|
What Uncle
Sam Really Wants
: อเมริกาอเมริกาอเมริกา วิพากษ์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา
Noam Chomsky เขียน / ภัควดี
วีระภาสพงษ์ แปล |

นอม ชอมสกีที่คนไทยควรรู้จัก
นักภาษาศาสตร์ นักวิจารณ์สังคมผู้ท้าทายความอยุติธรรมในโลก
ทอง บรรณารักษ์
หตุที่คนไทยควรรู้จักนอม ชอมสกีเพราะเขาเป็นบุคคลพิเศษคนหนึ่ง ในฐานะนักภาษาศาสตร์
ถือได้ว่าเขาเป็นสดมภ์หลัก ทฤษฎีด้านภาษาศาสตร์ของเขาเป็นที่อภิปรายกล่าวขวัญถึงเป็นอย่างมาก
และเรียนกันตามมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ทั่วโลก ทั้งเขายังเป็นนักวิจารณ์นโยบายด้านต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาผู้มีชื่อเสียงมากที่สุด
ชอมสกีมักมีจุดยืนทางการเมืองตรงข้ามกับกระแสหลัก
การวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งและเฉลียวฉลาดของเขาเกี่ยวกับระเบียบโลก ไม่ว่าเก่าหรือใหม่ก็ดี
ช่วยให้เราเห็นว่านโยบายด้านต่างประเทศ บรรษัทต่าง ๆ ในอเมริกา และนักวิชาการอเมริกันต่างสยบยอมรับใช้รัฐและนโยบายของรัฐบาลอย่างไร
ทั้งเขายังชี้ให้เห็นว่าองค์กรเหล่านี้ร่วมมือกับพันธมิตรทางทหาร รัฐบาลและชนชั้นนำในประเทศโลกที่สามทั่วโลกอย่างไร
ดังประเทศไทยเองเดินตามนโยบายของรัฐบาลและบรรษัทในสหรัฐอเมริกาอย่างเซื่อง
ๆ ผลงานด้านภาษาศาสตร์และการวิเคราะห์นโยบายด้านต่างประเทศของเขา เป็นความสำเร็จที่นำชื่อเสียงมาแก่เขามากที่สุด
รวมทั้งภาพของนักวิจารณ์ปากกล้าด้วย คอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ที่มีชื่อเสียงมากกล่าวถึงชอมสกีเมื่อสองสามเดือนก่อนที่เขาจะมีอายุครบ
๔๐ ปีเมื่อ ๒๙ ปีก่อนว่า "ในช่วงอายุยี่สิบ นอม ชอมสกีปฏิวัติทฤษฎีด้านภาษา
ในช่วงอายุสามสิบ เขาพยายามจะปฏิวัติสังคม ในช่วงอายุสี่สิบ ซึ่งกำลังจะถึงในอีกสองสามเดือนนี้
คงแทบจะไม่มีประเด็นใดในโลกเหลือให้เขาปฏิวัติอีก"
บทวิเคราะห์การเมืองของเขาชัดเจน
ตรงประเด็น ท้าทายและอยู่บนฐานความจริง เขาไม่เคยนั่งเทียนเขียนเรื่องเลย
การนำเสนอแต่ความจริงเป็นแนวทางการเขียนที่สำคัญของเขา บทความและหนังสือของเขาเต็มไปด้วยความเห็นค้านซึ่งมีแหล่งอ้างอิงข้อมูลที่ชัดเจน
น่าเชื่อถือและตรวจสอบได้
ชอมสกีเป็นบุคคลที่ได้รับการอ้างอิงในงานเขียนต่าง
ๆ มากติดอันดับหนึ่งในสิบของโลก กระนั้น คนส่วนมากรู้เกี่ยวกับเขาน้อยมากหรือแทบไม่รู้จักเอาเลย
นักเขียนที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งกล่าวว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นจาก "นโยบายกีดกันในสหรัฐอเมริกา"
เหตุใดบทวิจารณ์งานเขียนด้านการเมืองของเขาที่เคยลงเผยแพร่เป็นประจำใน
The New York Review of Books จึงหยุดลงไปเฉย ๆ นิตยสารฉบับดังกล่าวลงเรื่องของเขาให้นักอ่านได้รู้จักตั้งแต่ปี
๒๕๑๐ ถึง ๒๕๑๕ แต่ในปี ๒๕๑๕ งานเขียนของเขารวมทั้งนักเขียนในแนวค้านคนอื่น
ๆ ก็ถูกเพิกเฉยไปเสีย ทั้งนี้เพราะข้อวิจารณ์ของพวกเขาต่อนโยบายของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในกรณีสงครามเวียดนาม
ในคำนำหนังสือ The Chomsky Reader เจมส์ เพคได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า
"ในประวัติศาสตร์ของอเมริกา ไม่มีงานเขียนของนักเขียนคนใดที่สร้างความวุ่นวายได้มากเท่ากับงานของนอม
ชอมสกี ชอมสกีเป็นนักคิดในแนวค้านที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง สิ่งที่เขาเขียนไม่เคยตกอยู่ใต้อิทธิพลของสำนักวิชาการใด
และเขาเกลียดการคิดตามกรอบเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีพรรคไหนถือเขาเป็นพวก
และเขาเองไม่เคยเชิดชูอุดมการณ์ใดเป็นสำคัญ จุดยืนของเขาไม่ใช่ทั้งพวกเสรีนิยมที่ขบถ
หรือพวกอนุรักษ์นิยมที่ต่อต้านการแหกคอกออกจากกรอบธรรมเนียม สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความคิดที่ถอนรากถอนโคนของเขา
ไม่อาจจำแนกเข้ากับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้"
ชอมสกีเกิดที่เมืองฟิลลาเดลเฟีย
รัฐเพนซิลวาเนียในวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๔๗๑ พ่อแม่เป็นครู สมาชิกครอบครัวทั้งหมดเคร่งครัดต่อวัฒนธรรมของชาวยิว
และมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในขบวนการไซออนนิสต์ (ลัทธิยิวนิยม) และการฟื้นฟูภาษาฮิบรู
เขาได้เข้าเรียนในโรงเรียนนำร่องของฝ่ายก้าวหน้า โดยเฉพาะโรงเรียนตามแนวคิดของจอห์น
ดิวอี นักการศึกษาคนสำคัญของอเมริกา ในระหว่างอายุสองจน ๑๒ ขวบ เมื่ออายุได้เก้าขวบในปี
๒๔๘๑ เขาเริ่มมีผลการเรียนดีเด่นแซงหน้าเพื่อน ๆ ในชั้นเรียนภาษาฮิบรูในโรงเรียนมิกเวห์
อิสราเอลในเมืองฟิลลาเดลเฟีย ทั้งนี้เพราะเขามีพื้นด้านนี้มานานตั้งแต่สมัยยังอยู่ที่บ้านศึกษากับพ่อแม่
เมื่ออายุได้ ๑๑-๑๒ ขวบ เขาได้อ่านหนังสือไวยากรณ์ภาษาฮิบรูระดับกลางที่ยอดเยี่ยมเล่มหนึ่งของพ่อเขาเอง
งานของพ่อเขาชิ้นนั้นมีอิทธิพลต่อความคิดของเขาเป็นอย่างยิ่ง จนในอีก ๘
ปีต่อมาได้เป็นแนวทางให้เขาคิดค้นทฤษฎีทางภาษาศาสตร์ ซึ่งเป็นที่รู้จักและยกย่องกันทั่วโลก
เขายังบอกด้วยว่าการเข้าเรียนในโรงเรียนนำร่องของฝ่ายก้าวหน้า ซึ่งไม่มีการให้คะแนน
ไม่มีการแข่งขัน และไม่มีการคัดเลือกนักเรียนดีเด่น สร้างฉันทะในการเรียนให้แก่เขามากกว่ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเสียอีก
เมื่ออยู่ในนิวยอร์กเขาได้มีโอกาสสัมผัสกับวัฒนธรรมด้านวิชาการของชาวยิวชั้นล่าง
ซึ่งเน้นความเป็นเอกภาพและแนวคิดแบบสังคมนิยม ทั้งป้าและลุงของเขายากจนในด้านวัตถุ
แต่ร่ำรวยในทางสติปัญญา และมักกระตุ้นให้มีการสนทนาและวิพากษ์วิจารณ์อย่างเจาะลึกเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมและการเมืองอย่างมีชีวิตชีวา
เขามักไปเดินดูและอ่านหนังสือในร้านของพวกอนาคิสต์(พวกอนาธิปัตย์ ต่อต้านระบอบแบบรัฐบาล)ในถนนสาย
๔ กรุงนิวยอร์ก เขาพูดถึงสิ่งนั้นว่า "เป็นวัฒนธรรมทางวิชาการที่มีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่ง"
มันเป็น "วัฒนธรรมของชนชั้นล่างที่พูดถึงความคิดของชนชั้นล่าง ความสามัคคี
และแนวคิดด้านสังคมนิยมของพวกเขา ฯลฯ"
ชอมสกีพักอยู่ที่บ้านและเดินทางไปกลับจากวิทยาลัยวันละหลายชั่วโมง
เขาสอนภาษาฮิบรูในตอนบ่าย ค่ำ และช่วงสุดสัปดาห์ แต่ทั้งนี้เขาไม่มีความปรารถนาจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย
และได้ลาออกหลังจากที่ได้ศึกษาอยู่เพียง ๒ ปี เขาเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย
ๆ ในขบวนการไซออนนิสต์ ทั้งที่อีกหลายปีต่อมาเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกต่อต้านไซออนนิสต์
ชอมสกีได้พบกับเซลลิค แฮริส อาจารย์ด้านภาษาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเพนซินวาเนีย
ทั้งสองมีความคิดทางการเมืองตรงกัน และชอมสกีได้สมัครเข้าเรียนในชั้นเรียนปริญญาโทของแฮริส
เขาเป็นคนพิสูจน์อักษรหนังสือ Methods of Structural Linguistics ของแฮริส
แฮริสกระตุ้นให้ชอมสกีกลับไปเรียนที่วิทยาลัยและศึกษาด้านภาษาศาสตร์ ชอมสกีหมกมุ่นกับการศึกษาภาษาศาสตร์
ปรัชญาและตรรกศาสตร์มาก และบอกว่าประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยช่วงนั้นเป็นสิ่งที่พิเศษสำหรับเขา
เขาได้รับปริญญาตรีและโท และต่อมาได้แต่งงานกับแคโรล ชาช ในปี ๒๔๙๒ อาจารย์ของชอมสกีคนหนึ่งแนะนำให้เขารู้จักกับสโมสรอาจารย์ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
เขาได้รับคัดเลือกให้เป็นอาจารย์ในปี ๒๔๙๔ และได้รับทุนวิจัย หน้าที่หลักของเขาตอนนั้นก็คือการทำงานวิจัย
ในปี ๒๔๙๖ นอม ชอมสกีและภรรยาได้เดินทางไปที่ประเทศอิสรเอลและอยู่ในคิบบุตซ์
(ชุมชน) เป็นเวลา ๓ เดือน ที่นั่นไม่มีอาหารมากนัก และงานค่อนข้างหนัก
แต่ชอมสกีมีความสุขมาก เขาเห็นว่าคิบบุตซ์เป็นชุมชนของเสรีชนที่ยังดำรงอยู่ได้และประสบความสำเร็จ
ทุนวิจัยของเขากำลังจะหมดลงในปลายปี ๒๔๙๗ และเขาได้ขอต่อทุนวิจัย ภรรยาของเขาเดินทางกลับไปที่คิบบุตซ์
ทั้งสองวางแผนที่จะกลับมาเพื่ออยู่ให้นานกว่านั้น แต่ชอมสกีได้รับตำแหน่งนักวิจัยที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาจูเซ็ต
(MIT) ก่อน และคร่ำเคร่งกับการทำงานด้านภาษาศาสตร์
แฮริสได้ทำการศึกษาชุดหนึ่ง
ซึ่งพัฒนาเทคนิคการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความหมายของคำ และนำไปสู่การปฏิวัติด้านภาษาศาสตร์
เขาได้ใช้แนวการวิเคราะห์ด้านโครงสร้างของประโยคอย่างกว้างขวาง และพัฒนาสูตรสำหรับวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้านภาษาศาสตร์อย่างเป็นระบบของประโยคที่มีโครงสร้างต่าง
ๆ กัน เขาเรียกสูตรของเขาเป็นการเปลี่ยนแปลง ชอมสกี "ได้ผนวกเอาแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงนี้
เข้ากับทฤษฎีที่ปัจจุบันเรียกกันว่า Transformative-Generative Linguistics
หรือเรียกอย่างสั้นว่า "Generative Linguistics"
ชอมสกีได้รับอิทธิพลอย่างมากจากงานเขียนและปรัชญาของเพลโต
(๔๒๘-๓๕๔ BC) เรเน เดสคาร์ต(๑๕๙๖-๑๖๙๐) ฌัง จาค รุสโซ(๑๗๑๒-๑๗๗๘) และวิลเลห์ม
ฟาน ฮุมโบลต์(๑๗๖๗-๑๘๓๕) ชอมสกีเรียกฮุมโบลต์ว่า "เป็นหนึ่งในนักทฤษฎีด้านภาษาศาสตร์ทั่วไปที่ลึกซึ้งที่สุด
และเป็นคนแรก ๆ ที่ส่งเสริมคุณค่าแบบเสรีนิยมเป็นอย่างมาก" บทความของจอร์น
สจ๊วตมิลล์เรื่อง On Liberty เริ่มจากการอ้างคำพูดเกี่ยวกับ"หลักการนำ"
(Leading Principle) ของฮุมโบลต์ว่า "คุณลักษณะของการพัฒนาที่สำคัญและจำเป็นมากที่สุดของมนุษย์คือความหลากหลาย"
ฮุมโบลต์ได้เขียนในตอนจบของบทวิจารณ์รัฐเผด็จการว่า "ข้าพเจ้ามีความเคารพอย่างลึกซึ้งต่อคุณค่าของมนุษย์ตามธรรมชาติ
รวมทั้งเสรีภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยหนุนเสริมคุณค่าอันนั้น" ฮุมโบลต์เชื่อว่า
ไม่มีสิ่งใดช่วยเตรียมให้คนพร้อมรับเสรีภาพได้มากเท่ากับการได้ทดลองมีเสรีภาพด้วยตนเอง
การปลดปล่อยพันธนาการของคนออกจากกัน "จะช่วยให้เราก้าวหน้าต่อไปได้เรื่อย
ๆ" เขากล่าว เช่นเดียวกับรุสโซเขาเชื่อว่ามนุษย์มีความริเริ่มสร้างสรรค์และแสวงหา
"การแสวงหาเป็นเป้าหมายสำคัญของแรงจูงใจของมนุษย์ทุกคน มากบ้างน้อยบ้าง"
ยิ่งไปกว่านั้นเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความเป็นมนุษย์เช่นนี้ มิควรจำกัดอยู่จำเพาะชนชั้นนำหากควรเป็นของคนทุกคน
"ความคิดที่จะปฏิเสธสิทธิของมนุษย์ในการเป็นมนุษย์ นับเป็นความเสื่อมถอยของธรรมชาติของมนุษย์เอง"
คาร์ล มาร์กซ์
(๑๘๑๘-๑๘๘๓) เป็นผู้กล่าวว่าสังคมประกอบด้วยชนชั้นทางเศรษฐกิจ และการคิดเช่นนี้เป็นฐานของเขาในการทำความเข้าใจกระบวนการทางสังคม
แต่ชอมสกีไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปของมาร์กซ์ เขารังเกียจแนวคิด "เผด็จการโดยฝ่ายกรรมาชีพ"
และเขาเองเป็นผู้ที่เชื่อมั่นและรักประชาธิปไตย "ดังนั้นจึงมีความแตกต่างอย่างใหญ่หลวง
ระหว่างหลักการด้านเสรีนิยมของผู้ที่พยายามเข้าหามวลชนเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ
กับอำนาจเผด็จการของใครบางคนที่ยึดกุมมาได้ และมุ่งที่จะสงวนครอบครองเอาไว้"
งานเขียนของจอร์จ
ออร์เวล (๑๙๐๓-๑๙๕๐) มีอิทธิพลต่อชอมสกีเป็นอย่างมาก เขาเรียกงานเขียนเหล่านั้นว่าเป็น
"ปมปัญหาแบบออร์เวล" และให้นิยามว่าหมายถึง "ความสามารถของระบอบเผด็จการในการปลูกฝังความเชื่ออย่างหนึ่งจนเป็นที่ยึดถือและยอมรับอย่างกว้างขวาง
ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลใด ๆ เลย และยังมักจะขัดกับสภาพความเป็นจริงที่เห็นได้อย่างชัดเจน"
ชอมสกีเขียนงานในระดับมืออาชีพครั้งแรกในปี
๒๕๐๙ ชื่อว่า "ความรับผิดชอบของปัญญาชน" และตีพิมพ์ครั้งแรกใน
The New York Review of Books บทความชิ้นนี้ได้รับการยอมรับทั่วโลก และสะท้อนถึงแก่น
เนื้อหาสาระและหัวใจของงานเขียนทางการเมืองของเขา และเป็นคำถามหลักที่เขาตั้งไว้ในงานเขียนต่าง
ๆ ชอมสกีชี้ว่า ถึงที่สุดแล้ว ความซื่อสัตย์เป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการตั้งคำถาม
"หน้าที่ของปัญญาชนคือการพูดความจริงและชี้ให้เห็นการโกหก" ปัญญาชนมีหน้าที่จะต้องป่าวประกาศความจริงให้สมกับสถานะพิเศษที่ตนเองมีอยู่
กล่าวคือ "พวกเขามีหน้าที่เปิดโปงคำโกหกของรัฐบาล และวิเคราะห์การกระทำของพวกเขา
โดยศึกษาถึงวัตถุประสงค์และแรงจูงใจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการกระทำต่าง
ๆ" ปัญญาชนมีอำนาจที่มาจาก "เสรีภาพทางการเมือง การเข้าถึงแหล่งข้อมูล
และเสรีภาพในการแสดงออก"
"สำหรับอภิสิทธิชนจำนวนน้อย ประชาธิปไตยแบบตะวันตก
(น่าจะรวมของไทยด้วย) ให้โอกาส เครื่องมือ และกระบวนวิธีที่ช่วยในการแสวงหาความจริง
ที่ถูกบดบังอยู่เบื้องหลังการบิดเบือนและป้ายสี อุดมการณ์และผลประโยชน์ทางชนชั้น
ซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดข้อเท็จจริงที่พวกเรารับทราบกันตามบันทึกประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน"
ชอมสกีกล่าวต่อไปว่าความซื่อสัตย์เพียงอย่างเดียวยังไม่พอ
"เป็นที่ชัดเจนว่าเราต้องการความมุ่งมั่นที่จะขุดค้นหาความจริงโดยเฉพาะในประเด็นที่เป็นแก่นสารสำคัญ
กล่าวโดยสรุป นักวิจารณ์มีหน้าที่ต้องพยายามกล่าวถึงความจริงเกี่ยวกับประเด็นสำคัญต่าง
ๆ" ชอมสกีให้ความสนใจเป็นพิเศษกับนโยบายด้านต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา
เขากล่าวไว้ว่า "พวกเราควรให้ความสนใจต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัวเรา
และพยายามหาทางบรรเทาหรือกำจัดความทุกข์ยากหรือความรุนแรงไป" สิ่งนี้เป็นจริงโดยเฉพาะในสังคมประชาธิปไตย
ความเห็นและการเคลื่อนไหวของสาธารณชนย่อมมีผลกำหนดนโยบายต่าง ๆ
ชอมสกียังเป็นผู้ปกป้องคุณค่าแบบดั้งเดิม
เขาตั้งข้อสังเกตไว้ว่า
"คุณูปการสำคัญที่มหาวิทยาลัยจะให้กับสังคมเสรีนิยมได้ก็คือ
การรักษาความเป็นอิสระในฐานะสถาบันที่มุ่งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางความคิดอย่างเสรี
การวิเคราะห์อย่างถึงรากถึงโคน การทดลอง การระดมแนวคิดและค่านิยมแบบต่าง
ๆ การศึกษาผลลัพธ์ของกระบวนการทางสังคมและความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์เอาไว้"
ความพยายามของชอมสกีเพื่อจะ
"กำจัดความทุกข์ยากและความรุนแรง" ด้วยการเปิดโปงนโยบายด้านต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาได้รับการคุกคาม
เขาและเอ็ดเวิร์ด เฮอร์แมนเขียนบทความชิ้นหนึ่ง ซึ่งกำหนดว่าจะตีพิมพ์เผยแพร่ในปี
๒๕๑๖ แต่ทางสำนักพิมพ์วอร์เนอร์ โมดูลาร์ได้ยกเลิกโครงการนี้เสียก่อน ทั้งนี้เพราะวิลเลียม
ซาร์นนอฟ เจ้าหน้าที่ของบริษัทแม่ของสำนักพิมพ์แห่งนั้น "รู้สึกเจ็บปวดอย่างมากกับข้อความในหน้า
๗ ของต้นฉบับที่ว่า "สืบเนื่องจากสถานะที่มีอำนาจอย่างล้นเหลือและความพยายามต่อต้านการปฏิวัติของพวกเขา
ผู้นำในสหรัฐอเมริกาจึงได้กลายเป็นผู้ยุยง ผู้กำกับและผู้ให้ความสนับสนุนที่สำคัญที่สุดในด้านกำลังขวัญและอาวุธยุทโธปกรณ์
สำหรับสงครามนองเลือดครั้งใหญ่ ๆ นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา"
ชอมสกีตั้งข้อสังเกตไว้ว่า
"งานศึกษาชิ้นนี้ซึ่งแบ่งออกได้เป็นสองเล่ม
มุ่งสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอมริกากับประเทศในโลกที่สาม โดยเน้นที่การนำเสนอทั้งข้อเท็จจริงและความเชื่อ
ข้อเท็จจริงพื้นฐานก็คือว่า สหรัฐอเมริกาได้ส่งเสริมระบอบอาณานิคมอย่างใหม่ในบรรดาประเทศที่สัมพันธ์ด้วย
โดยอาศัยการให้ความช่วยเหลือและการปกป้องในด้านต่าง ๆ แก่รัฐบาลที่มักปกครองโดยอาศัยอำนาจเผด็จการ
และมุ่งสนองประโยชน์ของผู้นำธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ และผู้นำกองทัพเพียงจำนวนน้อย
ในขณะที่ความเชื่อพื้นฐานหรือแนวคิดหลักที่ถูกสร้างขึ้นมาคือ สหรัฐอเมริกามุ่งส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน
แต่โดยการดำเนินตามวัตถุประสงค์นี้อาจจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้บ้าง"
ไม่น่าประหลาดใจเลยที่ในหนังสือทั้งสองเล่มมีการกล่าวถึงกรณีของประเทศไทยอยู่ด้วยตลอด
อันที่จริงในข้อเขียนส่วนมากของชอมสกีและผู้ร่วมเขียนกับเขา มักยกเอากรณีประเทศไทยและผู้ปกครองที่นี่เป็นตัวอย่างสำคัญ
เหตุผลหนึ่งที่ประเทศไทยมักตกเป็นเหยื่อของชนชั้นนำ อาจเป็นเพราะพวกชนชั้นนำเหล่านี้ได้ใช้สิ่งที่ชอมสกีเรียกว่า
"มายาภาพที่จำเป็น" เพื่อหลอกลวงสาธารณชน มายาภาพเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญของการโฆษณาชวนเชื่อที่ได้ผล
ลองพิจารณาการวิเคราะห์ของเขาอย่างย่อ ในกรณีที่เขาวิจารณ์นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
เขาเริ่มต้นด้วยการพยายามตบคำถามที่ว่า "อะไรเป็นจุดหมายที่แท้จริงของนโยบายระหว่างประเทศและนโยบายด้านความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา"
เขาชี้ว่ามีคำตอบที่เป็นไปได้สี่ประการ
"คำตอบแรกมาจากเอกสารของทางการ ซึ่งเราอาจจะเรียกว่าเป็นนโยบายของพรรค
คำตอบที่สองมาจากพวกที่เรียกกันว่า "ถอนรากถอนโคน" หรือ
"บทวิจารณ์ตามแนวมาร์กซ์" คำตอบที่สามซึ่งสำคัญกว่ามาจากบันทึกทางเอกสาร
คำตอบที่สี่ซึ่งสำคัญที่สุดมาจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ และถ้าคุณพิจารณาคำตอบทั้งสี่นี้
คุณจะเห็นได้ว่าคำตอบที่สอง สามและสี่ใกล้เคียงกันเป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่คำตอบแรกกลับแปลกแยกออกไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ
"
ชอมสกีชี้ว่าพวกเราทุกคนต่างคุ้นเคยกับหลักการของรัฐบาล
หรือนโยบายของพรรค พวกเราได้อ่านพบสิ่งเหล่านี้ในสื่อและตำราเรียนต่าง
ๆ สถาบันทางวิชาการในสหรัฐอเมริกาส่วนมากจะสะท้อนความเห็นเช่นนี้ และเราจะได้ยินสิ่งนี้จากการประกาศนโยบายของรัฐบาล
เขาได้ยกตัวอย่างเพื่อสนับสนุนสมมติฐานนี้ว่า คณะกรรมการภายใต้การนำของนายคิสซิงเจอร์ที่ดูแลเรื่องอเมริกากลางได้กล่าวไว้ว่า
"เป้าหมายระหว่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายศตวรรษที่
๒๐ คือ การร่วมมือมากกว่าครอบงำและมีอำนาจเหนือ การแสวงหามิตรมากกว่าเผชิญหน้า
มุ่งให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกมากกว่าการเอารัดเอาเปรียบ" วอลเตอร์
ลาเคอร์ นักเขียนเรืองนามผู้หนึ่งเขียนไว้ว่า "ต่างจากสหภาพโซเวียต
สหรัฐอเมริกามิได้ปรารถนาจะเปลี่ยนรีตให้ใครมานับถือระบบการเมือง สังคม
หรือเศรษฐกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง"
ศาสตราจารย์แซมมูเอล
ฮันติงตัน เขียนไว้ว่า
"โดยทั่วไป
การใช้อำนาจของประเทศสหรัฐอเมริกาต่อสังคมอื่น ๆ เป็นไปเพื่อส่งเสริมเสรีภาพ
พหุนิยม และประชาธิปไตย ความขัดแย้งระหว่างการใช้อำนาจและหลักการของประเทศสหรัฐอเมริกาจะหมดไปโดยปริยาย
เมื่อพิจารณาถึงผลที่เกิดขึ้นของการใช้อำนาจของสหรัฐอเมริกาต่อสังคมอื่นเช่นนี้"
คอลัมน์นิสต์คนหนึ่งได้เขียนไว้อีกว่า
"ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาทุกคนนับแต่แฟรงกิน เดเลนอร์ รูสเวลต์จนถึงลินดอน
จอห์นสัน ต่างมุ่งส่งเสริมทั้งเสรีภาพและระเบียบโลกในประเทศต่าง ๆ"
ชอมสกีกล่าวว่าคำพูดเหล่านี้
"ได้มีการกล่าวพาดพิงถึงอีกในนโยบายของรัฐบาลนายเรแกน
ซึ่งต้นตอที่มาของนโยบายให้ความสนับสนุนแก่ ผู้ที่คัดค้านการรุกรานประเทศอัฟกานิสถานโดยสหภาพโซเวียต
จนถึงผู้ที่เป็นปรปักษ์กับประเทศนิการากัว และมีความเชื่อมั่นว่า สหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้สร้างประชาธิปไตยแบบอเมริกันขึ้นในประเทศโลกที่สาม
เพื่อส่งเสริมเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน"
ชอมสกีชี้ว่าเราไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันข้อความเหล่านี้
ซึ่งสะท้อนจากนโยบายต่างประเทศที่รัฐบาลอเมริกันอ้างถึงได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น
นักวิชาการ สื่อมวลชน ตำราเรียนและอื่น ๆ "ต่างก็พล่ามถึงคำพูดเหล่านี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน"
แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองที่จะเลือกศึกษาการวิเคราะห์ของชอมสกี และหาข้อสรุปด้วยตัวเอง
ชนชั้นนำไทยที่ได้รับการศึกษาและปัญญาชนมีหน้าที่จะต้องหันหลังกลับมา
และสำรวจดูสังคมไทยของเราเองด้วยความซื่อสัตย์อย่างกอปรด้วยมโนธรรมสำนึก
พวกเขาจำเป็นต้องตรวจสอบมายาภาพเหล่านี้ที่มาทั้งในรูปของวัตถุและทรัพย์สินเงินทอง
สถานะทางสังคมของพวกเขาเป็นตัวกำหนดความรับผิดชอบอันสำคัญของพวกเขา ในการแก้ไขปัญหาของคนยากจนและปัญหาสังคมอื่น
ๆ ที่เรื้อรังในสังคมไทย
ทำนั้นดีกว่าพูดเฉย
ๆ แน่ แต่คุณจำเป็นต้องหาเรื่องของเขามาอ่านด้วยตัวของคุณเอง หวังว่าผู้เขียนคงกระตุ้นให้คุณเกิดความรู้สึกอยากงานของเขามากพอ
คุณสามารถหางานของเขามาอ่านผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้ด้วยการค้นที่ชื่อของเขา
นอม ชอมสกียังเขียนเป็นประจำให้กับนิตยสารแซดด้วย (Z-Magazine)
ครั้งต่อไป
ผมได้จะได้เขียนถึงบุคคลสำคัญในอเมริกาคนอื่น ๆ อีกอย่างโฮวาร์ด ซินน์
ราฟ แมคกี และแอนโทนี รุสโซ
สุดท้ายผมอยากจะจบบทความนี้ด้วยคำพูดของชอมสกีที่ผมชอบมากว่า
"เซ็นต์ออกัสตินเล่าเรื่องโจรสลัดคนหนึ่งที่ถูกจับโดยกษัตริย์อเล็กซานเดอร์
พระองค์ได้ตรัสถามเขาว่า "มึงกล้าอย่างไรถึงมาทำให้ท้องทะเลแปดเปื้อน"
"แล้วพระองค์กล้าอย่างไรที่ทำให้โลกทั้งใบแปดเปื้อนล่ะ"
โจรสลัดตอบ "เหตุเพราะข้าปล้นสะดมโดยอาศัยเรือเพียงลำน้อย ข้าจึงได้ชื่อว่าเป็นโจร
แต่นี่พระองค์อาศัยทั้งกองทัพเรืออันยิ่งใหญ่เข้าปล้นสะดม แต่ทุกคนกลับยกย่องว่าเป็นจักรพรรดิ"
Noam Chomsky links
A few references to Noam Chomsky
http://www.synaptic.bc.ca/ejournal/chomsky.htm
Mail for Noam Chomsky
http://web.mit.edu/linguistics/www/chomsky.home.html
Noam Chomsky: A Life of Dissent.
http://mitpress2.mit.edu/e-books/chomsky/welcome.html
A CORPORATE WATCH INTERVIEW WITH NOAM CHOMSKY
http://www.corpwatch.org/trac/feature/microsoft/chomsky.html
about Noam Chomsky
http://www.talene.net/chomsky.htm
Noam Chomsky Online References
http://www.geocities.com/Vienna/1520/
Noam Chomsky Selection of his writings & speeches,
with links.
http://www2.prestel.co.uk/littleton/nc__menu.htm
Noam Chomsky on Anarchism, Marxism & Hope for
the Future
http://flag.blackened.net/revolt/rbr/noamrbr2.html
Noam Chomsky page
http://www.thirdworldtraveler.com/Chomsky/Noam_Chomsky.html
biography
http://emuseum.mnsu.edu/information/biography/abcde/chomsky_noam.html
Bad News : The Noam Chomsky Archive
http://monkeyfist.com:8080/ChomskyArchive
LeftWatch.Com : Noam Chomsky
http://www.leftwatch.com/FAQ/People/noam_chomsky.html
Chomsky et. al.
http://www.hal-pc.org/~clyndes/political-chomsky.html
B92 interviews
http://www.b92.net/intervju/eng/2001/0919-chomsky.phtml
Yahoo! Directory : Linguists > Noam Chomsky
http://dir.yahoo.com/Social_Science/Linguistics_and_Human_Languages/Linguists/Chomsky__Noam/
"The current crises in the Middle East: What
can we do?"
http://www.media.mit.edu/~nitin/mideast/chomsky.html
Noam Chomsky
http://www.geocities.com/Athens/Acropolis/3345/chomsky.html
U.S. foreign policy and relations with the Muslim
world
http://www.msnbc.com/news/637155.asp
ANARCHY ARCHIVES
http://dwardmac.pitzer.edu/Anarchist_Archives/chomsky/Chomskyarchive.html
Interview With Noam Chomsky
http://www.november.org/Chomsky.html
Why Americans should care about East Timor
http://www.motherjones.com/east_timor/comment/chomsky.html
The Roots of the September 11 Terrorist Attacks
http://www.thenation.com/special/20010911debate.mhtml
NOAM CHOMSKY
http://www.sk.com.br/sk-chom.html
Chomsky, Noam
http://www.encyclopedia.com/articles/02704.html
How free is the free market?
http://www.oneworld.org/second_opinion/chomsky.html
The Noam Chomsky Archive
http://www.zmag.org/Chomsky/
Chomsky, Noam
http://dmoz.org/Science/Social_Sciences/Language_and_Linguistics/People/Chomsky,_Noam

|