|
What Uncle
Sam Really Wants
: อเมริกาอเมริกาอเมริกา วิพากษ์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา
Noam Chomsky เขียน / ภัควดี
วีระภาสพงษ์ แปล |
คำนำ
What Uncle
Sam Really Want น่าจะเป็นหนังสือเล่มแรกของนอม ชอมสกี ที่ปรากฏในพากย์ไทย
ซึ่งว่าแบบฝรั่ง แม้จะถือว่าสายแต่ก็ดีกว่าจะไม่มีเสียเลย ทั้งนี้เพราะถือได้ว่าชอมสกีเป็นปัญญาชนคนแรก
ๆ ที่สำคัญที่สุดในฝ่ายที่แหวกจากกรอบคิดและการครอบงำ ทั้งของสื่อมวลชนกระแสหลักและรัฐบาล
และยังคงมีอิทธิพลในชั่วสามทศวรรษที่ผ่านมาตราบปัจจุบัน
พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายว่า
ชอมสกีจะเป็นที่ยอมรับทั่วไป แม้ว่าจะมีการสำรวจว่างานนิพนธ์ของเขาได้ถูกอ้างถึงมากที่สุดหนึ่งสิบอันดับแรกในโลกก็ตาม
ทั้งแม้เขาจะเริ่มพูดและเขียนมาตั้งแต่ในวัยสามสิบเศษในราวคริสตทศวรรษ
๑๙๖๐ หนังสือทางการเมืองจำนวนมากที่เขาเขียนก็ไม่เคยได้รับการตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์หลักในสหรัฐอเมริกาเองเลย
จนกระทั่งเมื่อประมาณ ๑๐ ปีเศษนี่เอง (Deterring Democracy เป็นหนังสือเล่มแรกที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์กระแสหลักในฝั่งอเมริกา)
และเมื่อเริ่มมีการแนะนำงานเขียนและงานวิจารณ์ของเขาให้เป็นที่รู้จักกับสาธารณชนอเมริกัน
ผ่านนิตยสารอันทรงอิทธิพลอย่าง The New York Review of Books ตั้งแต่ปี
๑๙๖๗ พื้นที่สำหรับข้อเขียนของเขาก็มีอันเป็นไปอีกแค่ห้าปีต่อมา โดยคำสั่งจากบรรณาธิการบริหารที่ห้ามการตีพิมพ์งานเขียนของเขาและของนักวิจารณ์อีกจำนวนหนึ่ง
ไม่มีการให้คำอธิบายใด ๆ ต่อการห้ามตีพิมพ์ครั้งนี้ แต่ทราบกันดีว่าเป็นเพราะข้อวิจารณ์อย่างร้อนแรงของชอมสกีต่อรัฐบาลอเมริกันและสื่อมวลชนกระแสหลัก
ทั้งพลอยทำให้ The New York Review of Books เลิกตีพิมพ์บทวิจารณ์หนังสือทุกเล่มของสำนักพิมพ์
Southend สำนักพิมพ์เล็ก ๆ ที่หาญกล้าตีพิมพ์งานของชอมสกีหลายเรื่องไปด้วย
แม้ในเมืองบอสตันที่เขาอาศัยอยู่
ซึ่งว่ากันว่าเป็นเมืองที่มีทัศนคติที่เสรีที่สุดแห่งหนึ่ง และทั้งที่ชอมสกีบอกว่าเขารู้จักกองบรรณาธิการของ
The Boston Globe ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่ถือว่าก้าวหน้ามากกว่าฉบับอื่น
ๆ เป็นอย่างดี ตั้งแต่หัวหน้าลงมาถึงผู้เขียน ปรากฏว่า The Boston Globe
เองก็ไม่กล้าพูดหรือวิจารณ์หนังสือที่เขาเขียน
กล่าวได้ว่า
ทั้งสื่อระดับชาติและท้องถิ่นในกระแสหลัก ต่างต่อต้านงานเขียนและความคิดทางการเมืองของเขาอย่างแข็งขัน
น่าประหลาดใจไหมครับว่า ทำไมในท่ามกลางการต่อต้านจากสื่ออย่างหนักหน่วง
งานเขียนของชอมสกียังคงมีอิทธิพลอย่างมาก ต่อผู้ที่ต้องการเข้าใจนโยบายด้านต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
อย่างวิพากษ์วิจารณ์ และแนวคิดที่สื่อในกระแสหลักมักไม่ตีพิมพ์โดยอ้างว่าเป็นเรื่องกุขึ้นมาเอง
(imaginary conspiracies)
เมื่อดูจากประวัติความเป็นมาของเขา
ซึ่งท่านสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากภาคผนวกของหนังสือเล่มนี้ ชอมสกีเติบโตมาจากชนชั้นล่างของอเมริกันเชื้อสายยิวในเมืองฟิลลาเดลเฟีย
นอกจากการรังเกียจเชื้อชาติที่เขาพบเป็นประจำ เนื่องจากเป็นครอบครัวยิวเพียงครอบครัวเดียวในแถบที่เป็นอเมริกันที่มีเชื้อสายไอริช-เยอรมัน
ซึ่งออกจะสนับสนุนลัทธินาซีที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในขณะนั้น เขายังได้พบเห็นการกระทำอย่างรุนแรงของรัฐต่อกรรมาชีพที่ชุมนุมประท้วงเรียกร้องค่าแรงและสวัสดิการที่เป็นธรรม
ในยุคที่อเมริกากำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ นอกจากความคิดอันเป็นอิสระที่บ่มเพาะจากโรงเรียนหัวก้าวหน้าตามแนวนักการศึกษาทางเลือกอย่างจอห์น
ดิวอีแล้ว นักคิดในฝ่ายซ้ายก็มีอิทธิพลต่อเขาอย่างมาก และยิ่งเมื่อเจริญวัยขึ้น
เขายังมีโอกาสได้ไปร้านหนังสือและวิสาสะกับกรรมาชีพผู้สนใจแนวคิดเสรีในนิวยอร์กอย่างจริงจัง
พื้นเพของการศึกษาและครอบครัวที่เปี่ยมด้วยความร้อนแรงทางการเมือง ซึ่งว่ากันว่าเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้สภามหาวิทยาลัยฮาวาร์ดไม่ยอมรับเขาเป็นอาจารย์ประจำ
แม้ว่าในตอนนั้นเขาจะได้รับทุนสนับสนุนในฐานะอาจารย์ชั่วคราวในมหาวิทยาลัยแห่งนั้นแล้วก็ตาม
หล่อหลอมให้เขาเป็นนักคิด นักเขียน และนักพูดคนสำคัญที่อยู่ในบัญชีดำของทุกวงการกระแสหลักในเวลาต่อมา
กระนั้น
ชอมสกีไม่ได้เรียนด้านการเมืองในระดับอุดมศึกษา เขาเลือกเรียนด้านภาษาศาสตร์
อันเป็นอีกสดมภ์หลักขององค์ความรู้ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาอย่างทัดเทียมกับความคิดด้านการเมือง
แต่ชอมสกีก็ไม่ได้เป็นผลผลิตของมหาวิทยาลัย ในช่วงสองปีสุดท้ายก่อนได้รับปริญญาตรีและโท
เขาแทบไม่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียเลย และที่สำเร็จจนระดับดุษฎีบัณฑิต
ก็แทบไม่ได้เป็นเพราะกระบวนการสอนในมหาวิทยาลัยเลย มหาวิทยาลัยเพียงเป็นพาหะให้เขาได้พบครูที่ประเสริฐคือ
Zellig Harris ซึ่งเขาได้ร่วมงานค้นคว้าวิจัยร่วมกันในภายหลังด้วย ชอมสกีถึงกับบอกว่า
การพูดคุยกับกรรมาชีพที่เป็นปัญญาชนในนิวยอร์กต่างหากที่เป็นการเรียนการสอนที่น่าสนใจและมีอิทธิพลกับเขา
มากยิ่งกว่าที่เขาได้จากการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดเสียอีก
เพราะการปฏิเสธของสภามหาวิทยาลัยฮาวาร์ด
หน้าที่การงานของเขาจนถึงปัจจุบันคือการเป็นอาจารย์ประจำที่ Massachusetts
Institute of Technology (MIT) ซึ่งในสมัยนั้นมีชื่อเสียงจำเพาะด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์
แน่นอนว่าเขาเป็นผู้บุกเบิกวิชาการด้านภาษาศาสตร์ในสถาบัน MIT จนเป็นที่ยอมรับในเวลาต่อมา
เพียงชั่วไม่ถึงสิบปี
หลังจากได้งานประจำเป็นหลักแหล่ง ชอมสกีเริ่มมีบทบาทโดยตรงในการคัดค้านนโยบายด้านต่างประเทศ
โดยเฉพาะการก่อสงครามและสนับสนุนสงครามในที่ต่าง ๆ ทั่วโลกของสหรัฐอเมริกา
ทั้งโดยการร่วมกิจกรรมประท้วงโดยตรง และผ่านงานเขียนและพูด แต่แม้ในตอนนั้นเขาจะมีชื่อเสียงในด้านภาษาศาสตร์แล้ว
ใช่ว่าคนจะรู้จักเขาในฐานะนักวิจารณ์ด้านการเมืองด้วยไม่ ชอมสกีเล่าอย่างติดตลกว่า
ในราวปี ๑๙๖๔ ที่เขาเริ่มพูดในที่สาธารณะเพื่อต่อต้านสงครามเวียดนามนั้น
ครั้งแรกที่เขาพูดในวัดมีคนฟังแค่สี่คน "คนหนึ่งเป็นผู้จัด อีกคนเป็นพระแถว
ๆ นั้น อีกคนเป็นคนเมาเหล้าที่หลงเข้ามาฟัง คนสุดท้ายเป็นคนประเภทที่มาฟังเพื่อจะฆ่าคุณ"
ชอมสกีบอกว่าบรรยากาศในตอนนั้นตรึงเครียดมาก ผู้พูดในที่สาธารณะเพื่อต่อต้านสงครามอาจถูกทำร้ายหรือสังหารได้
แม้ในเมืองใหญ่ที่ค่อนข้างเสรี ผู้ปราศรัยจะต้องได้รับความคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่ตำรวจนับร้อยนาย
ใน What
Uncle Sam Really Want ท่านจะได้รับอรรถรสอย่างสังเขปเกี่ยวกับข้อวิจารณ์นโยบายด้านต่างประเทศของสหรัฐ
กอปรกับบทบาทของสื่อมวลชน ปัญญาชนและนักวิชาการ ซึ่งชอมสกีเทียบว่าเป็นเหมือนพวกข้าหลวงผู้ตรวจการ
(Commissar) ที่ไม่ยอมเขียนและทำสิ่งที่ควรทำ จนเป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียชีวิตของคนเป็นจำนวนมาก
เขาชี้ให้เราเห็นว่า สิ่งที่เราเรียกว่า "สงครามเย็น" "กระบวนการสร้างสันติภาพ"
ลัทธิคอมมิวนิสต์"และอื่น ๆ ซึ่งเป็นเพียงเครื่องอำพรางความพยายามแผ่ขยายอำนาจของสหรัฐอเมริกาทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง
เหนือแว่นแคว้นดินแดนต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศโลกที่สามที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากร
ที่จะช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและธำรงอำนาจของรัฐบาลอเมริกันต่อไปได้
แม้ว่าเนื้อหาโดยส่วนใหญ่
จะเป็นการตีแผ่เบื้องหลังนโยบายด้านทหารและการเมืองของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในละตินอเมริกา
แต่ก็มีการพูดถึงการขยายอิทธิพลของอเมริกันในเอเชียอาคเนย์และภูมิภาคอื่น
ๆ อย่างกว้างขวาง เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นคู่มือเบื้องต้นสำหรับผู้ที่สนใจแนวคิดทางการเมืองของชอมสกี
สิ่งที่เขาเขียนและพูดในอดีต ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับทั้งในแวดวงนักวิชาการ
(ซึ่งกล่าวหาว่าเขาทรยศต่อจารีตของปัญญาชน และเขาก็ยอมรับต่อข้อกล่าวหานั้น
โดยบอกว่าเพราะ "จารีตของปัญญาชนคือรูปแบบหนึ่งของการสยบยอมรับใช้ต่ออำนาจเสมอมา")
และสื่อมวลชน เริ่มเป็นจริงขึ้นมา
ยกตัวอย่าง
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีกรณีที่ทาง National Security Council ได้ลดสถานะของเอกสารลับ
(declassify) อันเป็นการสื่อสารระหว่างสถานทูตอเมริกันในอินโดนีเซีย ซึ่งมีการระบุอย่างละเอียดว่า
สถานทูตอเมริกันเป็นผู้จัดส่งรายชื่อผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งอินโดนีเซีย
(Partai Komunis Indonesia (PKI) (ซึ่งชอมสกีบอกว่าเป็น "พรรคการเมืองที่มีฐานมวลชนเพียงพรรคเดียวในประเทศนั้น")
ให้กับฝ่ายขวา ซึ่งทำให้เกิดการปราบปรามสังหารสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์นับหมื่น
ๆ คน โดยความช่วยเหลือด้านอาวุธจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา จนเกิดเหตุวุ่นวายทางการเมือง
อันเป็นข้ออ้างที่นำไปสู่การทำรัฐประหารโค่นล้มระบอบปกครองของนายสุรกาโน
บิดาผู้กอบกู้ชาติอินโดนีเซียในที่สุด และยังการเผยถึงบทบาทของรัฐบาลอเมริกัน
ที่ช่วยในการสังหารหมู่ชาวติมอร์ตะวันตกไปร่วมล้านคน ในช่วงเวลาไล่เรี่ยกัน
แม้ทาง
NSC ได้ลดสถานภาพของเอกสารลับฉบับดังกล่าว ให้เปิดเผยต่อสาธารณชนได้แล้วก็ตาม
รายงานข่าวระบุว่าทางหน่วยสอบสวนกลางหรือ FBI กลับพยายามออกมาเซ็นเซอร์เอกสารชิ้นนี้อีก
(The United States and Suharto, April 1966-December 1968) โดยเฉพาะที่มีการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต
แต่ก็ไม่สำเร็จ
โดยที่ในช่วงเวลาที่รัฐบาลสหรัฐกระทำการส่งเสริมการสังหารหมู่
และทำลายระบอบประชาธิปไตยในประเทศโลกที่สามอย่างป่าเถื่อนนั้น สื่อกระแสหลักต่างไม่ให้ความสนใจถึงความจริงเบื้องหลังเอาเลย
ยังกลับสรรเสริญเยินยออย่างออกนอกหน้า น่าขำที่สื่อกระแสหลักอย่าง The
Washington Post เพิ่งตื่น และเริ่มลงข่าวอื้อฉาวนี้เมื่อเกือบ ๓๐ ปีหลังจากเหตุการณ์นั้นแล้ว
(US Officials' Lists Aided Indonesia Bloodbath in 60's, The Washington
Post May 21, 1990)
นี่เป็นเพียงหนึ่งในอีกหลายกรณีของการ
"ทรยศต่อจารีตของปัญญาชน" ของชอมสกี เพื่อแฉความป่าเถื่อนโหดร้ายของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่กระทำต่อประเทศต่าง
ๆ ซึ่งไม่เคยเป็นที่ยอมรับของสื่อกระแสหลักแม้จนปัจจุบัน
อีกเหตุผลหนึ่งที่เขาไม่เป็นที่ยอมรับในกระแสหลัก
ชอมสกีบอกเป็นเพราะเขาถูกมองว่าเป็นพวกสุดโต่ง ในขณะที่ในเอกสารทางราชการของรัฐบาลสหรัฐจำกัดความว่า
เผด็จการทรราชย์ทั้งหลายอย่าง มุสโสลินี ฮิตเลอร์ ซูฮาร์โต ซัสดาม ฮุสเซ็น
ฯลฯ เป็นพวก "สายกลาง" (moderate) ทั้ง ๆ ที่พวกนี้ถือได้ว่าเป็นฆาตกรระดับชาติที่เข่นฆ่าสังหารผู้คนไปจำนวนมากมาย
(แม้จน The New York Times ในปี ๑๙๖๕ ก็ให้ฉายากับนายพลซูฮาร์โตที่เพิ่งเถลิงอำนาจว่าเป็น
"ผู้นำของกลุ่มสายกลางในอินโดนีเซีย") ซึ่งชอมสกีอธิบายอย่างคมคายว่า
เพราะในทัศนะของรัฐบาลนั้น "พวก "สายกลาง" ก็คือพวกที่สนับสนุนอำนาจของชาติตะวันตก
พวกสุดโต่งคือฝ่ายที่ต่อต้าน"
หนังสือเล่มนี้
ยังตบท้ายด้วยการพูดถึงการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองของรัฐบาลสหรัฐ ที่ดำเนินไปพร้อมกับความช่วยเหลืออย่างแข็งขันของสื่อมวลชนกระแสหลักอย่าง
The New York Times, Atlantic Monthly, Christian Science Monitor, และอื่น
ๆ ซึ่งผู้ที่สนใจจำเพาะในบทวิจารณ์ที่เกี่ยวกับสื่อ ควรจะหางานอย่าง Manufacturing
Consent ที่เขาแต่งร่วมกับ Edward Herman มาอ่าน ซึ่งเขากล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า
นอกจากสื่อจะทำหน้าที่ตอบสนองอำนาจในกระแสหลักแล้ว สื่อยังทำหน้าที่ "ขาย"
ข่าวให้กับผู้อ่านได้อย่างแยบยลได้อย่างไร
การตีพิมพ์งานแปล
What Uncle Sam Really Want นับเป็นนิมิตดี ซึ่งน่าจะนำไปสู่ความสนใจงานเขียนของชอมสกี
และยังนักคิดสำคัญคนอื่น ๆ อย่างกว้างขวางในลำดับต่อไป ซึ่งทั้งหมดมุ่งสู่การทำให้คนตื่น
เห็นภัยของจักรวรรดินิยมอย่างใหม่ ที่มาในรูปของลัทธิเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่
ระบอบทุนนิยม บริโภคนิยม โลกาภิวัตน์ หรือในรูปองค์กรข้ามชาติที่เริ่มมีอำนาจเหนืออธิปไตยของประเทศต่าง
ๆ มากขึ้นทุกที อย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารโลก องค์การค้าโลก
เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดล้วนรับใช้ผลประโยชน์ของบรรษัทข้ามชาติเป็นหลัก
ขอยกคำพูดของ
John Pilger นักข่าว (จากทางหลักสู่ทางเลือก) นักเขียนบทละคร ผู้กำกับการแสดงและงานด้านอื่น
ซึ่งมีชื่อเสียงทัดเทียมกับชอมสกี ในฐานะฝ่ายค้านกระแสโลกาภิวัตน์ ในการอภิปรายร่วมกับชอมสกี
ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อปี ๑๙๙๔ เขาได้กล่าวอย่างคมคายถึงสงครามเย็นในความหมายใหม่
ซึ่งพึงสำเหนียกเป็นอย่างยิ่งว่า
"สงครามเย็นแบบดั้งเดิมยังไม่ยุติ
สงครามเย็นแบบเก่าเป็นการต่อสู้กันระหว่างมหาอำนาจด้านนิวเคลียร์ แต่นั่นก็เป็นเพียงเปลือกของความจริงเท่านั้น
เรามักจะถูกชี้นำและทำให้เชื่อว่าสงครามเย็นเป็นแค่ความขัดแย้งระหว่างค่ายตะวันตกกับตะวันออก
แต่อันที่จริงมันเคยเป็นและยังเป็นสงครามที่กระทำต่อมนุษย์โลกส่วนใหญ่
เป็นสงครามที่ทำขึ้นเพื่อสังเวยเลือดเนื้อของมนุษย์ที่สามารถสูญเสียได้
เพื่อแลกกับความได้เปรียบด้านยุทธศาสตร์ และการครอบครองทรัพยากร และเป็นสงครามเพื่อการควบคุม
ซึ่งก็เป็นสงครามแบบจักรวรรดินิยมโดยแท้ สงครามเย็นที่สู้กันในประเทศโลกที่สาม
ระหว่างประเทศสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกา แทบจะไม่มีความสำคัญอะไรเลย
เมื่อเทียบกับสงครามที่รัฐบาลสหรัฐกระทำเพื่อต่อต้านคนในประเทศต่าง ๆ ที่เรียกร้องที่จะมีสถานภาพดีขึ้นกว่าเดิม
โซเวียตไม่มีทางเทียบกับสหรัฐอเมริกาได้เลยในแง่ของความเป็นจักรวรรดินิยม
โซเวียตเป็นได้แค่นักจักรวรรดินิยมที่เซ่อซ่านอกพรมแดนประเทศตัวเอง"
งานของพิลเจอร์
ทั้งงานเขียน งานภาพยนต์และอื่น ๆ ก็น่าจะทำให้เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางดุจเดียวกันในหมู่สาธารณชนไทย
สำหรับภัควดี
วีระภาสพงษ์ ผู้แปล คงเป็นที่คุ้นหูกันดีสำหรับคอหนังสือแปล ดังเธอมีผลงานอันยอดเยี่ยมกับงานของ
Milan Kundera หลายเล่ม และยัง Umberto Eco ล่าสุดเธอยังฝากฝีมือให้เราได้สัมผัสกับอรรถรสนวนิยายอมตะขนาดยาวของปราโมทยา
อนันตา ตูร์ นักเขียนต้องห้ามแห่งอินโดนีเซียใกล้ ๆ เรานี่เอง ทั้งเธอยังได้แปลและเก็บความงานเขียนด้านโลกาภิวัตน์
ทั้งของนอม ชอมสกีก็ดี และยังข่าวหลุดเซ็นเซอร์ (ปี ๑๙๙๘, ๑๙๙๙, ๒๐๐๐)
ให้กับปาจารยสารอีกด้วย เหล่านี้เป็นเครื่องประกันความสามารถในการถ่ายทอดความคิดอันแหลมคมของชอมสกี
ให้เราได้ซึมซับอย่างถี่ถ้วนและครบครัน
พิภพ อุดมอิทธิพงศ์
หมายเหตุ
คำนำนี้เขียนก่อนเกิดเหตุการณ์วินาศกรรมที่สหรัฐอเมริกาเพียงไม่กี่วัน
วึ่งเป็นอุทาหรณ์สำคัญของผลสะท้อนกลับของนโยบายการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาเอง
การก่อการร้ายครั้งนี้มีผลมาจากควมอยุติธรรม ความทารุณโหดร้ายที่รัฐบาลสหรัฐกระทำต่อประเทศอื่น
แต่ดูเหมือนสหรัฐเองจะไม่ตระหนักถึงความข้อนี้ และยังแสดงท่าทีก้าวร้าวแบบจ้าวโลกเหมือนเดิม
ด้วยการขู่ทุกประเทศให้ทำตามนโยบายของสหรัฐหรือไม่ก็ต้องเป็นศัตรูกัน
(with us or against us) และเป็นเช่นที่ผ่านมาสื่อมวลชนกระแสหลักเป็นกระบอกเสียงสำคัญของรัฐบาลสหรัฐ
ในการโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อสร้างความชอบธรมให้กับแผนปฏิบัติการตอบโต้ด้านการทหารต่อประเทศที่ไม่มีทางต่อสู้อะไรได้เลย
และด้วยข้อกล่าวหาที่ปราศจากหลักฐานใดๆ ทั้งสิ้น แต่แล้ว สงครามที่รัฐบาลสหรัฐอ้างว่าจะทำให้เกิดความมั่นคงกับสาธารณชนในประเทศมากขึ้น
ก็กลับทำให้เกิดความหวาดกลัวมากขึ้นเนื่องจากการข่มขู่ตอบโต้ของกลุ่มก่อการร้าย
ตราบใดที่นโยบายด้านต่างประเทศของสหรัฐยังไม่เปลี่ยนแปลง
เสถียรภาพ สันติภาพในโลกก็คงลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ

|