|

ท่านอาจารย์สวนโมกข์ที่ข้าพเจ้ารู้จัก

ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับชีวิตและงานของท่านพุทธทาสภิกขุ
โดย 
เหตุผลที่ผมรับคำเชิญมาพูดเกี่ยวกับท่านอาจารย์สวนโมกข์
ก็มีอยู่ ๒ ประการ
ประการแรก
คือ อยากจะพูดในสิ่งที่อยากจะพูดซึ่งคิดเพียงแต่ว่าจะได้เพิ่มเติมในส่วนที่ตัวเองได้รู้เห็น
เพื่อประกอบกับทัศนะ หรือสิ่งที่ท่านทั้งหลาย ได้ยินได้ฟังจากคนอื่น หรือพระภิกษุรูปอื่น
เกี่ยวกับชีวิตของท่านอาจาย์
เหตุผลประการที่
๒ ก็คือ ผมเองโดยส่วนตัวเป็นหนี้พระคุณท่านอาจารย์มาก ไม่รู้จะตอบแทนด้วยวิธีใดตั้งแต่ท่านสิ้นบุญแล้วก็ยังไม่ได้ลงไปกราบศพ
มัวแต่ไปพูดที่โน่นที่นี่ ถือเอาเป็นเสมือนว่าเป็นบุญกิริยา คือ การได้พูดถึงบุคคลที่เรารักเราเคารพ
ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงว่าเราจะเทิดทูนเฉพาะท่านอาจารย์สวนโมกข์คนเดียวเท่านั้น
คนอื่นเราไม่นับถือ ผมไม่อยากจะเห็นตัวเองหรือเพื่อนฝูง หรือแม้แต่ชาวพุทธทั่วไปมีกิริยาอย่างนั้น
ซึ่งเป็นอาการยึดมั่นยึดติดในครูบาอาจารย์ของตัว กิริยาเช่นนั้นในพุทธศาสนาถือว่าไม่งาม
แม้แต่พระพุทธเจ้าเองเมื่อไปแสดงธรรมจนอุบาสกอุบาสิกาเลื่อมใสแล้ว เปลี่ยนจากการนับถือพวกนิครนถ์หรือไชนะมานับถือท่าน
ท่านยังเตือนว่า ให้ทำทานทำบุญกับนักบวชที่เคยนับถือต่อไป
คำนึงถึงภาษิตจีนบทหนึ่ง
ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์และครู สำหรับคนร่วมสมัยหรือคนรุ่นใหม่
ๆ อาจจะเห็นเป็นสิ่งเร่อร่าไปแล้วก็ได้ "เป็นครูหนึ่งวันเป็นบิดาชั่วชีวิต"
คำพูดนี้เราได้ยินบ่อย ด้วยเหตุผลที่ว่าปราชญ์จีนโบราณถือว่าครูนั้นหายากยิ่งนัก
เป็นธรรมเนียมของคนตะวันออก เมื่อบุคคลเริ่มออกแสวงหาความรู้แจ้งทางวิญญาณ
ประการแรกเขาต้องหาครูของเขาให้พบก่อนปราศจากครูแล้วการงอกงามก้าวหน้าย่อมลำบาก
เว้นไว้แต่กรณีของบุรุษชาติอาชาไนย อย่างกรณีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่แม้กระนั้นท่านก็ยังตั้งต้นด้วยครู
แม้ว่าครูสอนไม่สมบูรณ์ก็ตาม ท่านอาจารย์สวนโมกข์นั้นเคยปรารภให้ผมได้ยินอย่างน้อย
๒ ครั้ง เรื่องเกี่ยวกับครู ท่านใช้คำว่าผมเพราะว่าผมเองเป็นนักบวชตอนนั้น
ท่านไม่ใช้คำว่าอาตมา ครูของผมคือ นายคลำ นั่นคือการทดลองความจริงแห่งชีวิต
คลำทางไปโดยลำดับ ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจเป็นเบื้องต้น
ต่อวิถีทางของท่านอาจารย์สวนโมกข์
การมีความคิดสร้างสรรค์
มีความคิดมากมาย แต่แล้วความคิดอันนั้นก็ว่างเปล่าเหมือนฟองน้ำที่เหือดแห้งไป
ถ้าปราศจากการทดลอง ในหนังสืออัตประวัติของมหาตมคานธี ประโยคแรกนี่สำคัญมาก
แม้โดยทั่วไปเราทราบว่ามหาตมคานธีเป็นนักการเมืองเป็นผู้นำ แต่แล้วท่าน
เองเรียกตัวเองว่าเป็นนักศาสนา "ข้าพเจ้าทดลองชีวิตทางศาสนาในสนามของการเมือง"
จิตสำนึกของมหาตมคานธีนั้นเป็นนักศาสนา เป็นผู้ปรฏิบัติศาสนธรรม ผมคิดว่าจิตสำนึกที่นำบุคคลไปสู่ความสำเร็จ
เป็นสิ่งที่ต้องพินิจพิเคราะห์เป็นเบื้องแรก
กรณีของสมเด็จพระเจ้าตากสิน
ซึ่งเรารู้ว่าพระองค์ท่านเป็นวีรบุรุษของชาติ รวมชาติบ้านเมืองที่แตกสลายให้คืนสู่เอกภาพ
คำถาม คือ เพราะอะไรพระเจ้าตากจึงประสบชัยชนะทั้ง ๆ ที่เป็นสามัญชน ในขณะที่เชื้อพระวงศ์ที่เป็นทายาทสายตรงก็เป็นหัวหน้าก๊กหนึ่งด้วย
แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน จิตสำนึกที่นำพระเจ้าตากไปสู่ชัยชนะก็คือความจงใจที่จะรวมไทยอีกหนหนึ่งนั่นเอง
ความดำริที่จะรวมไทย
ในขณะที่เจ้าก๊กอื่น ๆ นั้นฉวยโอกาสไขว่คว้าเอาบางส่วน ในช่วงที่ประเทศบ้านเมืองแตกเป็นเสี่ยง
จิตสำนึกที่สัตย์ซื่อต่อชาติต่อเกียรติภูมิของบ้านเมืองนี้นำไปสู่ชัยชนะในที่สุด
นั่นไม่ได้หมายถึงแค่รวมประชาชนทั้งหมดด้วย จิตสำนึกเช่นนี้สำคัญนัก แต่ว่าเอาชนะใจประชาชนทั้งหมดด้วย
จิตสำนึกเช่นนี้เช่นนี้สำคัญนัก มหาบุรุษทั้งหลายหรือบุรุษชาติอาชาไนย
ย่อมรักษาจิตดวงแรกที่เปี่ยมกุศลสำนึกไว้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน
ท่านอาจารย์สวนโมกข์ก็เหมือนกัน
ภายหลังนั้นท่านพูดกับผมว่า ที่จริงผมไม่ใช่คนมีความรู้ความสามารถอะไร
แต่ผมมีสิ่งหนึ่งคือผมจริงเสมอ ท่านพูดอย่างนั้นแล้วเราจะเห็นว่าทุกครั้งที่ท่านเทศนา
ท่านได้กระทำแล้วอย่างจริงจัง พระภิกษุโดยทั่วไปมักจะพูดเล่นพูดหัวพูดให้โยมติดอกติดใจ
แต่ว่าท่านอาจารย์เวลาเปิดมิติแห่งการเทศนานั้น บางทีเราใจเต้นระทึกกลัวท่านจะพูดอะไรที่เราไม่อยากได้ยิน
ซึ่งเป็นนิสัยของเรา ที่ไม่อยากให้ใครมาเจาะแทงเข้ามาในหัวใจของเรา เหมือนกับว่าน้องสาวหรือเพื่อนบอกเราว่า
เธอมันโง่ เราจะไม่ชอบทั้ง ๆ อาจจะเป็นเรื่องจริง บทบาทของท่านอาจารย์สวนโมกข์นับตั้งแต่วันแรกของการตั้งสวนโมกข์
และปีนั้นเป็นปีประเดิมของการชิงชัยความเป็นผู้นำทางปัญญา
ประเทศนี้นับตั้งแต่ราชอาณาจักรสุโขทัย
ซึ่งปกครองด้วยระบบพ่อเมือง บิดาปกครองบุตร จนกระทั่งอยุทธยา ด้วยระบบเทวสิทธิ์จนกระทั่งรัตนโกสินทร์ด้วยระบบสมมุติเทพ
หรือกินรวมไปถึงสมัยศรีวิชัยด้วยแล้วนับเวลาได้ประมาณ ๑,๐๐๐ ปีเศษ ๑,๐๐๐
กว่าปี ที่อำนาจเด็จขาด ศูนย์รวมของอำนาจอยู่ในกำมือของพระมหากษัตริย์ในรูปหนึ่งรูปใด
ปีพ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นปีที่ประเทศเรามีประสบการครั้งใหม่ คือช่วงแห่งการโนถ่ายอำนาจรัฐ
จากการศูนย์รวมไปสู่คณะราษฎร์ สิ่งนี้ถ้าฐานะของผู้รับรู้เป็นนักเรียนนอก
เช่นนายทหารที่เคยไปเรียนฝรั่งเศสก็ไม่แปลกอะไร เพราะเอารู้ว่าอำนาจตกถึงมือประชาชนได้
เขามีประสบการณ์ในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่ผู้ที่ไม่เคยไปเรียนเมืองนอกอย่างท่านอาจารย์สวนโมกข์นั้น
นับเป็นสิ่งใหม่ทีเดียว และผมเชื่อว่าผู้ที่มีพลังสร้างสรรค์ ซ่อนอยู่ในตัว
ในช่วงนั้นคงเกิดการเคลื่อนไหวในกระแสความรู้สึกนึกคิดว่ามันอะไรกันนี่
ที่ภาษาโรมันเขาว่า โควาดิส แปลว่าจะเอาทางไหนกันแน่ เมื่ออำนาจที่เคยอยู่ในมือของพระมหากษิตริย์
ถูกโอนถ่ายไปสู่คณะราษฎร์ซึ่งเป็นอะไรก็ไม่รู้ในความรับรู้ของคนไทยทั่วไป
ดังนั้นเองผู้ที่มีพลังอยู่ในตัวจำต้องแสวงหาความจริงด้วยเหตุผลข้อนี้กระมัง
ที่มหาเงื่อมซึ่งอยู่ในวัยท้าทายทางภูมิปัญญาและการค้นหานั้น นำสวนโมกข์เข้าสู่ยุคแสวงหาหลักธรรมจากพระคัมภีร์ปิฎก
และการปฏิบัติตนเสมือนแปลกประหลาด พึ่งตนเองในกระแสธรรมชาติในช่วงชิงชัยความเป็นผู้นำทางปัญญานั้น
 |
|
| อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ท่านอาจารย์พุทธทาสมอบหมายให้
พระโกวิท เขมานันทะ เป็นผู้ปั้นขึ้นไว้เป็นสื่อสอนธรรมะ รูปปั้นนี้ขยายจากองค์จริง
ซึ่งค้นพบที่ไชยา ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ในยุคศรีวิชัยนั้น ตามบ้านเรือนโดยทั่วไป
จะมีรูปปั้นนี้ไว้บูชา เพื่อระลึกถึง องค์คุณของพระโพธิสัตว์ ได้แก่
สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันติ |
|
ชื่อของสวนโมกขพลาราม
บอกว่า เป็นอารามสวนป่าที่ให้พลังต่อวิมุติ นี่คือจิตดวงแรกที่ท่านตั้งปณิธานไว้
ผมเชื่อว่าถึงปัจจุบันนี้ปณิธานอันนี้ได้บรรลุถึงตามที่ท่านตั้งไว้แล้ว
ตามระดับของท่าน ผมไม่ได้ใช้ประโยคว่าดีที่สุดในโลก ไม่มีใครทัดเทียม ไม่ใช่อย่างนั้น
จุดนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะได้เข้าใจอุปนิสัยของท่าน ก็คือท่านเป็นคนจริง
และก็จิตดวงใดตั้งไว้แล้ว ก็ต่อสู้เพื่อรักษาจิตดวงแรก ที่ตั้งปณิธานไว้
ให้บรรลุเป้าหมายให้ได้
ครั้งหนึ่งผมเคยเรียนถามท่าน
เมื่อสมัยผมเองยังเป็นนักบวช ด้วยความท้อแท้ระอา หรือจะพูดว่าเบื่อหน่ายพรหมจรรย์
ว่าการบวชช่างเต็มไปด้วยระเบียบกฎเกณฑ์มาก ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ชอบธรรมะ
แต่ว่าเมื่อต้องปฏิบัติต้องควบคุมตัวเอง ต้องอดกลั้นนี่มันลำบากมาก เราชอบธรรมะ
แต่ไม่ชอบระเบียบอะไรที่มันบีบคั้นมากเกินไป ผมสอบถามท่าน ด้วยความเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของท่าน
ท่านกลับให้คำตอบเสมือนที่พระพุทธเจ้าให้คำตอบกับพราหมณ์ ซึ่งเข้าใจผิดในทางดีต่อพระองค์
อาจารย์ท่านบอกว่า เปล่า ผมไม่ได้แข็งแกร่งอะไร ผมคิดจะสึกตั้งหลายครั้งนะคุณรู้หรือเปล่า
นี่เป็นการบอกอะไรบางสิ่งที่ตรงไปตรงมา สัตย์ซื่อต่อความเป็นจริง ที่จริงท่านจะคุยโวทับเสียก็ได้ว่า
ท่านแกร่ง ซึ่งผมก็เชื่ออยู่แล้ว เช่นเดียวกับที่พราหมณ์คนหนึ่งถามพระพุทธเจ้าว่า
พระองค์เป็นสัพพัญญู ตลอดทุกขณะไหม คือรู้แจ้งอะไรทุกอย่างไหม แทนที่พระพุทธเจ้าตอบว่าใช่
ท่านบอกว่าเปล่า ท่านบอกว่าตถาคตไม่ได้เป็นสัพพัญญู รู้แจ้งเห็นจริงตลอดทุก
ๆ ขณะ พราหมณ์ก็ยังคิดเข้าข้างว่าก็แล้วทำไม เมื่อถูกถามปัญหาคราวไร พระองค์ท่านตอบได้ทันทีราวกับว่ารู้อยู่แล้วล่วงหน้าเล่า?
พระพุทธเจ้าท่านทรงอธิบายว่าเนื่องจากจิตท่านบริสุทธิ์ เมื่อโน้มไปสู่ปัญหา
ๆ ก็แตกออก เนื่องจากมนุษย์เรานั้นมีอาสวะห่อหุ้ม ดังนั้นมีความเชื่องช้าทางภูมิปัญญา
ปัญญาไม่แล่น ส่วนพระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์นั้นก็ไม่ได้รู้คำตอบอยู่ล่วงหน้า
นี่คือบุคคลที่มีเกียรติในตัวเอง ในบรรดาผู้นำในทางจิตวิญญาณ มีพระองค์เดียวที่โดดเด่นในความสัตย์ซื่อต่อเพื่อนมนุษย์
ไม่อ้างตัวว่าเป็นเทพเจ้า ไม่อ้างเรื่องอะไรทั้งสิ้น แม้แต่ว่าไม่อ้างตัวเองเป็นประตูธรรมซึ่งทุกคนต้องเดินผ่าน
นั่นเป็นเกียรติยศในความสัตย์ซื่อ
ท่านอาจารย์สวนโมกข์ก็มีจริยาอย่างนั้น
ท่านบอกอะไรตรง ๆ และสาเหตุของการคิดจะสึก ก็เป็นเรื่องน่าขบขันทั้งสิ้น
คือเห็นคนเขาถือปืนมายิงนกในวัด ท่านเล่าว่าผมนึกสนุกอยากจะไปหาปืนสักกระบอก
ยิงนก มันบอกถึงจิตที่ซุกซนคิดนึก แต่แล้วนั่นเป็นเพียงรูปของความคิดที่ผ่านเข้ามา
ส่วนสิ่งอื่นที่ยิ่งใหญ่กว่าดูแลครอบงำไว้ได้สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ผมคิดว่าเราน่าจะเรียกว่าบารมี
ในความหมายที่แท้จริงของพุทธศาสนา ไม่ใช่ในความหมายของความเป็นเจ้าพ่อหรืออันธพาล
ซึ่งเรานำมาใช้ผิด ๆ เสียแล้ว ปวงพระศาสดาในอดีต ไม่ว่าเป็นศาสดาที่ยิ่งใหญ่หรือศาสดาพยากรณ์
ซึ่งเป็นศาสดาที่มาเพื่อป่าวประกาศท้าทายอำนาจรัฐต่าง ๆ นั้นน่าจะมีอุปนิสัยหนึ่งก็คือความเป็นบุรุษชาติอาชาไนย
เมื่อปฏิบัติแล้วก็ต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนสำหรับเราท่านผู้มีบุญ คือได้พบพระพุทธศาสนา
ได้พบครูบาอาจารย์ที่ดี แต่เราอาจจะด้อยในทางวาสนาที่จะได้ทำการกุศลใหญ่หลวงก็ได้
คือเรามีบุญแต่ว่าบารมีไม่หนุน ผมคิดว่าคนโบราฯผู้เป็นสัตบุรุษของไทย เขาพูดเขาคิดดีมาก
ท่านคงได้ยินคำว่า "บุญพาสาสนาส่ง" ใช่ไหมครับ คือ "บุญพาสาสนาส่ง"
การไปพระนิพพานนั้นต้องอาศัยบุญและวาสนา บุญมีหากแต่บารมีไม่ถึงเขาพูดอย่างนี้
ที่จริงแล้วผมต้องออกตัวไว้ก่อนว่า
ในการพูดถึงใครคนใดคนหนึ่งให้ถูกต้องบริบูรณ์นั้น เราทำได้ยาก
ผมเองเมื่อต้องพูดเกี่ยวกับพระเดชพระคุณท่านอาจารย์สวนโมกข์นั้น
ตะครั่นตะครอทีเดียว เพราะไม่รู้จะพูดออกรูปไหน ตั้งท่าจะพูดในเชิงวิชาการ
คิดทบทวนไปทวนมาคิดว่า มันอาจจะมีประโยชน์ แต่ว่าผู้อื่นคงพูดได้ดีกว่าผมแน่
ดังนั้นก็คิดว่า ช่วงหนึ่งผมใช้ชีวิตร่วมกับทาน ในช่วงก่อนหน้าที่โลกจะขานรับ
และช่วงหลังจากโลก หรือประเทศชาติ หรือในเอเชียนี้ ขานรับท่านแล้ว น่าจะมีเรื่องเล่าสู่กันฟังได้
สำหรับผมนั้นไม่ว่าโลกจะขานรับท่านหรือไม่ขานรับ ท่านยังเป็นท่านอาจารย์เหมือนเดิม
เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร และไปผ่านสวนโมกข์ที่ไหนก็แวะเข้าไปนั่งถามปัญหาเรื่อยไป
โดยไม่ได้รู้สึกว่า ท่านยิ่งใหญ่ หรือท่านเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการพุทธธรรมอะไร
ผมคงจะต้องนำเกร็ดเล็ก ๆ น้อยมาเล่า แทนที่จะเป็นวิชาการ แต่นั่นย่อมหมายถึงว่าเป็นอัตวิสัยของผมด้วย
เพราะว่าผมเป็นผู้เล่า มีข้อเท็จจริงอันหนึ่งที่มีคนกล่าวกันว่า เมื่อนักเขียนเล่าอัตประวัติของตัวเองแล้ว
จะมีความจริงน้อยกว่าเรื่องที่เขาแต่งขึ้นเสียอีก เพราะเขาได้วางกลไกป้องกันตัวไว้หลายจุดทีเดียว
ผมเองไม่ใช่นักเขียน แต่ว่าจะเล่าเพื่อท่านจะได้ข่าวสารเกี่ยวกับบุคลิกภาพ
อุปนิสัย ชีวิตส่วนตัว และการทดลองความจริงของท่าน .....
๑ ๒
๓ ๔
ตอบคำถาม
จัดพิมพ์ครั้งแรกในรูปแบบพ็อคเก็ตบุ้คโดย
กองทุนวุฒิธรรมเพื่อการศึกษาและปฎิบัติธรรม
ผู้สนใจหนังสือนี้กรุณาติดต่อที่ กองทุนวุฒิธรรม โทร. ๐-๒๕๒๖-๕๐๐๘
|