|

ท่านอาจารย์สวนโมกข์ที่ข้าพเจ้ารู้จัก
๓

ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับชีวิตและงานของท่านพุทธทาสภิกขุ
โดย 
นับตั้งแต่เรารับพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทจากลังกาเข้ามาแล้วสืบสานกันกินเวลาได้ประมาณ
๘๐๐ ปีเศษ ปรากฏการณ์เช่นนี้นับเป็นสิ่งแปลก ในยุโรปหรือที่อื่นเมื่อรับศาสนาหนึ่งศาสนาใดแล้ว
กินช่วงเวลาไม่เกิน ๓๐๐ ปี ก็ถึงยุคมืด คือยุคไร้ศาสนา แต่สำหรับประเทศไทย
นี่เป็นเรื่องแปลกประหลาดเมื่อรับพุทธศาสนาเข้ามาแล้ว ตั่งมั่นอยู่ได้อย่างต่อเนื่องเหมือนต้นไม้ที่งอกแทงรากลึกแผ่กิ่งก้านกว้าง
นับตั้งแต่พระราชอาณาจักรสุโขทัยเป็นต้นมา ยังไม่เคยมีนักปราชญ์หรือสมณะรูปหนึ่งรูปใด
ที่กล้าตีความพระพุทธวัจนะอย่างตรงไปตรงมา และอย่างเข้มข้นและจริงจัง ถ้าจะให้ผมพูดโดยส่วนตัวก็คือ
มีท่านอาจารย์สวนโมกข์นี่แหละครับ ที่เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศนี้
นักบวชทั่ว ๆ ไปในลำดับของประวัติศาสตร์ในห้วงเวลาในอดีต เขาจะถ่อมมากต่อการเทศนา
รูปแบบของการเทศนาบนธรรมมาสน์ท่านจะพบว่า เมื่อพระภิกษุขึ้นนั่งบนธรรมมาสน์แล้วได้รับการอาราธนาแล้วก็ตั้ง
นะโม ตัสสะ แล้วตั้งนิกเขปบท คือบทย่อเอาพระพุทธวัจนะที่เป็นบาลีขึ้นตั้ง
แล้วก็จะแสดงความถ่อมว่า ณ บัดนี้อาตมาภาพจะแสดงธรรมเทศนา ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ว่าเอาเองนะ
คล้าย ๆ ทำนองนั้น ไม่กล้าแตะ ไม่กล้าใช้ความรู้สึก ที่ซาบซึ้งหรือความรู้สึกที่ออกมาจากเนื้อในของชีวิตของตัว
เข้าไปอธิบายสิ่งนั้น ดังนั้นพุทธศาสนาเถรวาทจึงแตกตัวออกในลักษณะของสถาบัน
มีลักษณะของทางวิชาการ พระพุทธศาสนาก็กลายเป็นรูปแบบหนึ่งของวัฒนธรรม แทนที่จะเป็นวิถีทางของการทำให้เข้าถึง
และความดับทุกข์ สมดังเจตนารมณ์ในเรื่องอริยสัจ ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอน
ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว มันต้องเป็นวิถีชีวิต ไม่ใช่วิถีแห่งวัฒนธรรม
เราพบว่า บุคคลอาจจะมีท่าทีทางวัฒนธรรมสูง แต่เขาอาจจะไม่ได้จริงใจก็ได้
เหมือนเวลาฝรั่งมาเราก็รำไทยให้เขาดู ถึงเวลาจริง ๆ เราก็ไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมของเรา
แต่เราแสดงออกวัฒนธรรมของเราเพียงเพื่ออวดว่าเราเป็นชาวพุทธเท่านั้น
สำหรับท่านอาจารย์ท่านไม่เป็นอย่างนั้น
ด้วยความรู้ภาษาบาลีประการหนึ่ง โดยการภาวนาอย่างต่อเนื่องเป็นประการที่สอง
และอีกประการสำคัญมาก ซึ่งเป็นบาทฐานที่ทำให้งานทั้งหมดของท่านอาจารย์
เกิดเอกภาพ และผิดแผกจากคณาจารย์องค์อื่น ก็คือการใช้ชีวิตซึ่งแนบสนิทกับธรรมชาติ
อันนี้ตราไว้ได้เลย ขีดเส้นใต้ตรงนี้ว่า ตลอดช่วง ๘๐๐ กว่าปี รูปแบบพุทธศาสนานั้นค่อนข้างเป็นราชสำนักในบ้านเมืองเรา
ค่อนข้างเป็นระเบียบ เป็นวัฒนธรรมที่สูงส่ง แต่ว่าอาจจะห่างไกลวิถีทางแห่งธรรมชาติ
มีความนัยที่ลุ่มลึกอยู่อันหนึ่งในเรื่องนี้ในประเด็นนี้ก็คือ
มนุษย์เราไม่เพียงเป็นส่วนหนึ่งในกระแสธรรมชาติอันไม่รู้สิ้นสุดเท่านั้น
แต่มนุษย์นั้นยังเป็นอันหนึ่งเดียวกับธรรมชาติด้วย ข้ออ้างอันนี้ผมอยากจะพูดว่าสำคัญมากตรงที่ว่า
เมื่อมนุษย์คิดว่าตัวเองเป็นนายเหนือธรรมชาติในช่วงที่มนุษย์เลวร้ายมนุษย์ก็ทำลายธรรมชาติ
เหมือนที่เรารู้กันอยู่เวลานี้ว่าเป็นวิกฤติการณ์แทบจะถาวรแล้ว ในช่วงที่มนุษย์มีสำนึกขึ้นมาในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติก็จะเกิดการอนุรักษ์
จิตแห่งการทำลายและจิตอนุรักษ์นี่มันเป็นหยิน-หยางหมุนเวียน เมื่อถึงยุคหนึ่ง
เดี๋ยวเราก็เริ่มทำลายกันอีก เราบำรุงธรรมชาติพอสมบูรณ์ เราก็ลืมตัวเดี๋ยวเราก็ทำลาย
ส่วนการอยู่เหนือการทำลายและอยู่เหนือการอนุรักษ์ นี่สำคัญมาก ถ้าจะเป็นดั่งนั้นต้องเป็นความรู้อีกระดับหนึ่ง
ที่ว่ามนุษย์เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ผมจะอ้างคำสอนจางจื้อ ปราชญ์จีนโบราณ
ผมอาจจะออกสำเนียงจีนไม่สมบูรณ์ (ทั้ง ๆ เป็นหลานจีน แต่ไม่รู้ภาษาจีนเลย)
จางจื้อพูดในนัยยะที่ลุ่มลึกว่า ทีตี้อืออั่วเป็งแซ ฟ้าดินกับอั๊วเป็นอันเดียวกัน
บวงหมั๊วอืออั้วอือเจ๊กอุย อีกสรรพสิ่งกับอั๊วเป็นอันเดียวกัน นี่เป็นความนัยที่ลุ่มลึก
มองโดยแง่ของจิตวิญญาณแล้วมนุษย์เป็นอันเดียวกับธรรมชาติ มองนัยยะที่แบ่งแยก
มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งในกระแสธรรมชาติ เช่นเดียวกับเรามองว่า น้ำแข็งเป็นส่วนหนึ่งของน้ำ
เราก็มองได้ เพราะว่ามีก้อนน้ำแข็งลอยอยู่ในน้ำ แต่ว่าธาตุแท้ของน้ำแข็งกับน้ำอันเดียวกัน
เมื่อน้ำแข็งละลายหมดก็คือธาตุน้ำ
วิถีชีวิตที่ท่านใช้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ
ผมคิดว่าเป็นบาทฐานใหญ่ที่ส่งผลสะท้อนอันยาวนานมาสู่ตัวท่านเอง สวนโมกข์
และสังคมไทย และเป้าหมายของท่านก็คือ โลกโดยส่วนรวม บันทึกที่สดใหม่มากของท่านอาจารย์
ช่วงที่อะไรเหล่านั้น ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าบันทึกของเดวิด ธอโร่ เรารู้กันว่าเดวิด
ธอโร่ ฤาษีตนแรกของอเมริกันนั้นมีผลงานที่ยิ่งใหญ่ แต่ว่าบันทึกช่วงต้นของท่านอาจารย์สวนโมกข์นั้นมีอะไรที่ลุ่มลึกกว่า
บางทีท่านบันทึกถึงความเจิดจ้าของดวงจิตในขณะที่ภาวนาแล้วก็เกิดประสบการณ์สำคัญ
ท่านใช้คำว่า ราวกับว่าสิ่งที่ตาเห็นนั้นเป็นสิ่งไม่ใช่ธรรมชาติหรือเหนือธรรมชาติ
นั่นแสดงถึงการก้าวล่วงเข้าไปสู่มิติที่แปลกประหลาด เรียกได้ว่า เป็นประสบการณ์ทางดวงจิต
แต่ว่านั่นไม่ใช่สาระที่น่าใส่ใจนัก เพราะว่าแท้ที่จริงนั้นการอยู่ใกล้ชิดธรรมชาตินั้นให้กำเนิดถ้อยคำอันหนึ่ง
สำหรับส่วนตัวของผมแล้วถือว่าเป็นคำซึ่งได้ยินครั้งแรกในชีวิตได้แล้วตรึงตา
ตรึงใจอยู่ไม่รู้หาย เมื่อท่านพูดว่าการปฏิบัติธรรมนั้นไม่ใช่อะไรอื่น
คือการชำแรกตัวกลับสู่ธรรมชาติอีกหนหนึ่ง นี่สำคัญมาก สำหรับผมแล้วเป็นถ้อยคำยิ่งใหญ่มากทีเดียว
เพราะว่ามนุษย์เดินห่างจากธรรมชาติออกมา มนุษย์เมื่อสร้างอารยธรรมแล้ว
อารยธรรมนั้นกลายเป็นอุปสรรคเป็นกำแพงกางกั้น เหมือนที่ท่านทราบว่า คำว่าอารยธรรมในภาษาอังกฤษคือคำว่า
Civilization, Civil นี่แปลว่าพลเรือนก็ได้ หรือแปลว่าเมืองก็ได้ เมื่อสร้างเมืองแล้วเมืองอาจจะกีดกันไม่ให้เข้าถึงความจริงของธรรมชาติได้
จิตสำนึกซึ่งพัฒนาในเมืองนั้นง่ายจะติดยึดในสมมุติ ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงต้องหันหน้าออกจากวังและแสวงหา
ที่ท่านอาจารย์พูดซ้ำแล้วซ้ำอีกในเทศนาหลายแห่งหลายที่ ท่านว่าเกิดกลางดิน
ใช้ชีวิตกลางดิน กินกลางดิน ตายกลางดิน วิถีชีวิตของมนุษย์เราที่สูงส่งนั้น
ไม่ใช่วิถีชีวิตในพระราชวังหรือประดับประดาด้วยทองหยอง หรือเกียรติยศมากมายคติของคนตะวันออกครั้งอตีตสมัยที่รุ่งเรืองด้วยความรู้แจ้งทางปัญญา
วิถีที่เร่ร่อน วิถีที่ติดดินเท่านั้นที่จะสอดคล้องกับวัฏจักรและความเป็นไปของมหาวิถีของธรรมชาติทั้งมวลดังนั้นความยากไร้
ความเร่ร่อน ความเปล่าเปลือยเป็นสิ่งที่ทรงค่าอยู่ในตัวมัน
ข้อขัดแย้งในทางทฤษฎีระหว่างความหมายของคำว่าอารยธรรมของปราชญ์ตะวันออกและตะวันตก
มีอยู่อย่างฉกาจฉกรรจ์ คนตะวันตกถือว่า Civilization นั้นเกิดในกำแพงเมือง
อะไรที่เกิดและพัฒนาขึ้นในเมืองถือว่าเป็นอารยธรรม ดังนั้นนอกกำแพงเมืองถือว่าเป็นอนารยะ
เป็นป่าเถื่อน แต่ถ้าท่านไม่หลงทางจากวิถีชีวิตของปราชญ์ตะวันออกแล้ว ท่านจะพบว่า
ป่านั่นเองเป็นที่ตั้งของอารยธรรมส่วนเมืองเป็นตัวปัญหา พระศาสดาผู้รู้แจ้งส่วนใหญ่ออกจากเมือง
ไม่ว่าโซโรแอสเตอร์หรือพระพุทธองค์ก็ตาม หรือแม้แต่โสเครติสปราชญ์ทางตะวันตก
ซึ่งถูกบีบให้ตายด้วยสมัครใจ ต้องออกเร่ร่อน คำว่าภิกขุซึ่งแปลว่า ผู้ขอ
ศัพท์เดียวกับคำว่า beggar นั่นเอง ทางตะวันออกถือว่าวิถีชีวิตของการเร่ร่อน
เป็นผู้ขอนั้นเป็นชีวิตที่สูงส่ง ท่านอาจารย์เขียนคติพจน์อันนี้ ไว้ที่โรงฉันเก่าของสวนโมกข์ธารน้ำไหล
ซึ่งเดี๋ยวนี้ยังอยู่หรือไม่ผมไม่แน่ใจ high thinking plain living นี่คือวิถีทางของสวนโมกข์
คือคิดสูง ๆ คิดให้ลึกคิดให้กว้าง คิดให้ไกล แต่เป็นอยู่ให้ต่ำที่สุด คติพจน์เหล่านี้เกิดขึ้นจากวิถีชีวิตของท่านเอง
เมื่อผมลาเพศสมณะแล้วไปเยี่ยมท่านหลังจากไม่พบท่านร่วม ๑๐ ปี คำแรกที่ท่านถามผมนั้นไม่ได้ถามว่า
ทำงานอะไร รายได้เท่าไหร่ ท่านถามผมว่า คุณยังกินข้าวจานแมวอยู่หรือเปล่า
เป็นคำทักทายซึ่งเตือนให้ทำในสิ่งที่ตัวเองเข้าใจแล้ว กินข้าวจานแมว
อาบน้ำในคู เป็นอยู่อย่างทาส มุ่งมาดความว่าง และคำตอบคือ ทำอย่างตายแล้ว
มีแก้วอยู่ในมือ คือดวงจิตว่าง ประโยคสุดท้ายคือ แจกของส่องตะเกียง
แต่ผมคงเป็นศิษย์ที่เลวไม่ได้ทำตามท่าน เพราะว่าท่านอาจารย์มีคติว่า
ศิษย์คือผู้ที่ทำตาม

โรงฉันหลังเก่า ที่สวนโมกขพลาราม
ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งในวิถีชีวิตร่วมสมัยของคนเรา
เราได้สูญเสียอะไรบางสิ่งซึ่งเป็นคุณค่าวิเศษ ที่เราเคยมีครั้งอดีต คือความมีกัลยาณมิตร
ความมีคนที่เรานับถือบูชาไว้สักคนหนึ่งในหัวใจเรา นี่เป็นสิ่งสำคัญมาก
ถ้าผมจะเตือนความทรงจำของท่านได้ต่อสัญลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของชาวพุทธ แม้ไม่ใช่เป็นพระพุทธวัจนะโดยตรงก็คือ
ในชั่วโมงที่พระพุทธเจ้าจะถึงซึ่งอาการตรัสรู้อันสมบูรณ์นั้น มีธิดามารอยู่
๓ ตน เป็นสัญลักษณ์ เป็นบุคลาธิษฐาน นางแรกชื่อนางราคา นางตัณหา และนางน้องซึ่งร้ายกาจที่สุดชื่ออรดีอรดีคือ
อรติ แปลว่าไม่รัก ทำไมความไม่รักจึงเป็นอุปสรรคต่อสติปัญญาชั้นสูง นี่เป็นสิ่งที่น่าคิดมาก
จิตใจซึ่งไม่มี เมตตา กรุณา ไม่รัก ไม่สามารถที่เข้าถึงซึ่งการตรัสรู้ได้
ต่อเมื่อพระพุทธเจ้ากำหนดรู้นางทั้ง ๓ นั้นแล้ว ธิดาพญามารก็ถอยกรูด รตินี่แปลว่ารัก
อะก็ไม่ แปลว่าไม่รัก ผมคิดว่ามีสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นคตินำทางของชาวพุทธ ท่านอาจารย์สวนโมกข์พูดย้ำอยู่เสมอว่า
สำหรับชาวพุทธที่แท้จริงแล้ว ย่อมมีเมตตาเป็นปุเรจาริก เมื่อจะทำอะไร หรือจะไปทางไหนเหมือนกับมีไฟส่องทาง
ให้มีเมตตาเป็นเครื่องส่องทางไปข้างหน้า เพราะเมตตากับปัญญานั้นเป็น ๒
หน้าของเหรียญเดียวกัน สติปัญญาชั้นสูงที่ว่าขันธ์ห้าไม่ใช่อะไรอื่นจากธรรมชาติ
เป็นอันเดียวกับธรรมชาติ ชีวิตเป็นอันเดียวกัน นั่นเป็นปัญญาชั้นสูง และพร้อมกันนั้นเป็นเมตตาอีกด้วย
เมื่อเห็นว่าชีวิตไม่ผิดแผกกัน ยังมีคำพูดของชาวอีสานที่ลุ่มลึกมาก ที่จะเอามาสมทบกับความนัยที่ลุ่มลึกอันนี้ก็คือ
ในบทเพลงเสียวสวาสดิ์ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นพูดไว้ว่า ยังมีชายคนหนึ่งชื่อว่าสัพพะเหล่าหลาก
คน ๆ หนึ่ง คือสรรพสิ่งทั้งปวง เมื่อเราพูดถึงขันธ์ห้า หรือญาณในขันธ์ห้า
เรามักจะเอารูปขันธ์ไปเป็นร่างกาย คือคน ๆ หนึ่ง ที่จริงรูปขันธ์คือสิ่งเห็นด้วยตา
ดวงดาว ดวงเดือน พระอาทิตย์ จักรวาลทางวัตถุทั้งหมดเป็นรูปขันธ์ ฉะนั้นขอบเขตของขันธ์ห้าไม่ใช่คน
ๆ หนึ่ง ขอบเขตของขันธ์ห้าคือจักรวาลทั้งหมดทั้งรูปทั้งนาม ดังนั้นญาณในขันธ์ห้าซึ่งได้ทำลายบุคคลสัญญาที่ว่าไม่ใช่สัตว์
ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่คนที่ไหน ก็คือการประจักษ์แจ้งสภาวะธรรมทั้งหมด นี่คือขันธ์ห้าที่บริสุทธิ์
เมื่อมองเช่นนี้แล้ว เราจะพบว่า มนุษย์ไม่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติเท่านั้น
มนุษย์เป็นอันเดียวกับธรรมชาติ เป็นอันเดียวกับจักรวาล นี่คือญาณของพระพุทธเจ้าในขันธ์ห้าในเรื่องสภาวะธรรม
มนุษย์กับธรรมชาตินั้น
แนบแน่นเป็นอันเดียวกัน อันอาจกำหนดท่าทีแห่งภูมิปัญญา และทิศทางแห่งอารยธรรมแท้ได้ว่า
เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ประสานกลมกลืน ไม่ใช่สิ่งงอกงามในเมือง ทั้งไม่ใช่จากสมองของมนุษย์โดยไร้หัวใจ
รากฐานอารยธรรมแท้คือ ปัญญา และเมตตา อันเป็นไปในกระแสธรรมชาติ ไม่ใช่สภาพปรุงแต่ง
เสแสร้งจนฝืนกระแสธรรมชาติ
ลำดับถัดไปผมจะเล่าถึงวิธีที่ท่านอาจารย์ได้ช่วยผู้คนตามจริตนิสัยของแต่ละคน
สิ่งนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก ในพระพุทธศาสนาแจกแจงญาณไว้หลายอย่าง
แต่มีญาณเดียวที่สงวนไว้สำหรับพระพุทธองค์คือนานาธิมุตติกญาณ คือญาณที่ล่วงรู้วิถีทางรอดของแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน
อย่างพระพุทธเจ้าทรงทำกับองคุลีมาลอย่างหนึ่ง กับปฏาจาราอย่างหนึ่ง กับบางคนบางทีท่านเสนอสิ่งล่อ
อย่างพระนันทกุมารน้องท่านนั่นทรงล่อจะให้นางฟ้า มันเป็นอุบายที่จะดึง
ล่อจิต ซึ่งกำลังตกหลุมพรางอันหนึ่งเหมือนกับดึงคนขึ้นจากหล่มโคลน แม้สิ่งนี้จะสงวนไว้สำหรับพระพุทธองค์ก็ตาม
แต่ผมก็เห็นบ้างในท่านอาจารย์สวนโมกข์ ท่านมีอุบายที่หลอกล่อ ดังนั้นผมจะเล่าอิงอัตวิสัยนิดหน่อย
ผมไม่รู้จักใครอื่นดีกว่าตัวเอง ประสบการณ์คนอื่นผมเล่าแทนไม่ได้ แต่เล่าแทนประสบการณ์ของตัวเองว่า
เมื่อออกบวชใหม่ ๆ นั้นต้องการคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ด้วยจิตใจที่ศรัทธาว่าพระพุทธเจ้าดีที่สุดในโลก
ผมไม่ได้ใส่ใจเรื่องพระเจ้า คำสอนของพระเยซู ของเล่าจื๊อไม่อยู่ในความรับรู้ของผม
เมื่อผมไปหาท่านนั้น ผมเชื่อว่าท่านคงจับกำพืด จับทางของผมได้ว่าผมแคบอยู่อย่างไร
บางครั้งท่านพูดเล่าเรื่องตลกให้ผมหัวเราะ เพราะผมไม่หัวเราะเลย ไม่ยิ้มเลย
ผมเครียดมาก ๆ ด้วยความรู้สึกที่ว่าความจริงนั้นต้องเคร่งเครียด ที่จริงผมเข้าใจผิดมากท่านพยายามเย้าแหย่
บางทีก็เล่าเรื่องตาเถรยายชีให้ฟัง ที่จริงผมฟังออก แต่ผมไม่หัวเราะ ท่านยังถามผมว่าคุณฟังไม่ออกรึ?
มีคราวหนึ่งท่านเรียกผมไป
ปีนั้นเป็นปีที่โป๊ปจอห์นปอลที่ ๒ สันตะปาปาแห่งวาติกันขึ้นดำรงตำแหน่งแล้ว
จอห์นปอลเป็นโป๊ปที่ถือกำเนิดในโปแลนด์ เป็นโป๊ปองค์แรกในค่ายสังคมนิยม
ดังนั้นขวัญกำลังใจของชาวยุโรปในทางศาสนาดีขึ้นมากในปีนั้น ท่านอาจารย์เรียกผมไปบอกว่า
ผมอยากจะให้ของขวัญโป๊ปจอห์นปอล คุณช่วยวาดรูปเกี่ยวกับพระเยซูให้หน่อยได้ไหม
ท่านก็ยื่นไบเบิลให้ท่านสำทับว่า แต่คุณต้องอ่านให้หมดนะ ไม่งั้นคุณจะเขียนได้ยังไง
ผมก็รู้สึกอึดอัดนิดหน่อยว่า เราเป็นพระอยู่ด้วย แต่ก็เพื่อจะทำงานให้ท่าน
ก็อ่าน ตั้งต้นอ่านตั้งแต่คัมภีร์เก่า ทีละหน้า ๆ เพื่อจะรวบรวมเนื้อหามาเขียนให้ได้
ผมเขียนร่างเสร็จเอาไปให้ท่านตรวจ ท่านก็วิจารณ์บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ผมเขียนได้จำนวนหนึ่ง
ปั้นด้วย ปั้นพระเยซู เล่าเป็นเกล็ดซักนิดหนึ่งว่าผมทำอย่างไร คือผมปั้นพระพุทธรูปก่อน
แล้วก็เติมหนวด เติมผมให้ยาว เป็นพระเยซู แต่นั่นไม่สำคัญอะไร เมื่อผมเขียนได้จำนวนหนึ่งแล้ว
ผมไปหาท่านครั้งหลังเพื่อให้ท่านวิจารณ์ ผมรู้สึกว่าท่านอาจารย์ได้สูญสิ้นความใส่ใจ
ในสิ่งที่ท่านสั่งผมเรียบร้อยแล้ว ผมไม่เข้าใจ แล้วก็ผิดหวังนิดหน่อย ทั้ง
ๆ ที่เราทุ่มเทให้ ต่อมาภายหลัง จึงรู้ว่าท่านหลอกให้ผมอ่านไบเบิล ผมอ่านจนเป็นอุปการะ
เป็นนิสัย ผมอ่านต่อมาอีกตั้งหลายปี เป็นสิบ ๆ ปีเลย แล้วต่อมาเมื่อผมเดินทางไปในยุโรป
ก็มีคุณูปการกับผมมาก ในการที่พูดกับชาวแคทอลิก หรือโปรแตสแตนท์ ผมเคยถูกเชิญไปสัมมนาหลายครั้งกับกลุ่มโปรแตสแตนท์ที่เยอรมันนี
ผมไม่นึกว่าสิ่งเหล่านี้ มันจะเกิดอุปการะขึ้นในวันหน้า ทั้ง ๆ ที่ผมก็ไม่ต้องการมันเลย
นั่นเป็นอุบายของท่านอาจารย์ ท่านอาจจะคิดจริงหรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจ .....
๑ ๒
๓ ๔
ตอบคำถาม
จัดพิมพ์ครั้งแรกในรูปแบบพ็อคเก็ตบุ้คโดย
กองทุนวุฒิธรรมเพื่อการศึกษาและปฎิบัติธรรม
ผู้สนใจหนังสือนี้กรุณาติดต่อที่ กองทุนวุฒิธรรม โทร. ๐-๒๕๒๖-๕๐๐๘
|