูตรหนึ่งที่อธิบายถึงคุณสมบัติของพระอรหันต์ พระสูตรที่เรียกว่าอุปสันตบุคคล อุปสันตบุคคลคือผู้เข้าถึงสันติ ซึ่งหมายถึงพระอรหันต์ขีณาสพ สิ้นอาสวะแล้ว มีบทพระบาลีว่า อัตถังคะตัสสะ นัปปะมาณะมัตถิ เยนะ นัง วัชชุง ตัสสะ นัตถิ ซึ่งแปลว่า บุคคลผู้เข้าถึงซึ่งความตายแล้วมีไม่ประมาณ สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชสมัยนั้นแปลไว้ว่าอย่างนี้ ท่านอาจารย์ท่านทราบดีว่าคำแปลนี้เป็นคำแปลซึ่งผิด แต่ท่านถ่อมท่านไม่ค้านไม่ติง ด้วยความเคารพในพระเกียรติยศของสมเด็จพระสังฆราชพระองค์นั้น แต่ผมคงจะทำผิดที่มาเล่าให้ฟัง แต่ผมอยากจะให้เห็นความถ่อมของท่านอาจารย์เท่านั้น ความที่ไว้หน้าผู้อื่น ท่านไม่ใช่คนที่อยากจะดัง พอเห็นคนอื่นผิด ก็จี้จุดผิดเพื่อให้ตัวเองได้เด่น ท่านไม่ทำอย่างนั้นเลย เหตุที่ผิดก็เพราะว่า อัตถังคะตัสสะ นัปปะมาณะมัตถิ หมายถึงบุรุษซึ่งถึงอัสดง ไม่ได้หมายถึงคนตาย คนตายมีมาแล้วไม่รู้ประมาณนี่ มันไม่ลึก ใคร ๆ ก็รู้ คนตายในอดีตไม่มีประมาณ บุคคลถึงซึ่งอัสดงคตกลับหมายถึงพระอรหันต์ ผู้ที่ตัณหาทั้งหมดอัสดงแล้วไม่มีราคะ โทสะ โมหะ คำว่าไม่มีประมาณแปลว่าวิพากษ์ วิจารณ์ไม่ได้ว่าดีหรือชั่ว ว่าท่านเป็นอะไรคือวิจารณ์ไม่ได้ ว่าท่านดีหรือท่านชั่ว อยู่เหนือการคาดคิดใด ๆ นั่นหมายถึงผู้ที่กิเลสตัณหาถึงซึ่งอัสดงแล้ว มันไปคนละทิศคนละทาง ความลุ่มลึกนี้อยู่คนละระดับ คนละระดับท่านอาจารย์พบสิ่งเหล่านี้มากมาย ไม่ใช่เพื่อติฉินหรือซ้ำเติม แต่ผมเล่าเพื่อให้เห็นว่าท่านเป็นคนถ่อม เพื่อจะถ่วงกับภาพพจน์ที่หลายคนเห็นว่า ท่านเป็นคนก้าวร้าวชอบพูดอะไรจ้วงจาบ เรียกตัวเองว่าหมาบ้าบ้าง สุนัขปากร้ายบ้างอะไรทำนองนั้น

 

อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ สมัยศรีวิชัย
จำลองไว้ที่สวนโมกขพลาราม

 

          ประเทศเรา นับตั้งแต่ตั้งกรุงสุโขทัย ไม่นับศรีวิชัย เพราะยังเป็นปัญหาทางด้านประวัติศาสตร์ ว่าเป็นอาณาจักรไทยด้วยหรือไม่ แต่ว่าสำหรับท่านอาจารย์นั้นท่านไม่สงสัยเลยว่า อาณาจักรศรีวิชัยนั้นเป็นไทยหรือไม่เป็นไทย แต่ผมจะเว้นไม่วิจารณ์ในแง่โบราณคดีและประวัติศาสตร์ ตั้งแต่สมัยสุโขทัยประเทศเราได้ติดต่อคบค้ากับจีนมานาน แต่เราไม่เคยยอมรับหรือนับถือ ความลุ่มลึกทางภูมิปัญญาของจีนเลย เรายังมีคำเรียกจีนว่าเจ๊ก มีความนัยที่ข่มขี่อยู่ในที เรียกชาวอินเดียว่าแขก เราพึ่งรับทราบรู้เรื่องเซ็นเรื่องเต๋าเมื่อสามทศวรรษที่แล้วมานี่เอง เราพึ่งรู้ว่าจีนมีเรื่องลุ่มลึกมากกว่าที่เราคิด เราเห็นมหายานเป็นพวกกงเต๊ก พวกอาซิ้มตามโรงเจ เราเคยเห็นเท่านี้เอง เพราะเราเหยียดจีน แต่เราคบค้ากับจีน แต่เราไม่ยอมรับจีน เมื่อสมัยรัชกาลที่สามนั้นท่าทีดีขึ้น เพราะว่ามเหสีองค์หนึ่งของรัชกาลที่ ๓ ทรงเป็นจีน รูปแบบของโบสถ์ก็เปลี่ยนหน้าบัน ช่อฟ้า คันทวยก็หายไป เหลือเป็นติดถ้วยโถโอชามที่หน้าบันแทน จีนก็เด่นสง่าขึ้น คงแป๊ะศิลปินจีนก็เด่นขึ้นในช่วงนั้น เราไม่ยอมรับบุคคลซึ่งเข้ามาผสมผสานเป็นเลือดเป็นเนื้อเดียวกับเรา ผมเองเป็นหลานจีน ผมเชื่อในห้องนี้ ผมว่าเกินครึ่งมีเชื้อสายจีน แต่เราไม่เคยเรียนรู้มิติที่ลุ่มลึกของจีนเรื่องเซ็นเรื่องเต๋า ท่านอาจารย์เป็นคนแรกที่แปลพระคัมภีร์ของเซ็น คำสอนของฮวงโป สูตรของเว่ยหล่าง อย่างเป็นระบบ นำเสนออย่างเป็นระบบและแปลอย่างจริงจัง ก่อนหน้านั้นเซ็นก็กระเส็นกระสายในรูปของนิทานตลกขบขัน ว่าด้วยอาจารย์ถีบศิษย์ตกน้ำ และก็บรรลุธรรม อะไรทำนองนี้ เล่าสู่กันฟังสนุก เราแทบจะเอาประโยชน์ในส่วนสาระไม่ได้ แต่ว่าท่านอาจารย์ได้แปลอย่างกลั่นกรองมาก ผมคิดว่ายังเป็นคำแปลที่ใช้ได้อยู่จนทุกวันนี้ แม้ว่าท่านไม่ใช่นักแปลมืออาชีพก็ตาม แต่เนื่องจากท่านมีวิถีชีวิต ซึ่งสอดคล้องและเป็นไปในกระแสธรรมชาติ ดังนั้นจะแลเห็นอรรถะที่ซ่อนอยู่ในโวหารของเซ็นได้ ถ้าท่านไปที่สวนโมกข์ในโรงมหรสพนั้น จะพบว่าเซ็นได้ถูกนำเสนอผ่านทางรูปเขียนจิตรกรรมฝาผนังเป็นจำนวนมาก จนเป็นที่ตั้งของข้อครหานินทาว่า อาจารย์เป็นเซ็น เป็นมหายาน เป็นพวกนอกรีต

          เมื่อสมัยท่านสร้างสวนโมกข์มาในช่วงหนึ่งแล้วหมายถึงช่วงกลาง มัชฌิมวัยของสวนโมกข์นั้น สมัญญาซึ่งประณามท่านใส่ร้ายป้ายสีท่าน ผมไม่ระบุชื่อคนด่า แต่ว่าผมจะพูดเตือนความจำ เพื่อที่เราจะไม่ได้ประณามใครง่ายนัก เขาเรียกท่านอาจารย์ว่ามารศาสนา มารพุทธทาสเกิดแล้ว เขาพูดกันอย่างนั้น

          บุคลิกภาพของพระหนุ่มในวันต้นของชีวิตเมื่อหกทศวรรษก่อน นับตั้งแต่พุมเรียงตราบเท่าวันสุดท้ายของชีวิตแปรเปลี่ยนไปเสมือนหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ก็คือมืออันเดิม ท่าทีที่จ้วงจาบ แข็งกร้าวกับคุณค่าวิกฤติในสังคมนั้นเป็นไปอย่างรุนแรง ลักษณะเช่นนี้เป็นลักษณะที่ท้าทาย ใครที่ขวัญอ่อนลงไปสนทนากับท่านแล้วอาจจะลำบาก เพราะว่าท่านไม่เอาใจพะเน้าพะนอผู้คนเหมือนที่เขาหวัง แต่ท่านต้องการกระชากหนังหัวของคนให้ตื่น ฟัง ๆ ดูแล้วน่าหวาดเสียว ท่านบอกว่า เราอยู่ในช่วงเฉื่อยนิ่งทางวัฒนธรรม ทางจริยธรรม ทางศาสนธรรม ในทุกทาง ช่วงเฉื่อยนิ่งนี่สำคัญมาก คือเราเดินตามผู้นำโดยที่เราไม่รู้อะไรเป็นอะไรไปทางไหนก็ไปด้วย สังคมไทยอยู่ในบรรยากาศอึมครึมมาตลอด ก็เพราะว่า บุคคลที่ที่เป็นที่ตั้งแห่งความรัก ไม่น่ารัก เมื่อใดก็ตามที่ผู้นำทางสติปัญญาก็ดี ในทางการเมืองก็ดี ไม่รักมนุษย์ แต่มนุษย์ต้องรักเขา เพราะเขาเป็นผู้นำ เมื่อนั้นเราจะคลุมเครือ คือเรานับถือคนที่ไม่น่านับถือ เราต้องยกย่องเทิดทูนคนที่เรารู้อยู่แก่ใจว่า ไม่น่าเทิดทูน ดังนั้นภาวะของเรา สะท้อนออกรวม ๆ เป็นภาวะสังคม เป็นภาวะสนธยาอึมครึมคลุมเครือไม่รู้ว่าดีหรือร้าย ช่วงนี้ผมเรียกว่าช่วงเฉื่อยนิ่งทางวัฒนธรรมไทย เกิดแปลกแยกกันไป คือคนไทยไม่เข้าใจวัฒนธรรมแต่เดิมของตัว นั่นคือช่วงเฉื่อยนิ่งและเป็นช่วงที่อันตรายมาก ถ้าหากมีวัฒนธรรมใหม่กระแทกเข้ามา เราจะเสียหลักเสียศูนย์ทันที

          ในวงการเกษตรกรรมนั้นในช่วงปฏิวัติเขียวเราได้ค้นคิดทดลองจนได้พันธุ์ข้าวที่เรียกพันธุ์ข้าว ก.ข. ซึ่งหนึ่งกอมีถึง ๑๕ รวง ออกรวงเร็ว โดยใช้เทคนิควิทยาทางด้าน BIO การกระทำเช่นนั้นเป็นการทำลายเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นไปอย่างคาดไม่ถึง ในทางเกษตรกรรมนั้น ชาวบ้านถูกหลอกล่อให้พึ่งพันธุ์ข้าววิทยาศาสตร์ แล้วทอดทิ้งพันธุ์ข้าวปิ่นแก้ว ซึ่งเราเคยเรียน ในความรู้รอบตัวว่าเป็นข้าวดีที่สุดเดี๋ยวนี้ไม่มี เพราะเมื่อเราไม่ได้ใส่ใจมัน มันก็กลายพันธุ์ เราไม่รักษามัน หน้าที่สำคัญของเกษตรกร คือ การสงวนพันธุ์การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในช่วงนั้น และการเผยแพร่ในแผนการพัฒนานั้น ได้ทำลายเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น ซึ่งทรงค่านี้ไปอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์

          ในทางวิชาช่างนะ เมื่อวิทยาลัยเทคนิคถูกสร้างขึ้น เพื่อรองรับความเข้าใจความรู้จากวัสดุที่ผลิตจาก โรงงานอุตสาหกรรมเหล็กกล้า เป็นวัฒนธรรมเหล็กกล้าแล้วทำให้ช่างชาวบ้าน เมล็ดพันธุ์แห่งวิชาช่างพื้นบ้านตกงานกันเป็นแถว คือภูมิปัญญาท้องถิ่นถูกดูแคลนจากคนรุ่นใหม่ว่าโง่เง่าเต่าตุ่น แล้วปู่ ย่า ตา ยาย ซึ่งเคยครองภูมิปัญญามานานนับศตวรรษ ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร ไม่รู้จะอธิบายให้ลูก หลานฟังอย่างไรว่าอะไรเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้หาได้รอดพ้นจากข่ายญาณของท่านอาจารย์สวนโมกข์ไปไม่ ท่านต้าน ยังเคยเรียกผมไปพบบอกว่า เราเปิดศึกกับเด็กหนุ่มแถวไชยาไหม? ท่านใช้คำนี้ เพราะว่าเด็กหนุ่มสาวเริ่มหันเห เริ่มดูแคลนบิดามารดาผู้ให้กำเนิดเรามา นี่เป็นเรื่องน่าเศร้าสลดมาก

          ผมได้ใช้เวลาเล่าเรื่องมานาน ดังที่ได้เริ่มแต่ต้นว่าด้วยเหตุผล ๒ ประการ อยากจะพูดในแง่มุมชีวิตตัวเองได้ประสบเพื่อสะท้อนออกไปรวมกับที่คนอื่นเห็นและได้ประสบด้วย เพื่อให้เกิดภาพพจน์ภาพรวมที่สมบูรณ์ขึ้นอยากจะพูดในสิ่งที่อยากจะพูด ประการที่ ๒ ก็คือ ด้วยความระลึกถึงพระคุณของท่านที่ได้มีตรึงตราอยู่ในจิตใจ ก่อนจบผมจะอ่านบทกวี เพื่อเป็นการบูชาท่าน ที่จริงผมอ่านบทกวีนี้ที่ มศว. เมื่อสองสามวันก่อนแล้ว เสียใจอยู่อย่างหนึ่ง ที่แก้ข้อวินิจฉัยของผู้ดำเนินการอภิปรายไม่ทัน ซึ่งเขาอธิบายว่า ผมเป็นอันเตวาสิก(ก้นกุฏิ)ของท่านอาจารย์ ที่จริงผมไม่ใช่ ผมใช้ชีวิตช่วงหนึ่งกับท่าน ที่เล่านี้ก็เล่าตามที่ในช่วงนั้น ๆ ส่วนการบอกว่า ผมเป็นศิษย์ก้นกุฏินั้นอาจจะกระทบกระทั่ง คนซึ่งเขารู้อะไรที่ดีกว่าผมก็มีมาก.

ตอบคำถาม


จัดพิมพ์ครั้งแรกในรูปแบบพ็อคเก็ตบุ้คโดย กองทุนวุฒิธรรมเพื่อการศึกษาและปฎิบัติธรรม
ผู้สนใจหนังสือนี้กรุณาติดต่อที่ กองทุนวุฒิธรรม โทร. ๐-๒๕๒๖-๕๐๐๘

 

บทความที่น่าสนใจ > "พุทธทาส" ในความทรงจำ > ท่านอาจารย์สวนโมกข์ที่ข้าพเจ้ารู้จัก ๒


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | >บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ
Search WWW Search พุทธทาสศึกษา

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.