||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส บทความที่น่าสนใจ
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | >บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

What Uncle Sam Really Wants
: อเมริกาอเมริกาอเมริกา วิพากษ์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา
Noam Chomsky เขียน / ภัควดี วีระภาสพงษ์ แปล

 

คำนำ

          What Uncle Sam Really Want น่าจะเป็นหนังสือเล่มแรกของนอม ชอมสกี ที่ปรากฏในพากย์ไทย ซึ่งว่าแบบฝรั่ง แม้จะถือว่าสายแต่ก็ดีกว่าจะไม่มีเสียเลย ทั้งนี้เพราะถือได้ว่าชอมสกีเป็นปัญญาชนคนแรก ๆ ที่สำคัญที่สุดในฝ่ายที่แหวกจากกรอบคิดและการครอบงำ ทั้งของสื่อมวลชนกระแสหลักและรัฐบาล และยังคงมีอิทธิพลในชั่วสามทศวรรษที่ผ่านมาตราบปัจจุบัน

          พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายว่า ชอมสกีจะเป็นที่ยอมรับทั่วไป แม้ว่าจะมีการสำรวจว่างานนิพนธ์ของเขาได้ถูกอ้างถึงมากที่สุดหนึ่งสิบอันดับแรกในโลกก็ตาม ทั้งแม้เขาจะเริ่มพูดและเขียนมาตั้งแต่ในวัยสามสิบเศษในราวคริสตทศวรรษ ๑๙๖๐ หนังสือทางการเมืองจำนวนมากที่เขาเขียนก็ไม่เคยได้รับการตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์หลักในสหรัฐอเมริกาเองเลย จนกระทั่งเมื่อประมาณ ๑๐ ปีเศษนี่เอง (Deterring Democracy เป็นหนังสือเล่มแรกที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์กระแสหลักในฝั่งอเมริกา) และเมื่อเริ่มมีการแนะนำงานเขียนและงานวิจารณ์ของเขาให้เป็นที่รู้จักกับสาธารณชนอเมริกัน ผ่านนิตยสารอันทรงอิทธิพลอย่าง The New York Review of Books ตั้งแต่ปี ๑๙๖๗ พื้นที่สำหรับข้อเขียนของเขาก็มีอันเป็นไปอีกแค่ห้าปีต่อมา โดยคำสั่งจากบรรณาธิการบริหารที่ห้ามการตีพิมพ์งานเขียนของเขาและของนักวิจารณ์อีกจำนวนหนึ่ง ไม่มีการให้คำอธิบายใด ๆ ต่อการห้ามตีพิมพ์ครั้งนี้ แต่ทราบกันดีว่าเป็นเพราะข้อวิจารณ์อย่างร้อนแรงของชอมสกีต่อรัฐบาลอเมริกันและสื่อมวลชนกระแสหลัก ทั้งพลอยทำให้ The New York Review of Books เลิกตีพิมพ์บทวิจารณ์หนังสือทุกเล่มของสำนักพิมพ์ Southend สำนักพิมพ์เล็ก ๆ ที่หาญกล้าตีพิมพ์งานของชอมสกีหลายเรื่องไปด้วย

          แม้ในเมืองบอสตันที่เขาอาศัยอยู่ ซึ่งว่ากันว่าเป็นเมืองที่มีทัศนคติที่เสรีที่สุดแห่งหนึ่ง และทั้งที่ชอมสกีบอกว่าเขารู้จักกองบรรณาธิการของ The Boston Globe ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่ถือว่าก้าวหน้ามากกว่าฉบับอื่น ๆ เป็นอย่างดี ตั้งแต่หัวหน้าลงมาถึงผู้เขียน ปรากฏว่า The Boston Globe เองก็ไม่กล้าพูดหรือวิจารณ์หนังสือที่เขาเขียน

          กล่าวได้ว่า ทั้งสื่อระดับชาติและท้องถิ่นในกระแสหลัก ต่างต่อต้านงานเขียนและความคิดทางการเมืองของเขาอย่างแข็งขัน น่าประหลาดใจไหมครับว่า ทำไมในท่ามกลางการต่อต้านจากสื่ออย่างหนักหน่วง งานเขียนของชอมสกียังคงมีอิทธิพลอย่างมาก ต่อผู้ที่ต้องการเข้าใจนโยบายด้านต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา อย่างวิพากษ์วิจารณ์ และแนวคิดที่สื่อในกระแสหลักมักไม่ตีพิมพ์โดยอ้างว่าเป็นเรื่องกุขึ้นมาเอง (imaginary conspiracies)

          เมื่อดูจากประวัติความเป็นมาของเขา ซึ่งท่านสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากภาคผนวกของหนังสือเล่มนี้ ชอมสกีเติบโตมาจากชนชั้นล่างของอเมริกันเชื้อสายยิวในเมืองฟิลลาเดลเฟีย นอกจากการรังเกียจเชื้อชาติที่เขาพบเป็นประจำ เนื่องจากเป็นครอบครัวยิวเพียงครอบครัวเดียวในแถบที่เป็นอเมริกันที่มีเชื้อสายไอริช-เยอรมัน ซึ่งออกจะสนับสนุนลัทธินาซีที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในขณะนั้น เขายังได้พบเห็นการกระทำอย่างรุนแรงของรัฐต่อกรรมาชีพที่ชุมนุมประท้วงเรียกร้องค่าแรงและสวัสดิการที่เป็นธรรม ในยุคที่อเมริกากำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ นอกจากความคิดอันเป็นอิสระที่บ่มเพาะจากโรงเรียนหัวก้าวหน้าตามแนวนักการศึกษาทางเลือกอย่างจอห์น ดิวอีแล้ว นักคิดในฝ่ายซ้ายก็มีอิทธิพลต่อเขาอย่างมาก และยิ่งเมื่อเจริญวัยขึ้น เขายังมีโอกาสได้ไปร้านหนังสือและวิสาสะกับกรรมาชีพผู้สนใจแนวคิดเสรีในนิวยอร์กอย่างจริงจัง พื้นเพของการศึกษาและครอบครัวที่เปี่ยมด้วยความร้อนแรงทางการเมือง ซึ่งว่ากันว่าเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้สภามหาวิทยาลัยฮาวาร์ดไม่ยอมรับเขาเป็นอาจารย์ประจำ แม้ว่าในตอนนั้นเขาจะได้รับทุนสนับสนุนในฐานะอาจารย์ชั่วคราวในมหาวิทยาลัยแห่งนั้นแล้วก็ตาม หล่อหลอมให้เขาเป็นนักคิด นักเขียน และนักพูดคนสำคัญที่อยู่ในบัญชีดำของทุกวงการกระแสหลักในเวลาต่อมา

          กระนั้น ชอมสกีไม่ได้เรียนด้านการเมืองในระดับอุดมศึกษา เขาเลือกเรียนด้านภาษาศาสตร์ อันเป็นอีกสดมภ์หลักขององค์ความรู้ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาอย่างทัดเทียมกับความคิดด้านการเมือง แต่ชอมสกีก็ไม่ได้เป็นผลผลิตของมหาวิทยาลัย ในช่วงสองปีสุดท้ายก่อนได้รับปริญญาตรีและโท เขาแทบไม่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียเลย และที่สำเร็จจนระดับดุษฎีบัณฑิต ก็แทบไม่ได้เป็นเพราะกระบวนการสอนในมหาวิทยาลัยเลย มหาวิทยาลัยเพียงเป็นพาหะให้เขาได้พบครูที่ประเสริฐคือ Zellig Harris ซึ่งเขาได้ร่วมงานค้นคว้าวิจัยร่วมกันในภายหลังด้วย ชอมสกีถึงกับบอกว่า การพูดคุยกับกรรมาชีพที่เป็นปัญญาชนในนิวยอร์กต่างหากที่เป็นการเรียนการสอนที่น่าสนใจและมีอิทธิพลกับเขา มากยิ่งกว่าที่เขาได้จากการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดเสียอีก

          เพราะการปฏิเสธของสภามหาวิทยาลัยฮาวาร์ด หน้าที่การงานของเขาจนถึงปัจจุบันคือการเป็นอาจารย์ประจำที่ Massachusetts Institute of Technology (MIT) ซึ่งในสมัยนั้นมีชื่อเสียงจำเพาะด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ แน่นอนว่าเขาเป็นผู้บุกเบิกวิชาการด้านภาษาศาสตร์ในสถาบัน MIT จนเป็นที่ยอมรับในเวลาต่อมา

          เพียงชั่วไม่ถึงสิบปี หลังจากได้งานประจำเป็นหลักแหล่ง ชอมสกีเริ่มมีบทบาทโดยตรงในการคัดค้านนโยบายด้านต่างประเทศ โดยเฉพาะการก่อสงครามและสนับสนุนสงครามในที่ต่าง ๆ ทั่วโลกของสหรัฐอเมริกา ทั้งโดยการร่วมกิจกรรมประท้วงโดยตรง และผ่านงานเขียนและพูด แต่แม้ในตอนนั้นเขาจะมีชื่อเสียงในด้านภาษาศาสตร์แล้ว ใช่ว่าคนจะรู้จักเขาในฐานะนักวิจารณ์ด้านการเมืองด้วยไม่ ชอมสกีเล่าอย่างติดตลกว่า ในราวปี ๑๙๖๔ ที่เขาเริ่มพูดในที่สาธารณะเพื่อต่อต้านสงครามเวียดนามนั้น ครั้งแรกที่เขาพูดในวัดมีคนฟังแค่สี่คน "คนหนึ่งเป็นผู้จัด อีกคนเป็นพระแถว ๆ นั้น อีกคนเป็นคนเมาเหล้าที่หลงเข้ามาฟัง คนสุดท้ายเป็นคนประเภทที่มาฟังเพื่อจะฆ่าคุณ" ชอมสกีบอกว่าบรรยากาศในตอนนั้นตรึงเครียดมาก ผู้พูดในที่สาธารณะเพื่อต่อต้านสงครามอาจถูกทำร้ายหรือสังหารได้ แม้ในเมืองใหญ่ที่ค่อนข้างเสรี ผู้ปราศรัยจะต้องได้รับความคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่ตำรวจนับร้อยนาย

          ใน What Uncle Sam Really Want ท่านจะได้รับอรรถรสอย่างสังเขปเกี่ยวกับข้อวิจารณ์นโยบายด้านต่างประเทศของสหรัฐ กอปรกับบทบาทของสื่อมวลชน ปัญญาชนและนักวิชาการ ซึ่งชอมสกีเทียบว่าเป็นเหมือนพวกข้าหลวงผู้ตรวจการ (Commissar) ที่ไม่ยอมเขียนและทำสิ่งที่ควรทำ จนเป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียชีวิตของคนเป็นจำนวนมาก เขาชี้ให้เราเห็นว่า สิ่งที่เราเรียกว่า "สงครามเย็น" "กระบวนการสร้างสันติภาพ" ลัทธิคอมมิวนิสต์"และอื่น ๆ ซึ่งเป็นเพียงเครื่องอำพรางความพยายามแผ่ขยายอำนาจของสหรัฐอเมริกาทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง เหนือแว่นแคว้นดินแดนต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศโลกที่สามที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากร ที่จะช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและธำรงอำนาจของรัฐบาลอเมริกันต่อไปได้

          แม้ว่าเนื้อหาโดยส่วนใหญ่ จะเป็นการตีแผ่เบื้องหลังนโยบายด้านทหารและการเมืองของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในละตินอเมริกา แต่ก็มีการพูดถึงการขยายอิทธิพลของอเมริกันในเอเชียอาคเนย์และภูมิภาคอื่น ๆ อย่างกว้างขวาง เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นคู่มือเบื้องต้นสำหรับผู้ที่สนใจแนวคิดทางการเมืองของชอมสกี สิ่งที่เขาเขียนและพูดในอดีต ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับทั้งในแวดวงนักวิชาการ (ซึ่งกล่าวหาว่าเขาทรยศต่อจารีตของปัญญาชน และเขาก็ยอมรับต่อข้อกล่าวหานั้น โดยบอกว่าเพราะ "จารีตของปัญญาชนคือรูปแบบหนึ่งของการสยบยอมรับใช้ต่ออำนาจเสมอมา") และสื่อมวลชน เริ่มเป็นจริงขึ้นมา

          ยกตัวอย่าง เมื่อเร็ว ๆ นี้มีกรณีที่ทาง National Security Council ได้ลดสถานะของเอกสารลับ (declassify) อันเป็นการสื่อสารระหว่างสถานทูตอเมริกันในอินโดนีเซีย ซึ่งมีการระบุอย่างละเอียดว่า สถานทูตอเมริกันเป็นผู้จัดส่งรายชื่อผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งอินโดนีเซีย (Partai Komunis Indonesia (PKI) (ซึ่งชอมสกีบอกว่าเป็น "พรรคการเมืองที่มีฐานมวลชนเพียงพรรคเดียวในประเทศนั้น") ให้กับฝ่ายขวา ซึ่งทำให้เกิดการปราบปรามสังหารสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์นับหมื่น ๆ คน โดยความช่วยเหลือด้านอาวุธจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา จนเกิดเหตุวุ่นวายทางการเมือง อันเป็นข้ออ้างที่นำไปสู่การทำรัฐประหารโค่นล้มระบอบปกครองของนายสุรกาโน บิดาผู้กอบกู้ชาติอินโดนีเซียในที่สุด และยังการเผยถึงบทบาทของรัฐบาลอเมริกัน ที่ช่วยในการสังหารหมู่ชาวติมอร์ตะวันตกไปร่วมล้านคน ในช่วงเวลาไล่เรี่ยกัน

          แม้ทาง NSC ได้ลดสถานภาพของเอกสารลับฉบับดังกล่าว ให้เปิดเผยต่อสาธารณชนได้แล้วก็ตาม รายงานข่าวระบุว่าทางหน่วยสอบสวนกลางหรือ FBI กลับพยายามออกมาเซ็นเซอร์เอกสารชิ้นนี้อีก (The United States and Suharto, April 1966-December 1968) โดยเฉพาะที่มีการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต แต่ก็ไม่สำเร็จ

          โดยที่ในช่วงเวลาที่รัฐบาลสหรัฐกระทำการส่งเสริมการสังหารหมู่ และทำลายระบอบประชาธิปไตยในประเทศโลกที่สามอย่างป่าเถื่อนนั้น สื่อกระแสหลักต่างไม่ให้ความสนใจถึงความจริงเบื้องหลังเอาเลย ยังกลับสรรเสริญเยินยออย่างออกนอกหน้า น่าขำที่สื่อกระแสหลักอย่าง The Washington Post เพิ่งตื่น และเริ่มลงข่าวอื้อฉาวนี้เมื่อเกือบ ๓๐ ปีหลังจากเหตุการณ์นั้นแล้ว (US Officials' Lists Aided Indonesia Bloodbath in 60's, The Washington Post May 21, 1990)

          นี่เป็นเพียงหนึ่งในอีกหลายกรณีของการ "ทรยศต่อจารีตของปัญญาชน" ของชอมสกี เพื่อแฉความป่าเถื่อนโหดร้ายของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่กระทำต่อประเทศต่าง ๆ ซึ่งไม่เคยเป็นที่ยอมรับของสื่อกระแสหลักแม้จนปัจจุบัน

          อีกเหตุผลหนึ่งที่เขาไม่เป็นที่ยอมรับในกระแสหลัก ชอมสกีบอกเป็นเพราะเขาถูกมองว่าเป็นพวกสุดโต่ง ในขณะที่ในเอกสารทางราชการของรัฐบาลสหรัฐจำกัดความว่า เผด็จการทรราชย์ทั้งหลายอย่าง มุสโสลินี ฮิตเลอร์ ซูฮาร์โต ซัสดาม ฮุสเซ็น ฯลฯ เป็นพวก "สายกลาง" (moderate) ทั้ง ๆ ที่พวกนี้ถือได้ว่าเป็นฆาตกรระดับชาติที่เข่นฆ่าสังหารผู้คนไปจำนวนมากมาย (แม้จน The New York Times ในปี ๑๙๖๕ ก็ให้ฉายากับนายพลซูฮาร์โตที่เพิ่งเถลิงอำนาจว่าเป็น "ผู้นำของกลุ่มสายกลางในอินโดนีเซีย") ซึ่งชอมสกีอธิบายอย่างคมคายว่า เพราะในทัศนะของรัฐบาลนั้น "พวก "สายกลาง" ก็คือพวกที่สนับสนุนอำนาจของชาติตะวันตก พวกสุดโต่งคือฝ่ายที่ต่อต้าน"

          หนังสือเล่มนี้ ยังตบท้ายด้วยการพูดถึงการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองของรัฐบาลสหรัฐ ที่ดำเนินไปพร้อมกับความช่วยเหลืออย่างแข็งขันของสื่อมวลชนกระแสหลักอย่าง The New York Times, Atlantic Monthly, Christian Science Monitor, และอื่น ๆ ซึ่งผู้ที่สนใจจำเพาะในบทวิจารณ์ที่เกี่ยวกับสื่อ ควรจะหางานอย่าง Manufacturing Consent ที่เขาแต่งร่วมกับ Edward Herman มาอ่าน ซึ่งเขากล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า นอกจากสื่อจะทำหน้าที่ตอบสนองอำนาจในกระแสหลักแล้ว สื่อยังทำหน้าที่ "ขาย" ข่าวให้กับผู้อ่านได้อย่างแยบยลได้อย่างไร

          การตีพิมพ์งานแปล What Uncle Sam Really Want นับเป็นนิมิตดี ซึ่งน่าจะนำไปสู่ความสนใจงานเขียนของชอมสกี และยังนักคิดสำคัญคนอื่น ๆ อย่างกว้างขวางในลำดับต่อไป ซึ่งทั้งหมดมุ่งสู่การทำให้คนตื่น เห็นภัยของจักรวรรดินิยมอย่างใหม่ ที่มาในรูปของลัทธิเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ระบอบทุนนิยม บริโภคนิยม โลกาภิวัตน์ หรือในรูปองค์กรข้ามชาติที่เริ่มมีอำนาจเหนืออธิปไตยของประเทศต่าง ๆ มากขึ้นทุกที อย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารโลก องค์การค้าโลก เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดล้วนรับใช้ผลประโยชน์ของบรรษัทข้ามชาติเป็นหลัก

          ขอยกคำพูดของ John Pilger นักข่าว (จากทางหลักสู่ทางเลือก) นักเขียนบทละคร ผู้กำกับการแสดงและงานด้านอื่น ซึ่งมีชื่อเสียงทัดเทียมกับชอมสกี ในฐานะฝ่ายค้านกระแสโลกาภิวัตน์ ในการอภิปรายร่วมกับชอมสกี ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อปี ๑๙๙๔ เขาได้กล่าวอย่างคมคายถึงสงครามเย็นในความหมายใหม่ ซึ่งพึงสำเหนียกเป็นอย่างยิ่งว่า

          "สงครามเย็นแบบดั้งเดิมยังไม่ยุติ สงครามเย็นแบบเก่าเป็นการต่อสู้กันระหว่างมหาอำนาจด้านนิวเคลียร์ แต่นั่นก็เป็นเพียงเปลือกของความจริงเท่านั้น เรามักจะถูกชี้นำและทำให้เชื่อว่าสงครามเย็นเป็นแค่ความขัดแย้งระหว่างค่ายตะวันตกกับตะวันออก แต่อันที่จริงมันเคยเป็นและยังเป็นสงครามที่กระทำต่อมนุษย์โลกส่วนใหญ่ เป็นสงครามที่ทำขึ้นเพื่อสังเวยเลือดเนื้อของมนุษย์ที่สามารถสูญเสียได้ เพื่อแลกกับความได้เปรียบด้านยุทธศาสตร์ และการครอบครองทรัพยากร และเป็นสงครามเพื่อการควบคุม ซึ่งก็เป็นสงครามแบบจักรวรรดินิยมโดยแท้ สงครามเย็นที่สู้กันในประเทศโลกที่สาม ระหว่างประเทศสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกา แทบจะไม่มีความสำคัญอะไรเลย เมื่อเทียบกับสงครามที่รัฐบาลสหรัฐกระทำเพื่อต่อต้านคนในประเทศต่าง ๆ ที่เรียกร้องที่จะมีสถานภาพดีขึ้นกว่าเดิม โซเวียตไม่มีทางเทียบกับสหรัฐอเมริกาได้เลยในแง่ของความเป็นจักรวรรดินิยม โซเวียตเป็นได้แค่นักจักรวรรดินิยมที่เซ่อซ่านอกพรมแดนประเทศตัวเอง"

          งานของพิลเจอร์ ทั้งงานเขียน งานภาพยนต์และอื่น ๆ ก็น่าจะทำให้เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางดุจเดียวกันในหมู่สาธารณชนไทย

          สำหรับภัควดี วีระภาสพงษ์ ผู้แปล คงเป็นที่คุ้นหูกันดีสำหรับคอหนังสือแปล ดังเธอมีผลงานอันยอดเยี่ยมกับงานของ Milan Kundera หลายเล่ม และยัง Umberto Eco ล่าสุดเธอยังฝากฝีมือให้เราได้สัมผัสกับอรรถรสนวนิยายอมตะขนาดยาวของปราโมทยา อนันตา ตูร์ นักเขียนต้องห้ามแห่งอินโดนีเซียใกล้ ๆ เรานี่เอง ทั้งเธอยังได้แปลและเก็บความงานเขียนด้านโลกาภิวัตน์ ทั้งของนอม ชอมสกีก็ดี และยังข่าวหลุดเซ็นเซอร์ (ปี ๑๙๙๘, ๑๙๙๙, ๒๐๐๐) ให้กับปาจารยสารอีกด้วย เหล่านี้เป็นเครื่องประกันความสามารถในการถ่ายทอดความคิดอันแหลมคมของชอมสกี ให้เราได้ซึมซับอย่างถี่ถ้วนและครบครัน

พิภพ อุดมอิทธิพงศ์

หมายเหตุ คำนำนี้เขียนก่อนเกิดเหตุการณ์วินาศกรรมที่สหรัฐอเมริกาเพียงไม่กี่วัน วึ่งเป็นอุทาหรณ์สำคัญของผลสะท้อนกลับของนโยบายการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาเอง การก่อการร้ายครั้งนี้มีผลมาจากควมอยุติธรรม ความทารุณโหดร้ายที่รัฐบาลสหรัฐกระทำต่อประเทศอื่น แต่ดูเหมือนสหรัฐเองจะไม่ตระหนักถึงความข้อนี้ และยังแสดงท่าทีก้าวร้าวแบบจ้าวโลกเหมือนเดิม ด้วยการขู่ทุกประเทศให้ทำตามนโยบายของสหรัฐหรือไม่ก็ต้องเป็นศัตรูกัน (with us or against us) และเป็นเช่นที่ผ่านมาสื่อมวลชนกระแสหลักเป็นกระบอกเสียงสำคัญของรัฐบาลสหรัฐ ในการโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อสร้างความชอบธรมให้กับแผนปฏิบัติการตอบโต้ด้านการทหารต่อประเทศที่ไม่มีทางต่อสู้อะไรได้เลย และด้วยข้อกล่าวหาที่ปราศจากหลักฐานใดๆ ทั้งสิ้น แต่แล้ว สงครามที่รัฐบาลสหรัฐอ้างว่าจะทำให้เกิดความมั่นคงกับสาธารณชนในประเทศมากขึ้น ก็กลับทำให้เกิดความหวาดกลัวมากขึ้นเนื่องจากการข่มขู่ตอบโต้ของกลุ่มก่อการร้าย

ตราบใดที่นโยบายด้านต่างประเทศของสหรัฐยังไม่เปลี่ยนแปลง เสถียรภาพ สันติภาพในโลกก็คงลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ

บทความที่น่าสนใจ > คมคำ–คมความคิด > What Uncle Sam Really Wants > คำนำ


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | >บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ
Search WWW Search พุทธทาสศึกษา

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.