||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส บทความที่น่าสนใจ
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | >บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

What Uncle Sam Really Wants
: อเมริกาอเมริกาอเมริกา วิพากษ์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา
Noam Chomsky เขียน / ภัควดี วีระภาสพงษ์ แปล

 

การล้างสมองที่บ้าน

 

สงครามเย็นเป็นเครื่องมืออย่างไร

 

ม้จะเสแสร้งเพียงไร ความมั่นคงของชาติ หาใช่ความวิตกกังวลอันดับแรกของนักวางแผนสหรัฐ และฝ่ายบริหารที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาไม่ บันทึกทางประวัติศาสตร์เปิดเผยเรื่องนี้ให้เห็นชัดเจน มีนักวิเคราะห์ที่เอาจริงเอาจังเพียงไม่กี่คนที่เข้าใจจุดยืนของจอร์จ เคนแนนที่กล่าวว่า "ไม่ใช่อำนาจทางทหารของรัสเซียที่คุกคามเรา แต่เป็นอำนาจทางการเมืองของรัสเซียต่างหาก" (ตุลาคม ๑๙๔๗) หรือทัศนะที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงของประธานาธิบดีไอเซนฮาวเออร์ที่ว่า พวกรัสเซียไม่มีความตั้งใจที่จะพิชิตยุโรปตะวันตกด้วยกำลังทางทหารเลย และบทบาทสำคัญที่แท้จริงของนาโต้คือ "สร้างความรู้สึกเชื่อมั่นแก่ประชาชนที่เผชิญหน้า ความเชื่อมั่นที่จะทำให้พวกเขาเข้มแข็งมากขึ้นในทางการเมือง ในการต่อต้านการแทรกซึมของลัทธิคอมมิวนิสต์"

          ในทำนองเดียวกัน สหรัฐอเมริกาปิดกั้นทุกหนทางที่จะทำให้เกิดข้อยุติโดยสันติวิธีต่อความขัดแย้งในสงครามเย็น ซึ่งมิได้ช่วยขจัด "ภัยคุกคามทางการเมือง" ให้ลดน้อยถอยลง ในงานค้นคว้าประวัติศาสตร์ว่าด้วยอาวุธนิวเคลียร์ แมคจอร์จ บันดี (McGeorge Bundy) เขียนไว้ว่า เขา "ไม่พบเลยว่ามีข้อเสนออย่างเอาจริงเอาจัง…ที่จะสามารถทำให้เกิดข้อตกลงในการยกเลิกขีปนาวุธนำวิถี ก่อนที่จะมีการนำไปติดตั้งด้วยซ้ำ" แม้ว่านี่จะเป็นภัยคุกคามทางทหารเพียงอย่างเดียวที่เป็นไปได้ต่อสหรัฐอเมริกา ตลอดเวลาที่ผ่านมา ภัยคุกคาม "ทางการเมือง" ของสิ่งที่เรียกว่า "ลัทธิคอมมิวนิสต์" ต่างหาก เป็นความวิตกที่แท้จริง

          (โปรดอย่าลืมว่า "ลัทธิคอมมิวนิสต์" เป็นคำที่มีความหมายกว้างขวาง และเหมารวมหมดทุกลัทธิที่มี "สมรรถภาพในการชี้นำขบวนการประชาชน…เป็นบางสิ่งที่เราไม่สามารถลอกเลียนได้เลย" ดังที่รัฐมนตรีต่างประเทศ จอห์น ฟอสเตอร์ ดัลเลส บ่นเป็นการส่วนตัวกับน้องชาย อัลเลน ซึ่งเป็นผู้อำนวยการซีไอเอ "ลัทธิพวกนี้ดึงดูดใจคนยากจน" เขาเสริมต่อ "และพวกนี้ต้องการปล้นคนรวยเสมอ" เพราะฉะนั้น จึงต้องปราบคนพวกนี้ให้อยู่หมัด เพื่อปกป้องลัทธิที่ว่าคนรวยเท่านั้นสมควรปล้นคนจน)

          แน่นอน ทั้งสหรัฐและสหภาพโซเวียตย่อมชอบใจแน่หากอีกฝ่ายหายไปจากโลกนี้เสียเฉย ๆ แต่การทำเช่นนี้ได้หมายถึงความพินาศหมดสิ้นทั้งสองฝ่าย ระบบจัดการโลกที่เรียกว่าสงครามเย็นจึงเกิดขึ้น

          ตามทัศนะที่เชื่อกันโดยทั่วไป สงครามเย็นคือความขัดแย้งระหว่างสองมหาอำนาจ ซึ่งมีต้นตอมาจากความก้าวร้าวของฝ่ายโซเวียต โดยที่สหรัฐพยายามสกัดกั้นสหภาพโซเวียตไว้ และคุ้มครองโลกให้พ้นจากการรุกราน หากทัศนะดังกล่าวเป็นลัทธิทางเทววิทยา ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมานั่งถกเถียงกันว่าจริงหรือไม่จริง แต่ถ้าต้องการให้ทัศนะนี้ไขข้อกระจ่างแก่ประวัติศาสตร์ เราสามารถตรวจสอบได้โดยง่าย ขอเพียงในใจยึดประเด็นพื้นฐานที่สุดประการหนึ่งคือ ถ้าคุณต้องการเข้าใจสงครามเย็น คุณควรพิจารณาดูเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างสงครามเย็น หากคุณทำดังว่านี้ได้ ภาพที่แตกต่างจากที่คนทั่วไปเชื่อถือกันจะปรากฏเด่นชัดออกมา

          ในฝั่งโซเวียต เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างสงครามเย็นคือการแทรกแซงเข้าไปในยุโรปตะวันออกหลายครั้งคราว คือภาพกองทัพรถถังในเบอร์ลินตะวันออก บูดาเปสต์และกรุงปราก การแทรกแซงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นตามแนวเส้นทางที่เคยใช้โจมตีและทำลายรัสเซียยับเยินถึงสามครั้ง เท่าที่นับเฉพาะในศตวรรษนี้เท่านั้น การบุกอัฟกานิสถานเป็นเพียงตัวอย่างเดียวของการรุกรานที่อยู่นอกเส้นทางดังกล่าว แต่ก็ยังอยู่บนแนวพรมแดนของโซเวียต

          ในส่วนของสหรัฐอเมริกา มีการแทรกแซงไปทั่วโลก ฉายชัดให้เห็นถึงสถานภาพของสหรัฐที่ทะยานขึ้นเป็นมหาอำนาจระดับโลกที่แท้จริงประเทศแรกในประวัติศาสตร์

          สำหรับแนวรบในบ้านของตัวเอง สงครามเย็นช่วยให้สหภาพโซเวียตสถาปนาความมั่นคงแก่ชนชั้นปกครองทหาร–ข้ารัฐการที่ครองอำนาจ และเป็นเครื่องมือให้สหรัฐอเมริกาใช้บีบประชาชนให้สนับสนุนเงินทุนแก่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะขายความคิดเหล่านี้แก่ประชาชนในบ้านของตัวเอง ยุทธวิธีเก่า ๆ ที่ใช้เป็นประจำอยู่เสมอ คือการสร้างความกลัวต่อศัตรูตัวฉกาจ

          สงครามเย็นเอื้อประโยชน์ให้ในแง่นี้ ความคิดที่ว่าสหภาพโซเวียตกับบรรดาลูกสมุนกำลังกดดันฝ่ายตะวันตก เป็นความคิดที่พิลึกกึกกือเพียงใดก็ตาม "จักรวรรดิที่ชั่วร้าย" ก็คือความชั่วร้ายที่แท้จริง เป็นจักรวรรดิและป่าเถื่อน มหาอำนาจแต่ละฝ่ายต่างควบคุมศัตรูอันดับหนึ่งของตน คือประชาชนของตัวเอง โดยขู่ขวัญประชาชนด้วยอาชญากรรม (ที่เป็นเรื่องจริงทีเดียว) ของอีกฝ่าย

          ด้วยเหตุนี้ ในหลาย ๆ แง่ สงครามเย็นเปรียบเสมือนข้อตกลงโดยปริยาย ระหว่างสหภาพโซเวียตกับสหรัฐอเมริกา โดยมีเงื่อนไขว่าสหรัฐอเมริกาทำสงครามกับโลกที่สามและควบคุมพันธมิตรในยุโรป ส่วนผู้นำโซเวียตคอยรักษากฎเหล็กอยู่ในจักรวรรดิของตนเองและประเทศบริวารทั้งหลายในยุโรปตะวันออก ต่างผ่ายต่างใช้อีกผ่ายหนึ่งเป็นข้ออ้างในการกดขี่และความรุนแรงในอาณาจักรของตน

          ถ้าเช่นนั้น เหตุใดสงครามเย็นจึงยุติลง และการสิ้นสุดสงครามเย็นเปลี่ยนแปลงโลกไปอย่างไรบ้าง? ในช่วงทศวรรษ ๑๙๗๐ ค่าใช้จ่ายทางทหารของโซเวียตเริ่มลดระดับลง ในขณะที่ปัญหาภายในประเทศเริ่มทวีขึ้น พร้อมกับเศรษฐกิจหยุดนิ่งและแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้น นำไปสู่จุดจบของการปกครองในระบอบเผด็จการ อันที่จริง อำนาจของโซเวียตในทางสากลเริ่มตกต่ำมาประมาณ ๓๐ ปีแล้ว ดังที่การศึกษาโดยศูนย์ข้อมูลเพื่อการป้องกันประเทศแสดงไว้ในปี ๑๙๘๐ ไม่กี่ปีต่อมา ระบอบการปกครองแบบโซเวียตก็ล้มครืนลง สงครามเย็นสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของชาติคู่แข่งที่มั่งคั่งและทรงอำนาจเหนือกว่ามาตลอด การล่มสลายของโซเวียตเป็นส่วนหนึ่งของหายนะทางเศรษฐกิจโดยรวมทั่วโลกในช่วงทศวรรษ ๑๙๘๐ ซึ่งเกิดวิกฤตรุนแรงในประเทศโลกที่สามส่วนใหญ่ที่อยู่ในเขตอิทธิพลของตะวันตก มากเสียยิ่งกว่าในจักรวรรดิของโซเวียตเอง

          ดังที่เราเห็นมาแล้ว สงครามเย็นมีองค์ประกอบสำคัญหลายอย่างเป็นความขัดแย้งของซีกโลกเหนือ–ใต้ (หากจะใช้สำนวนร่วมสมัย หมายถึงยุคที่ชาวยุโรปพิชิตไปทั่วโลก) ประเทศในจักรวรรดิโซเวียตส่วนใหญ่เคยเป็นเมืองขึ้นกึ่งอาณานิคมของตะวันตกมาก่อน สหภาพโซเวียตเดินตามวิถีทางที่เป็นเอกเทศออกไป โดยให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศที่เป็นเป้าหมายการรุกรานจากตะวันตก และช่วยยับยั้งความรุนแรงของตะวันตกมิให้ไปถึงจุดเลวร้ายที่สุด เมื่อระบบเผด็จการโซเวียตพังทลายลง เป็นไปได้มากที่หลายประเทศจะหวนกลับไปหาสถานภาพดั้งเดิม โดยมีอดีตข้าราชการชั้นสูงจากระบบราชการเล่นบทเป็นชนชั้นปกครองของโลกที่สาม สร้างความมั่งคั่งแก่ตนเองโดยรับใช้ผลประโยชน์ของนักลงทุนต่างประเทศ

          แม้ว่ายุคสงครามเย็นสิ้นสุดลง แต่ความขัดแย้งซีกโลกเหนือ–ใต้ยังดำเนินต่อไป ฝ่ายหนึ่งอาจขอเลิกเล่นไปแล้ว แต่สหรัฐอเมริกายังเดินหน้าต่อไปเหมือนเดิม ยิ่งสะดวกกว่าเดิมด้วยซ้ำ ในเมื่อโซเวียตที่เคยกีดมือขวางเท้ากลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว ไม่น่าจะมีใครประหลาดใจเลยที่จอร์จ บุชเฉลิมฉลองการสิ้นสุดทางสัญลักษณ์ของสงครามเย็น คือการพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน โดยบุกปานามาทันที และประกาศเสียงดังฟังชัดว่า สหรัฐอเมริกาจะทำลายการเลือกตั้งของนิคารากัว โดยบีบคั้นทางเศรษฐกิจและรุกรานทางทหารต่อไป นอกเสียจาก "ฝ่ายเรา" ชนะการเลือกตั้ง

          อีกทั้งไม่ต้องอาศัยความเข้าใจลึกซึ้งสักแค่ไหนสำหรับ เอลเลียต อบรามส์ ที่จะตั้งข้อสังเกตว่า การที่สหรัฐอเมริกาบุกปานามาเป็นเรื่องผิดธรรมดา เพราะสหรัฐสามารถทำเช่นนี้ได้ในเมื่อไม่ต้องกริ่งเกรงต่อปฏิกิริยาของโซเวียต หรือสำหรับนักวิเคราะห์ข่าวมากหน้าหลายตาในช่วงวิกฤตการณ์อ่าวเปอร์เซียที่หยอดท้ายทำนองว่า สหรัฐกับอังกฤษมีเสรีภาพที่จะใช้กำลังอาวุธไม่จำกัดมาจัดการกับศัตรูในโลกที่สาม ในเมื่อไม่มีการขัดขวางจากโซเวียตอีกต่อไป

          แน่นอน การยุติสงครามเย็นนำมาซึ่งปัญหาบ้างเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยุทธวิธีในการควบคุมประชาชนในประเทศต้องเปลี่ยนแปลงไปบ้าง นี่เป็นปัญหาที่รับรู้กันมาตลอดทศวรรษ ๑๙๘๐ ดังที่กล่าวมาแล้ว นี่เป็นเหตุให้ต้องเสกสรรค์ปั้นแต่งศัตรูตัวใหม่ขึ้นมา เป็นเรื่องยากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ในการบิดเบือนความจริงว่า ศัตรูตัวจริงตลอดมาคือ "คนจนที่พยายามปล้นคนรวย" โดยเฉพาะสมุนนอกรีตในโลกที่สามที่พยายามแหกกฎออกไปจากบทบาทการเป็นสมุนรับใช้

สงครามต่อต้านยาเสพย์ติด (บางประเภท)

สิ่  

งที่ถูกนำมาใช้แทนจักรวรรดิชั่วร้ายที่ล่มสลายไปแล้ว คือภัยคุกคามของพ่อค้ายาเสพย์ติดจากลาตินอเมริกา ต้นเดือนกันยายน ๑๙๘๙ ประธานาธิบดีเริ่มโครงการรณรงค์เรื่องยาเสพย์ติดอย่างดุเดือดในสื่อมวลชนฝ่ายรัฐบาล ตลอดเดือนนั้น สำนักข่าวเอพีถ่ายทอดเรื่องยาเสพย์ติดมากกว่าข่าวเกี่ยวกับลาตินอเมริกา เอเชีย ตะวันออกกลางและแอฟริการวมกัน ถ้าคุณดูโทรทัศน์ รายการข่าวทุกรายการจะมีข่าวเด่นว่ายาเสพย์ติดทำลายสังคมอเมริกันอย่างไร ยาเสพย์ติดกลายเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดต่อการดำรงอยู่ของสังคม ฯลฯ

          ผลกระทบต่อความคิดเห็นของสาธารณชนเกิดขึ้นในทันที เมื่อประธานาธิบดีบุชชนะการเลือกตั้งในปี ๑๙๘๘ ประชาชนบอกว่างบประมาณขาดดุลเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่ประเทศกำลังเผชิญ มีเพียง ๓% เท่านั้นที่เอ่ยถึงยาเสพย์ติด แต่หลังจากการรุกกระหน่ำทางสื่อมวลชนอย่างเข้มข้น ความวิตกในเรื่องงบประมาณตกลงฮวบฮาบ และความกลัวเรื่องยาเสพย์ติดพุ่งขึ้นถึง ๔๐% หรือ ๔๕% ซึ่งเป็นเรื่องผิดวิสัยมากทีเดียวสำหรับการสำรวจความคิดเห็นแบบตั้งคำถามเปิด (คือไม่มีคำตอบเฉพาะเจาะจงให้เลือก)

          เดี๋ยวนี้ เมื่อประเทศลูกสมุนบ่นว่ารัฐบาลสหรัฐส่งเงินให้ไม่มากพอ พวกเขาไม่พูดอีกแล้วว่า "เราต้องการเงินเพื่อหยุดยั้งพวกรัสเซีย" แต่กลายเป็น "เราต้องการเงินเพื่อหยุดยั้งการค้ายาเสพย์ติด" เช่นเดียวกับภัยคุกคามจากโซเวียต ศัตรูตัวใหม่ เป็นข้ออ้างที่ดีสำหรับการคงอยู่ของกองทัพสหรัฐ ในที่ใดก็ตามที่มีความเคลื่อนไหวในเชิงกบฏหรือความไม่สงบแบบอื่น ๆ

          ดังนั้น ในทางสากล "สงครามต่อต้านยาเสพย์ติด" จึงเป็นฉากบังหน้าสำหรับการแทรกแซง ส่วนภายในสหรัฐเอง จริง ๆ แล้วมันไม่ค่อยเกี่ยวกับยาเสพย์ติดสักเท่าไร แต่เป็นวิธีหันเหความสนใจของประชาชนไปทางอื่น เพื่อเพิ่มแรงกดดันในตัวเมือง และสร้างแรงสนับสนุนแก่การคุกคามอิสรภาพของพลเมือง

          นี่มิใช่หมายความว่า "การเสพสารเสพย์ติด" ไม่ใช่ปัญหาร้ายแรง ในสมัยที่เริ่มทำสงครามต่อต้านยาเสพย์ติด อัตราการตายที่เกิดจากบุหรี่ประมาณว่ามีถึง ๓๐๐,๐๐๐ รายต่อปี บวกกับอีกประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ รายจากแอลกอฮอล์ แต่สองอย่างนี้ไม่ใช่ยาเสพย์ติดที่เป็นเป้าหมายของรัฐบาลบุช เป้าหมายสำคัญอยู่ที่ยาเสพย์ติดผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นต้นเหตุของการตายจำนวนน้อยกว่ามาก คือประมาณ ๓๕๐๐ คนต่อปี ตามตัวเลขของทางการ เหตุผลหนึ่งที่พุ่งเป้าไปที่ยาเสพย์ติดประเภทนี้ เพราะการใช้ยาเสพย์ติดดังกล่าวมีปริมาณลดลงมาหลายปีแล้ว ดังนั้น รัฐบาลบุชจึงสามารถคาดการณ์อย่างปลอดภัยว่า สงครามต่อต้านยาเสพย์ติดของตนย่อม "ประสบความสำเร็จ" ในการลดจำนวนผู้ติดยาลง

          รัฐบาลยังมุ่งปราบปรามกัญชา ซึ่งเท่าที่มีข้อมูล ไม่เคยเป็นต้นเหตุการตายในหมู่ผู้ใช้ประมาณ ๖๐ ล้านคนเลย ความจริง การปราบปรามนี้กลับทำให้ปัญหายาเสพย์ติดเลวร้ายลงกว่าเดิม เพราะผู้ใช้กัญชาจำนวนมากต้องหันหนีจากยาเสพย์ติดที่มีอันตรายน้อยกว่า ไปหายาเสพย์ติดที่มีอันตรายมากกว่า เช่น โคเคน ซึ่งซุกซ่อนได้ง่ายกว่า

          ในจังหวะเดียวกับที่สงครามต่อต้านยาเสพย์ติดเปิดฉากขึ้นอย่างอึกทึกครึกโครมในเดือนกันยายน ๑๙๘๙ คณะผู้แทนการค้าของสหรัฐ (USTR) ได้จัดประชุมในวอชิงตัน เพื่อพิจารณาคำร้องของอุตสาหกรรมยาสูบให้สหรัฐอเมริกาดำเนินการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทย เป็นการตอบโต้ที่ไทยพยายามจำกัดการนำเข้าและการโฆษณาบุหรี่ของสหรัฐ ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐเช่นนี้แหละที่ได้กรอกสารเสพย์ติดร้ายแรงชนิดนี้ใส่คอผู้บริโภค ทั้งในญี่ปุ่น เกาหลีใต้และไต้หวันมาแล้ว ด้วยราคาของชีวิตมนุษย์ดังที่ระบุไว้ข้างต้น

          อธิบดีกรมการแพทย์สหรัฐ นายเอเวอเรตต์ คูป (Everett Koop) ได้ให้การแก่คณะ USTR ว่า "ในขณะที่เรากำลังขอร้องรัฐบาลต่างชาติให้หยุดยั้งการขนถ่ายโคเคน นี่ย่อมเป็นพฤติกรรมปากว่าตาขยิบอย่างร้ายกาจสำหรับสหรัฐอเมริกาที่จะส่งออกยาสูบไปยังประเทศต่าง ๆ" เขาเสริมว่า "อีกหลายปีนับจากนี้ ประเทศชาติของเราจะต้องย้อนกลับมาทบทวนการใช้นโยบายการค้าเสรีเช่นนี้ และพบว่ามันเป็นเรื่องน่าอัปยศ"

          พยานฝ่ายไทยเองก็ได้ให้การคัดค้าน โดยคาดการณ์ว่าผลลัพธ์จากการแทรกแซงทางเศรษฐกิจของสหรัฐ จะสวนทางกับอัตราการสูบบุหรี่ที่ลดลง ซึ่งสืบเนื่องจากการที่รัฐบาลไทยรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ เพื่อตอบโต้บริษัทยาสูบสหรัฐที่อ้างว่า ผลิตภัณฑ์ของตนมีคุณภาพดีที่สุดในโลก พยานชาวไทยผู้หนึ่งกล่าวว่า "แน่นอนว่าในเขตสามเหลี่ยมทองคำ เรามีผลิตผลบางอย่างที่ดีที่สุดในโลกเหมือนกัน แต่เราไม่เคยอ้างหลักการค้าเสรีเพื่อบริหารผลิตภัณฑ์เหล่านี้ อันที่จริงเราปราบปราม [มัน] ด้วยซ้ำ" นักวิจารณ์ถึงกับรื้อฟื้นสงครามฝิ่นเมื่อ ๑๕๐ ปีก่อน เมื่อรัฐบาลอังกฤษบีบให้จีนต้องเปิดประเทศเพื่อซื้อฝิ่นจากบริษัทบริติชอินเดีย โดยอ้างหลักการสูงส่งของการค้าเสรีอย่างน่าเลื่อมใส ในขณะที่ใช้กำลังยัดเยียดการติดยาเสพย์ติดในหมู่ชาวจีนจำนวนมหาศาล

          นี่แหละ เรามีข่าวเกี่ยวกับยาเสพย์ติดชิ้นใหญ่ที่สุดของยุค ลองนึกภาพพาดหัวข่าวตัวเบ้อเริ่มว่า: "รัฐบาลสหรัฐ พ่อค้ายาเสพย์ติดตัวเอ้ของโลก" มันทำให้หนังสือพิมพ์ขายได้แน่ แต่เรื่องนี้ก็ผ่านเลยไปโดยไม่มีรายงานแม้แต่น้อย ไม่มีแม้กระทั่งคำเปรยสักนิดถึงผลสรุปที่เห็นกันชัดแจ้งอยู่แล้ว

          อีกแง่มุมหนึ่งของปัญหายาเสพย์ติด ซึ่งได้รับความสนใจเพียงน้อยนิดเช่นกัน คือบทบาทชี้นำของรัฐบาลสหรัฐในการส่งเสริมการค้ายาเสพย์ติดมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง เหตุการณ์นี้ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อสหรัฐเริ่มดำเนินการหลังสงคราม ในการบ่อนทำลายขบวนการใต้ดินที่ต่อต้านฟาสซิสต์ และขบวนการแรงงานกลายเป็นเป้าหมายการทำลายล้างที่สำคัญ

          ในฝรั่งเศส ภัยคุกคามของพลังทางการเมืองและอิทธิพลของขบวนการแรงงานเด่นชัดขึ้น เมื่อขบวนการแรงงานก้าวเข้ามาขัดขวางการส่งอาวุธแก่กองกำลังฝรั่งเศส ที่พยายามเข้าไปฟื้นอำนาจในอดีตอาณานิคมเวียดนามด้วยความช่วยเหลือของสหรัฐ ดังนั้น ซีไอเอจึงหาทางริดรอนและสร้างความแตกแยกแก่ขบวนการแรงงานฝรั่งเศส โดยอาศัยความช่วยเหลือจากผู้นำแรงงานอเมริกันระดับหัวกะทิ ซึ่งภาคภูมิใจในบทบาทของตนมากทีเดียว

          ภารกิจนี้ต้องใช้มือที่สามมาก่อกวนการนัดหยุดงานและต้องอาศัยอันธพาลจำนวนมาก แหล่งหามือรับจ้างประเภทนี้ย่อมไม่ใช่ใครที่ไหน: พวกมาเฟียนั่นเอง แน่นอน พวกนี้ย่อมไม่ทำงานเพียงเพื่อหาความสนุก พวกเขาต้องการสิ่งตอบแทนเช่นกัน และสิ่งที่พวกเขาได้ก็คือ พวกเขาได้สิทธิ์ฟื้นธุรกิจค้าเฮโรอีนขึ้นมาใหม่ หลังจากที่เคยถูกรัฐบาลฟาสซิสต์กวาดล้างไป นี่คือที่มาของ "นายหน้าค้ายาฝรั่งเศส" (French connection) อันลือชื่อที่ครอบงำการค้ายาเสพย์ติดจวบจนทศวรรษ ๑๙๖๐

          หลังจากนั้น ศูนย์กลางค้ายาเสพย์ติดได้ย้ายมาที่อินโดจีน โดยเฉพาะลาวและประเทศไทย อีกนั่นแหละที่การย้ายครั้งนี้เป็นผลพวงมาจากปฏิบัติการของซีไอเอ "สงครามลับ" ที่ต่อสู้ในประเทศเหล่านี้โดยกองทัพทหารรับจ้างของซีไอเอในระหว่างสงครามเวียดนาม พวกเขาต้องการค่าตอบแทนแก่การเสี่ยงชีวิตเหมือนกัน ภายหลังเมื่อซีไอเอย้ายปฏิบัติการไปที่ปากีสถานและอัฟกานิสถาน การค้ายาเสพย์ติดก็ไปแพร่สะพัดขึ้นที่นั่นอีก

          สงครามลับต่อต้านนิคารากัวเป็นเสมือนการอัดฉีดให้แก่พ่อค้ายาเสพย์ติดในภูมิภาคอเมริกากลางด้วย ในเมื่อเที่ยวบินของซีไอเอที่ลักลอบขนอาวุธเข้าไปให้กองทหารรับจ้างของสหรัฐ กลายเป็นหนทางง่าย ๆ ที่จะขนถ่ายยาเสพย์ติดกลับเข้ามาในสหรัฐ บางครั้งโดยผ่านฐานทัพอากาศสหรัฐด้วยซ้ำ ตามคำรายงานของนักค้ายาหลายคน

          ความสัมพันธ์แนบแน่นระหว่างการค้ายาเสพย์ติดกับลัทธิก่อการร้ายระหว่างประเทศ (ที่บางครั้งเรียกกันว่า "ปฏิบัติการป้องปรามจลาจล" "ความขัดแย้งอ่อน ๆ" หรือคำเล่นลิ้นอะไรก็ตามแต่) ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย ปฏิบัติการลับต้องใช้เงินจำนวนมากและไม่ควรมีร่องรอยให้ตรวจสอบ และยังต้องใช้อาชญากรมาเป็นผู้ปฏิบัติการด้วย ส่วนที่เหลือ คุณคงคิดได้เอง

สงครามคือสันติภาพ เสรีภาพคือความเป็นทาส อวิชชาคือพลัง

ถ้  

อยคำต่าง ๆ ในวาทกรรมทางการเมืองมักมีความหมายสองอย่างเสมอ อย่างแรกคือความหมายตามพจนานุกรม ส่วนอีกอย่างคือความหมายที่มีประโยชน์ต่อการรับใช้อำนาจ คือความหมายตามลัทธิ

          ยกตัวอย่างเช่นคำว่า ประชาธิปไตย ตามความหมายที่ใช้กันโดยทั่วไป สังคมเป็นประชาธิปไตยต่อเมื่อประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการบ้านเมืองได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ความหมายตามลัทธิของคำว่า ประชาธิปไตย กลับแตกต่างออกไป คำ ๆ นี้กลับหมายถึงระบบการปกครองที่การตัดสินใจกระทำโดยภาคต่าง ๆ ของชุมชนธุรกิจและชนชั้นนำที่เกี่ยวข้อง สาธารณชนเป็นเพียง "ผู้ชมการกระทำ" ไม่ใช่ "ผู้มีส่วนร่วม" ดังที่นักทฤษฏีประชาธิปไตยคนสำคัญ (ในที่นี้คือวอลเตอร์ ลิปป์มันน์ [Walter Lippmann]) อธิบายไว้ ประชาชนมีสิทธิ์ให้การรับรองแก่การตัดสินใจของชนชั้นปกครอง และให้การสนับสนุนผู้นำคนใดคนหนึ่งในกลุ่มผู้ปกครอง แต่ต้องไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ เช่น นโยบายสาธารณะ ซึ่งไม่ใช่ธุระของประชาชน

          หากส่วนใดส่วนหนึ่งของภาคประชาชนเกิดตีตนออกห่างจากความเฉื่อยชา หันมาเริ่มจัดตั้งองค์กรและก้าวเข้าสู่เวทีสาธารณะ นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็น วิกฤตการณ์ประชาธิปไตย ตามศัพท์เฉพาะทางวิชาการ เป็นภัยคุกคามที่ต้องขจัดทิ้งไปด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ถ้าเป็นในเอลซัลวาดอร์ ก็อาศัยหน่วยรบมรณะ แต่ถ้าเป็นในสหรัฐเอง ก็ต้องใช้วิธีการที่ซับซ้อนและแยบยลกว่า

          หรือดูอย่างคำว่า การค้าเสรี ในทางปฏิบัติ นี่เป็นคำที่หมายถึงระบบเศรษฐกิจที่มีการใช้เงินงบประมาณอุดหนุนและผลประโยชน์ตกแก่ภาคเอกชน โดยรัฐบาลเข้าไปแทรกแซงภาคเศรษฐกิจอย่างมากเพื่อรักษาความเป็นรัฐสวัสดิการเพื่อคนรวยเอาไว้ อันที่จริง ตามสำนวนภาษาที่ยอมรับกันโดยทั่วไป วลีเกือบทุกวลีที่มีคำว่า "เสรี" อยู่ มักจะมีความหมายตรงกันข้ามกับความหมายที่แท้จริงของมันเสมอ

          หรือยกตัวอย่างคำว่า การป้องกันประเทศจากการรุกราน แน่นอน ย่อมเป็นวลีที่ใช้พาดพิงถึงการรุกราน เมื่อสหรัฐอเมริกาโจมตีเวียดนามใต้ในต้นทศวรรษ ๑๙๖๐ แอดไล สตีเวนสัน (Adlai Stevenson) วีรบุรุษของลัทธิเสรีนิยม (ในบรรดาวีรบุรุษอีกหลายคน) อธิบายว่า สหรัฐกำลังปกป้องเวียดนามใต้จาก "การรุกรานภายใน" กล่าวคือ การรุกรานของพวกชาวนาเวียดนามใต้ ที่ต่อต้านฐานทัพอากาศสหรัฐ และกองทหารรับจ้างที่อยู่ภายใต้การบงการของสหรัฐ ซึ่งกวาดต้อนพวกเขาพลัดบ้านและบังคับให้เข้าไปอยู่ในค่ายกักกัน ที่ที่พวกเขาจะได้รับ "การคุ้มครอง" ให้พ้นจากหน่วยจรยุทธ์ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามใต้ ในความเป็นจริง ชาวนาเหล่านี้ต่างเต็มใจสนับสนุนหน่วยจรยุทธ์ ในขณะที่รัฐบาลลูกสมุนของสหรัฐเป็นแค่เปลือกหอยที่กลวงเปล่า

          ทว่าระบบโฆษณาชวนเชื่อช่างประสบความสำเร็จอย่างดีจนถึงทุกวันนี้ ๓๐ ปีให้หลัง ความคิดที่ว่าสหรัฐเป็นฝ่ายโจมตีเวียดนามใต้เป็นคำพูดที่กล่าวออกมาไม่ได้ แค่คิดก็ไม่ได้ด้วยซ้ำ ในสื่อมวลชนกระแสหลัก ประเด็นที่เป็นหัวใจของสงครามเวียดนามกลายเป็นสิ่งที่อยู่พ้นวิสัยของการถกเถียงไปเสียแล้ว บรรดาองครักษ์พิทักษ์ความถูกต้องทางการเมือง (พวก PC ตัวจริง) น่าจะภาคภูมิใจทีเดียวกับความสำเร็จที่ยากจะเลียนแบบ แม้กระทั่งในประเทศเผด็จการเบ็ดเสร็จ

          หรือดูอย่างคำว่า กระบวนการสันติภาพ คนไร้เดียงสาอาจคิดว่าคำ ๆ นี้หมายถึงความพยายามที่จะแสวงหาสันติภาพ ภายใต้ความหมายนี้ เราอาจกล่าวได้ว่ากระบวนการสันติภาพในตะวันออกกลางประกอบด้วยตัวอย่างต่อไปนี้ ประธานาธิบดีซาดัตแห่งอียิปต์ยื่นข้อเสนอสนธิสัญญาสันติภาพเต็มรูปแบบแก่อิสราเอลในปี ๑๙๗๑ โดยได้รับการสนับสนุนจากทั่วทั้งประชาคมโลก รวมทั้งเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการของสหรัฐ มติสภาความมั่นคงในเดือนมกราคม ๑๙๗๖ ที่เสนอโดยประเทศอาหรับสำคัญ ๆ ด้วยการหนุนหลังของพีแอลโอ เรียกร้องให้บรรลุข้อตกลงทวิภาคีในการแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างอาหรับ–อิสราเอล ตามเงื่อนไขที่นานาประเทศเห็นพ้องต้องกันเกือบทั้งสากลโลก ตลอดทศวรรษ ๑๙๘๐ พีแอลโอเสนอขอเจรจากับอิสราเอลเพื่อการทำสัตยาบันทั้งสองฝ่าย และการลงคะแนนเสียงประจำปีในที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติ ล่าสุดคือในเดือนธันวาคม ๑๙๙๐ (ด้วยคะแนนเสียง ๑๔๔-๒) เรียกร้องให้มีการประชุมนานาชาติเกี่ยวกับปัญหาอิสราเอล–อาหรับ ฯลฯ

          แต่ผู้ที่คร่ำหวอดทางการเมืองย่อมเข้าใจดีว่า ความพยายามเหล่านี้มิได้ช่วยให้เกิดกระบวนการสันติภาพเลย เหตุผลก็คือในความหมายของพวก PC คำว่า กระบวนการสันติภาพ หมายถึงสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐกำลังกระทำ ในกรณีนี้คือการขัดขวางความพยายามของนานาชาติที่จะแสวงหาสันติภาพ ตัวอย่างต่าง ๆ ที่ยกมาอ้างนั้นไม่ได้อยู่ในกรอบของกระบวนการสันติภาพเลย เพราะสหรัฐหนุนหลังให้อิสราเอลปฏิเสธข้อเสนอของประธานาธิบดีซาดัต ใช้สิทธิยับยั้งมติสภาความมั่นคง คัดค้านการเจรจาและการให้สัตยาบันสองฝ่ายระหว่างพีแอลโอกับอิสราเอล และจับมือกับอิสราเอลเสมอมาในการคัดค้านและลงเอยด้วยการใช้สิทธิยับยั้งความพยายามใด ๆ ที่จะก่อให้เกิดการบรรลุข้อตกลงด้วยกระบวนการทางการทูตโดยสันติวิธี ไม่ว่าในสหประชาชาติหรือที่ใดก็ตาม

          กระบวนการสันติภาพจำกัดอยู่เฉพาะที่สหรัฐเป็นผู้ริเริ่มเท่านั้น ซึ่งมักเรียกร้องเอาแต่สัญญาผูกมัดฝ่ายเดียวที่สหรัฐเป็นผู้กำหนด โดยไม่ยอมรับรองถึงสิทธิในการมีประเทศของฝ่ายปาเลสไตน์ นั่นคือแบบฉบับของคำว่ากระบวนการสันติภาพ นักวิชาการคนใดก็ตามที่ไม่มีความสามารถเข้าใจเรื่องแบบนี้ ก็ควรออกไปหาอาชีพอื่นทำได้แล้ว

          ยังมีตัวอย่างอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น คำว่า ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของพรรครีพับลิกันในยุคทศวรรษ ๑๙๘๐ มักจะกล่าวหาฝ่ายเดโมแครตว่าเป็นพรรคของผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม คือกลุ่มผู้หญิง แรงงาน คนชรา คนหนุ่มสาว เกษตรกร โดยสรุปคือ ประชาชนทั่วไป มีประชากรเพียงส่วนเดียวที่ไม่เคยถูกจัดว่าเป็นผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม คือพวกบรรษัทและภาคธุรกิจ นี่มีเหตุผลอยู่ ในวาทกรรมของพวก PC ผลประโยชน์ (เฉพาะกลุ่ม) ของพวกเขา คือ ผลประโยชน์แห่งชาติ ซึ่งทุก ๆ คนต้องค้อมหัวให้

          ฝ่ายเดโมแครตฟูมฟายเถียงกลับไปว่า พวกเขาไม่ใช่พรรคของกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะ พวกเขารับใช้ผลประโยชน์แห่งชาติเช่นกัน นั่นก็ถูกต้อง แต่ปัญหาของพวกเดโมแครตคือ พวกเขาขาดจิตสำนึกทางชนชั้นอย่างเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน ไม่เหมือนพวกรีพับลิกันที่เป็นฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายหลังนี้ไม่เคยสับสนในบทบาทของตนที่เป็นตัวแทนเจ้าของกิจการและบรรดาชนชั้นนำในสังคม ซึ่งคอยต่อสู้สงครามชนชั้นกับประชาชนส่วนใหญ่อย่างเผ็ดร้อน โดยบิดเบือนสำนวนและแนวคิดของลัทธิมาร์กซิสต์อย่างสามานย์ กระตุ้นความคลั่งไคล้ในลัทธิบ้าสงคราม สร้างความกลัวและความหวาดระแวง สร้างภาพเชิดชูผู้นำที่ยิ่งใหญ่และกลไกอื่น ๆ อีกสารพัดในการควบคุมประชาชน พรรคเดโมแครตมีความชัดเจนน้อยกว่าในแง่ของความรักชาติ ฉะนั้น จึงประสบผลสำเร็จน้อยกว่าในการทำสงครามโฆษณาชวนเชื่อ

          สุดท้าย ลองดูคำว่า อนุรักษ์นิยม ซึ่งกลับกลายเป็นคำที่หมายถึงกลุ่มผู้สนับสนุนอำนาจรัฐ ให้เข้าแทรกแซงในระบบเศรษฐกิจและชีวิตทางสังคม สนับสนุนการใช้จ่ายอย่างมโหฬารของภาครัฐ ออกมาตรการระดับสูงในการคุ้มครองและประกันความเสี่ยงในตลาดที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง บีบอิสรภาพของปัจเจกชนให้แคบเล็กลงโดยใช้การออกกฎหมายและกระบวนการทางศาล ปกป้องรัฐบาลอันศักดิ์สิทธิ์ให้พ้นการตรวจสอบโดยพลการจากประชาชนที่ไม่มีอำนาจก้าวก่าย โดยสรุปคือ โครงการทั้งหลายที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับลัทธิอนุรักษ์นิยมดั้งเดิม พวกเขามีแต่ความจงรักภักดีให้ "ประชาชนผู้ครอบครองประเทศ" ซึ่ง "เป็นผู้สมควรที่จะได้ปกครองประเทศ" ตามคำพูดของ จอห์น เจย์ (John Jay) ผู้เป็นบิดาของลัทธินี้

          ไม่ยากสักเท่าไรหรอก หากว่าเรามองทะลุกติกาที่เล่นกันอยู่

          การทำความเข้าใจกับวาทกรรมทางการเมือง จำเป็นต้องรู้จักแปลภาษาอังกฤษเป็นอังกฤษอย่างมีพลวัตร รู้วิธีถอดรหัสคำพูดสองชั้นของพวกสื่อมวลชน นักวิชาการทางสังคมศาสตร์และบรรดานักเทศน์ฆราวาสทั้งหลาย บทบาทของวาทกรรมเหล่านี้ไม่ได้ซ่อนเร้นคลุมเครือเลย สิ่งที่มันต้องการคือทำลายหนทางที่จะหาถ้อยคำที่มีความหมายคงเส้นคงวามาพูดถึงเรื่องที่มีนัยสำคัญของมนุษย์ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครเข้าใจว่าสังคมดำเนินไปอย่างไรและเกิดอะไรขึ้นในโลก นี่คือคุณูปการล้ำเลิศแก่ ประชาธิปไตย ในความหมายของพวก PC

สังคมนิยม ของจริงและของปลอม

 

ราสามารถถกเถียงกันเรื่องความหมายของคำว่า "สังคมนิยม" แต่หากคำ ๆ นี้จะมีความหมายใดก็ตาม มันย่อมหมายถึงการควบคุมการผลิตโดยกรรมกรเอง ไม่ใช่โดยเจ้าของหรือผู้จัดการซึ่งปกครองและควบคุมการตัดสินใจทุกอย่าง ไม่ว่าในกิจการของทุนนิยมหรือรัฐที่รวมศูนย์อำนาจ

          การอ้างว่าสหภาพโซเวียตเป็น สังคมนิยม เป็นกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจของการใช้ถ้อยคำที่มีความหมายสองชั้น การรัฐประหารของพรรคบอลเชวิคในเดือนตุลาคม ๑๙๑๗ ทำให้อำนาจรัฐตกอยู่ในกำมือของเลนินกับทรอตสกี ซึ่งรีบเข้าไปรื้อทำลายสถาบันทางสังคมนิยมพื้นฐาน ที่ก่อตัวขึ้นระหว่างการปฏิวัติของประชาชนในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านั้น เช่น สภาโรงงาน สหภาพแรงงานต่างๆ รวมความแล้วก็คือองค์กรใด ๆ ก็ตามที่อยู่ในการควบคุมของประชาชน และเปลี่ยนขบวนการแรงงานทั้งหมดให้กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า "กองทัพกรรมกร" ภายใต้คำบัญชาของผู้นำ พรรคบอลเชวิคได้ปฏิบัติการทำลายล้างทุก ๆ องค์ประกอบที่มีอยู่ของคำว่า "สังคมนิยม" ในความหมายที่แท้จริง นับแต่นั้นมา ก็ไม่เคยมีการพัฒนาใด ๆ ในทางสังคมนิยมเกิดขึ้นได้อีกเลย

          ความเป็นไปทั้งหมดนี้มิได้ยังความประหลาดใจแก่ปัญญาชนชาวมาร์กซิสต์ชั้นนำทั้งหลาย ซึ่งได้วิพากษ์วิจารณ์ลัทธิเลนินอยู่อีกหลายปี (ดังเช่นทรอตสกี) เพราะพวกเขาต้องการรวมศูนย์อำนาจไว้ในมือของพรรคและผู้นำ อันที่จริง หลายทศวรรษก่อนหน้านั้น บาคูนิน (Bakunin) ซึ่งเป็นนักคิดอนาธิปไตย เคยทำนายไว้แล้วว่า ชนชั้นปัญญาชนที่เกิดขึ้นมาใหม่จะดำเนินไปตามเส้นทางสายใดสายหนึ่งในสองสายนี้ คือพยายามฉวยโอกาสจากการต่อสู้ของประชาชน แล้วรวบอำนาจรัฐไปเสียเอง และกลายเป็นข้ารัฐการประเทศฝ่ายแดงที่โหดร้ายและกดขี่ หรือมิฉะนั้น หากว่าการปฏิวัติของประชาชนล้มเหลว พวกเขาก็จะกลายเป็นผู้บริหารและนักเผยแพร่อุดมการณ์ของรัฐทุนนิยม นี่เป็นวิสัยทัศน์ที่เที่ยงตรงลึกซึ้งมาก และถูกทั้งสองทางเลย

          ระบบโฆษณาชวนเชื่อของสองค่ายการเมืองใหญ่ในโลกมักไม่ค่อยลงรอยกันมากนัก แต่ทั้งสองฝ่ายมาเห็นพ้องต้องกันในการใช้คำว่า สังคมนิยม เพื่อหมายถึงกระบวนการที่พรรคบอลเชวิคได้ทำลายล้างทุกองค์ประกอบของสังคมนิยมที่แท้จริงโดยสิ้นเชิง นี่ไม่น่าแปลกใจ พรรคบอลเชวิคเรียกระบบการปกครองของตนว่า สังคมนิยม เพียงเพื่อฉกฉวยประโยชน์จากเกียรติภูมิทางจริยธรรมของลัทธิสังคมนิยมมาบังหน้า

          ส่วนฟากตะวันตกใช้คำ ๆ เดียวกันเพื่อเหตุผลตรงกันข้าม คือเพื่อทำลายชื่อเสียงของอุดมการณ์เสรีนิยมที่ตนกลัวนักกลัวหนา โดยเอาไปเชื่อมโยงกับคุกมืดของพวกบอลเชวิค เพื่อบ่อนทำลายความเชื่อของประชาชนที่ว่า เราสามารถมีความก้าวหน้าแท้จริงที่จะพัฒนาไปสู่สังคมที่มีความยุติธรรมมากกว่านี้ โดยมีการควบคุมสถาบันพื้นฐานด้วยประชาธิปไตยและมีความใส่ใจต่อความจำเป็นและสิทธิของมนุษย์

          หากสังคมนิยมคือระบอบทรราชย์ของเลนินและสตาลิน คนที่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ย่อมบอกว่า ฉันไม่เอาด้วย และหากนั่นคือทางเลือกที่เหลืออีกเพียงสายเดียวนอกเหนือจากรัฐทุนนิยมธุรกิจ ย่อมมีประชาชนจำนวนมากยอมตกอยู่ภายใต้โครงสร้างรวมศูนย์อำนาจ เพียงเพราะมันเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลเหลืออยู่เพียงทางเดียว

          พร้อมกับการล่มสลายของระบอบโซเวียต เรามีโอกาสที่จะรื้อฟื้นความคิดแบบสังคมนิยมเสรีที่มีชีวิตชีวาและทรงพลังขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่มันไม่สามารถต้านทานการทำลายอย่างบ้าคลั่งและกดขี่ของค่ายมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย ความหวังนี้จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เราไม่มีทางรู้ได้ แต่อย่างน้อยที่สุด อุปสรรคอย่างหนึ่งบนเส้นทางได้ถูกรื้อทิ้งไปแล้ว ในแง่นี้ การล่มสลายของสหภาพโซเวียตคือชัยชนะเล็ก ๆ ของสังคมนิยม เท่า ๆ กับที่เป็นความพ่ายแพ้ของมหาอำนาจฟาสซิสต์

สื่อมวลชน

 

ม่ว่าได้ชื่อเป็น "เสรีนิยม" หรือ "อนุรักษ์นิยม" สื่อมวลชนใหญ่ ๆ ก็คือบริษัทผู้ประกอบการขนาดใหญ่ มีเจ้าของหรือมีการร่วมทุนกับกลุ่มบรรษัทขนาดใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีก เช่นเดียวกับผู้ประกอบการอื่น ๆ สื่อมวลชนขายสินค้าให้ตลาด ตลาดคือผู้ซื้อโฆษณา ซึ่งก็คือ ธุรกิจแขนงอื่น ๆ สินค้าที่สื่อมวลชนขายก็คือผู้ชมผู้อ่าน ยิ่งกว่านั้น สำหรับสื่อมวลชนชั้นนำที่เป็นผู้ตั้งมาตรฐานให้รายอื่น ๆ ปรับตัวตาม สินค้าก็คือผู้บริโภคข่าวสารที่ค่อนข้างเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์ด้วย

          ดังนั้น เราจึงมีบริษัทใหญ่ ๆ ที่ขายผู้บริโภคข่าวสารซึ่งเป็นชนชั้นร่ำรวยและอภิสิทธิ์ ให้กับธุรกิจอื่น ๆ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ภาพของโลกที่เสนอผ่านสื่อมวลชน ย่อมสะท้อนผลประโยชน์และค่านิยมอันคับแคบอคติของผู้ขาย ผู้ซื้อ และตัวสินค้าเอง

          ปัจจัยอื่น ๆ ยังเข้ามาช่วยหนุนเสริมการบิดเบือนนี้ บรรดาผู้บริหารวัฒนธรรม (คือบรรณาธิการ คอลัมนิสต์ชั้นนำ ฯลฯ) ย่อมมีผลประโยชน์ของชนชั้นและสายสัมพันธ์กับผู้บริหารทั้งภาครัฐและธุรกิจ อีกทั้งกลุ่มอภิสิทธิ์อื่น ๆ ในความเป็นจริง มีความเคลื่อนไหวเชื่อมโยงกันอย่างสม่ำเสมอในหมู่ผู้ประกอบการ รัฐบาลและสื่อมวลชน การสามารถเข้าหาผู้มีอำนาจในภาครัฐเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการรักษาสถานะที่ได้เปรียบในการแข่งขัน ตัวอย่างเช่น "ข่าวรั่ว" มักเป็นการสร้างสถานการณ์และการตบตาจากผู้มีอำนาจ โดยอาศัยความร่วมมือกับสื่อมวลชน ซึ่งแสร้งทำเป็นไม่รู้

          เพื่อเป็นการตอบแทน ผู้มีอำนาจภาครัฐเรียกร้องต้องการความร่วมมือและการอ่อนข้อจากสื่อมวลชน ศูนย์กลางอำนาจในส่วนอื่น ๆ ก็มีกลไกในการลงโทษสื่อมวลชนที่เบี่ยงเบนไปจากกระแสหลักนี้ นับตั้งแต่อาศัยตลาดหุ้นไปจนถึงกลยุทธ์การใส่ร้ายป้ายสีและทำลายชื่อเสียงอย่างมีประสิทธิภาพ

          แน่นอน ผลลัพธ์ย่อมมิใช่เป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกันหมด ถึงจะรับใช้ผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ สื่อมวลชนก็ยังต้องเสนอภาพของโลกตามความเป็นจริงที่คนพอยอมรับได้ อีกทั้งบางครั้ง ความยึดมั่นและซื่อสัตย์ในวิชาชีพก็ขัดกับหน้าที่รับใช้ที่ครอบงำอยู่ โดยปกติแล้ว นักหนังสือพิมพ์ที่ดีที่สุดคือคนที่ตระหนักแก่ใจดีทีเดียวถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ตีกรอบผลงานของสื่อมวลชน และพยายามหาทางใช้ช่องว่างเท่าที่พอมีอยู่ ผลลัพธ์ก็คือเราสามารถเรียนรู้ได้มากมาย โดยรู้จักอ่านข่าวสารที่สื่อมวลชนผลิตออกมาอย่างวิพากษ์และมีวิจารณญาณ

          สื่อมวลชนเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวของระบบความคิดกระแสหลักที่ครอบงำอยู่ ส่วนอื่น ๆ ยังประกอบด้วยวารสารที่แสดงทัศนะต่าง ๆ โรงเรียนและมหาวิทยาลัย ทุนการศึกษา ฯลฯ แต่เรารับรู้กับสื่อมวลชนมากกว่า โดยเฉพาะสื่อมวลชนใหญ่ ๆ เพราะใครที่ต้องการวิเคราะห์อุดมการณ์ทางการเมืองอย่างจริงจัง ย่อมเพ่งเล็งไปที่สื่อมวลชนเหล่านี้ ส่วนระบบความคิดที่ใหญ่กว่านั้นไม่ได้รับการศึกษามากนัก เพราะเป็นการยากที่จะสำรวจตรวจสอบได้อย่างเป็นระบบ แต่ก็มีเหตุผลอันดีที่จะเชื่อว่ามันเป็นตัวแทนผลประโยชน์เดียวกันกับสื่อมวลชน ดังที่ใคร ๆ ย่อมคาดเดาได้ล่วงหน้า

          ระบบทางความคิดกระแสหลัก ซึ่งคอยผลิตสิ่งที่เราเรียกว่า "โฆษณาชวนเชื่อ" ในวาทกรรมที่เอ่ยถึงศัตรูของประเทศ มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนสองกลุ่มด้วยกัน กลุ่มเป้าหมายกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่บางครั้งเรียกกันว่า "ชนชั้นทางการเมือง" คือประมาณ ๒๐% ของประชากรที่ค่อนข้างมีการศึกษา มีบทบาทมากบ้างน้อยบ้างในกระบวนการตัดสินใจ การทำให้คนกลุ่มนี้ยอมรับระบบความคิดกระแสหลักเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะพวกเขาอยู่ในสถานะที่มีผลต่อการวางแผนและการดำเนินนโยบาย

          ส่วนประชากรที่เหลืออีกราว ๘๐% คนกลุ่มใหญ่นี้คือ "ผู้ชมการกระทำ" ตามทฤษฎีของลิปป์มันน์ เขาเรียกว่า "ฝูงชนขี้ตื่น" คนเหล่านี้มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งและอย่าไปขวางทางเจ้าใหญ่นายโตทั้งหลาย พวกเขาคือเป้าหมายของสื่อมวลชนของแท้ หนังสือพิมพ์แทบลอยด์ ละครน้ำเน่าในทีวี การแข่งขันชิงถ้วยซูเปอร์โบวล์ ฯลฯ

          บรรดาสื่อมวลชนข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของระบบความคิดกระแสหลัก มีหน้าที่หลักคือหันเหความสนใจของฝูงชนหน้าโง่ทั้งหลายและคอยตอกย้ำค่านิยมพื้นฐานในสังคม คือความเฉื่อยชา การยอมจำนนแก่ผู้มีอำนาจ การให้คุณค่าแก่โลภจริตและผลประโยชน์ส่วนตนเหนือสิ่งอื่นใด การขาดความใส่ใจแก่ผู้อื่น ความกลัวต่อศัตรูทั้งที่มีอยู่จริงและกุขึ้นมา ฯลฯ เป้าหมายก็คือการต้อนให้ฝูงชนขี้ตื่นเหล่านี้ขี้ตื่นตลอดไป ไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่คนเหล่านี้พึงมาขวนขวายหาความรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในโลก อันที่จริงแล้ว นี่เป็นเรื่องไม่พึงปรารถนา หากพวกเขาได้แลเห็นความเป็นจริงมากเกินไป พวกเขาอาจลงมือเปลี่ยนแปลงโลก

          นี่มิใช่กล่าวว่า ประชาชนทั่วไปไม่สามารถมีอิทธิพลต่อสื่อมวลชน สถาบันที่สำคัญทั้งหมด ไม่ว่าในทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือความคิด ใช่ว่าจะมีภูมิคุ้มกันต่อแรงกดดันของประชาชนก็หาไม่ สื่อมวลชนอิสระ (ที่เป็นทางเลือก) สามารถมีบทบาทโดดเด่นขึ้นมาได้เช่นกัน แม้ว่าจะขาดแคลนทรัพยากรเป็นข้อจำกัด แต่สื่อมวลชนประเภทนี้สามารถสร้างบทบาทสำคัญขึ้นมาได้ ในวิธีการเดียวกับที่องค์กรประชาชนหลาย ๆ แห่งทำสำเร็จมาแล้ว คือนำผู้คนที่มีทรัพยากรจำกัดมารวมตัวกัน ทวีความสามารถและความเข้าใจของแต่ละคนโดยอาศัยปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน นั่นคือด้วยวิถีทางแห่งประชาธิปไตยที่แท้จริง อันเป็นภัยคุกคามที่พวกชนชั้นปกครองกลัวนักกลัวหนานั่นเอง


Political correctness หรือ politically correct เรียกโดยย่อว่า PC เป็นคำแสลงอเมริกัน ใช้เรียกเสียดสีกลุ่มคนที่ยึดมั่นในอุดมการทางการเมืองของตน จนไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และหากใครมีความคิดที่แตกต่างไปจากตน ก็จะประณามว่าเป็นพวกล้าหลังทางการเมือง ฯลฯ

คำว่า conservative ในสังคมการเมืองอเมริกัน ปกติหมายถึงแนวความคิดในช่วงก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีอุดมคติว่ารัฐควรมีอำนาจน้อยที่สุด และควรเข้ามาแทรกแซงกับความเป็นไปในบ้านเมืองให้น้อยที่สุด ฝ่ายรีพับลิกันซึ่งอ้างอุดมคติเช่นนี้จึงถือเป็นพวกอนุรักษ์นิยม แต่ในทางปฏิบัติ พรรครีพับลิกันที่อ้างอุดมการอนุรักษ์นิยมกลับให้การสนับสนุนและใช้งบประมาณเพื่อส่งเสริมภาคธุรกิจบางประเภท

บทความที่น่าสนใจ > คมคำ–คมความคิด > What Uncle Sam Really Wants > การล้างสมองบ้าน


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | >บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ
Search WWW Search พุทธทาสศึกษา

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.