||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส บทความที่น่าสนใจ
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | >บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

 

ท่านอาจารย์สวนโมกข์ที่ข้าพเจ้ารู้จัก ๒

ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับชีวิตและงานของท่านพุทธทาสภิกขุ

โดย

 

มีคนเคราะห์ร้ายไม่ใช่น้อยที่ลงไปสวนโมกข์ แล้วไปเห็นอากัปกิริยาของท่าน แล้วเข้าใจไม่ได้ เช่นเลี้ยงไก่เต็มวัด หรือเลี้ยงปลารอบกุฏิ หรือเลี้ยงสุนัขพันธุ์ดี อาจจะเข้าใจผิดว่า แหม ท่านรักสวยรักงาม หรือเป็นอยู่ยิ่งกว่าคฤหัสถ์ผู้มั่งคั่งเสียอีก โดยข้อเท็จจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้น ข้อเท็จจริงคือ ท่านอาจารย์นั้นอุทิศเวลาช่วงหนึ่งนั้นสำหรับแปลพระคัมภีร์ แล้วผมจำได้ถึงวันคืนทุกข์ยากของท่านบิณฑบาต ท่านออกบิณฑบาตรับข้าวสวยจากชาวบ้านพร้อมกับน้ำแกง เพื่อให้ฉันแล้วมีแรง นั่งแปลคัมภีร์ที่เราอ่านกันแพร่หลายนั้นเกิดจากวิธีการอันนี้ เมื่อช่วงไหนที่แปลถึงคำพูดของพระพุทธเจ้าในบาลีว่า ตถาคตเป็นไก่ผู้พี่ที่เกิดออกจากฟอง เจาะฟองออกมาก่อน ท่านอาจารย์นั้นก็เลี้ยงไก่ ท่านเลี้ยงเพื่อจะดูสิ่งเหล่านี้ ไก่ออกลูกออกหลานเป็นร้อย ๆ ตัว ทีนี้คนไม่เข้าใจคิดว่า แหม ท่านรักสวยรักงาม เลี้ยงสัตว์เลี้ยงสวย ๆ งาม ๆ แม้แต่เรื่องสุนัขหลายกัณฑ์ทีเดียวของเทศนาล้วนออกมาจากการสังเกตชีวิตของสุนัข เช่น ศัพท์สำนวน "ยกหูชูหาง" ก็คือสุนัขเวลาจะกัดกันเนื่องจากแย่งชิงความสำคัญต่อกันและกัน

          ผมได้เกริ่นแล้วว่าช่วงปี ๒๔๗๕ นั้นเป็นช่วงชิงชัยความเป็นผู้นำทางปัญญา ไม่ว่าอาจารย์ปรีดี หรือแม้แต่คนแผลง ๆ อย่างนายนรินทร์กลึง (นรินทร์ภาษิต) ก็ตาม นั่นเป็นปฏิกิริยาในช่วงโอนถ่ายอำนาจรัฐ ซึ่งแต่ละคนไม่แน่ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นในสังคมนี้ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ใหญ่มาก ท่านอาจารย์ก็เหมือนกัน ดังนั้นความเชื่อมั่นในตัวเองของท่านเป็นเหตุให้ค้นพระคัมภีร์ จากความรู้ภาษาบาลีในแค่เปรียญ ๓ สอบตกเปรียญ ๔ ซึ่งต่อมาภายหลังท่านไม่ยอมรับว่าท่านตก ท่านบอกผมว่ากรรมการต้องตรวจผิดแน่ ๆ

          ในช่วงของชิงชัยความเป็นผู้นำทางปัญญานั้นเองที่ได้เพาะสร้างบุคลิกภาพแปลกประหลาด ท่านคงได้ยินข่าวนะครับว่า ผู้คนรอบสวนโมกข์เก่า คือวัดตระพังจิก ถือว่ามีพระบ้ารูปหนึ่งไปอยู่ ไม่ค่อยพูด พูดน้อย ถ้าท่านเทียบภาพกับปัจจุบันนี้ ท่านเรียกตัวท่านเองว่าหมาบ้าหรือสุนัขปากร้าย ช่วงของการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพจากความเงียบขรึม สุขุม ลุ่มลึก นิ่ง สงบ ไม่พูด มาสู่การแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา และแรงกล้า หรือถึงขั้นที่บางคนอาจจะเห็นเป็นเรื่องก้าวร้าวต่อโลกและต่อสังคม ช่วงการเปลี่ยนบุคลิกภาพอันนี้ ถ้าเรามองที่ท่าน เราอาจจะมองในแง่ลบว่าท่านเปลี่ยนไปมาก ผมเองเคยมองผิดไป เดี๋ยวนี้ผมมองใหม่แล้ว ผมมองว่าปฏิกิริยาของท่านก็เป็นสิ่งสะท้อน เป็นดัชนีชี้บ่งถึงสังคมไทยซึ่งฟอนเฟะได้ส่วนกันทีเดียว ท่านรุนแรงขึ้นทุกที จนกระทั่งเรียกตัวเองว่าสุนัขปากร้าย คนที่ขวัญอ่อนเกินไป เมื่อไปเจอท่านเข้าลำบากแน่ หลายครั้งหลายหนที่ปฏิกิริยานั้นแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา จนผู้ที่ไม่ค่อยคุ้นกับวิถีทางเช่นนี้รับไม่ได้และไม่ไปที่นั่นอีกเลย

          ท่านอาจารย์เคยถูกโจมตีใส่ร้ายป้ายสีอย่างรุนแรงว่าเป็นพวกมหายาน เราถือกันว่าพวกมหายานเป็นพวกนอกรีต โปรดอย่าเข้าใจเช่นนั้น มหายานนั้นเป็นยานที่สูงส่งทีเดียว ถ้าเราศึกษาเข้าแล้วเราจะพบว่า ทุกสิ่งที่หินยานมี มหายานก็มี การแบ่งเป็นมหายาน หินยานนั้นเกิดจากสภาพแวดล้อมทางสังคม ไล่ลำดับปริบทเรื่อยเท่านั้นเอง ดังนั้นผู้ที่มีจิตใจเปิดกว้างอย่างท่านอาจารย์นั้นท่านไม่ยอมหยุดอยู่เฉพาะหินยาน ศาสนาของพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่ระเบียบกฎเกณฑ์ที่เราจะสร้างขึ้นเองได้ เราต้องศึกษาเข้าไปสู่รากเหง้าที่มาของพระวัจนะที่แท้จริงนั้น

          จุดเด่นของวิถีทางของท่านอาจารย์ก็คือ ท่านไม่เพียงเข้าใจโลกแห่งการแปรเปลี่ยน ท่านเข้าใจชัดว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง แต่มีบางพวกบางเหล่าหรือว่าบางท่าน อาจจะเข้าใจเฉพาะลักษณะซึ่งแปรเปลี่ยนที่เรียกว่า อนิจจัง แต่ไม่เข้าใจลักษณะของการสืบต่อของพระพุทธศาสนาก็ได้ สำหรับท่านอาจารย์นั้นท่านเข้าใจทั้ง ๒ ด้าน การให้ความหมาย บทสวดมนต์และคำนิยามใหม่ พิธีกรรมต่าง ๆ ท่านรู้ว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยน เพื่อให้เข้ากับสังคมซึ่งเปลี่ยนแปลงไป ภายใต้การพัฒนาอันมีเทคโนโลยีเป็นใหญ่ หรืออะไรก็สุดแท้ แต่พร้อมกันนั้นท่านไม่ได้ละทิ้งแก่นสารของอดีต ครั้งหนึ่งท่านพูดกับผมว่า ที่จริงสิ่งที่ผมสอนนี้สามารถตั้งนิกายใหม่ได้ แต่ผมจะไม่ทำ ด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้าก็ดี เคารพในปราชญ์ครั้งอดีต ท่านเป็นคนสุภาพอ่อนโยนยิ่ง แต่ภาพที่ออกมาล้วนแล้วแต่ทำให้รู้สึกตรงกันข้าม บางคนสั่นหน้า ส่ายหน้า เพราะว่าคำพูดซึ่งตรงไปตรงมา ค่อนข้างก้าวร้าว นี่คือสิ่งที่ผมพยายามที่จะเล่าให้ฟังถึงช่วงแห่งการเปลี่ยนบุคลิกภาพของท่าน มันสะท้อนถึงสังคมไทย ซึ่งหันเหและสับสน ข่ายญาณของท่านผู้นี้หากใครติดตามวาทะของท่านมาตลอด จะพบว่าท่านรู้ทันโลก, ชีวิต ท่านไม่ใช่เป็นภิกษุที่อยู่ป่า แล้วศึกษาพระคัมภีร์ พูดโวหารแบบพระเทศน์บนธรรมมาสน์ แล้วไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสังคมการเมือง

          ประมาณช่วงหลังปี ๒๕๐๐ ที่เรียกกันว่ากึ่งพุทธกาล องค์การสหประชาชาติได้ประจักษ์แจ้งขึ้นมาว่า ปัญหาเรื่องการทวีของประชากร จะเป็นปัญหาหลักในอนาคต อาหารจะไม่เพียงพอ จึงเกิดโครงการใหญ่ซึ่งเรียกว่า ปฏิวัติเขียว ในช่วงนั้นเป็นโครงการซึ่งทุกคนปลาบปลื้มกันมาก จนกระทั่งผู้ที่ค้นคิดยาปราบแมลงที่เรียก ดีดีที นั้น ได้รับรางวัลโนเบล เพราะค้นพบกันว่าแมลงทำลายปริมาณของอาหารไป ดังนั้นถ้าจัดการกับแมลงได้แล้ว อาหารก็จะพอเพียงกับจำนวนประชากรซึ่งทวีขึ้นอย่างน่ากังวล เดี๋ยวนี้เราะประจักษ์ชัดว่าปัญหาเรื่องดีดีทีนั้น มันทำท่าจะฆ่ามนุษย์เอาเสียแล้ว การปฏิวัติเขียวครั้งนั้นไม่ใช่คำตอบ เรารู้กันแล้วว่ามันเป็นปัญหาหนัก ช่วงนั้นผู้ค้นพบดีดีทีนั้น ในฐานะเป็นนักวิชาการนั้นสัตย์ซื่อต่อวิชาการก็ได้รับรางวัลโนเบลไป ไม่มีใครสงสัยในด้านลบของการใช้ดีดีที แต่ก็หาได้พ้นข่ายญาณของท่านอาจารย์สวนโมกข์ไปได้ไม่ ในช่วงที่โลกกำลังปลาบปลื้มกับปฏิวัติเขียว อาจารย์ท่านประณามอยู่ตลอดเวลา คือท่านระแวงว่าสิ่งนี้มันจะนำอะไรมาสู่มนุษย์ก็ไม่รู้ เดี๋ยวนี้เรารู้กันแล้วครับว่า ทุกวันเรากินสารพิษเข้าไปมากมาย

          ในช่วงที่ท่านกำลังต่อสู้และกำลังปรับเปลี่ยนทั้งทัศนะและบุคลิกภาพนั้นเอง เป็นช่วงซึ่งมีปัญหากับสถาบันสงฆ์มาก สถาบันสงฆ์ค่อนข้างรังเกียจพระหนุ่มรูปนี้ เพราะมีความคิดแปลกประหลาด พูดอะไรไม่เหมือนเพื่อน โจมตีพระพุทธรูปว่าเป็นภูเขาแห่งพุทธธรรม แต่ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วนั้น ท่านอาจารย์เป็นคนซาบซึ้งในพระพุทธรูปมาก ผมบอกได้เลย บางครั้งนั่งคุยกับผมเป็นชั่วโมง เรื่องความงามของพระพุทธรูป นั่นคืออีกด้านหนึ่งซึ่งละเอียดอ่อนและลุ่มลึก แต่ส่วนที่ท่านต้องแสดงออก ก็เพราะว่าเป็นปฏิกิริยาต่อคนทั่วไปที่ยึดถือพระพุทธรูปราวกับเป็นเจว็ดนั่นเอง ไม่ได้มองไปสู่สัญญลักษณ์แห่งการตรัสรู้ เหนือเศียรพระพุทธรูปมีสิ่งพวยพุ่งขึ้นไปข้างบนเรียกว่า ปรภามณฑลหรือศิรประภา เป็นสัญลักษณ์ของการตรัสรู้อันสมบูรณ์ พระพุทธรูปไม่ใช่รูปเคารพ แต่เป็นสัญญลักษณ์ของมณฑลธรรมอันโชติช่วง มีเรือนแก้ว เรือนแก้วหมายถึง โพธิปักขิยธรรม ความใส่ใจในเรื่องความงามและศิลปะต่าง ๆ ของท่านอาจารย์มีอยู่อย่างมาก อาจจะไม่มีใครได้รับทราบว่า ท่านร้องเพลงไทยได้มากหลายเพลง จำได้มากแต่บทบาทที่แสดงออกต่อสังคม ดูตรงกันข้าม

          ผมให้ข้อสังเกตว่าวัฒนธรรมนี่จะมี ๒ ลักษณะเสมอไป คือสิ่งที่เราแสดงออกสู่สาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องของการรู้จักกาลเวลา สถานที่ โอกาส และบุคคล แต่ลึก ๆ ในส่วนตัวของท่านนั้น เราจะพบอีกหลายแง่มุมทีเดียว คณะสงฆ์เคยตั้งข้อรังเกียจกับท่าน มีพระเถระน้อยรูปมากที่เข้าใจท่าน ผมจะระบุถึงได้สักองค์หนึ่งคือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ าณวโร) วัดเทพศิรินทร์องค์หนึ่ง ที่รักและเข้าใจท่านอาจารย์มาก สมเด็จพระสังฆราชที่อยู่ที่วัดเบญจะ ถึงกับเรียกท่านเข้ากรุงเทพฯ แล้วสั่งห้ามสอนพุทธศาสนา โดยเฉพาะเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น ท่านอาจารย์ก็บ่นให้ฟังว่า ที่จริงผมก็ไม่ควรสอนจริง ๆ ด้วย เพราะว่ามันอันตราย แต่ว่าท่านบอกว่า ผมเป็นคนดื้อ ถ้าสิ่งไหนถูกแล้วผมจะดื้อทันที นี่คือนิสัยของท่าน ท่านก็สอนจนได้และสอนจนกระทั่งวันสุดท้าย

          แต่แล้วในช่วงฉัฏฐสังคายนา คือ การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๖ ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศพม่า พระภิกษุเงื่อม ซึ่งถูกรังเกียจจากคณะสงฆ์นั้น กลับเป็นตัวแทนของคณะสงฆ์ไทย ไปประชุมระดับนานาชาติที่นั่น ทั้งนี้เพราะว่า นายกรัฐมนตรีของพม่าเวลานั้นคือ อูนุ ผู้ที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก ระบุผ่านคณะสงฆ์ขอให้เอาพระรูปนี้ไปประชุม มันเป็นเสียอย่างนี้ เหมือนคำพูดในพระคัมภีร์บอกว่า พระศาสดาจะไม่ประสบความสำเร็จในท้องถิ่นของตัว ผมไม่ได้หมายถึงท่านอาจารย์เป็นศาสดา แต่ผมคิดว่าบุคลิกภาพของท่านนั้น คล้ายคลึงกับศาสดาพยากรณ์ในครั้งอดีต ผมหวังว่าคงเข้าใจความหมายของคำว่า ศาสดาพยากรณ์ ที่เรียกว่า Prophet ศาสดาพยากรณ์ทั้งหลาย ล้วนต้านอำนาจรัฐต้านความชั่ว และพยากรณ์หายนภัยอันเกิดแต่การปฏิบัติอสัตย์ธรรม ของปวงผู้นำและผู้สนับสนุน

          ท่านอาจารย์นั้น แม้จะอยู่ในฐานที่เป็นปราชญ์อยู่ในความทรงจำในช่วงหลังของสังคมไทยแล้วก็ตาม แต่ท่านยังเอ่ยถึงบุคคลที่ท่านเคารพด้วยจิตใจบ่อยครั้ง ผมคิดว่ามีบุคคลอยู่ ๒ คน ที่มีอิทธิพลเหนือชีวิตของท่านคนแรกนั้นเป็นเจ้า คือสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพท่านพูดถึงบ่อย ถึงความมีจริยาวัตรอันงดงาม ความเป็นนักปราชญ์ ความศรัทธามั่นในพุทธศาสนา แม้สึกจากพระไปแล้วก็ยังเอาบาตรและจีวรเก็บไว้เป็นเคื่องเตือนตนอะไรเหล่านี้ ซึ่งท่านพูดถึงในแง่ดีบ่อยมาก นั่นเป็นไปได้ทีเดียวที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เป็นต้นแบบให้ท่านในช่วงหนึ่ง เพราะท่านยังหนุ่มน้อยอยู่มากเมื่อสมัยที่สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ เสด็จลงไปศึกษาและรวบรวมวัตถุโบราณทางใต้

          บุคคลที่สอง เป็นคนที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของท่าน มีอิทธิพลเหนือชีวิตของท่านอย่างมากก็คือ มารดาของท่านเอง บุคลิกภาพบางอย่างเกิดจากแม่ของท่าน เช่นท่านเล่าว่า แม่ของท่านนั้นเป็นคนละเอียดอ่อน เมื่อใช้ให้ท่านหุงข้าวแล้ว เห็นนั่งเฝ้าไฟนั่งดูหม้อเดือด แม่ท่านจะเตือนบอกว่า ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ใช้ทำอะไรได้อีกตั้งหลายอย่าง ทำไมไม่ทำล่ะ เราจะเห็นว่า นิสัยส่วนนี้ท่านติดมาจากมารดาของท่าน แล้วท่านเองก็สารภาพว่า ผมสู้น้องชายไม่ได้ ครูธรรมทาสนั้นละเอียดอ่อนกว่าท่านมาก ชาวไชยาโดยเฉพาะที่ตลาดนั้น เลื่อมใสครูธรรมทาสมากกว่าท่านอาจารย์สวนโมกข์ มีคนพูดกันว่าท่านอาจารย์สวนโมกข์น่าจะเป็นอุบาสก แล้วครูธรรมทาสน่าจะเป็นพระมากกว่า ทั้งหมดนี้อย่าถือสาคำพูด ก็ใครคิดอย่างไรก็พูดกันไป .....

ตอบคำถาม


จัดพิมพ์ครั้งแรกในรูปแบบพ็อคเก็ตบุ้คโดย กองทุนวุฒิธรรมเพื่อการศึกษาและปฎิบัติธรรม
ผู้สนใจหนังสือนี้กรุณาติดต่อที่ กองทุนวุฒิธรรม โทร. ๐-๒๕๒๖-๕๐๐๘

 

บทความที่น่าสนใจ > "พุทธทาส" ในความทรงจำ > ท่านอาจารย์สวนโมกข์ที่ข้าพเจ้ารู้จัก ๒


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | >บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ
Search WWW Search พุทธทาสศึกษา

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.