||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส บทความที่น่าสนใจ
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | >บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

What Uncle Sam Really Wants
: อเมริกาอเมริกาอเมริกา วิพากษ์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา
Noam Chomsky เขียน / ภัควดี วีระภาสพงษ์ แปล

 

ความวิบัตินอกบ้าน

นโยบายเพื่อนบ้านแสนดี

คำ  

แนะนำที่จอร์จ เคนแนนเสนอได้รับการปฏิบัติตามเพียงไร? สหรัฐอเมริกาทำได้แค่ไหนในการปัดความแยแสใส่ใจทั้งหมดเกี่ยวกับ "เป้าหมายคลุมเครือและไม่เป็นจริง อย่างเช่น สิทธิมนุษยชน การยกระดับมาตรฐานชีวิต และการเผยแพร่ประชาธิปไตย" ออกไปให้พ้นทาง? ผมได้กล่าวไปแล้วถึง "ภาระหน้าที่ต่อประชาธิปไตย" ของสหรัฐอเมริกา แต่อีกสองประเด็นที่เหลือเป็นอย่างไรบ้าง?

          ลองดูลาตินอเมริกา และเริ่มต้นโดยพิจารณาที่เรื่องสิทธิมนุษยชน งานศึกษาของลาร์ส ชูลทซ์ (Lars Schoultz) นักวิชาการชั้นแนวหน้าผู้เชี่ยวชาญเรื่องสิทธิมนุษยชนในลาตินอเมริกา ชี้ให้เห็นว่า "ความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกามักทุ่มเทไปอย่างไม่เหมาะสม ให้แก่รัฐบาลลาตินอเมริกาที่กดขี่ทารุณพลเมืองของตนเอง" ไม่เกี่ยวเลยว่าประเทศนั้น ๆ จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือมากน้อยแค่ไหน ขอเพียงให้เต็มใจรับใช้ผลประโยชน์ของผู้มั่งคั่งและอภิสิทธิชนก็พอ

          ผลงานศึกษาที่มีขอบเขตกว้างขวางกว่าโดยนักเศรษฐศาสตร์ เอ็ดเวิร์ด เฮอร์แมน (Edward Herman) เผยให้เห็นสายสัมพันธ์แนบชิดทั่วทั้งโลกระหว่างการกดขี่ทารุณกับความช่วยเหลือของสหรัฐ และให้คำอธิบายไว้ด้วย กล่าวคือ ทั้งสองอย่างนี้เกี่ยวโยงกับการส่งเสริมบรรยากาศสำหรับการดำเนินธุรกิจ เมื่อเปรียบเทียบกับหลักปฏิบัติที่นำหน้าแล้ว ปัญหาเช่น การกดขี่ทารุณและการสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยม ก็จางหายกลายเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วไป

          ลองพิจารณาดูการยกระดับมาตรฐานชีวิตดูบ้าง? เชื่อกันว่าปัญหานี้ได้รับการแก้ไขโดยโครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้า ของประธานาธิบดีเคนเนดี แต่การพัฒนาที่ยัดเยียดให้ส่วนใหญ่เป็นประเภทที่ตอบสนองความต้องการของนักลงทุนชาวสหรัฐมากกว่า คอยตอกย้ำและขยายระบบที่ดำเนินไปอยู่แล้ว นั่นคือ ลาตินอเมริกาต้องผลิตพืชผลเพื่อการส่งออกและลดการเพาะปลูกเพื่อยังชีพ เช่น ข้าวโพดและถั่ว ที่ปลูกเพื่อการบริโภคในท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น ภายใต้โครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้านี้ การผลิตเนื้อวัวเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่การบริโภคเนื้อวัวลดลง

          รูปแบบการพัฒนาเกษตรกรรมเพื่อการส่งออก มักก่อให้เกิด "ความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ" เมื่อผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GNP) เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ประชากรส่วนใหญ่อดอยาก หากคุณดำเนินนโยบายประเภทนี้เมื่อไร ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดขบวนการประชาชนขึ้นมาคัดค้าน ซึ่งนำไปสู่การปราบปรามด้วยภัยสยองและการกดขี่ทารุณ

           (การใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกในสันดานของเรา ย้อนกลับไปสมัยปี ๑๘๑๘ จอห์น ควินซี อดัมส์ ไชโยโห่ร้องให้กับ "ประสิทธิภาพอันน่าสรรเสริญ" ของการใช้ลัทธิภัยสยอง ในการจัดการกับ "ฝูงชนพันธุ์ทางที่ประกอบด้วยพวกอินเดียนแดงและนิโกรนอกกฎหมาย" เขาเขียนเช่นนั้นเพื่อให้ความชอบธรรมแก่ปฏิบัติการกวาดล้างของแอนดรูว์ แจ็คสัน ในรัฐฟลอริดา ซึ่งทำลายล้างชนพื้นเมืองแทบสิ้นซาก และทำให้มณฑลของสเปนตกอยู่ในความควบคุมของสหรัฐอเมริกา โธมัส เจฟเฟอร์สันและคนอื่น ๆ ชื่นชมในสติปัญญาอันหลักแหลมของเขามาก)

          ขั้นแรกคืออาศัยตำรวจ ตำรวจมีความสำคัญยิ่งเพราะพวกเขาตรวจพบความกระด้างกระเดื่องได้เร็ว และกำจัดมันไปได้ก่อนที่จะต้องใช้ "การผ่าตัดครั้งใหญ่" (นี่คือคำที่เอกสารการวางแผนเรียก) ถ้าเมื่อไรจำเป็นต้องใช้การผ่าตัดครั้งใหญ่ขึ้นมาจริง ๆ นี่ต้องอาศัยกองทัพ ถ้าเกิดไม่สามารถควบคุมกองทัพของประเทศใดประเทศหนึ่งในลาตินอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในภูมิภาคฝั่งทะเลแคริบเบียน–อเมริกากลาง ก็ถึงเวลาต้องโค่นล้มรัฐบาลนั้น

          ประเทศใดก็ตามที่พยายามจะสวนกระแส เช่น กัวเตมาลาในยุครัฐบาลทุนนิยมประชาธิปไตยของอเรวาโล (Arevalo) และอาร์เบนซ์ (Arbenz) หรือสาธารณรัฐโดมินิกันในสมัยรัฐบาลทุนนิยมประชาธิปไตยของบอช (Bosch) ย่อมกลายเป็นเป้าแห่งความเป็นปฏิปักษ์และความรุนแรงจากสหรัฐอเมริกา

          ขั้นที่สองคืออาศัยกองทัพ สหรัฐอเมริกาพยายามเสมอมาที่จะประสานความสัมพันธ์กับกองทัพในต่างประเทศ เพราะนั่นเป็นวิถีทางหนึ่งในการโค่นล้มรัฐบาลที่หลุดจากการควบคุม นี่คือพื้นฐานที่นำไปสู่การรัฐประหารโดยกองทัพชิลี ในปี ๑๙๗๓ และในอินโดนีเซียปี ๑๙๖๕

          ก่อนการรัฐประหาร สหรัฐอเมริกาตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลชิลีและอินโดนีเซียมาก แต่ยังคงส่งอาวุธให้ รักษาความสัมพันธ์อันดีกับทหารฝ่ายขวา แล้วพวกเขาจะโค่นล้มรัฐบาลให้ เหตุผลเดียวกันนี้ที่จูงใจให้สหรัฐอเมริกาส่งอาวุธให้อิหร่านผ่านทางอิสราเอลนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ ๑๙๘๐ ตามคำให้การของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลที่เกี่ยวข้อง นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ทราบกันทั่วไปในปี ๑๙๘๒ นานก่อนที่จะเกิดกรณีจับตัวประกันสหรัฐในอิหร่าน

          ในช่วงรัฐบาลเคนเนดี ภารกิจของกองทัพในลาตินอเมริกาที่ครอบงำโดยสหรัฐ ได้เปลี่ยนจาก "การป้องกันระดับซีกโลก" ไปสู่ "ความมั่นคงภายใน" (ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว หมายถึงทำสงครามกับประชาชนของตัวเอง) การตัดสินใจอันเป็นลางร้ายครั้งนั้นนำไปสู่ "การสมคบคิด [ของสหรัฐ] โดยตรง" ในการใช้ "วิธีการแบบกองพันมรณะของไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์" (Heinrich Himmler) ตามคำให้การในการตัดสินคดีย้อนหลังของชาร์ลส์ เมชลิง (Charles Maechling) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหน่วยต่อต้านและปราบจลาจลตั้งแต่ปี ๑๙๖๑–๖๖

          รัฐบาลเคนเนดีกรุยทางสำหรับการรัฐประหารโดยกองทัพบราซิลเมื่อปี ๑๙๖๔ เพื่อทำลายประชาธิปไตยของบราซิล ซึ่งชักดำเนินโดยอิสระมากเกินไป สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนอย่างกระตือรือร้นแก่การรัฐประหาร ในขณะที่ผู้นำทางทหารของบราซิลสถาปนารัฐสันติบาลแห่งชาติตามแบบนาซียุคใหม่ พรั่งพร้อมด้วยการกดขี่ทารุณ การปราบปราม ฯลฯ เป็นแรงบันดาลให้เกิดกระบวนการอย่างเดียวกันลามไปทั่วทั้งในอาร์เจนตินา ชิลีและตลอดทั้งซีกโลก นับจากกลางทศวรรษ ๑๙๖๐ จวบจนทศวรรษ ๑๙๘๐ ซึ่งเป็นยุคทมิฬหินชาติอย่างที่สุด

          (กล่าวกันตามตัวบทกฎหมายแล้ว ผมคิดว่ามีพยานหลักฐานชัดแจ้งอย่างยิ่ง ให้สามารถฟ้องร้องประธานาธิบดีอเมริกันทุกคน นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา คนเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเป็นอาชญากรสงครามเต็มตัว หรือไม่ก็มีส่วนพัวพันในอาชญากรรมสงครามที่ร้ายแรง)

          เป็นธรรมดาที่กองทัพย่อมเดินหน้าต่อไปในการสร้างหายนะทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่แล้วก็ปฏิบัติตามใบสั่งของที่ปรึกษาชาวสหรัฐ จากนั้นก็โยนปัญหาทิ้งไว้ให้รัฐบาลพลเรือนบริหารต่อ การควบคุมด้วยกองทัพโดยตรงไม่จำเป็นอีกต่อไป ในเมื่อมีกลไกใหม่ใช้แทนได้ เช่น การควบคุมผ่านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ซึ่งก็เหมือนกับธนาคารโลก คือให้เงินกู้แก่ประเทศโลกที่สามด้วยทุนซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากประเทศมหาอำนาจทางอุตสาหกรรม)

          เพื่อตอบแทนเงินกู้ ไอเอ็มเอฟบังคับให้ "เปิดเสรี" คือเปิดเสรีทางเศรษฐกิจให้ต่างชาติเข้าแทรกแซงและควบคุม ตัดงบประมาณด้านสวัสดิการแก่ประชาชนทั่วไปลงอย่างมหาศาล ฯลฯ มาตรการเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้อำนาจตกอยู่ในเงื้อมมือของชนชั้นมั่งคั่ง และนักลงทุนต่างประเทศอย่างมั่นคงยิ่งขึ้น ("เสถียรภาพและความมั่นคง") และยิ่งขยายช่องว่างของสังคมสองระดับที่มีมานานแล้วในโลกที่สาม คือชนชั้นอภิมหาเศรษฐี (รวมทั้งชนชั้นวิชาชีพที่ค่อนข้างร่ำรวยจากการรับใช้คนกลุ่มแรก) และประชาชนมากมายมหาศาลที่ทุกข์ทรมานและยากไร้

          หนี้สินและความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจที่กองทัพทิ้งไว้ให้เป็นล้นพ้น เป็นหลักประกันว่ากฎเกณฑ์ของไอเอ็มเอฟจะตามมาแน่นอน นอกเสียจากพลังประชาชนจะพยายามก้าวเข้ามาในเวทีการเมือง ในกรณีนี้ กองทัพอาจต้องออกมาฟื้น "ความมั่นคง" ขึ้นใหม่

          บราซิลเป็นกรณีที่น่าศึกษา บราซิลเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ จนน่าจะเป็นประเทศหนึ่งที่ร่ำรวยที่สุดในโลก และยังมีการพัฒนาทางอุตสาหกรรมสูงด้วย แต่เนื่องจากมาตรการชั้นดีทั้งหลายที่มากับการรัฐประหารในปี ๑๙๖๔ และ "ความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ" ที่สรรเสริญเยิรยอกันมากซึ่งตามมาภายหลัง (มิพักต้องกล่าวถึงการทรมาน ฆาตกรรมและกลไกอื่น ๆ ในการ "ควบคุมประชากร") เดี๋ยวนี้ สภาพของชาวบราซิลส่วนใหญ่คงพอ ๆ กับเอธิโอเปีย แย่กว่าในยุโรปตะวันออกอย่างเทียบไม่ติด

          รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า กว่าหนึ่งในสามของงบประมาณการศึกษาถูกใช้ไปกับอาหารที่โรงเรียน เพราะนักเรียนส่วนใหญ่ในโรงเรียนรัฐบาลกินอาหารที่โรงเรียน หรือมิฉะนั้นก็ไม่ได้กินอะไรเลย

          ตามรายงานในนิตยสาร South (นิตยสารทางธุรกิจที่มีรายงานเกี่ยวกับประเทศโลกที่สาม) บอกว่า บราซิลมีอัตราการตายของทารกสูงกว่าในศรีลังกา หนึ่งในสามของประชากรทั้งหมดดำรงชีพอยู่ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจน และ "เด็กที่ถูกทอดทิ้งเจ็ดล้านคนต้องขอทาน ลักขโมยและดมกาวอยู่ตามท้องถนน สำหรับอีกหลายล้านคน บ้านคือเพิงโกโรโกโสในสลัม…หรือที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ คือมีที่ซุกหัวนอนแค่ดินกระแบะมือใต้สะพาน"

          นั่นคือบราซิล หนึ่งในประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุดในโลก

          สภาพคล้ายกันนี้เกิดขึ้นทั่วทั้งลาตินอเมริกา เฉพาะในอเมริกากลาง จำนวนประชาชนที่ถูกสังหารโดยกองกำลังติดอาวุธที่มีสหรัฐอเมริกาหนุนหลังนับตั้งแต่ปลายทศวรรษ ๑๙๗๐ มีตัวเลขประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน ในขณะที่ขบวนการประชาชนที่แสวงหาประชาธิปไตยและการปฏิรูปสังคมถูกกวาดล้าง ความสำเร็จประเภทนี้แหละที่ยกยอให้สหรัฐอเมริกาเป็น "แรงบันดาลใจให้เกิดชัยชนะของประชาธิปไตยในยุคสมัยเรา" ตามคำสรรเสริญของวารสาร New Republic ซึ่งเป็นวารสารฝ่ายเสรีนิยม ทอม วูล์ฟ บอกเราว่า ทศวรรษ ๑๙๘๐ เป็น "หนึ่งในยุคทองอันยิ่งใหญ่เท่าที่มนุษยชาติเคยมีมา" เหมือนกับที่สตาลินเคยพูดว่า เรา "หัวหมุนตาลายไปกับความสำเร็จ"

การตรึงกางเขนเอลซัลวาดอร์

 

ป็นเวลาหลายปี การกดขี่ ทรมานและสังหารโหดดำเนินไปในเอลซัลวาดอร์ ด้วยฝีมือรัฐบาลเผด็จการที่ได้รับแต่งตั้งและหนุนหลังจากรัฐบาลสหรัฐ เป็นปัญหาที่ไม่เคยมีใครสนใจ ไม่เคยเป็นข่าวพาดหัว อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายทศวรรษ ๑๙๗๐ รัฐบาลสหรัฐเริ่มเกิดความวิตกบางประการ

          ประการหนึ่งคือ โซโมซา (Somoza) ผู้นำเผด็จการของนิคารากัว กำลังสิ้นอำนาจ สหรัฐอเมริกากำลังสูญเสียฐานที่มั่นสำคัญสำหรับการใช้กำลังคุกคามในภูมิภาคนี้ อันตรายประการที่สองยิ่งเป็นภัยคุกคามมากกว่า เอลซัลวาดอร์ในทศวรรษ ๑๙๗๐ มีการแพร่ขยายของสิ่งที่เรียกกันว่า "องค์กรจัดตั้งของประชาชน" เช่น สมาพันธ์ชาวไร่ชาวนา สหกรณ์ สหภาพ กลุ่มศึกษาคัมภีร์ไบเบิลที่จัดในโบสถ์ซึ่งพัฒนาขึ้นเป็นกลุ่มช่วยเหลือตนเอง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้แหละที่เป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตย

          ในเดือนกุมภาพันธ์ ๑๙๘๐ อาร์คบิชอปแห่งเอลซัลวาดอร์ ออสการ์ โรเมโร (Oscar Romeo) ส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีคาร์เตอร์ ในจดหมาย ท่านวิงวอนให้ประธานาธิบดีหยุดส่งความช่วยเหลือทางทหารแก่รัฐบาลทหารที่ปกครองประเทศในขณะนั้น ท่านกล่าวว่าความช่วยเหลือเช่นนั้นรังแต่จะถูกใช้ไปเพื่อ "ทวีความอยุติธรรมและการกดขี่ต่อองค์กรจัดตั้งของประชาชน" ซึ่งกำลังต่อสู้ "เพื่อให้เกิดการยอมรับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่สุด" (ไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า นี่แทบไม่ใช่ข่าวใหม่สำหรับวอชิงตัน)

          สองสามสัปดาห์ถัดมา อาร์คบิชอปโรเมโรถูกลอบสังหารขณะกำลังประกอบพิธีมิซซา เชื่อกันโดยทั่วไปว่า โรเบอร์โต โดบุสซอง (Roberto d'Aubuisson) ผู้สนับสนุนลัทธินาซียุคใหม่ เป็นตัวการในการลอบสังหารครั้งนี้ (รวมทั้งคดีสยองขวัญอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน) โดบุสซองเป็น "ผู้นำชั่วชีวิต" ของพรรคอรีนา ซึ่งปกครองเอลซัลวาดอร์ สมาชิกของพรรค เช่น ประธานาธิบดีอัลเฟรโด คริสตีอานี (Alfredo Cristiani) ของเอลซัลวาดอร์ ยังต้องทำพิธีสาบานด้วยเลือดว่าจะจงรักภักดีต่อเขา

          อีกทศวรรษต่อมา ชาวนาและชาวเมืองยากจนหลายพันคน หลั่งไหลมาร่วมพิธีมิซซาซึ่งจัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงท่านอาร์คบิชอป ร่วมด้วยบิชอปชาวต่างชาติอีกเป็นจำนวนมาก แต่ที่น่าสังเกตคือสหรัฐอเมริกาไม่ได้มาเข้าร่วมพิธีนี้ คริสต์จักรประจำเอลซัลวาดอร์ได้เสนอท่านโรเมโรขึ้นเป็นนักบุญอย่างเป็นทางการ

          เรื่องทั้งหมดนี้ผ่านมาและผ่านไป โดยแทบไม่มีการกล่าวถึงเลยในประเทศซึ่งเป็นผู้ให้เงินสนับสนุนและฝึกมือสังหารที่ฆ่าท่านโรเมโร นิวยอร์คไทมส์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น "หนังสือพิมพ์แห่งปูมบันทึกเหตุการณ์" ไม่มีบทบรรณาธิการถึงการลอบสังหารนี้ ไม่ว่าในตอนที่เกิดเหตุหรือในอีกหลายปีต่อมา และไม่มีบทบรรณาธิการหรือรายงานข่าวถึงพิธีที่จัดรำลึกถึงท่านโรเมโร

           ในวันที่ ๗ เดือนมีนาคม ๑๙๘๐ สองสัปดาห์ก่อนการลอบสังหาร มีการเตรียมกำลังทหารในเอลซัลวาดอร์ และสงครามล้อมปราบประชาชนเริ่มนำออกมาใช้ (ด้วยความสนับสนุนและสมรู้ร่วมคิดอย่างต่อเนื่องจากสหรัฐอเมริกา) การโจมตีครั้งสำคัญครั้งแรกคือการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ที่แม่น้ำริโอซัมปุล เป็นปฏิบัติการร่วมทางทหารของกองทัพฮอนดูรัสกับเอลซัลวาดอร์ เหตุการณ์ครั้งนี้มีประชาชนอย่างน้อย ๖๐๐ คนถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม เด็กทารกหลายคนถูกมีดสับเป็นชิ้น ๆ ผู้หญิงถูกทรมานและกดน้ำตาย มีคนพบเห็นเศษชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ลอยในแม่น้ำตลอดหลายวันหลังจากนั้น มีผู้รู้เห็นเหตุการณ์ที่มาจากฝ่ายคริสต์จักร เพราะฉะนั้นจึงมีข่าวเล็ดลอดออกมาในทันที แต่สื่อมวลชนกระแสหลักของสหรัฐอเมริกาไม่คิดว่าข่าวนี้มีค่าควรแก่การรายงาน

          ชาวนาคือเหยื่อรายใหญ่ของสงครามครั้งนี้ รวมทั้งผู้นำแรงงาน นักศึกษา บาทหลวงหรือใครก็ตามที่ต้องพิรุธว่าทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ในปีสุดท้ายของประธานาธิบดีคาร์เตอร์ คือปี ๑๙๘๐ จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเกือบ ๑๐,๐๐๐ คน และพุ่งขึ้นเกือบ ๑๓,๐๐๐ คนในปี ๑๙๘๑ เมื่อรัฐบาลเรแกนขึ้นสู่อำนาจ

          ในเดือนตุลาคม ๑๙๘๐ อาร์คบิชอปคนใหม่ประณาม "สงครามสังหารหมู่และฆ่าล้างโคตรต่อประชาชนพลเมืองที่ไร้หนทางต่อสู้" ที่ดำเนินการโดยกองกำลังรักษาความมั่นคง สองเดือนต่อมา นายโฮเซ่ นโปเลียน ดูอาร์เต้ (Jose Napoleon Duarte) ผู้นำ "สายกลาง" คนโปรดของสหรัฐอเมริกา กล่าวสรรเสริญเชิดชูกองกำลังนี้ว่า "ได้รับใช้ประเทศอย่างกล้าหาญเคียงบ่าเคียงไหล่ประชาชนในการต่อต้านการล้มล้างระบอบการปกครอง" ในวาระที่เขาได้รับแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดีสายพลเรือนของรัฐบาลทหาร

          บทบาทของประธานาธิบดีดูอาร์เต้ ซึ่งเป็นผู้นำสายกลาง ก็คือเป็นหุ่นบังหน้าให้พวกผู้นำกองทัพ และเป็นหลักประกันให้เงินอุดหนุนจากสหรัฐไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดตอน หลังจากเกิดเหตุที่กองกำลังติดอาวุธไปข่มขืนและฆ่าแม่ชีสี่นางที่มาจากสหรัฐอเมริกา เหตุครั้งนี้กระตุ้นให้เกิดเสียงประท้วงขึ้นในสหรัฐ การฆ่าล้างผลาญชาวเอลซัลวาดอร์เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การข่มขืนและฆ่าแม่ชีอเมริกันเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ผิดพลาดแน่ อย่างไรก็ดี สื่อมวลชนหลีกเลี่ยงและลดน้ำเสียงลงในการนำเสนอข่าวนี้ ตามการชี้นำของรัฐบาลคาร์เตอร์และคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

          รัฐบาลเรแกนที่เข้ารับช่วงต่อมายิ่งไปไกลกว่านั้นอีก โดยพยายามหาความชอบธรรมให้กับความป่าเถื่อน โดยเฉพาะรัฐมนตรีต่างประเทศ อเล็กซานเดอร์ เฮก (Alexander Haig) และจีน เคิร์กแพทริค (Jeane Kirkpatrick) เอกอัครราชทูตประจำสหประชาชาติ แต่กระนั้นสหรัฐยังอุตส่าห์ยอมให้มีการตัดสินคดีเป็นละครตบตาในอีกสองสามปีต่อมา โดยปล่อยรัฐบาลทหารนักฆ่าลอยนวลไป และแน่นอน รวมทั้งประเทศลูกพี่ที่เป็นถุงเงินให้ด้วย

          หนังสือพิมพ์อิสระในเอลซัลวาดอร์ ซึ่งรายงานเหตุสยดสยองครั้งนี้ พลอยถูกกวาดล้างไปด้วย ต่อให้เป็นหนังสือพิมพ์กระแสหลักและสนับสนุนภาคธุรกิจ มันก็ยังออกนอกลู่นอกทางเกินไปสำหรับรสนิยมของกองทัพ ปัญหานี้จึงถูกจัดการในปี ๑๙๘๐–๘๑ เมื่อบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งถูกฆาตกรรมโดยกองกำลังรักษาความมั่นคง อีกคนต้องลี้ภัยหัวซุกหัวซุน เช่นเคย เหตุการณ์เหล่านี้ถือว่าเล็กน้อยจนไม่มีคุณค่ามากไปกว่าข่าวสองสามคำในหนังสือพิมพ์สหรัฐ

          ในเดือนพฤศจิกายน ๑๙๘๙ พระเยซูอิตหกท่าน แม่ครัวกับลูกสาว ถูกทหารฆ่าทิ้ง ในสัปดาห์เดียวกันนั้นเอง มีพลเรือนเอลซัลวาดอร์อีกอย่างน้อย ๒๘ คนถูกฆ่าตาย รวมทั้งผู้นำสหภาพคนสำคัญรายหนึ่ง ผู้นำองค์กรสตรีของมหาวิทยาลัย สมาชิกเก้ารายของสหกรณ์เกษตรอินเดียนแดงแห่งหนึ่ง และนักศึกษามหาวิทยาลัย ๑๐ คน

          สำนักข่าวมีเรื่องที่นักข่าวเอพี ดักลาส แกรนท์ ไมน์ (Douglas Grant Mine) รายงานถึงเหตุการณ์ที่ทหารบุกเข้าไปในเขตที่อยู่อาศัยของชนชั้นแรงงานในนครหลวงซานซัลวาดอร์ จับผู้ชายมาหกคน รวมทั้งเด็กผู้ชายอายุ ๑๔ ปีอีกคนหนึ่งเพื่อให้ดูขึงขังเป็นพิเศษ จากนั้นจับพวกเขาทุกคนเรียงกับกำแพงและยิงทิ้ง ประชาชนเหล่านี้ "ไม่ใช่พระหรือนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน" ไมน์เขียน "ฉะนั้น ความตายของพวกเขาจึงถูกผ่านเลยไปจนแทบไม่มีใครสังเกต" –เช่นเดียวกับรายงานของไมน์นั่นแหละ

          พระเยซูอิตถูกฆาตกรรมโดยฝีมือหน่วย Atlacatl Battalion เป็นกองกำลังพิเศษที่สหรัฐอเมริกาช่วยก่อตั้ง ฝึกหัดและติดอาวุธให้ กองกำลังนี้จัดตั้งขึ้นมาในเดือนมีนาคม ๑๙๘๑ เมื่อผู้เชี่ยวชาญพิเศษสิบห้านายในฝ่ายต่อต้านและปราบปรามจลาจล จากโรงเรียนฝึกหน่วยรบพิเศษของกองทัพสหรัฐ ถูกส่งตัวไปเอลซัลวาดอร์ นับแต่เริ่มต้น หน่วยรบนี้มีหน้าที่ในการสังหารหมู่ประชาชน ครูฝึกชาวสหรัฐบรรยายถึงทหารในหน่วยรบนี้ว่า "พันธุ์ดุพิเศษ…ลำบากเราตลอดเวลาที่ต้องสั่งให้ [พวกเขา] จับผู้ต้องหามาเป็น ๆ ไม่ใช่เอาแต่ใบหูมา"

          ในเดือนธันวาคม ๑๙๘๑ หน่วยรบนี้มีส่วนร่วมในปฏิบัติการซึ่งมีพลเรือนกว่าพันคนถูกฆ่า ในการนองเลือดที่มีทั้งการฆ่า ข่มขืนและเผา ต่อมาก็มีส่วนร่วมในการวางระเบิดหมู่บ้านและฆ่าประชาชนอีกหลายร้อยคน ทั้งยิงทิ้ง ถ่วงน้ำและด้วยวิธีการอื่น ๆ เหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เด็กและคนแก่

          หน่วย Atlacatl Battalion ได้รับการฝึกฝนจากกองกำลังพิเศษของสหรัฐอเมริกาไม่นานก่อนที่จะมีการฆาตกรรมพระเยซูอิต นี่เป็นแบบแผนการปฏิบัติตลอดเวลาที่มีหน่วยรบนี้ การสังหารหมู่ที่โหดร้ายทารุณที่สุดบางคดีเกิดขึ้นหลังจากที่ได้รับการฝึกฝนจากสหรัฐอเมริกามาหมาด ๆ

          ในสังคม "ประชาธิปไตยอ่อนหัด" อย่างเอลซัลวาดอร์สมัยนั้น กลุ่มวัยรุ่นอายุแค่ ๑๓ ถูกต้อนมาจากการกวาดล้างสลัมและค่ายผู้อพยพ และถูกบังคับให้เป็นทหาร วัยรุ่นเหล่านี้ถูกล้างสมองด้วยกรรมวิธีที่หยิบยืมมาจากหน่วยเอสเอสของนาซี ทั้งเสี้ยมสอนให้โหดเหี้ยมและข่มขืน เพื่อเตรียมให้เป็นนักฆ่าซึ่งมักจะผสมด้วยความรุนแรงทางเพศและความทมิฬหินชาติ

          วิธีฝึกกองทหารเอลซัลวาดอร์ตามปากคำของทหารหนีทัพคนหนึ่ง ซึ่งมาขอลี้ภัยทางการเมืองในเท็กซัสในปี ๑๙๙๐ ทั้ง ๆ ที่มีคำขอจากกระทรวงการต่างประเทศให้ส่งตัวเขากลับเอลซัลวาดอร์ (ศาลสั่งปกปิดชื่อของเขาไว้เพื่อปกป้องเขาจากหน่วยรบมรณะของเอลซัลวาดอร์)

          ตามปากคำของทหารหนีทัพรายนี้ ทหารเกณฑ์ถูกฝึกให้ฆ่าสุนัขและอีแร้งโดยกัดที่คอหอยและบิดหัวจนหลุด คอยดูทหารคนอื่น ๆ ทรมานและฆ่าผู้ต้องสงสัยว่าเป็นกบฎ เช่น ถอดเล็บ บั่นหัว สับร่างเป็นชิ้น ๆ และเล่นสนุกกับแขนขาดของเชลย

          อีกกรณีหนึ่ง สมาชิกคนหนึ่งของหน่วยรบมรณะของเอลซัลวาดอร์ที่โยงใยกับหน่วย Atlacatl Battalion คือ ซีซาร์ วีลแมน โฮย่า มาร์ติเนซ (Cesar Vielman Joya Martinez) ให้รายละเอียดถึงการมีส่วนร่วมของที่ปรึกษาชาวสหรัฐกับรัฐบาลเอลซัลวาดอร์ในพฤติกรรมของหน่วยรบมรณะ รัฐบาลประธานาธิบดีบุชพยายามทุกวิถีทางที่จะปิดปากเขาและจับเขาส่งกลับไปหาที่ตายในเอลซัลวาดอร์ ทวนกระแสคำวิงวอนขององค์การสิทธิมนุษยชนและข้อเรียกร้องจากสภาคองเกรสให้รับฟังคำให้การของเขา (นี่คล้ายกับการปฏิบัติต่อพยานปากสำคัญในคดีลอบสังหารคณะพระเยซูอิต)

          ผลลัพธ์ของการฝึกทหารในเอลซัลวาดอร์มีการบรรยายออกมาอย่างแจ่มแจ้งในวารสารชื่อ America ของคณะเยซูอิต โดยแดเนียล ซานติอาโก (Daniel Santiago) พระคาทอลิคที่ทำงานอยู่ในเอลซัลวาดอร์ ท่านเล่าเรื่องของหญิงชาวนาที่กลับมาบ้านวันหนึ่ง เพื่อพบว่าลูกของนางทั้งสามคน แม่และน้องสาว นั่งล้อมอยู่รอบโต๊ะ แต่ละคนมีศีรษะที่ถูกตัดออกมาวางอย่างประณีตบนโต๊ะตรงหน้าซากร่าง มือทั้งสองข้างถูกจัดวางไว้บนกระหม่อม "ราวกับทุกศพกำลังลูบหัวตัวเอง"

          มือสังหารจากกองกำลังพิทักษ์ชาติของเอลซัลวาดอร์พบว่าออกจะยากที่จะจัดศีรษะของทารก ๑๘ เดือนให้อยู่กับที่ พวกนั้นเลยเอามือเด็กตอกตะปูติดไว้กับหัว ชามพลาสติกใบใหญ่บรรจุโลหิตปริ่มวางไว้กลางโต๊ะอย่างวิจิตรบรรจง

          ตามคำบอกเล่าของสาธุคุณซานติอาโก ฉากสยองขวัญแบบนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัยที่นั่น

ในเอลซัลวาดอร์ ประชาชนถูกหน่วยรบมรณะฆ่าทิ้งเล่น ศพถูกตัดหัว แล้วเสียบศีรษะไว้กับปลายหอกและใช้เป็นจุดบอกภูมิประเทศ ผู้ชายไม่ได้ถูกตำรวจกระทรวงการคลังของเอลซัลวาดอร์คว้านท้องเฉย ๆ แต่อวัยวะสืบพันธุ์ยังถูกตัดเอามายัดใส่ปาก สตรีชาวเอลซัลวาดอร์ไม่เพียงถูกกองกำลังพิทักษ์ชาติข่มขืน แต่มดลูกยังถูกควักออกมาจากร่างและใช้ครอบหน้า แค่ฆ่าเด็กยังไม่พอ ร่างเด็กยังถูกลากครูดกับลวดหนามจนเนื้อหลุดร่อนจากกระดูก ในขณะที่พ่อแม่ถูกบังคับให้เบิ่งตาด

          บาทหลวงซานติอาโกยังชี้ให้เห็นต่อไปด้วยว่า ความร้ายกาจทารุณแบบนี้ยิ่งทวีความรุนแรงหนักข้อขึ้น เมื่อคริสต์จักรเริ่มก่อตั้งสมาพันธ์ชาวไร่ชาวนาและกลุ่มช่วยเหลือตนเอง อันเป็นความพยายามที่จะจัดตั้งองค์กรประชาชนให้ผู้ยากไร้

          กล่าวโดยสรุป วิธีการที่สหรัฐใช้จัดการเอลซัลวาดอร์ประสบความสำเร็จอย่างดี องค์กรของประชาชนถูกทำลายราบคาบ เหมือนดังที่ท่านอาร์คบิชอปโรเมโรได้ทำนายไว้ ประชาชนหลายหมื่นคนถูกสังหารโหด และกว่าล้านต้องกลายเป็นผู้อพยพลี้ภัย นี่เป็นฉากโสโครกที่สุดบทหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา และยังมีฉากอื่น ๆ ที่ไม่น้อยหน้าไปกว่ากันอีกมาก

 

สอนบทเรียนให้นิคารากัว

 

นช่วงทศวรรษ ๑๙๗๐ ไม่ใช่เพียงเอลซัลวาดอร์ที่สื่อมวลชนกระแสหลักของสหรัฐไม่สนใจไยดี ตลอดระยะเวลา ๑๐ ปี ก่อนการโค่นล้มจอมเผด็จการของนิคารากัว คือ อนาสตาซิโอ โซโมซา ในปี ๑๙๗๙ สถานีโทรทัศน์ของสหรัฐอเมริกา ทุกเครือข่าย อุทิศเวลาให้นิคารากัวแค่ หนึ่งชั่วโมง และหนึ่งชั่วโมงนั้นก็มีแต่ข่าวแผ่นดินไหวที่มานากัวในปี ๑๙๗๒

          นับตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๖๐ จวบจนถึง ค.ศ. ๑๙๗๘ นิวยอร์คไทมส์ เขียนบทบรรณาธิการถึงนิคารากัวแค่สามชิ้น มิใช่ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นในประเทศนี้ เพียงแต่อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นที่นั่นไม่มีความสำคัญให้เอ่ยอ้างถึง ไม่มีใครแยแสนิคารากัวสักนิด ตราบเท่าที่บัลลังก์ทรราชย์ของโซโมซาไม่สั่นคลอน

          เมื่อบัลลังก์ของเขาถูกสั่นคลอน จริง ๆ โดยฝ่ายแซนดินิสต้าในปลายทศวรรษ ๑๙๗๐ หะแรก สหรัฐอเมริกาพยายามยัดเยียดสิ่งที่เรียกว่า "โซโมซิสโม (ลัทธิโซโมซา) ที่ปราศจากโซโมซา" กล่าวคือ ปล่อยให้ระบบอันฟอนเฟะยังคงอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนใครสักคนขึ้นไปไว้บนบัลลังก์แทน แต่ไม่ได้ผล ประธานาธิบดีคาร์เตอร์จึงพยายามรักษากองกำลังพิทักษ์ชาติของโซโมซาไว้เป็นฐานอำนาจของสหรัฐ

          กองกำลังพิทักษ์ชาตินี้ขึ้นชื่อในเรื่องความโหดร้ายป่าเถื่อนและทมิฬหินชาติเสมอมา ในเดือนมิถุนายน ๑๙๗๙ มันสร้างปฏิบัติการนองเลือดสังหารหมู่ประชาชนในสงครามต่อต้านฝ่ายแซนดินิสต้า โดยทิ้งระเบิดใส่เขตที่อยู่อาศัยในเมืองมานากัว ฆ่าผู้คนไปหลายหมื่นคน ในตอนนั้น เอกอัครราชทูตสหรัฐส่งโทรเลขไปที่ทำเนียบขาว บอกว่าเป็น "การไม่สมควร" ที่จะสั่งให้กองกำลังพิทักษ์ชาติยกเลิกการทิ้งระเบิด เพราะนั่นอาจขัดแย้งกับนโยบายที่จะให้กองกำลังรักษาอำนาจไว้และกวาดล้างพวกแซนดินิสต้าออกไป

          ทูตสหรัฐที่ส่งไปเจรจากับองค์กรความร่วมมือระหว่างรัฐในทวีปอเมริกา (Organization of American States : OAS) ก็แถลงการณ์สนับสนุน "ระบบโซโมซิสโมที่ปราศจากโซโมซา" เช่นกัน ทว่า OAS ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวอย่างไม่มีเยื่อใย ไม่กี่วันหลังจากนั้น โซโมซาต้องบินหนีไปไมอามีพร้อมกับสมบัติที่เหลืออยู่ในกระทรวงการคลังของนิคารากัว และกองกำลังพิทักษ์ชาติจึงล่มสลายลง

          รัฐบาลคาร์เตอร์พาคณะผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ชาติ บินหนีออกจากประเทศ ด้วยเครื่องบินที่ติดเครื่องหมายกาชาด (นี่เป็นอาชญากรรมสงครามอย่างหนึ่ง) และเริ่มจัดตั้งกองกำลังนี้ขึ้นมาใหม่ที่พรมแดนของนิคารากัว พวกเขายังใช้อาร์เจนตินาเป็นหนังหน้าไฟ (ในสมัยนั้น อาร์เจนตินาอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นำทางทหารลัทธินาซีใหม่ แต่พวกเขายอมสละเวลาเล็กน้อยจากการทรมานและฆ่าฟันประชาชนของตัวเอง เพื่อมาช่วยฟื้นฟูกองกำลังพิทักษ์ชาติของนิคารากัว ซึ่งไม่นานต่อมาก็ได้ชื่อใหม่ว่า กบฎคอนทราส์ หรือ "นักรบเสรีภาพ")

          เรแกนใช้กองกำลังนี้เปิดฉากสงครามกองโจรขนาดใหญ่ต่อนิคารากัว ผสานด้วยสงครามเศรษฐกิจที่รุนแรงยิ่งกว่า สหรัฐยังข่มขู่ประเทศอื่น ๆ จนไม่มีใครกล้าส่งความช่วยเหลือให้นิคารากัวด้วย

          แต่กระนั้น ทั้ง ๆ ที่ให้การสนับสนุนทางทหารมากมายมหาศาล สหรัฐอเมริกาก็ยังล้มเหลวที่จะพยุงอำนาจทางทหารไว้ในนิคารากัว นี่เป็นเรื่องประหลาดทีเดียว หากลองคิดดู ไม่มีหน่วยจรยุทธ์ที่ไหนในโลกนี้มีแหล่งสนับสนุนใหญ่โตมโหฬาร เทียบได้กับที่สหรัฐอเมริกาให้กับกบฎคอนทราส์สักกระผีกริ้น ด้วยเงินทุนระดับเดียวกัน คุณสามารถก่อสงครามกองโจรในเขตเทือกเขาของสหรัฐอเมริกาได้ด้วยซ้ำ

          ทำไมสหรัฐอเมริกาจึงยอมทุ่มทุนมหาศาลในนิคารากัว? องค์การพัฒนานานาชาติ Oxfam อธิบายถึงเหตุผลที่แท้จริงไว้ โดยกล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานใน ๗๖ ประเทศกำลังพัฒนา "นิคารากัว…โดดเด่นกว่าประเทศใดใดในความยึดมั่นอย่างเข้มแข็งของรัฐบาล… ในอันที่จะปรับปรุงสภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในกระบวนการพัฒนา"

          ในสี่ประเทศของภูมิภาคอเมริกากลางที่ Oxfam มีบทบาทสำคัญ (คือเอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส และนิคารากัว) นิคารากัวเท่านั้นที่มีความพยายามจริงจังที่จะแก้ไขความไม่เท่าเทียมในการถือครองที่ดิน และขยายสวัสดิการทางด้านสุขภาพอนามัย การศึกษาและการเกษตรแก่ครอบครัวชาวนายากจน

          หน่วยงานอื่นก็มีรายงานคล้ายกัน ในต้นทศวรรษ ๑๙๘๐ ธนาคารโลกกล่าวว่าโครงการของตน "ประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงในบางส่วนของนิคารากัว ดียิ่งกว่าที่อื่นใดในโลก" ในปี ๑๙๘๓ ธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างชาติอเมริกันสรุปว่า "นิคารากัวมีการพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างเด่นชัดในภาคสังคม ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาทางสังคมเศรษฐกิจในระยะยาว"

          ความสำเร็จในการปฏิรูปสังคมของแซนดินิสต้าสร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้กับนักวางแผนสหรัฐ พวกเขาตระหนัก ดังที่โฮเซ่ ฟิเกอเรส (Jose Figueres) บิดาแห่งระบอบประชาธิปไตยของคอสตาริก้า กล่าวไว้ว่า "เป็นครั้งแรกที่นิคารากัวมีรัฐบาลที่ใส่ใจต่อประชาชนจริง ๆ" (แม้ว่าฟิเกอเรสเป็นผู้นำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยคนสำคัญในภูมิภาคอเมริกากลางมาตลอดสี่สิบปี ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งที่เขามีต่อความเป็นไปที่แท้จริงในโลก กลับไม่เป็นที่ยอมรับและถูกเพิกเฉยโดยสิ้นเชิง จากสื่อมวลชนของสหรัฐอเมริกา)

          การที่รัฐบาลแซนดินิสต้าพยายามกระจายทรัพยากรแก่คนยากจน (และทำสำเร็จด้วย) ก่อให้เกิดความเป็นปฏิปักษ์อย่างไม่น่าเชื่อ นักวางนโยบายของสหรัฐอเมริกาเกือบทุกคนสำแดงความไม่พอใจออกมาเหมือนกันหมด และเป็นเอามากถึงขนาดแตกตื่นบ้าคลั่งทีเดียว

          ย้อนกลับไปในปี ๑๙๘๑ แหล่งข่าววงในกระทรวงการต่างประเทศคุยโตว่า สหรัฐอเมริกาจะ "เปลี่ยนนิคารากัวให้กลายเป็นแอลเบเนียแห่งภูมิภาคอเมริกากลาง" กล่าวคือ ยากจนข้นแค้น โดดเดี่ยวและหัวรุนแรงทางการเมือง เพื่อให้ความฝันของแซนดินิสต้า ที่จะสร้างสรรค์รูปแบบการเมืองใหม่ เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ลาตินอเมริกาต้องย่อยยับไป

          จอร์จ ชูลทซ์ (George Shultz) เรียกแซนดินิสต้าเป็น "มะเร็งร้ายที่ฝังอยู่ในผืนแผ่นดินของเรา" ซึ่งต้องกำจัดทิ้งให้สิ้นซาก ในขณะที่ซีกการเมืองอีกปลายขั้วหนึ่ง เช่น ผู้นำวุฒิสมาชิกสายเสรีนิยม อลัน แครนสตัน (Alan Cranston) กล่าวว่า ถ้าทำลายแซนดินิสต้าลงไม่ได้ สหรัฐอเมริกาคงต้องปล่อยให้นิคารากัว "เน่าเฟะในน้ำหนอง [ของมัน] เอง"

          ด้วยเหตุนี้ สหรัฐอเมริกาจึงเปิดฉากการโจมตีสามประสานแก่นิคารากัว ประการแรก สหรัฐสร้างแรงกดดันอย่างหนักหน่วง เพื่อบีบคั้นให้ธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างชาติอเมริกันระงับโครงการและความช่วยเหลือทั้งหมด

          ประการที่สอง สหรัฐอเมริกาประเดิมสงครามกองโจร พร้อมกันกับสงครามทางเศรษฐกิจอย่างผิดกฎหมาย เพื่อทำลายสิ่งที่ Oxfam เรียกขานอย่างถูกต้องว่า "ภัยคุกคามของตัวอย่างที่ดี" การโจมตีแบบผู้ก่อการร้ายของฝ่ายกบฎคอนทราส์ต่อ "จุดอ่อน" ภายใต้คำสั่งของสหรัฐอเมริกา พร้อมกับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เป็นการผนึกกำลังทำลายความหวังในการพัฒนาเศรษฐกิจและการปฏิรูปสังคม ขบวนการก่อการร้ายของสหรัฐอเมริกาทำให้นิคารากัวไม่สามารถปลดประจำการทหารในกองทัพ และไม่มีโอกาสใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดและน้อยนิดน่าสังเวช มาฟื้นฟูความพินาศที่เหลือทิ้งไว้ โดยผู้ปกครองทรราชที่มีสหรัฐหนุนหลัง และอาชญากรรมที่รัฐบาลเรแกนให้การสนับสนุน

          ผู้สื่อข่าวประจำภูมิภาคอเมริกากลางที่ได้รับความนับถือมากที่สุดคนหนึ่ง คือ จูเลีย เพรสตัน (Julia Preston) (ซึ่งตอนนั้นทำงานให้กับหนังสือพิมพ์ บอสตันโกลบ) รายงานว่า "เจ้าหน้าที่รัฐบาลบอกว่าพอใจที่ได้เห็นฝ่ายคอนทราส์ตัดกำลังรัฐบาลแซนดินิสต้า โดยบีบคั้นให้นำทรัพยากรที่มีจำกัดจำเขี่ยมาใช้ในสงคราม แทนที่จะได้นำไปใช้ในโครงการทางด้านสังคม" นั่นคือจุดสำคัญ เนื่องจากโครงการทางสังคมนั่นแหละคือหัวใจของตัวอย่างที่ดี ซึ่งอาจแพร่ระบาดไปสู่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ และบ่อนทำลายระบบขูดรีดและตักตวงผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา

          สหรัฐอเมริกาถึงขนาดปฏิเสธไม่ยอมให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาสาธารณภัย หลังจากเกิดแผ่นดินไหวในปี ๑๙๗๒ สหรัฐอเมริกาเคยส่งความช่วยเหลือจำนวนมหาศาลแก่นิคารากัว ซึ่งเงินช่วยเหลือส่วนใหญ่ก็ถูกโซโมซาซึ่งเป็นคู่หูของสหรัฐฉกชิงไป ในเดือนตุลาคม ๑๙๘๘ ภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงยิ่งกว่ากระหน่ำเข้าที่นิคารากัว คือพายุเฮอร์ริเคนโจแอน สหรัฐไม่ยอมส่งเงินไปสักเพนนีเดียว เพราะถ้าส่งไป เงินนั้นคงไปถึงมือประชาชน หาใช่ไปเข้ากระเป๋าเจ้าพ่อผู้มั่งคั่งคนไหนไม่ สหรัฐยังกดดันให้บรรดาประเทศพันธมิตรส่งความช่วยเหลือไปให้เพียงน้อยนิดด้วย

          พายุเฮอร์ริเคนนอกจากสร้างความพินาศแล้ว ยังให้โอกาสอันน่าชื่นชมว่าจะเกิดทุพภิกขภัยและความเสียหายทางนิเวศวิทยาในระยะยาว เป็นแรงหนุนเสริมความพยายามของสหรัฐ สหรัฐต้องการให้ชาวนิคารากัวอดอยาก เพื่อจะได้กล่าวหารัฐบาลแซนดินิสต้าว่าบริหารเศรษฐกิจผิดพลาด เพราะรัฐบาลนี้ไม่ยอมอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐ ชาวนิคารากัวจึงต้องทุกข์ทรมานและล้มตาย

          ประการที่สาม สหรัฐใช้เล่ห์กลทางการทูตเพื่อบดขยี้นิคารากัว ดังที่โทนี อเวอร์แกน (Tony Avirgan) เขียนไว้ในวารสาร Mesoamerica ของคอสตาริก้าว่า "รัฐบาลแซนดินิสต้าตกหลุมพรางที่ประธานาธิบดีคอสตาริก้า ออสการ์ อารีอัส (Oscar Arias) และประธานาธิบดีคนอื่น ๆ ในภูมิภาคอเมริกากลางขุดล่อไว้ ยังผลให้พวกเขาต้องพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ [๑๙๙๐]"

          สำหรับนิคารากัว แผนสันติภาพเดือนสิงหาคม ๑๙๘๗ เป็นข้อตกลงที่ดี อเวอร์แกนเขียนไว้ว่า : รัฐบาลแซนดินิสต้ายอมเลื่อนการเลือกตั้งระดับชาติที่กำหนดเวลาไว้ให้เร็วขึ้นสองสามเดือน และอนุญาตให้มีผู้สังเกตการณ์นานาชาติ ดังเช่นที่เคยทำมาในปี ๑๙๘๔ "เพื่อแลกกับการยุติขบวนการคอนทราส์และสิ้นสุดสงครามเสียที…" รัฐบาลนิคารากัวทำทุกอย่างตามเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติภายใต้แผนสันติภาพ แต่ไม่มีใครให้ความสนใจแม้สักน้อยนิด

          อารีอัส ทำเนียบขาวและสภาคองเกรส ไม่เคยมีเจตนาสักกระผีกริ้นที่จะส่งเสริมแผนสันติภาพนี้ไม่ว่าในแง่มุมใด ความเป็นจริงก็คือสหรัฐอเมริกาเพิ่มเที่ยวบินของซีไอเอเพื่อส่งกำลังบำรุงให้กบฎคอนทราส์อีกสามเท่าตัว ภายในเวลาไม่กี่เดือน แผนสันติภาพจึงล้มเหลวสนิท

          เมื่อการหาเสียงเลือกตั้งเริ่มขึ้น สหรัฐอเมริกาประกาศชัดเจนว่า การคว่ำบาตรที่กำลังรัดคอประเทศและการก่อการร้ายจะยังดำเนินต่อไป หากว่าฝ่ายแซนดินิสต้าได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง คุณคงต้องเป็นคนจำพวกนักลัทธินาซีหรือลัทธิสตาลินหัวโบราณ ถึงจะมองว่าการเลือกตั้งที่ดำเนินไปภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้เป็นการเลือกตั้งอย่างเสรีและยุติธรรม และเลยเขตชายแดนทางทิศใต้ของสหรัฐลงไป มีน้อยคนนักที่หลงเพ้อไปกับมายาภาพนี้

          หากเรื่องประเภทนี้ปฏิบัติโดย ศัตรู ของสหรัฐล่ะก็…ผมขอให้คุณนึกภาพปฏิกิริยาของพวกสื่อมวลชนดูเองก็แล้วกัน สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจของเรื่องนี้ก็คือ ฝ่ายแซนดินิสต้ายังได้คะแนนเสียงเลือกตั้งถึง ๔๐% ในขณะที่พาดหัวของหนังสือพิมพ์ นิวยอร์คไทมส์ โห่ร้องว่า ชาวอเมริกัน "มีความชื่นชมยินดีโดยพร้อมเพรียงกัน" ต่อ "ชัยชนะอันขาวสะอาดของสหรัฐอเมริกา"

          ชัยชนะของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคอเมริกากลางตลอดช่วงสิบห้าปีที่ผ่านมาเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ มิใช่เพียงราคาชีวิตมนุษย์ที่ต้องจ่ายไปอย่างน่าประหวั่นเท่านั้น แต่เพราะในทศวรรษที่ผ่านมา เราได้เห็นความเป็นไปได้ที่จะเกิดความก้าวหน้าอย่างแท้จริง อันมีแนวโน้มว่าจะนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีความหมายและสนองต่อความต้องการของมนุษย์ ด้วยผลสำเร็จช่วงต้นในเอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา และนิคารากัว

          ความพยายามดังกล่าวอาจได้ผลและอาจสอนบทเรียนที่มีคุณค่าแก่ประเทศอื่น ๆ ที่ถูกรุมเร้าด้วยปัญหาคล้าย ๆ กัน แน่ล่ะ นี่แหละคือสิ่งที่นักวางแผนของสหรัฐกลัวนักกลัวหนา แต่ภัยคุกคามนี้ถูกทำแท้งไปเรียบร้อยแล้ว อาจตลอดกาลด้วยซ้ำ

ทำให้กัวเตมาลาเป็นลานประหาร

ก่  

อนการปฏิวัติของแซนดินิสต้า มีอยู่ประเทศหนึ่งในภูมิภาคอเมริกากลางที่ได้เป็นข่าวพาดหัวในสื่อมวลชนสหรัฐบางฉบับ นั่นคือกัวเตมาลา ในปี ๑๙๔๔ การปฏิวัติในประเทศนั้นโค่นล้มทรราชชั่วช้า นำไปสู่การก่อตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยที่วางรูปแบบพื้นฐานตามโครงการนิวดีลของรูสเวลท์ ในช่วงสิบปีถัดมาที่ประเทศนี้ได้สลับฉากด้วยระบอบประชาธิปไตย กัวเตมาลาเริ่มเห็นความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางของตัวเอง

          นั่นจุดชนวนให้เกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมาในวอชิงตัน ไอเซนฮาวเออร์และดัลเลสเตือนว่า "การป้องกันตัวและการธำรงประเทศ" ของสหรัฐอเมริกาอยู่ในสภาพหน้าสิ่วหน้าขวาน หากไม่กำจัดไวรัสทิ้ง รายงานของฝ่ายข่าวกรองสหรัฐ บอกกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ถึงอันตรายที่อาจเกิดจากระบอบทุนนิยมประชาธิปไตยในกัวเตมาลา

          บันทึกความจำของหน่วยซีไอเอในปี ๑๙๕๒ บรรยายถึงสถานการณ์ในกัวเตมาลาว่า "ขัดต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ" เพราะ "อิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์…ที่แฝงอยู่ในขบวนการที่ต่อสู้เพื่อการปฏิรูปสังคมและนโยบายชาตินิยม" บันทึกนี้เตือนว่า กัวเตมาลา "เพิ่งเพิ่มการสนับสนุนอย่างมากแก่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ และกิจกรรมที่ต่อต้านความเป็นอเมริกันในประเทศภูมิภาคอเมริกากลางอื่น ๆ" ตัวอย่างสำคัญประการหนึ่งที่หยิบยกขึ้นมา คือคำกล่าวหาว่ามีการมอบเงินให้แก่โฮเซ่ ฟิเกอเรสเป็นจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ

          ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โฮเซ่ ฟิเกอเรส คือผู้ก่อตั้งประชาธิปไตยของคอสตาริก้า และเป็นผู้นำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในภูมิภาคอเมริกากลาง แม้เขายอมให้ความร่วมมือกับซีไอเออย่างแข็งขัน และเรียกขานสหรัฐอเมริกาเป็น "หลักชัยในการต่อสู้ของเรา" และได้รับการยอมรับจากเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำคอสตาริก้าว่าเป็น "ตัวแทนโฆษณาชวนเชื่อที่เชิดหน้าชูตาที่สุดเท่าที่บริษัทยูไนเต็ดฟรุทคอมปานีจะหาได้ในลาตินอเมริกา" ฟิเกอเรสก็ยังมีความเป็นตัวของตัวเอง และด้วยเหตุนั้นจึงไม่อาจถือว่าวางใจได้เหมือนโซโมซาหรือลูกสมุนคนอื่นในอาณัติของสหรัฐ

          ในสำนวนทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา นี่ทำให้เขากลายเป็น "คอมมิวนิสต์" ไปได้เหมือนกัน ดังนั้น หากกัวเตมาลาสนับสนุนเงินเพื่อช่วยให้เขาชนะการเลือกตั้ง นั่นแสดงว่ากัวเตมาลาสนับสนุนลัทธิคอมมิวนิสต์

          ซ้ำร้ายกว่านั้น บันทึกความจำของซีไอเอฉบับเดียวกันยังกล่าวต่อว่า "นโยบายหัวรุนแรงและชาตินิยม" ของรัฐบาลทุนนิยมประชาธิปไตย ซึ่งรวมถึง "การขัดขวางผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของต่างชาติ โดยเฉพาะบริษัทยูไนเต็ดฟรุทคอมปานี" ได้รับ "การสนับสนุนหรือยอมรับจากชาวกัวเตมาลาเกือบทั้งหมด" รัฐบาลกำลังดำเนินการ "เคลื่อนไหวมวลชนในหมู่ชาวนาที่ขาดความกระตือรือร้นทางการเมืองเสมอมา" พร้อม ๆ กับถ่ายถอนอำนาจของพวกผู้ถือครองที่ดินขนาดใหญ่

          ยิ่งไปกว่านั้น การปฏิวัติในปี ๑๙๔๔ ได้กระตุ้นให้เกิด "ขบวนการระดับชาติที่เข้มแข็ง ซึ่งต้องการปลดแอกกัวเตมาลาจากเผด็จการทหาร ความล้าหลังทางสังคม และ 'อาณานิคมทางเศรษฐกิจ' ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองในอดีต" และ "สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความจงรักภักด ีและยึดมั่นในผลประโยชน์ของชาติ ในหมู่ชาวกัวเตมาลาที่มีสำนึกทางการเมืองสูง" ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ ความสำเร็จในการปฏิรูปที่ดินเริ่มกลายเป็นภัยคุกคาม "ความมั่นคง" ของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งประชาชนผู้ยากไร้ไม่วายที่จะเห็นเป็นตัวอย่าง

          กล่าวโดยย่อ สถานการณ์เลวร้ายมาก ดังนั้น ซีไอเอจึงผลักดันให้มีการรัฐประหารจนสำเร็จ กัวเตมาลากลายเป็นโรงฆ่าสัตว์อย่างที่เป็นมาจนถึงทุกวันนี้ โดยสหรัฐคอยแทรกแซงเป็นระยะ ๆ เมื่อไรก็ตามที่ดูเหมือนจะมีการออกนอกลู่นอกทาง

          ในปลายทศวรรษ ๑๙๗๐ ความโหดร้ายทารุณทวีขึ้นเกินกว่าบรรทัดฐานความเลวร้ายตามปกติ จนต้องมีการประท้วงทางวาจา แต่กระนั้น ตรงกันข้ามกับที่ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อ ภายใต้รัฐบาล "สิทธิมนุษยชน" ของคาร์เตอร์ ความช่วยเหลือทางทหาร ที่สหรัฐให้ต่อกัวเตมาลายังคงทุ่มเทไปในระดับเดิม ประเทศพันธมิตรของสหรัฐถูกระดมให้เข้ามาช่วยในการนี้ด้วย โดยเฉพาะอิสราเอล ซึ่งถือเป็น "สินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์" ส่วนหนึ่งเพราะความสำเร็จของอิสราเอลในการเป็นผู้นำลัทธิภัยสยองโดยรัฐ

          ภายใต้รัฐบาลเรแกน การสนับสนุนสิ่งที่เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ในกัวเตมาลา ยิ่งทวีความเมามันขึ้นไปอีก ผู้นำประเภทฮิตเลอร์แห่งกัวเตมาลาซึ่งสหรัฐให้การสนับสนุน เช่น ริออส มอนต์ (Rios Montt) ได้รับการสดุดีจากเรแกนว่าเป็นผู้อุทิศตนแก่ระบอบประชาธิปไตย ในต้นทศวรรษ ๑๙๘๐ มิตรของวอชิงตันผู้นี้ผลาญชีวิตชาวกัวเตมาลาไปหลายหมื่นคน ส่วนใหญ่คือชาวอินเดียนแดงในที่ราบสูง มีประชาชนอีกนับไม่ถ้วนถูกทารุณและข่มขืน มีการสังหารหมู่เกิดขึ้นในเขตการปกครองใหญ่ ๆ หลายแห่ง

          ในปี ๑๙๘๘ หนังสือพิมพ์กัวเตมาลาเพิ่งเปิดตัวใหม่ในชื่อว่า La Epoca ถูกวางระเบิดโดยผู้ก่อการร้ายของรัฐบาล ในตอนนั้น สื่อมวลชนของสหรัฐกำลังเล่นข่าวกันอย่างเอิกเกริก กับเรื่องที่หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในนิคารากัวที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสหรัฐ คือ La Prensa ซึ่งคอยเรียกร้องอย่างเปิดเผยให้โค่นล้มรัฐบาลแซนดินิสต้า และสนับสนุนกองทัพนักลัทธิภัยสยองที่สหรัฐหนุนหลัง เกิดประสบปัญหาไม่สามารถออกหนังสือพิมพ์ได้สองสามฉบับ เหตุเพราะขาดแคลนกระดาษ เรื่องแค่นี้ก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจ และโจมตีรัฐบาลแซนดินิสต้าว่าเป็นเผด็จการอย่างสาดเสียเทเสีย ตามหน้าหนังสือพิมพ์ วอชิงตันโพสต์ และฉบับอื่นๆ

          ในอีกด้านหนึ่ง ความยับเยินของหนังสือพิมพ์ La Epoca กลับไม่กระตุ้นความแยแสสนใจเลยสักนิด ไม่มีรายงานข่าวเรื่องนี้ในสหรัฐ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ทราบกันดีในหมู่ผู้สื่อข่าวชาวอเมริกันก็ตาม เป็นธรรมดาที่เราไม่อาจคาดหวังให้สื่อมวลชนอเมริกัน แสดงความสนใจในเรื่องที่กองกำลังรักษาความมั่นคง ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากสหรัฐ ได้จัดการปิดปากหนังสือพิมพ์ไปฉบับหนึ่ง ซึ่งเป็นแค่ปากเสียงอิสระเล็ก ๆ ที่พยายามส่งเสียงเรียกร้องขึ้นบ้างเพียงชั่วไม่กี่สัปดาห์ในกัวเตมาลา

          หนึ่งปีต่อมา ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งจาก La Epoca จูลิโอ โกดอย (Julio Godoy) ซึ่งหนีหัวซุกหัวซุนไปหลังจากโดนระเบิด เขากลับไปเยี่ยมกัวเตมาลาเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เมื่อหวนกลับมาสหรัฐ เขาเปรียบเทียบสถานการณ์ในภูมิภาคอเมริกากลางกับในยุโรปตะวันออก โกดอยเขียนไว้ดังนี้ว่า ชาวยุโรปตะวันออก "ยังโชคดีกว่าชาวอเมริกากลาง" เพราะ

ในขณะที่รัฐบาลซึ่งมอสโคว์ตั้งไว้ในกรุงปราก ทำเพียงแค่ลดชั้นและเหยียดหยามนักปฏิรูปสังคมทั้งหลาย รัฐบาลที่วอชิงตันหนุนขึ้นสู่อำนาจในกัวเตมาลากลับฆ่าทิ้งหมด รัฐบาลกัวเตมาลายังทำเช่นนั้นอยู่ในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่สังหารชีวิตเหยื่อไปแล้วมากกว่า ๑๕๐,๐๐๐ ราย [ในปฏิบัติการที่องค์การนิรโทษกรรมสากลเรียกว่า] "โครงการฆาตกรรมทางการเมืองของรัฐบาล"

          หนังสือพิมพ์ที่มีอยู่ต้องยอมอ่อนข้อให้รัฐบาล หรือมิฉะนั้นก็ต้องอันตรธานไป เหมือนในกรณีของ La Epoca

          "ไม่ว่าใครคงอดนึกไม่ได้" โกดอยเขียนไว้ "ว่าคงมีบางคนในทำเนียบขาวที่บูชาเทพเจ้าเผ่าแอซเท็ค โดยเซ่นสรวงด้วยเลือดของชาวอเมริกากลาง" และเขาอ้างถึงคำพูดของนักการทูตยุโรปตะวันตกคนหนึ่งที่กล่าวว่า: "ตราบเท่าที่ชาวอเมริกันไม่เปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อภูมิภาคนี้ ที่นี่ย่อมไม่มีช่องว่างสำหรับความจริงหรือความหวังใดใด"

การรุกรานปานามา

 

ต่เดิม ปานามาถูกปกครองโดยชนชั้นสูงชาวยุโรปกลุ่มเล็ก ๆ แค่หยิบมือเดียว ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่า 10% ของประชากรทั้งหมด สภาพการณ์เช่นนี้แปรเปลี่ยนไปในปี 1968 เมื่อ โอมาร์ ทอร์ริจอส (Omar Torrijos) นายพลสายประชานิยม ทำรัฐประหาร และอนุญาตให้ชนผิวดำและเมสติโซ [เชื้อชาติผสม] ยากจนมีส่วนร่วมในอำนาจได้บ้างภายใต้ระบอบเผด็จการทหารของเขา

          ในปี ๑๙๘๑ ทอร์ริจอสเสียชีวิตในอุบัติเหตุเครื่องบินตก ล่วงมาถึงปี ๑๙๘๓ ผู้นำที่ครองอำนาจไว้ได้คือ มานูเอล นอริเอกา (Manuel Noriega) อาชญากรซึ่งเคยเป็นทหารใต้บังคับบัญชาของทอร์ริจอสและเป็นลูกสมุนของหน่วยข่าวกรองสหรัฐ

          รัฐบาลสหรัฐรู้ว่านอริเอกาพัวพันกับการค้ายาเสพย์ติดมาตั้งแต่ปี ๑๙๗๒ เป็นอย่างน้อย เมื่อรัฐบาลนิกสันเคยคิดที่จะลอบสังหารเขา แต่เขาอยู่ในรายชื่อผู้รับเงินจากซีไอเอ ในปี 1983 คณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐมีข้อสรุปว่า ปานามาเป็นศูนย์กลางใหญ่ในการค้ายาเสพย์ติดและเป็นแหล่งฟอกเงินที่ได้จากการค้ายา

          แต่รัฐบาลสหรัฐยังเห็นประโยชน์ในตัวนอริเอกา ในเดือนพฤษภาคม ๑๙๘๖ ผู้อำนวยการหน่วยปราบปรามยาเสพย์ติดชมเชย "นโยบายต่อต้านการค้ายาเสพย์ติดอย่างแข็งขัน" ของนอริเอกา ปีต่อมา ผู้อำนวยการคนนี้ยัง "ยินดีในความร่วมมือใกล้ชิด" กับนอริเอกา ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เอ็ดวิน มีส (Edwin Meese) ได้สั่งระงับมิให้กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐสอบสวนอาชญากรรมของนอริเอกา ในเดือนสิงหาคม ๑๙๘๗ ญัตติประณามนอริเอกาของวุฒิสมาชิกถูกคัดค้านโดย เอลเลียต อบรามส์ (Elliot Abrams) เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ผู้รับผิดชอบนโยบายของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคอเมริกากลางและปานามา

          กระนั้นก็ตาม ในท้ายที่สุด เมื่อนอริเอกาถูกดำเนินคดีจนได้ในไมอามีในปี ๑๙๘๘ ข้อกล่าวหาทั้งหมด ยกเว้นเพียงข้อเดียว ล้วนพาดพิงถึงพฤติกรรมที่เกิดขึ้น ก่อน ปี 1984 ทั้งสิ้น ในสมัยที่เขายังเป็นลูกสมุนของสหรัฐอเมริกา ช่วยสหรัฐทำสงครามต่อต้านนิคารากัว โกงคะแนนเสียงเลือกตั้งด้วยความเห็นดีเห็นงามจากสหรัฐและรับใช้ผลประโยชน์ของสหรัฐอย่างน่าพึงพอใจ ไม่ใช่ว่าจู่ ๆ ก็ค้นพบว่าเขาเป็นพวกทรชนและเป็นพ่อค้ายาเสพย์ติด เรื่องนี้รู้กันมาตั้งนานแล้ว

          เป็นเรื่องคาดเดาได้ง่ายทีเดียว ดังที่งานศึกษาค้นคว้าหลายต่อหลายชิ้นแสดงให้เห็น ทรราชป่าเถื่อนจะข้ามเส้นจากเพื่อนผู้แสนดี กลายเป็น "ผู้ร้าย" และ "ทรชน" เมื่อเขาเกิดประกอบอาชญากรรมโดยเริ่มมีแนวทางเป็นตัวของตัวเอง ข้อผิดพลาดเหมือนกันประการหนึ่งคือ เมื่อเขาข้ามเส้นจากการปล้นคนยากจน –ซึ่งถือเป็นข้อดี– และเริ่มเข้าแทรกแซงชนชั้นอภิสิทธิ์ ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านจากผู้นำภาคธุรกิจ

          ในช่วงกลางทศวรรษ ๑๙๘๐ นอริเอกาเริ่มมีความผิดในอาชญากรรมดังกล่าว หนึ่งในหลาย ๆ เรื่องคือ ดูเหมือนเขาเริ่มอิดออดในการช่วยสหรัฐทำสงครามคอนทราส์ การที่เขาเริ่มเป็นตัวของตัวเองยังเป็นภัยคุกคามผลประโยชน์ของสหรัฐในคลองปานามาด้วย วันที่ ๑ มกราคม ๑๙๙๐ คือกำหนดที่การบริหารคลองปานามาเกือบทั้งหมดจะต้องโอนถ่ายให้แก่ปานามา การโอนคืนจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในปี ๒๐๐๐ สหรัฐจึงต้องวางหมากให้มั่นใจว่า ปานามาต้องอยู่ในเงื้อมมือของคนที่สหรัฐสามารถควบคุมได้ตั้งแต่ก่อนจะถึงวันนั้น

          เนื่องจากไม่สามารถไว้วางใจว่านอริเอกาจะทำตามคำสั่งต่อไป เขาจึงต้องไปให้พ้นทาง วอชิงตันเริ่มดำเนินการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจซึ่งทำลายเศรษฐกิจอย่างได้ผลจริง ๆ ภาระหนักตกอยู่แก่คนยากไร้ส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่คนผิวขาว ประชาชนเองก็เริ่มเกลียดชังนอริเอกา มีไม่น้อยที่เห็นว่าเขาเป็นตัวต้นเหตุของสงครามเศรษฐกิจ (ซึ่งที่จริงแล้วผิดกฎหมาย ถ้าหากจะมีใครสนใจ) ที่ทำให้เด็ก ๆ ต้องอดอยากยากแค้น

          ถัดมามีการลองทำรัฐประหาร แต่ล้มเหลว และแล้วในเดือนธันวาคม ๑๙๘๙ สหรัฐฉลองการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินและการสิ้นสุดสงครามเย็น โดยการบุกปานามาอย่างซึ่ง ๆ หน้า ฆ่าพลเรือนไปหลายร้อยคนหรืออาจจะหลายพัน (ไม่มีใครรู้ และมีน้อยคนนักที่อยู่ทางเหนือของแม่น้ำริโอกรังด์ ขึ้นมาสนใจไยดีพอที่จะสืบเสาะหาความจริง) การรุกรานครั้งนี้ช่วยฟื้นฟูอำนาจให้แก่ชนชั้นสูงผิวขาวผู้มั่งคั่ง ซึ่งเคยถูกริดรอนอำนาจไปในการรัฐประหารของทอร์ริจอส ทันเวลาพอดีกับได้ตั้งรัฐบาลที่ยอมศิโรราบให้สำหรับการโอนถ่ายการบริหารคลองปานามาในวันที่ ๑ มกราคม ๑๙๙๐ (ดังที่มีการตั้งข้อสังเกตกันในหนังสือพิมพ์ฝ่ายขวาของยุโรป)

          ตลอดความเป็นไปทั้งหมดนี้ สื่อมวลชนสหรัฐเดินตามการชี้นำของวอชิงตันต้อย ๆ ปลุกปั้นหาผู้ร้ายขึ้นมาตามกระแสความต้องการ การกระทำที่เคยผ่อนผันให้กลับกลายเป็นอาชญากรรม ยกตัวอย่างเช่น ในปี 1984 การเลือกตั้งประธานาธิบดีของปานามา ผู้ได้รับชัยชนะคือ อาร์นุลโฟ อารีอัส (Arnulfo Arias) แต่นอริเอกาโกงการเลือกตั้งครั้งนั้น โดยอาศัยความรุนแรงและเล่ห์เหลี่ยมมากพอดู

          แต่ตอนนั้นนอริเอกายังมิได้แข็งข้อ เขายังเป็นคนของสหรัฐในปานามา ส่วนพรรคของอารีอัสถูกมองว่ามีองค์ประกอบล่อแหลมเป็น "ลัทธิชาตินิยมสุดขั้ว" รัฐบาลเรแกนจึงปรบมือให้แก่ความรุนแรงและการฉ้อโกง และส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จอร์จ ชูลทซ์ ไปเพื่อให้ความชอบธรรมแก่การเลือกตั้งที่โกงมา และยกย่องชมเชย "ประชาธิปไตย" ในแบบฉบับของนอริเอกาว่าเป็นแบบอย่างที่แซนดินิสต้าซึ่งเห็นผิดเป็นชอบควรเจริญรอยตาม

          พันธมิตรที่จับมือกันระหว่างวอชิงตันกับสื่อมวลชนและหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ต่างสงบปากคำไม่วิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งอันฉ้อฉลครั้งนั้น แต่กับการเลือกตั้งของแซนดินิสต้าในปีเดียวกันที่มีอิสระและขาวสะอาดมากกว่า กลับถูกกล่าวหาว่าไม่มีคุณค่าแม้แต่น้อย เพียงเพราะสหรัฐควบคุมมันไม่ได้

          ในเดือนพฤษภาคม ๑๙๘๙ นอริเอกาโกงการเลือกตั้งอีกครั้ง คราวนี้จากตัวแทนของฝ่ายค้านในภาคธุรกิจ คือ กิลเลอร์โม เอนดารา (Guillermo Endara) นอริเอกาใช้ความรุนแรงน้อยกว่าในปี 1984 ทว่ารัฐบาลเรแกนส่งสัญญาณออกมาแล้วว่าขอกลับลำต่อต้านนอริเอกา สื่อมวลชนรีบเดินตามบทที่คาดเดาได้ล่วงหน้า สื่อต่าง ๆ พากันโหมประโคมแสดงอาการเกรี้ยวกราดกับการที่นอริเอกาไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานประชาธิปไตยอันสูงส่งของสหรัฐ

          สื่อมวลชนเริ่มประณามการฝ่าฝืนสิทธิมนุษยชนกันอย่างครึกโครม ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยแยแสสนใจเลยแม้แต่น้อย กว่าจะถึงเวลาที่สหรัฐบุกปานามาในเดือนธันวาคม ๑๙๘๙ สื่อมวลชนได้สร้างภาพนอริเอกาเป็นปิศาจร้าย วาดภาพจนเขากลายเป็นอสุรกายที่ชั่วช้าที่สุดนับตั้งแต่สมัยอัตติลาชาวฮั่น (โดยพื้นฐานแล้ว นี่คือการฉายซ้ำภาพอสุรกายของกาดดาฟีแห่งลิเบีย) เทด คอปเปล (Ted Koppel) แสดงสุนทรพจน์ว่า "นอริเอกาคือหนึ่งในเผ่าพันธุ์พิเศษที่เป็นผู้ร้ายระดับสากล พวกคนอย่างกาดดาฟี อีดี้ อามิน และ อยาตุลเลาะห์ โคไมนี คือคนที่ชาวอเมริกันพอใจจะเกลียดชัง" แดน ราเธอร์ (Dan Rather) จัดนอริเอกาอยู่ใน "รายชื่ออันดับต้น ๆ ของนักค้ายาเสพย์ติดและทรชนระดับโลก" อันที่จริง นอริเอกาเป็นแค่อันธพาลระดับกระจอกมาก และเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่อยู่ในรายชื่อรับเงินจากซีไอเอแล้ว

          ตัวอย่างเช่น ในปี ๑๙๘๘Americas Watch พิมพ์รายงานว่าด้วยปัญหาสิทธิมนุษยชนในปานามา โดยให้ภาพที่ไม่ค่อยสวยงามนัก แต่ดังที่รายงานนี้ รวมทั้งงานวิจัยค้นคว้าอื่น ๆ แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัด สถิติของปัญหาสิทธิมนุษยชนในยุคของนอริเอกามิอาจเปรียบได้เลยกับลูกสมุนของสหรัฐคนอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ และสถิติดังกล่าวก็ไม่ได้แย่ลงไปจากสมัยที่นอริเอกายังเป็นคนโปรดที่ปฏิบัติตามคำสั่งของสหรัฐอยู่

          ดูฮอนดูรัสเป็นอาทิ แม้ว่าฮอนดูรัสไม่ใช่รัฐที่มีลัทธิภัยสยองนองเลือดอย่างในเอลซัลวาดอร์หรือกัวเตมาลา การฝ่าฝืนสิทธิมนุษยชนยังนับว่าเลวร้ายกว่าในปานามา ที่จริงแล้ว มีหน่วยรบที่ซีไอเอเป็นผู้ฝึกสอนอยู่หน่วยหนึ่งในฮอนดูรัส เฉพาะหน่วยรบนี้หน่วยเดียวก็ปฏิบัติการป่าเถื่อนมากกว่านอริเอกาเสียอีก

          หรือลองพิจารณาบรรดาเผด็จการที่สหรัฐหนุนหลัง เช่น ทรูจิลโลในสาธารณรัฐโดมินิกัน โซโมซาในนิคารากัว มาร์คอสในฟิลิปปินส์ ดูวาลิเอร์ในไฮติ และเหล่าทรชนในภูมิภาคอเมริกากลางตลอดทศวรรษ ๑๙๘๐ พวกนี้ล้วนแล้วแต่ทมิฬหินชาติยิ่งกว่านอริเอกามากมายนัก แต่สหรัฐอเมริกากลับสนับสนุนคนเหล่านี้อย่างแข็งขัน ตลอดเวลาหลายทศวรรษของความโหดร้ายทารุณที่ขนพองสยองเกล้าที่สุด ตราบที่ผลกำไรยังไหลมาเทมาจากประเทศเหล่านี้เข้ากระเป๋าของสหรัฐ รัฐบาลของจอร์จ บุช ยังคงให้เกียรติแก่โมบูตู เชาเชสคู และซัดดัม ฮุสเซน ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นอาชญากรที่ร้ายยิ่งกว่านอริเอกามาก แม้แต่ซูฮาร์โตแห่งอินโดนีเซีย ที่กล่าวได้ว่าเป็นนักฆ่าที่ร้ายกาจที่สุดในบรรดาทั้งหมด ก็ยังเป็นแค่ "สายกลาง" ในสายตาของวอชิงตันและสื่อมวลชน

          ความจริงก็คือ ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่สหรัฐบุกปานามา เพราะไม่พอใจต่อการฝ่าฝืนสิทธิมนุษยชนของนอริเอกา รัฐบาลของประธานาธิบดีบุชประกาศขายเทคโนโลยีขั้นสูงครั้งใหม่แก่จีน เมื่อเห็นว่าเงิน ๓๐๐ ล้านดอลลาร์ในธุรกิจของบริษัทสหรัฐกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง และความสัมพันธ์ครั้งนี้มีขึ้นอย่างลับ ๆ เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังการสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน

          ในวันเดียวกัน คือวันที่บุกปานามา ทำเนียบขาวยังประกาศแผนการ (และเร่งดำเนินการไม่นานหลังจากนั้น) ที่จะยกเลิกคำสั่งห้ามให้เงินกู้แก่อิรัก กระทรวงการต่างประเทศอธิบายอย่างหน้าตาเฉยว่า ที่ทำเช่นนี้เพื่อบรรลุ "เป้าหมายในการเพิ่มสินค้าส่งออกของสหรัฐ และช่วยให้เรามีสถานภาพดีขึ้นในการต่อรองกับอิรักเกี่ยวกับปัญหาสิทธิมนุษยชน…"

          กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการด้วยท่าทีเช่นนี้ต่อไป ในขณะที่ประธานาธิบดีบุชเพิกเฉยต่อคำคัดค้านของฝ่ายประชาธิปไตยชาวอิรัก (นายธนาคาร ผู้เชี่ยวชาญ ฯลฯ) และขัดขวางความพยายามของสภาคองเกรสที่จะประณามอาชญากรรมป่าเถื่อนของซัดดัม ฮุสเซนผู้เป็นสหายเก่า หากเปรียบกับคู่หูของประธานาธิบดีบุชในแบกแดดและปักกิ่งแล้ว นอริเอกาก็เปรียบเสมือนแม่ชีเทเรซาเลยทีเดียว

          หลังการรุกราน ประธานาธิบดีบุชประกาศให้เงินช่วยเหลือหนึ่งพันล้านดอลลาร์แก่ปานามา ในจำนวนนี้ เงิน ๔๐๐ ล้านดอลลาร์เป็นเงินอัดฉีดให้ธุรกิจสหรัฐส่งสินค้าออกให้แก่ปานามา 150 ล้านดอลลาร์เพื่อจ่ายหนี้ธนาคาร และ ๖๕ ล้านดอลลาร์เป็นเงินให้กู้แก่ภาคธุรกิจเอกชนและเงินประกันแก่นักลงทุนสหรัฐ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ เกือบครึ่งหนึ่งของเงินช่วยเหลือคือเงินจากผู้เสียภาษีชาวอเมริกันที่ต้องไปถวายให้แก่ภาคธุรกิจของอเมริกัน

          สหรัฐอเมริกาเชิญนายธนาคารทั้งหลายกลับขึ้นสู่อำนาจภายหลังจากการรุกราน พฤติกรรมของนอริเอกาที่มีส่วนพัวพันกับการค้ายาเสพย์ติด ยังนับเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วถ้าเอามาเปรียบกับนายธนาคารเหล่านี้ โดยรากเหง้าแล้ว การค้ายาเสพย์ติดในปานามากระทำโดยธนาคารทั้งหลายเสมอมา ระบบธนาคารไม่มีกฎหมายบังคับควบคุมเลย ฉะนั้น จึงย่อมเป็นช่องทางในการฟอกเงินจากอาชญากรรม นี่คือรากฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างจอมปลอมของปานามา และยังคงเป็นเช่นนั้นหลังการรุกราน อาจในระดับที่สูงขึ้นด้วยซ้ำ นอกจากนี้ กองกำลังพิทักษ์ชาติของปานามาได้รับการปรับโครงสร้างใหม่โดยใช้เจ้าหน้าที่ชุดเดิมเกือบทั้งหมด

          กล่าวโดยสรุป ทุกอย่างก็เหมือนเดิมนั่นแหละ เพียงแต่ตอนนี้มีสมุนรับใช้ที่ไว้ใจได้มากกว่าเดิมอยู่ในอำนาจ (กรณีเดียวกันนี้ก็เหมือนกับในเกรนาดา ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญในการฟอกเงินจากการค้ายาเสพย์ติดนับตั้งแต่ถูกสหรัฐรุกราน นิคารากัวก็เช่นกัน หลังจากชัยชนะของวอชิงตันในการเลือกตั้งปี 1990 นิคารากัวกลายเป็นช่องทางสำคัญในการขนถ่ายยาเสพย์ติดไปยังตลาดสหรัฐ แบบแผนเหล่านี้มีความเป็นไปเหมือนกันหมด พอ ๆ กับที่ไม่มีใครสังเกตเห็นเลย)

ฉีดยาให้เอเชียอาคเนย์

 

งครามของสหรัฐในอินโดจีนจัดอยู่ในรูปแบบเดียวกันนี้เป็นส่วนใหญ่ ในปี ๑๙๔๘ กระทรวงการต่างประเทศตระหนักชัดเจนทีเดียวว่าเวียดมินห์ ขบวนการต่อต้านฝรั่งเศสที่นำโดยโฮจิมินห์ คือขบวนการชาตินิยมเวียดนาม แต่เวียดมินห์ไม่ยอมโอนอำนาจปกครองให้รัฐบาลเผด็จการท้องถิ่น หากนิยมการพัฒนาที่เป็นเอกเทศและเพิกเฉยต่อผลประโยชน์ของนักลงทุนต่างชาติ

          มีความกลัวว่าขบวนการเวียดมินห์อาจประสบความสำเร็จ ในกรณีเช่นนี้ "ความเน่าเหม็นจะแพร่กระจายออกไป" และ "เชื้อไวรัส" จะ "ระบาด" ใส่ทั้งภูมิภาค นี่ว่าตามภาษาที่พวกนักวางแผนใช้กันปีแล้วปีเล่า (นอกจากคนบ้าและปัญญาอ่อนไม่กี่คนแล้ว ไม่มีใครกลัวว่าเวียดมินห์จะได้ชัยชนะหรอก สิ่งที่พวกเขากลัวก็คือตัวอย่างในด้านดีของการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จต่างหาก)

          คุณจะทำอย่างไรเมื่อเจอไวรัส? ขั้นแรก คุณต้องทำลายมันทิ้ง จากนั้นคุณก็ฉีดวัคซีนให้เหยื่อที่อาจติดเชื้อได้ เพื่อมิให้เชื้อโรคแพร่ระบาดออกไป นั่นคือพื้นฐานยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาในโลกที่สาม

          ถ้าเป็นไปได้ ย่อมเป็นการดีกว่าถ้าให้กองทัพของประเทศท้องถิ่นทำลายไวรัสให้คุณ ถ้าพวกเขาทำไม่ได้ คุณก็ต้องเคลื่อนกำลังพลของคุณเองเข้าไป วิธีหลังนี้เสียค่าใช้จ่ายสูงกว่า และน่าเกลียดกว่าด้วย แต่บางครั้งคุณก็จำต้องทำ เวียดนามคือหนึ่งในประเทศที่สหรัฐต้องทำเช่นว่านี้

          ตลอดมาจนถึงปลายทศวรรษ ๑๙๖๐ สหรัฐอเมริกาขัดขวางความพยายามทุกอย่างที่จะหาข้อยุติทางการเมืองแก่ความขัดแย้งครั้งนี้ แม้กระทั่งความพยายามที่มาจากนายทหารของไซ่ง่อน ถ้าหากมีข้อยุติทางการเมืองเกิดขึ้น ก็อาจมีความก้าวหน้าที่นำไปสู่การพัฒนาที่ประสบความสำเร็จนอกเหนืออิทธิพลของสหรัฐ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ยอมไม่ได้

          สหรัฐจึงจัดตั้งรัฐสยองตามแบบลาตินอเมริกาขึ้นมาในเวียดนามใต้แทน ก่อกวนการเลือกตั้งเสรีที่มีเพียงไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์ของลาว เพราะฝ่ายที่สหรัฐไม่ชอบดันชนะการเลือกตั้ง และขัดขวางการเลือกตั้งในเวียดนาม เพราะเห็นได้ชัดว่าฝ่ายที่สหรัฐไม่ชอบทำท่าจะชนะเหมือนกัน

          รัฐบาลเคนเนดีค่อย ๆ ทวีความรุนแรงในการโจมตีเวียดนาม จากรัฐที่ข่มขู่ภัยสยองแก่ประชาชนไปจนถึงการรุกรานซึ่ง ๆ หน้า ประธานาธิบดีจอห์นสันส่งกองกำลังขนาดใหญ่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาโจมตีเวียดนามใต้ และขยายสงครามไปทั่วทั้งอินโดจีน นั่นเป็นการทำลายไวรัสลงได้ อินโดจีนคงจะโชคดีมากหากฟื้นตัวขึ้นมาได้ในรอบร้อยปี

          ในขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังขุดรากถอนโคนเชื้อโรคการพัฒนาโดยเอกเทศที่ต้นตอในเวียดนาม สหรัฐยังป้องกันการระบาดของเชื้อโรค โดยสนับสนุนการขึ้นสู่อำนาจของซูฮาร์โตในอินโดนีเซียในปี ๑๙๖๕ หนุนหลังการโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยของฟิลิปปินส์โดย เฟอร์ดินานด์ มาร์คอส ในปี ๑๙๗๒ สนับสนุนการใช้กฎอัยการศึกในเกาหลีใต้และประเทศไทย ฯลฯ

          การรัฐประหารของซูฮาร์โตในปี ๑๙๖๕ ในอินโดนีเซีย เป็นที่ยินดีแก่โลกตะวันตกเป็นพิเศษ เพราะซูฮาร์โตทำลายพรรคการเมืองที่มีฐานมวลชนเพียงพรรคเดียวในประเทศนั้น รวมถึงสังหารประชาชนไปประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คน ในชั่วเวลาไม่กี่เดือน ส่วนใหญ่เป็นชาวนาไร้ที่ดิน นี่คือ "แสงสว่างรำไรในเอเชีย" ดังที่นักคิดคนสำคัญของหนังสือพิมพ์ นิวยอร์คไทมส์ เจมส์ เรสตัน (James Reston) แซ่ซ้อง พร้อมกับยืนยันแก่ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ของเขาว่า สหรัฐอเมริกามีส่วนในชัยชนะครั้งนี้

          โลกตะวันตกยินดียิ่งที่จะทำธุรกิจกับผู้นำ "สายกลาง" คนใหม่ของอินโดนีเซีย ดังที่ Christian Science Monitor บรรยายถึงนายพลซูฮาร์โตไว้ หลังจากที่เขาล้างเลือดที่เปื้อนเปรอะมือออกบ้างแล้ว ในขณะเดียวกันก็สะสมศพอีกหลายแสนซากในติมอร์ตะวันออกและที่อื่น ๆ ฆาตกรมวลชนที่น่าตะลึงพรึงเพริดผู้นี้ "มีหัวใจเมตตา" หนังสือพิมพ์ อีโคโนมิสต์ ของลอนดอนยืนยันแก่เรา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงหมายถึงหัวใจที่เขามีต่อบรรษัทของตะวันตก

          หลังจากสงครามเวียดนามสิ้นสุดลงในปี ๑๙๗๕ เป้าหมายทางนโยบายที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา คือคงความกดดันและความทุกข์ยากให้อยู่ในระดับสูงสุดในประเทศที่ย่อยยับเพราะความรุนแรงครั้งนี้ ระดับของความโหดเหี้ยมออกจะน่าตกใจทีเดียว

          เมื่อชาวคริสต์นิกายเมนนอนไนต์พยายามส่งดินสอไปให้กัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศพยายามหยุดยั้งพวกเขา เมื่อ Oxfam พยายามส่งเครื่องสูบน้ำพลังแสงอาทิตย์ไปสิบตัว ก็ต้องเจอกับปฏิกิริยาแบบเดียวกัน เช่นเดียวกับเมื่อกลุ่มทางศาสนาพยายามส่งพลั่วไปให้ลาว เพื่อขุดลูกระเบิดด้าน ที่การทิ้งระเบิดของสหรัฐอเมริกาเหลือไว้ให้ดูต่างหน้า

          เมื่ออินเดียพยายามส่งควาย ๑๐๐ ตัวไปให้เวียดนาม เพื่อทดแทนควายจำนวนมากที่ล้มตายไปเพราะการโจมตีของอเมริกัน และโปรดจำไว้ด้วยว่า ในประเทศเกษตรกรรมแบบโบราณนี้ ควายหมายถึงปุ๋ย เครื่องไถนา ความอยู่รอด สหรัฐอเมริกาขู่จะตัดความช่วยเหลือในโครงการอาหารเพื่อสันติภาพ (นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ออร์เวล น่าจะชื่นชอบ) ไม่มีความโหดเหี้ยมแบบไหนจะอำมหิตเกินไปสำหรับพวกกระหายเลือดในวอชิงตัน ส่วนชนชั้นที่มีการศึกษาทั้งหลายรู้ดีพอที่จะทำเป็นเสมองไปทางอื่น

          เพื่อรีดเลือดจากเวียดนาม สหรัฐจึงสนับสนุนเขมรแดงทางอ้อม โดยอาศัยประเทศพันธมิตร คือจีนและไทย ชาวกัมพูชาต้องจ่ายราคาด้วยเลือด เพื่อให้สหรัฐมั่นใจว่าจะไม่มีการฟื้นฟูประเทศในเวียดนาม ชาวเวียดนามต้องถูกลงทัณฑ์เพราะบังอาจขัดขวางความรุนแรงของสหรัฐอเมริกา

          ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ทุก ๆ คนพูด ไม่ว่าฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา แท้ที่จริง สหรัฐอเมริกาบรรลุวัตถุประสงค์หลักของมันในอินโดจีน เวียดนามถูกทำลายยับเยิน ไม่มีความเสี่ยงเหลืออยู่ว่าจะเกิดการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จขึ้นที่นั่น ให้เป็นตัวอย่างแก่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน

          แน่นอน สำหรับสหรัฐอเมริกา นั่นไม่ใช่ชัยชนะโดยสิ้นเชิง เป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้นคือการรวมอินโดจีนเข้าอยู่ในระบบโลกที่สหรัฐครอบงำ และนั่นยังไม่บรรลุผลสำเร็จ

          แต่เป้าหมายโดยพื้นฐาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ เป็นตัวชี้เป็นชี้ตายที่แท้จริง คือการทำลายไวรัส สหรัฐประสบความสำเร็จในแง่นี้ เวียดนามพิกลพิการไปแล้ว และสหรัฐพยายามทำทุกอย่างให้เวียดนามเป็นเช่นนั้นต่อไป ในเดือนตุลาคม ๑๙๙๑ อีกครั้งที่สหรัฐใช้อำนาจยับยั้งเสียงคัดค้านจากประเทศพันธมิตรในยุโรปและญี่ปุ่น และต่ออายุการสั่งห้ามทำการค้าและการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเวียดนามต่อไป โลกที่สามต้องเรียนรู้ว่ามิว่าใครจงอย่าบังอาจเงยหน้าขึ้นมา ตำรวจโลกผู้นี้จะตามรังควานอย่างไม่มีบันยะบันยัง หากพวกเขาประกอบอาชญากรรมต้องห้ามนี้

สงครามอ่าวเปอร์เซีย

 

งครามอ่าวเปอร์เซียเป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นแนวทางปฏิบัติอย่างเดียวกัน ดังที่เราจะเห็นได้ชัดเจน หากเลิกม่านบังตาของการโฆษณาชวนเชื่อขึ้น

          เมื่ออิรักรุกรานคูเวตในเดือนสิงหาคม ๑๙๙๐ สภาความมั่นคงของสหประชาชาติประณามอิรักทันทีและดำเนินการคว่ำบาตรอย่างดุเดือด เหตุไฉนสหประชาชาติจึงมีปฏิกิริยาตอบโต้ฉับพลันและหนักแน่นอย่างไม่เคยมีมาก่อน? พันธมิตรระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับสื่อมวลชนมีคำตอบให้ตามแบบฉบับ

          ประการแรก พวกเขาบอกเราว่าความก้าวร้าวของอิรักเป็นอาชญากรรมขั้นอุกฤษฏ์ เพราะฉะนั้นจึงสมควรได้รับการตอบโต้อย่างรุนแรงเป็นพิเศษ "อเมริกามีจุดยืนอย่างที่เคยมีเสมอมา คือต่อต้านความรุนแรง ต่อต้านคนที่ใช้กำลังแทนกฎหมาย" นี่คือถ้อยคำที่เราได้ยินจากปากประธานาธิบดีบุช ผู้รุกรานปานามา และเป็นระดับผู้นำรัฐบาลคนเดียวที่ถูกศาลโลกประณาม "การใช้กำลังอย่างผิดกฎหมาย" (ในคดีที่ศาลโลกประณามการโจมตีของสหรัฐต่อนิคารากัว) สื่อมวลชนและชนชั้นผู้มีการศึกษารีบท่องตามคาถาที่ท่านผู้นำร่ายออกมาอย่างเคร่งครัด ศิโรราบด้วยความยำเกรงในหลักการอันสูงส่งเลิศลอยของเขา

          ประการที่สอง สื่อมวลชนผู้ทรงอิทธิพลเหล่านี้ต่างป่าวร้องเป็นเพลงสดุดีว่า บัดนี้ ในที่สุด สหประชาชาติได้ทำหน้าที่บรรลุตามวัตถุประสงค์ของมันแล้ว พวกเขาอ้างว่าภารกิจนี้เป็นไปไม่ได้ในยุคสงครามเย็น ในสมัยนั้นสหประชาชาติถูกลดทอนประสิทธิภาพเพราะการขัดขวางของโซเวียต และคำปราศรัยโวยวายต่อต้านตะวันตกของโลกที่สาม

          คำกล่าวอ้างเหล่านี้ไม่มีสักข้อใดสามารถสอบผ่านการพินิจพิเคราะห์เพียงชั่วพริบตาได้ สหรัฐอเมริกาไม่ได้เชิดชูหลักการสูงส่งอะไรในอ่าวเปอร์เซีย รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ด้วย เหตุผลที่เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ซัดดัม ฮุสเซน อย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เพราะความก้าวร้าวอย่างป่าเถื่อนของเขา แต่เป็นเพราะเขาก้าวพลาดไปต่างหาก

          ซัดดัม ฮุสเซน คือผู้ร้ายใจอำมหิต เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ก่อนสงครามอ่าวเปอร์เซียแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นมิตรของสหรัฐและเป็นคู่ค้าคนโปรด การรุกรานคูเวตเป็นความป่าเถื่อนแน่นอน แต่ก็อยู่ในขอบเขตเดียวกับอาชญากรรมคล้าย ๆ กันมากมายหลายครั้งที่กระทำโดยสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร ยังไม่เลวร้ายเท่าบางเหตุการณ์ด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่อินโดนีเซียรุกรานและผนวกดินแดนติมอร์ตะวันออก ซึ่งเกือบจะเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทีเดียว โดยได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากสหรัฐและพันธมิตร ประมาณว่าหนึ่งในสี่ของประชากร ๗๐๐,๐๐๐ คนถูกฆ่าทิ้ง เป็นการสังหารหมู่ที่เทียบสัดส่วนกับจำนวนประชากรแล้ว ยังมากกว่าพลพตในช่วงเวลาเดียวกันเสียอีก

          เอกอัครราชทูตประจำสหประชาชาติของสหรัฐในขณะนั้น (และต่อมาเป็นวุฒิสมาชิกจากนิวยอร์ค) คือ แดเนียล มอยนิแฮน (Daniel Moynihan) อธิบายถึงความสำเร็จของเขาในสหประชาชาติเกี่ยวกับปัญหาติมอร์ตะวันออกว่า: "สหรัฐอเมริกามีความประสงค์ให้เหตุการณ์เป็นไปอย่างที่เป็นอยู่ และลงมือให้สัมฤทธิ์ผลเช่นนั้น กระทรวงการต่างประเทศมีความต้องการให้สหประชาชาติไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิงในมาตรการใด ๆ ก็ตามที่พยายามดำเนินการ ภารกิจนี้มอบหมายแก่ผม และผมได้ปฏิบัติลุล่วงไปด้วยความสำเร็จที่มิใช่เล็กน้อยเลย"

          รัฐมนตรีต่างประเทศของออสเตรเลียอ้างความชอบธรรม ในกรณีที่ประเทศของเขาให้การรับรองการรุกรานและผนวกดินแดนติมอร์ตะวันออก (รวมทั้งการที่ออสเตรเลียร่วมมือกับอินโดนีเซียปล้นแหล่งน้ำมันอันอุดมสมบูรณ์ของติมอร์ด้วย) โดยกล่าวง่าย ๆ ว่า "โลกนี้คือสถานที่ที่ไม่ยุติธรรมอยู่แล้ว เต็มไปด้วยตัวอย่างของการยึดครองด้วยกำลัง" เมื่ออิรักบุกคูเวต รัฐบาลของเขากลับออกแถลงการณ์อย่างสวยหรูว่า "ประเทศใหญ่ ๆ ไม่ควรรุกรานประเทศเพื่อนบ้านเล็ก ๆ และลอยนวลไป" ไม่ว่าการเสียดสีเจ็บแสบแค่ไหนก็ไม่เคยทำให้นักศีลธรรมชาวตะวันตกสะดุ้งสะเทือนได้

          ส่วนที่ว่าในที่สุด สหประชาชาติได้ดำเนินบทบาทตามวัตถุประสงค์ที่ก่อตั้งขึ้นมานั้น ข้อเท็จจริงเห็นกันอยู่ทนโท่ แท้ที่จริง สหประชาชาติถูกขัดขวางโดยบรรดาองครักษ์พิทักษ์ความถูกต้องทางการเมือง ซึ่งควบคุมการแสดงบทบาทด้วยกำปั้นเหล็กต่างหาก เป็นเวลาหลายปี สหประชาชาติถูกขัดขวางจากเหล่ามหาอำนาจ โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับหนึ่ง ไม่ใช่สหภาพโซเวียตหรือโลกที่สามเลย นับตั้งแต่ปี ๑๙๗๐ สหรัฐอเมริกาใช้สิทธิ์ยับยั้งมติของสภาความมั่นคงมากกว่าประเทศอื่นใด (อังกฤษตามมาเป็นอันดับสอง ฝรั่งเศสตามมาห่าง ๆ เป็นที่สาม ส่วนสหภาพโซเวียตเป็นที่สี่)

          สถิติของสหรัฐในที่ประชุมสมัชชาใหญ่ของสหประชาชาติก็ครือกัน และ "คำปราศรัยโวยวายต่อต้านตะวันตก" ของโลกที่สาม ส่วนใหญ่คือเสียงเรียกร้องให้ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นแค่อุปสรรคอันจ้อยร่อยน่าเวทนาที่คอยกีดขวางการปล้นฆ่าของมหาอำนาจ

          สหประชาชาติสามารถตอบโต้ความก้าวร้าวของอิรักได้ก็เพราะ ครั้งนี้เท่านั้น ที่สหรัฐอเมริกายินยอม ความดุดันอย่างไม่เคยมีมาก่อนของสหประชาชาติในการประกาศคว่ำบาตรอิรัก เป็นผลมาจากการกดดันและข่มขู่อย่างรุนแรงจากสหรัฐอเมริกา การคว่ำบาตรครั้งนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จเป็นพิเศษ ทั้งเพราะความเข้มงวดดุดัน และเพราะตัวการใหญ่ที่ชอบก่อกวนการคว่ำบาตร คือสหรัฐอเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศส คราวนี้กลับลำหันมาปฏิบัติตามโดยดี

          แต่แม้กระทั่งหลังจากยินยอมให้มีการคว่ำบาตรแล้ว สหรัฐอเมริการีบเคลื่อนไหวเพื่อปิดตายหนทางทางการทูตทันที โดยส่งกำลังทางทหารขนาดใหญ่ไปที่อ่าวเปอร์เซีย มีอังกฤษให้ความร่วมมือ และได้รับการหนุนหลังจากบรรดาราชวงศ์เผด็จการที่ปกครองประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย โดยที่ประเทศอื่น ๆ มีส่วนร่วมเพียงน้อยนิดเท่านั้น

          กองกำลังสำหรับการข่มขู่ที่มีขนาดเล็กกว่านี้ สามารถตั้งมั่นอยู่ในฐานได้นานพอให้การคว่ำบาตรเกิดประสิทธิผลที่สำคัญขึ้น แต่กองทัพขนาดครึ่งล้านทำเช่นนั้นไม่ได้ จุดประสงค์ของการเพิ่มกำลังทหารอย่างรวดเร็ว ก็เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อิรักอาจถูกบีบให้ถอนทัพจากคูเวตโดยสันติวิธี

          ทำไมการยุติปัญหาด้วยวิถีทางทางการทูตจึงไม่เป็นที่พึงพอใจ? ภายในสองสามสัปดาห์หลังการรุกรานคูเวตเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม เค้าโครงพื้นฐานสำหรับข้อยุติทางการเมืองที่อาจเป็นไปได้จึงเด่นชัดออกมา มติของสภาความมั่นคงที่ ๖๖๐ เรียกร้องให้อิรักถอยทัพจากคูเวต พร้อมกับเรียกร้องให้มีการเจรจาปัญหาเรื่องเส้นพรมแดนในเวลาเดียวกันด้วย ในกลางเดือนสิงหาคม สภาความมั่นคงแห่งชาติพิจารณาข้อเสนอของอิรักที่จะถอนทหารจากคูเวตในเงื่อนไขดังกล่าว

          ดูเหมือนมีอยู่สองประเด็นที่สำคัญ ประเด็นแรก คือทางออกสู่อ่าวเปอร์เซียของอิรัก ซึ่งในยุคจักรวรรดินิยม อังกฤษได้มอบหมายสิทธิการเช่าหรือการควบคุมอย่างอื่นเหนือพื้นที่ชายเลนร้างสองแห่งแก่คูเวต (อันทำให้อิรักถูกปิดทางออกสู่ทะเลโดยสิ้นเชิง) ประเด็นที่สอง คือข้อยุติต่อความขัดแย้งเหนือพื้นที่บ่อน้ำมันที่กินอาณาบริเวณสองไมล์เข้าไปในดินแดนของคูเวต ซึ่งยังหาข้อยุติเรื่องพรมแดนไม่ได้

          สหรัฐอเมริกาบอกปัดข้อเสนอหรือการเจรจาต่อรองใด ๆ โดยสิ้นเชิง ในวันที่ ๒๒ สิงหาคม โดยที่ไม่ยอมเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการริเริ่มทางการทูตของฝ่ายอิรัก (ซึ่ง นิวยอร์คไทมส์ ทราบแน่นอน) นิวยอร์คไทมส์ รายงานว่า รัฐบาลประธานาธิบดีบุชมีเจตนาที่จะสกัดกั้น "ช่องทางทางการทูต" ด้วยเกรงว่ามันอาจจะ "คลี่คลายวิกฤตการณ์" ไปในลักษณะนี้ (ส่วนข้อเท็จจริงเบื้องต้นได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่อีกสัปดาห์ต่อมา ในหนังสือพิมพ์รายวัน นิวส์เดย์ ของลองไอส์แลนด์ ทว่าสื่อมวลชนส่วนใหญ่ปิดปากเงียบกันหมด)

          ข้อเสนอครั้งสุดท้ายเท่าที่ทราบก่อนการเปิดฉากทิ้งระเบิด เล็ดลอดออกมาจากเจ้าหน้าที่สหรัฐในวันที่ ๒ มกราคม ๑๙๙๑ ซึ่งเรียกร้องให้อิรักถอนทหารทั้งหมดออกจากคูเวต ข้อเสนอครั้งนี้ไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับเรื่องพรมแดนอีก แต่อยู่ในบริบทของข้อตกลงที่ไม่ได้ระบุชัดเกี่ยวกับประเด็นปัญหา "เชื่อมโยง" อื่น ๆ นั่นคือ อาวุธเพื่อการทำลายล้างในภูมิภาคนี้และความขัดแย้งอิสราเอล–อาหรับ

          ประเด็นหลังครอบคลุมถึงการที่อิสราเอลเข้ายึดครองภาคใต้ของเลบานอนอย่างผิดกฎหมาย โดยฝ่าฝืนมติสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ ๔๒๕ เมื่อเดือนมีนาคม ๑๙๗๘ ซึ่งเรียกร้องให้อิสราเอลถอนทหารจากดินแดนที่รุกรานทันทีและโดยไม่มีเงื่อนไข ปฏิกิริยาของสหรัฐคือจะไม่มีการเจรจาทางการทูตใด ๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นหนังสือพิมพ์ นิวสเดย์ แล้ว สื่อมวลชนพากันปกปิดข้อเท็จจริงนี้ พลางป่าวร้องสรรเสริญจริยธรรมอันสูงส่งของประธานาธิบดีบุช

          สหรัฐอเมริกาปฏิเสธที่จะพิจารณาประเด็นปัญหาที่ "เชื่อมโยง" ใด ๆ เพราะสหรัฐคัดค้านการดำเนินการทางการทูตเกี่ยวกับประเด็นที่ "เชื่อมโยง" ทั้งหมด ข้อนี้เห็นได้ชัดเจนตั้งแต่หลายเดือนก่อนที่อิรักจะบุกคูเวต เมื่อสหรัฐอเมริกาปฏิเสธข้อเสนอของอิรักที่ขอเจรจาต่อรองเรื่องอาวุธทำลายล้าง ในข้อเสนอนั้น อิรักเสนอที่จะทำลายอาวุธทางเคมีและชีวภาพดังกล่าวทั้งหมด หากประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคยินยอมทำลายอาวุธเพื่อการทำลายล้างประเภทนี้ด้วยเช่นกัน

          ในตอนนั้น ซัดดัม ฮุสเซนยังเป็นเพื่อนและพันธมิตรของประธานาธิบดีบุช ดังนั้น เขาจึงได้รับคำตอบบ้าง ซึ่งสอนให้เรารู้อะไรหลายอย่าง วอชิงตันกล่าวว่ายินดีกับข้อเสนอของอิรักที่จะทำลายอาวุธของตนเอง แต่ไม่ต้องการให้เรื่องนี้เชื่อมโยงกับ "ประเด็นหรือระบบอาวุธอื่น ๆ"

          ไม่มีการกล่าวอธิบายถึง "ระบบอาวุธอื่น ๆ" และเรื่องนี้มีเหตุผลเบื้องหลัง อิสราเอลไม่เพียงแต่อาจจะมีอาวุธทางเคมีและชีวภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นประเทศเดียวในตะวันออกกลางที่มีอาวุธนิวเคลียร์ (อาจมีถึงประมาณ ๒๐๐ ลูก) ทว่า "อาวุธนิวเคลียร์ของอิสราเอล" เป็นวลีที่ห้ามเขียนหรือกล่าวออกมาจากปากของเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐคนใด วลีนี้อาจก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า ทำไมความช่วยเหลือที่มีต่ออิสราเอลทั้งหมดจึงไม่ผิดกฎหมาย ในเมื่อรัฐบัญญัติว่าด้วยความช่วยเหลือต่อต่างประเทศนับตั้งแต่ปี ๑๙๗๗ เป็นต้นมา ห้ามมิให้สนับสนุนเงินทุนแก่ประเทศใด ๆ ที่แอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

          ถึงไม่มีการรุกรานของอิรักครั้งนี้ สหรัฐอเมริกาก็คอยขัดขวาง "กระบวนการสันติภาพ" ใด ๆ ในตะวันออกกลาง ที่จะทำให้เกิดการประชุมนานาชาติและการยอมรับสิทธิปกครองตนเองของปาเลสไตน์เสมอมา เป็นเวลา ๒๐ ปีที่สหรัฐยอมโดดเดี่ยวอย่างแท้จริงในจุดยืนนี้ การลงคะแนนเสียงในสหประชาชาติชี้ให้เห็นแบบแผนที่เป็นเช่นนี้เสมอมาทุกปี อีกครั้งหนึ่งในเดือนธันวาคม ๑๙๙๐ ในระหว่างเกิดวิกฤตการณ์อ่าวเปอร์เซียพอดี ข้อเรียกร้องให้มีการประชุมนานาชาติได้รับคะแนนเสียง ๑๔๔–๒ (คือสหรัฐและอิสราเอล) นี่ไม่เกี่ยวกับปัญหาอิรักกับคูเวตเลย

          สหรัฐอเมริกายังปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวที่จะยินยอมให้มีการพลิกสถานการณ์การรุกรานของอิรัก ด้วยกระบวนการสันติวิธีดังที่มีบัญญัติไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ แทนที่จะทำเช่นนั้น สหรัฐพอใจที่จะหลีกเลี่ยงมรรควิธีทางการทูต และบีบให้ความขัดแย้งอยู่บนเวทีของความรุนแรง เพื่อให้ประเทศมหาอำนาจผู้ไม่มีใครต้านทานได้ ย่อมได้ชัยชนะเหนือปรปักษ์โลกที่สาม

          ดังที่กล่าวมาแล้ว โดยปกติ สหรัฐอเมริกามักเป็นผู้ก่อหรือให้การสนับสนุนการรุกราน แม้แต่ในกรณีที่เลวร้ายยิ่งกว่าอิรักบุกคูเวตเสียอีก มีแต่คนประเภทกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ที่งมงายที่สุดเท่านั้นแหละ ถึงจะไม่เข้าใจข้อเท็จจริงแบบนี้ หรือข้อเท็จจริงที่ว่าในกรณีหายาก เมื่อสหรัฐอเมริกาเกิดคัดค้านการกระทำผิดกฎหมายของพวกพ้องหรือพันธมิตร สหรัฐก็มักจะมีผลได้อย่างน่าพึงพอใจทีเดียวกับ "ความร่วมมือ"

          ดูอย่างเมื่อแอฟริกาใต้เข้ายึดครองนามิเบียในทศวรรษ ๑๙๖๐ อันเป็นกรณีที่ศาลโลกและสหประชาชาติประกาศว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย สหรัฐอเมริกาดำเนิน "นโยบายทางการทูตแบบเงียบ ๆ" และ "การปะทะเชิงสร้างสรรค์" อยู่หลายปี เป็นคนกลางต่อรองจนได้ข้อยุติที่ทำให้แอฟริกาใต้คว้ารางวัลชิ้นใหญ่ไป (รวมทั้งท่าเรือสำคัญของนามิเบีย) สำหรับการรุกรานและความป่าเถื่อน พร้อมกับ "ความร่วมมือ" ที่ขยายเข้าสู่ฝั่งทะเลแคริบเบียน และอ้าแขนรับผลประโยชน์ที่ตกแก่ธุรกิจข้ามชาติ

          กองกำลังของคิวบาที่ปกป้องแองโกลา ประเทศเพื่อนบ้านของนามิเบีย จากการโจมตีของแอฟริกาใต้ ได้ถอนกำลังออกไปหมด เช่นเดียวกับกรณีที่เกิดในนิคารากัวภายหลัง "ข้อตกลงสันติภาพ" ในปี ๑๙๘๗ สหรัฐอเมริกายังคงสนับสนุนกองทัพนักลัทธิภัยสยองที่หนุนหลังโดยสหรัฐเองและประเทศพันธมิตร (คือแอฟริกาใต้และซาอีร์) และกรุยทางให้กับ "การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย" ปี ๑๙๙๒ ตามรอยนิคารากัว คือประชาชนจะต้องออกไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ภายใต้คำข่มขู่ว่าจะมีแรงบีบคั้นทางเศรษฐกิจและการโจมตีของนักลัทธิภัยสยองต่อไป หากว่าประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกฝ่ายตรงข้าม

          ในระหว่างนั้น แอฟริกาใต้ปล้นและทำลายนามิเบีย และใช้เป็นฐานออกรังควานประเทศเพื่อนบ้าน เฉพาะในช่วงรัฐบาลเรแกนและบุช (๑๙๘๐–๑๙๘๘) ความรุนแรงที่แอฟริกาใต้เป็นผู้ก่อ ประมาณว่าเป็นความเสียหายถึง ๖ หมื่นล้านดอลลาร์ และประชาชนกว่าหนึ่งล้านห้าแสนถูกฆ่าตายในประเทศเพื่อนบ้าน (นี่ไม่นับคนที่ตายในนามิเบียและแอฟริกาใต้เอง) แต่บรรดาชนชั้นที่งมงายไม่ต่างจากพวกกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ ต่างมองไม่เห็นข้อเท็จจริงเหล่านี้ และยกย่องสรรเสริญการยึดมั่นหลักการอย่างน่าอัศจรรย์ใจของจอร์จ บุช เวลาที่เขาปฏิเสธ "ความร่วมมือ" ใด ๆ ในยามที่มีใครมาเหยียบหัวแม่เท้าของสหรัฐเข้า

          โดยส่วนใหญ่ การปฏิเสธ "ความร่วมมือ" ไม่มีอะไรมากไปกว่าการปฏิเสธกระบวนการทางการทูต ซึ่งมักจะพัวพันกับประเด็นปัญหาที่กว้างขวางกว่า ในกรณีของคูเวต จุดยืนของสหรัฐยิ่งปากว่าตาขยิบเป็นพิเศษ หลังจากซัดดัม ฮุสเซนออกนอกลู่ รัฐบาลบุชยืนกรานให้กำลังอาวุธของอิรักที่สามารถใช้ในการรุกรานถูกกำจัดทิ้งให้หมด (เป็นจุดยืนที่ถูกต้อง ตรงกันข้ามกับก่อนหน้านี้ที่สหรัฐสนับสนุนการรุกรานและความป่าเถื่อนของซัดดัมมาตลอด) และเรียกร้องให้บรรลุข้อตกลงในภูมิภาคเพื่อรับประกันความมั่นคง

          ใช่แล้ว นั่นคือความร่วมมือ แต่ข้อเท็จจริงง่าย ๆ ก็คือ สหรัฐกลัวว่ากระบวนการทางการทูตอาจ "คลี่คลายวิกฤตการณ์" ได้ ด้วยเหตุนั้น สหรัฐจึงขัดขวาง "ความร่วมมือ" ทางการทูต ทุกจังหวะก้าวในระหว่างชุมนุมพลเพื่อก่อสงคราม

          โดยการปฏิเสธกระบวนการทางการทูต สหรัฐอเมริกาบรรลุเป้าหมายสำคัญในอ่าวเปอร์เซีย สหรัฐต้องการให้แหล่งพลังงานที่ประมาณค่ามิได้ในตะวันออกกลางยังอยู่ในการควบคุมของสหรัฐ และผลกำไรมหาศาลที่ตามมาคอยช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของสหรัฐและอังกฤษที่เป็นสมัครพรรคพวก

          สหรัฐยังเสริมความแข็งแกร่งให้สถานภาพความเป็นใหญ่อีกด้วย และสอนบทเรียนให้รู้ว่าโลกนี้ต้องปกครองกันด้วยกำลัง เป้าหมายเหล่านี้สัมฤทธิ์ผลด้วยดี วอชิงตันรักษา "ความมั่นคง" ไว้ได้ต่อไป โดยสกัดภัยคุกคามมิให้ราชวงศ์เผด็จการของประเทศต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซียเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบประชาธิปไตย และให้การสนับสนุนโดยปริยายแก่ซัดดัม ฮุสเซน เมื่อเขาบดขยี้การลุกฮือของประชาชนนิกายชีอะห์ในภาคใต้ ห่างจากแนวประจำการของสหรัฐเพียงไม่กี่ไมล์ รวมทั้งการกวาดล้างชาวเคิร์ดในภาคเหนือในเวลาต่อมา

          ทว่ารัฐบาลประธานาธิบดีบุชยังไม่ประสบความสำเร็จอยู่ประการหนึ่ง คือสิ่งที่กระบอกเสียงใน นิวยอร์คไทมส์ บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ โธมัส ฟรีดแมน (Thomas Friedman) กล่าวว่า "ถ้าจะให้ประเสริฐสุด คือต้องให้อิรักมีรัฐบาลทหารเผด็จการโดยไม่ต้องมีซัดดัม ฮุสเซน" ฟรีดแมนเขียนไว้ว่า ระบบนี้จะเป็นการหวนคืนสู่วันชื่นคืนสุข ในสมัยที่ "กำปั้นเหล็ก…" ของซัดดัม "รวมอิรักจนอยู่หมัด เป็นที่พึงพอใจอย่างยิ่งของตุรกีและซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นพันธมิตรของอเมริกา" ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงหัวเรือใหญ่ในวอชิงตันเลย สถานการณ์ปัจจุบันในอ่าวเปอร์เซียสะท้อนให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของมหาอำนาจที่ถือไพ่ไว้ในมือหมด เป็นความจริงทนโท่ที่บรรดาองครักษ์พิทักษ์ศรัทธาทั้งหลายยังมองไม่เห็นอยู่ดี

 

การบิดเบือนคดีอิหร่าน/คอนทรา

 

งค์ประกอบหลักต่าง ๆ ในคดีอิหร่าน/คอนทราเป็นที่ทราบกันดีมานานตั้งแต่ก่อนการเปิดโปงในปี ๑๙๘๖ นอกจากข้อเท็จจริงประการหนึ่ง นั่นคือ มีความเกี่ยวข้องกันอยู่ระหว่างการขายอาวุธให้อิหร่านผ่านทางอิสราเอล และสงครามกบฏคอนทราส์ผิดกฎหมายที่ดำเนินการจากกองบัญชาการทำเนียบขาวของโอลิเวอร์ นอร์ธ (Oliver North)

          การขนส่งอาวุธให้อิหร่านผ่านทางอิสราเอลไม่ได้เริ่มในปี ๑๙๘๕ เมื่อการสืบสวนของสภาคองเกรสและอัยการพิเศษขุดคุ้ยเรื่องนี้ขึ้นมา แต่เริ่มต้นเกือบในทันทีหลังการโค่นล้มราชวงศ์ชาห์ในปี ๑๙๗๙ จวบจนกระทั่งปี ๑๙๘๒ เป็นเรื่องที่รู้กันโดยทั่วไปว่าอิสราเอลเป็นผู้จัดหาอาวุธส่วนใหญ่ให้อิหร่าน คุณสามารถอ่านข่าวนี้ได้ในหน้าแรกของ นิวยอร์คไทมส์

          ในเดือนกุมภาพันธ์ ๑๙๘๒ บุคคลสำคัญในฝ่ายอิสราเอลหลายคน ที่ต่อมามีชื่อไปปรากฏในการพิจารณาคดีอิหร่าน/คอนทรา เคยไปออกรายการโทรทัศน์ของบีบีซีและบรรยายถึงการที่พวกเขาช่วยจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์แก่รัฐบาลโคไมนี ในเดือนตุลาคม ๑๙๘๒ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหรัฐอเมริกาแถลงต่อสาธารณชนว่า อิสราเอลส่งอาวุธให้รัฐบาลโคไมนี "ด้วยความร่วมมือจากสหรัฐอเมริกา…ในระดับเกือบสูงสุด" เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลที่เกี่ยวข้องยังให้เหตุผลด้วยว่า เป็นการสร้างสายสัมพันธ์กับหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพในอิหร่านที่อาจโค่นล้มรัฐบาลลงได้ เพื่อฟื้นฟูระเบียบแบบแผนต่าง ๆ ที่เคยดำรงอยู่ภายใต้พระเจ้าชาห์ นี่คือกระบวนการปฏิบัติตามปกติอยู่แล้ว

          ในส่วนสงครามคอนทราส์ ข้อเท็จจริงพื้นฐานของปฏิบัติการผิดกฎหมายของพันโทนอร์ธ–ซีไอเอ เป็นที่ทราบกันตั้งแต่ปี ๑๙๘๕ (กว่าหนึ่งปีก่อนที่เรื่องจะอื้อฉาวขึ้นมา เมื่อเครื่องบินขนอาวุธของสหรัฐถูกยิงตก และจารชนของสหรัฐ คือยูจีน ฮาเซนฟัส (Eugene Hasenfus) ถูกจับกุมตัว) เพียงแต่สื่อมวลชนเลือกที่จะแสร้งมองไปทางอื่นเสีย

          แล้วถ้าเช่นนั้น อะไรเล่าที่ทำให้คดีอิหร่าน/คอนทรากลายเป็นเรื่องอื้อฉาวขึ้นมาในที่สุด? เวลามาถึงเมื่อไม่มีทางปกปิดเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว เมื่อฮาเซนฟัสถูกยิงตกในนิคารากัว ขณะที่บินไปส่งอาวุธให้กบฏคอนทราส์โดยรับจ้างจากซีไอเอ และสื่อมวลชนของเลบานอนรายงานว่า ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐกำลังแจกคัมภีร์ไบเบิลและเค้กช็อคโกแลตอยู่ในกรุงเตหะราน ถึงตอนนั้นไม่มีทางเก็บเรื่องนี้ไว้ในความลึกลับดำมืดอีกต่อไป หลังจากนั้น ความเชื่อมโยงระหว่างคดีอันโด่งดังทั้งสองจึงผุดออกมา

          แล้วสหรัฐก็ดำเนินการขั้นต่อไป คือพยายามควบคุมความเสียหายที่เกิดขึ้น เรื่องต่อจากนั้นก็เป็นอย่างที่รู้กันนั่นแหละ

 

วิสัยทัศน์สำหรับยุโรปตะวันออก

สิ่  

งที่น่าสังเกตมากเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุโรปตะวันออกในช่วงทศวรรษ ๑๙๘๐ คือมหาอำนาจถอยออกไปยืนดูเฉย ๆ ไม่เพียงแต่สหภาพโซเวียตปล่อยให้ขบวนการประชาชนเดินหน้าเท่านั้น อันที่จริง โซเวียตถึงกับส่งเสริมด้วยซ้ำ ในประวัติศาสตร์แล้ว เหตุการณ์แบบนี้มีน้อยครั้งนัก

          เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะชาวโซเวียตเป็นคนดีมีศีลธรรม แต่เกิดมาจากความจำเป็นภายในประเทศของพวกเขาเอง แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว และผลลัพธ์ก็คือ ขบวนการประชาชนในยุโรปตะวันออกไม่ต้องเผชิญสักน้อยนิดกับสิ่งที่พวกเขาคงต้องเจอแน่ หากขืนมาทำในเขตอิทธิพลของสหรัฐ วารสารของพระเยซูอิตในเอลซัลวาดอร์ชี้ให้เห็นอย่างแหลมคมทีเดียวว่า ในประเทศเอลซัลวาดอร์ คนอย่างวัคลาฟ ฮาเวล (Vaclav Havel) (อดีตนักโทษการเมืองที่กลายมาเป็นประธานาธิบดีของเช็คโกสโลวาเกีย) คงไม่ถูกจับเข้าคุกหรอก เขาคงถูกเชือดเป็นชิ้น ๆ และทิ้งซากไว้ตามข้างถนนที่ไหนสักแห่งมากกว่า

          สหภาพโซเวียตถึงกับออกมาขอโทษกับการใช้ความรุนแรงในอดีต และนี่ไม่เคยมีตัวอย่างมาก่อนในประวัติศาสตร์เช่นกัน หนังสือพิมพ์สหรัฐสรุปว่า ในเมื่อรัสเซียยอมรับว่าการบุกอัฟกานิสถานเป็นอาชญากรรมที่ฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศ ในที่สุด รัสเซียก็กลับตัวกลับใจมาอยู่ร่วมในโลกอารยะแล้ว นั่นเป็นปฏิกิริยาที่น่าทึ่งมาก ลองนึกดูซิว่าหากใครสักคนในสื่อมวลชนสหรัฐออกมาแนะนำว่า บางทีสหรัฐอเมริกาควรจะพยายามยกระดับทางศีลธรรมเหมือนอย่างเครมลินบ้าง และยอมรับว่าการโจมตีเวียดนาม ลาว และกัมพูชา เป็นสิ่งที่ฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศเช่นกัน

          ประเทศเดียวในยุโรปตะวันออกที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงขนานใหญ่ในการโค่นล้มเผด็จการทรราช คือประเทศเดียวที่โซเวียตมีอิทธิพลน้อยที่สุด และเผอิญสหรัฐมีอิทธิพลมากที่สุด นั่นคือโรมาเนีย นิโคไล เชาเชสคู (Nicolae Ceausescu) จอมเผด็จการของโรมาเนีย เคยไปเยือนอังกฤษและได้รับการต้อนรับอย่างดีจากพระราชวัง สหรัฐอเมริกาปฏิบัติต่อเขาอย่างประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษ ได้รับผลประโยชน์ทางการค้า ฯลฯ

          ความจริงตอนนั้นเชาเชสคูก็โหดร้ายป่าเถื่อนและบ้าอำนาจเหมือนที่เป็นตลอดมา แต่ความที่เขาถอนตัวจากสนธิสัญญาวอร์ซอและดำเนินนโยบายอิสระเป็นส่วนใหญ่ สหรัฐจึงรู้สึกว่าเขาเอียงข้างมาทางสหรัฐอยู่บ้างในการต่อสู้ระหว่างประเทศ (สหรัฐนิยมชมชอบประเทศที่ดำเนินนโยบายอิสระเสมอ ตราบเท่าที่เป็นประเทศในจักรวรรดิของคนอื่น ไม่ใช่ของสหรัฐเอง)

          ส่วนประเทศอื่น ๆ ในยุโรปตะวันออก การลุกฮือของประชาชนเป็นไปอย่างสันติจนน่าสังเกต มีการปราบปรามบ้างก็จริง แต่เมื่อมองโดยประวัติศาสตร์แล้ว ๑๙๘๙ เป็นปีที่พิเศษเฉพาะ ผมยังนึกหาตัวอย่างกรณีอื่นที่ใกล้เคียงไม่ได้เลย

          ผมคิดว่าอนาคตยังค่อนข้างเลือนลางสำหรับยุโรปตะวันออก ตะวันตกมีแผนเตรียมไว้ให้แล้ว พวกเขาต้องการเปลี่ยนยุโรปตะวันออกส่วนใหญ่ให้เป็นสมาชิกใหม่ของโลกที่สามที่ขูดรีดได้ง่าย

          ในสมัยก่อนเคยมีความสัมพันธ์ในทำนองกึ่งอาณานิคมระหว่างยุโรปตะวันตกกับตะวันออกอยู่แล้ว อันที่จริง การที่รัสเซียเข้ามากีดขวางความสัมพันธ์นั้นเป็นเหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้เกิดสงครามเย็น มาบัดนี้ ความสัมพันธ์ดังกล่าวถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ และมีความขัดแย้งเข้มข้นว่าใครจะชนะการแข่งขันในการปล้นและขูดรีด ผู้ชนะจะเป็นยุโรปตะวันตกที่มีเยอรมันเป็นหัวหอก (ซึ่งนำหน้าอยู่ในขณะนี้) หรือญี่ปุ่น (ที่คอยดูอยู่ข้างเวทีเพื่อเล็งว่าผลกำไรจะน่าสนใจแค่ไหน) หรือสหรัฐอเมริกา (ซึ่งพยายามเข้ามาผสมโรงด้วย)?

          มีทรัพยากรมากมายมหาศาลคอยให้ขุดเอาไป และมีแรงงานราคาถูกมากมายสำหรับโรงงานประกอบชิ้นส่วน แต่สิ่งแรก ตะวันตกต้องยัดเยียดรูปแบบทุนนิยมให้พวกเขาก่อน ตะวันตกต้องไม่ยอมรับยุโรปตะวันออกมาเป็นส่วนหนึ่งของพวกเดียวกัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของโลกที่สาม ตะวันตกต้องผลักดันให้เป็นเช่นนั้น นั่นแหละคือระบบของไอเอ็มเอฟ หากตะวันตกสามารถทำให้พวกเขายอมรับได้ ยุโรปตะวันออกก็จะกลายเป็นแหล่งสำหรับขูดรีดอย่างง่ายดาย และจะก้าวไปสู่บทบาทใหม่เหมือนกับประเทศอย่างบราซิลหรือเม็กซิโก

          ในหลาย ๆ แง่ ยุโรปตะวันออกดึงดูดนักลงทุนได้มากกว่าลาตินอเมริกา เหตุผลประการหนึ่งคือประชากรเป็นคนผิวขาวตาสีฟ้า จึงติดต่อเจรจาได้ง่ายกว่าในสายตาของนักลงทุน ซึ่งมาจากสังคมที่มีลัทธิเชื้อชาตินิยมฝังรากลึกอย่างยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา

          ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ยุโรปตะวันออกยังมีมาตรฐานทางด้านสาธารณสุขและการศึกษาสูงกว่าลาตินอเมริกา ในลาตินอเมริกา หากยกเว้นพื้นที่โดดเดี่ยวส่วนน้อยที่ร่ำรวยและมีอภิสิทธิ์แล้ว พื้นที่ที่เหลือทั้งหมดก็คือปลักตมดี ๆ นี่เอง ประเทศหนึ่งที่เป็นข้อยกเว้นจำนวนน้อยในแง่นี้คือคิวบา ซึ่งเข้าใกล้มาตรฐานของตะวันตกในด้านสาธารณสุขและการศึกษา แต่ช่องทางในอนาคตของคิวบาก็มืดมนมาก

          เหตุผลประการหนึ่งที่สร้างความแตกต่างอย่างลิบลับระหว่างยุโรปตะวันออกกับลาตินอเมริกา คือหลังจากยุคสตาลินเป็นต้นมา ลาตินอเมริกามีระดับของรัฐภัยสยองที่รุนแรงเหี้ยมเกรียมกว่ายุโรปตะวันออกมาก เหตุผลประการที่สองคือนโยบายทางเศรษฐกิจ

          ตามรายงานของหน่วยข่าวกรองสหรัฐ ในทศวรรษ ๑๙๗๐ สหภาพโซเวียตทุ่มเทกว่า ๘๐ พันล้านดอลลาร์เข้าไปในยุโรปตะวันออก ส่วนในลาตินอเมริกา สถานการณ์แตกต่างอย่างตรงกันข้าม ในระหว่างปี ๑๙๘๒ ถึง ๑๙๘๗ เงินประมาณ ๑๕๐ พันล้านดอลลาร์ถูกโยกย้ายจากลาตินอเมริกามาสู่ตะวันตก นิวยอร์คไทมส์ อ้างถึงประมาณการว่า "การโยกย้ายเงินแอบแฝง" (ซึ่งรวมทั้งเงินจากการค้ายาเสพย์ติด ผลกำไรที่ผิดกฎหมาย ฯลฯ) อาจเป็นวงเงินถึง ๗๐๐ พันล้านดอลลาร์ ผลกระทบในภูมิภาคอเมริกากลางยิ่งเลวร้ายสาหัส แต่ก็เป็นเช่นนี้เหมือนกันหมดตลอดทั่วทั้งลาตินอเมริกา มีแต่ความยากจนแพร่ระบาด ทุโภชนาการ การตายของเด็กทารก การทำลายสิ่งแวดล้อม ภัยสยองจากรัฐบาล และการตกต่ำของสภาพชีวิตที่ถอยหลังไปสู่ระดับเมื่อหลายทศวรรษก่อน

          สภาพในแอฟริกายิ่งแย่กว่านั้นอีก หายนะจากลัทธิทุนนิยมรุนแรงเป็นพิเศษในทศวรรษ ๑๙๘๐"ฝันร้ายไม่หยุดหย่อน" ในเงื้อมมือของมหาอำนาจตะวันตก คือคำที่ผู้นำองค์การเอกภาพแอฟริกันใช้เรียกได้อย่างถูกต้อง มีตัวอย่างจากองค์การอนามัยโลกซึ่งประเมินว่า ทุก ๆ ปี มีเด็กสิบเอ็ดล้านคนเสียชีวิตใน "ประเทศกำลังพัฒนา" เป็น "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เงียบ ๆ" ที่สามารถหยุดยั้งได้โดยพลัน เพียงถ้ามีการใช้ทรัพยากรให้ตอบสนองต่อความจำเป็นของมนุษย์มากกว่าเพื่อความมั่งคั่งของคนแค่หยิบมือ

          ในระบบเศรษฐกิจโลกที่เอื้อต่อผลประโยชน์และความต้องการของบรรษัทและเงินทุนข้ามชาติ รวมทั้งภาคธุรกิจที่รับใช้บรรษัทเหล่านี้ เผ่าพันธุ์มนุษย์ส่วนใหญ่ต้องกลายเป็นส่วนเกินที่ไม่เป็นที่ต้องการ คนเหล่านี้จะถูกกวาดทิ้งไป หากโครงสร้างทางสถาบันของอำนาจและอภิสิทธิชน ดำเนินต่อไปโดยปราศจากการท้าทายหรือการควบคุมจากประชาชน

 

อันธพาลรับจ้างระดับโลก

 

กือบตลอดศตวรรษนี้ สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจที่ครอบงำเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของโลก นั่นทำให้สงครามเศรษฐกิจเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพ รวมทั้งมาตรการต่าง ๆ ตั้งแต่การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างขัดต่อกฎหมาย ไปจนถึงการบังคับใช้กฎของไอเอ็มเอฟ (สำหรับประเทศที่อ่อนแอ) แต่ในช่วงประมาณ 20 ปีหลัง ๆ สหรัฐอเมริกาทรุดโทรมลงเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นและยุโรปที่มีเยอรมันเป็นผู้นำ (ส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากการบริหารเศรษฐกิจผิดพลาดในสมัยรัฐบาลเรแกน โดยปล่อยให้คนรวยรุมกินโต๊ะกันอย่างเอิกเกริก ด้วยต้นทุนที่ประชากรส่วนใหญ่และคนรุ่นต่อไปในอนาคตเป็นผู้จ่าย) อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกัน อำนาจทางทหารของสหรัฐอเมริกากลับโดดเด่นเป็นเอกโดยสมบูรณ์

          ตราบเท่าที่สหภาพโซเวียตยังชิงดีอยู่บนสังเวียน ก็ย่อมมีขอบเขตจำกัดว่าสหรัฐอเมริกาสามารถใช้การบังคับด้วยกำลังได้ในระดับไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตโพ้นทะเลที่สหรัฐไม่มีข้อได้เปรียบของกำลังพลและอาวุธมากพอ เพราะสหภาพโซเวียตมักให้การสนับสนุนรัฐบาลและขบวนการทางการเมืองที่สหรัฐพยายามทำลาย การที่สหรัฐเข้าไปแทรกแซงในโลกที่สาม จึงเกิดความเสี่ยงเสมอว่าอาจก่อให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นได้ ครั้นเมื่อการคุกคามจากโซเวียตหมดไป สหรัฐอเมริกาจึงมีอิสระมากขึ้นที่จะใช้ความรุนแรงไปทั่วโลก นี่เป็นข้อเท็จจริงที่บรรดานักวิเคราะห์นโยบายของสหรัฐตระหนักรู้ด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่งในช่วงหลายปีมานี้

          ในการเผชิญหน้ากันแบบใดก็ตาม คู่กรณีแต่ละฝ่ายย่อมพยายามผลักดันสนามรบให้อยู่ในบริบทที่ตนมีโอกาสชนะมากที่สุด หากคุณต้องการเป็นต่ออย่างเข้มแข็ง คุณก็ต้องเล่นไพ่ที่เป็นเบี้ยบนของตน ไพ่ตายของสหรัฐอเมริกาคืออำนาจทางทหาร ฉะนั้น หากสหรัฐสามารถตั้งมั่นอยู่ในหลักการว่าอำนาจปกครองโลก นั่นคือชัยชนะ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าความขัดแย้งสามารถตกลงกันได้ด้วยสันติวิธี สหรัฐย่อมได้ผลประโยชน์น้อยลง เพราะในบริบทนี้ คู่ต่อสู้มีความเท่าเทียมหรือเก่งกว่า

          การดำเนินการทางการทูตจึงเป็นทางเลือกที่ไม่น่ายินดีเลย นอกจากจะดำเนินไปภายใต้กระบอกปืน วัตถุประสงค์ของสหรัฐอเมริกาได้รับการสนับสนุนจากมวลชนในโลกที่สามน้อยมาก นี่ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ในเมื่อสหรัฐพยายามยัดเยียดโครงสร้างของการครอบงำและขูดรีดให้ การหาข้อยุติด้วยกระบวนวิธีทางการทูต ถึงอย่างไรก็ต้องตอบสนองผลประโยชน์ให้คู่กรณีอีกฝ่ายในการเจรจาต่อรองบ้างไม่มากก็น้อย และนั่นเป็นปัญหาเมื่อจุดยืนของคุณไม่เป็นที่น่านิยมมากนัก

          ด้วยเหตุนี้ การเจรจาจึงเป็นสิ่งที่สหรัฐพยายามหลีกเลี่ยงเสมอ ตรงกันข้ามกับการโฆษณาชวนเชื่อ เรื่องนี้เป็นจริงทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลางและอเมริกากลาง มาตลอดเวลาหลายปี

          ด้วยภูมิหลังดังกล่าว เป็นธรรมดาที่รัฐบาลประธานาธิบดีบุชย่อมถือว่ากำลังทหารเป็นเครื่องมือทางนโยบายที่สำคัญ และชอบใช้มากกว่าการแทรกแซงทางเศรษฐกิจและการทูต (เช่น ในวิกฤตการณ์อ่าวเปอร์เซีย) แต่เนื่องจากในปัจจุบัน สหรัฐขาดพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่จะยัดเยียด "ระเบียบและความมั่นคง" ให้โลกที่สาม สหรัฐจึงต้องหันไปพึ่งพาคนอื่นให้ช่วยจ่ายให้แก่กิจกรรมดังกล่าวแทน ซึ่งถือเป็นภาระหน้าที่ที่จำเป็น คือต้องมีใครสักคนคอยเป็นหูเป็นตาแทนพวกเจ้านายทั้งหลาย ผลกำไรจากการผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียก็พอถูไถไปได้ แต่ญี่ปุ่นกับยุโรปที่นำโดยเยอรมันต้องจ่ายส่วนของตัวเองด้วย โดยสหรัฐรับ "บทบาททหารรับจ้าง" ตามคำแนะนำของสื่อมวลชนทางธุรกิจระดับนานาชาติ

          บรรณาธิการฝ่ายการเงินของหนังสือพิมพ์อนุรักษ์นิยม ชิคาโกทรีบูน คอยตอกย้ำหลักการดังกล่าวอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งเป็นพิเศษ สหรัฐต้องเป็น "ทหารรับจ้างโดยสมัครใจ" โดยให้ประเทศคู่แข่งจ่ายค่าบริการ เพื่อใช้ "อำนาจผูกขาด" ของสหรัฐใน "ตลาดความมั่นคง" รักษาไว้ซึ่ง "การควบคุมระบบเศรษฐกิจโลก" สหรัฐควรเรียกค่าคุ้มครองโลก เขาแนะนำเช่นนี้ โดยขาย "ความคุ้มครอง" ให้แก่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ซึ่งจะต้องจ่าย "เบี้ยประกันสงคราม" ให้สหรัฐ

          นี่คือชิคาโก ที่ซึ่งถ้อยคำแบบนี้เป็นที่เข้าใจกันดี หากใครสักคนรังควานคุณ คุณก็เรียกมาเฟียมาหักกระดูกมันเสีย และถ้าเกิดคุณขาดส่งเงินค่าคุ้มครองขึ้นมา สุขภาพคุณก็อาจย่ำแย่ได้เหมือนกัน

          แน่นอน การใช้กำลังควบคุมโลกที่สามเป็นเพียงวิธีสุดท้ายเท่านั้น ไอเอ็มเอฟเป็นเครื่องมือที่คุ้มทุนมากกว่ากองทัพเรือและซีไอเอ หากว่ามันทำงานลุล่วง แต่ "กำปั้นเหล็ก" ก็ต้องชูไว้พร้อมอยู่ข้างหลัง ให้เรียกใช้ได้เสมอยามจำเป็น

          บทบาทอันธพาลรับจ้างของสหรัฐสร้างความเจ็บปวดขึ้นในบ้านตัวเองด้วยเช่นกัน ประเทศมหาอำนาจทางอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จทั้งหมด ล้วนอาศัยรัฐในการคุ้มครองและส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในประเทศของตน ใช้ทรัพยากรส่วนกลางเพื่อสนองความต้องการของนักลงทุน ฯลฯ นั่นคือเหตุผลประการหนึ่งว่าทำไมอุตสาหกรรมเหล่านี้จึงประสบความสำเร็จ นับแต่ปี ๑๙๕๐ สหรัฐอเมริกาดำเนินตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวผ่านทางระบบของเพนตากอนเป็นส่วนใหญ่ (รวมทั้งองค์การนาซ่าและกระทรวงพลังงาน ซึ่งผลิตอาวุธนิวเคลียร์) จนถึงบัดนี้ สหรัฐติดกับอยู่ในกลไกที่ต้องค้ำจุนอุตสาหกรรมอิเล็คโทรนิคส์ คอมพิวเตอร์ และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงทั่วไป

          ค่าใช้จ่ายทางการทหารที่มากเกินขีดในสมัยรัฐบาลเรแกน ซึ่งปฏิบัติตามอย่างทฤษฎีของเคนส์๑๐ ย่อมก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา การอุดหนุนทรัพยากรแก่คนส่วนน้อยผู้มั่งคั่งและนโยบายรัฐบาลต่าง ๆ นำไปสู่กระแสการเก็งกำไรในภาคการเงินและการบริโภคล้นเกิน แต่เสื่อมถอยลงในการลงทุนทางด้านการผลิต และประเทศต้องแบกหนี้สินมากมหาศาล ทั้งรัฐบาล ผู้ประกอบการ ครัวเรือน และยังมีหนี้ที่ประมาณค่ามิได้ในความขาดแคลนทางสังคมที่มิได้รับการตอบสนอง ขณะที่สังคมค่อย ๆ จมปลักลงสู่สภาพอย่างโลกที่สาม โดยมีเกาะเล็กเกาะน้อยของอภิมหาเศรษฐีและอภิสิทธิชนลอยฟ่องอยู่ในมหาสมุทรแห่งความทุกข์ยากและคับแค้น

          เมื่อรัฐบาลในประเทศใดประเทศหนึ่งผูกติดอยู่กับนโยบายเช่นว่านี้ รัฐบาลนั้นก็ต้องหาหนทางสักอย่างหันเหความสนใจของประชาชนไปทางอื่น เพื่อมิให้ประชาชนมองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นรอบตัว ไม่มีทางเลือกให้ทำได้มากนัก วิธีการมาตรฐานอย่างหนึ่งคือปลุกกระแสความกลัวที่มีต่อศัตรูตัวฉกาจที่ตั้งท่าจะรุกรานเรา และสร้างความยำเกรงแก่ผู้นำยิ่งใหญ่ที่ช่วยเราให้รอดจากหายนะได้ชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด

          นี่คือแบบแผนที่ใช้มาตลอดทศวรรษ ๑๙๘๐ ต้องอาศัยไหวพริบปฏิภาณหาน้อยไม่ ในเมื่อเครื่องมือที่ใช้มาแต่ดั้งเดิม คือภัยคุกคามจากโซเวียต เริ่มกลายเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ใครเชื่อถือเป็นจริงเป็นจัง ดังนั้น ภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของสหรัฐจึงกลายเป็นกาดดาฟีและขบวนการผู้ก่อการร้ายสากล เกรนาดากับฐานทัพอากาศอันน่าสะพรึง ภาพของแซนดินิสต้ากรีธาทัพในเท็กซัส พ่อค้ายาเสพย์ติดเชื้อสายสเปนที่นำขบวนโดยจอมโรคจิตนอริเอกา และชาวอาหรับผู้บ้าคลั่งทั้งหลาย ล่าสุดคือซัดดัม ฮุสเซน หลังจากที่เขาประกอบอาชญากรรมเพียงประการเดียว คืออาชญากรรมของการแข็งข้อ ในเดือนสิงหาคม ๑๙๙๐ และเรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องตระหนักในสิ่งที่เป็นความจริงเสมอมา นั่นคือ ศัตรูตัวเอกคือโลกที่สาม ซึ่งคอยข่มขู่ว่าจะ "ดิ้นหลุดจากการควบคุม"

          นี่ไม่ใช่กฎธรรมชาติ กระบวนการและสถาบันที่ก่อให้เกิดความคิดเช่นนี้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ แต่นั่นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม สังคมและสถาบัน ซึ่งมิใช่เรื่องเล็กน้อยเลย รวมไปถึงโครงสร้างของระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ใช่แค่การออกไปเลือกตั้งเป็นครั้งคราว และเลือกได้แค่ผู้แทนที่รักษาผลประโยชน์ของโลกธุรกิจ มาบริหารกิจการบ้านเมืองภายในและต่างประเทศ


Alliance for Progress โครงการให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมในลาตินอเมริกา

วารสารรายสัปดาห์ฝ่ายเสรีนิยมที่มีอิทธิพลมากที่สุดฉบับหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งในปี ๑๙๑๔

Tom Wolfe นักเขียนนวนิยายและอัตชีวประวัติชาวอเมริกัน

สมาพันธ์ที่จัดตั้งขึ้นในปี ๑๙๔๘ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือซึ่งกันและกันระหว่าง ๒๑ ชาติในทวีปอเมริกา

แม่น้ำที่เป็นเส้นพรมแดนของสหรัฐกับเม็กซิโก

เจ้าชาวฮั่นที่เคยรุกรานยุโรปในสมัยศตวรรษที่ ๕

ประธานาธิบดีประเทศซาอีร์

น่าจะหมายถึง George Orwell และการเขียนในเชิงเสียดสีของเขาในเรื่อง Animal Farm

ต้นตอของคดีนี้เริ่มขึ้นในปี ๑๙๘๕ เมื่อประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Council: NSC) คือ นายโรเบิร์ต ซี. แมคฟาร์เลน (Robert C. McFarlane) แอบขายอาวุธให้อิหร่าน เพราะคิดว่าจะเป็นผลดีให้มีการปล่อยตัวประกันชาวสหรัฐที่ถูกมุสลิมหัวรุนแรงฝ่ายนิยมอิหร่านในเลบานอนจับตัวไว้ การแอบขายอาวุธนี้ขัดกับนโยบายของรัฐบาล ที่ประกาศว่า จะไม่ยอมต่อรองกับผู้ก่อการร้าย และจะไม่ให้ความช่วยเหลือแก่อิหร่านในสงครามกับอิรัก เงินจำนวน ๔๘ ล้านดอลลาร์ที่อิหร่านจ่ายเป็นค่าอาวุธ NSC ได้ยักยอกไปให้แก่ขบวนการคอนทราส์ที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาลแซนดินิสต้าในนิคารากัว โดยผู้ที่มีบทบาทในการยักย้ายเงินครั้งนี้คือ พันโทโอลิเวอร์ นอร์ธ (Oliver North) และพลเรือตรีจอห์น เอ็ม. พอยน์เด๊กซ์เตอร์ (John M. Poindexter) ปฏิบัติการนี้ขัดต่อกฎหมายที่ผ่านสภาคองเกรสในปี ๑๙๘๔ ซึ่งห้ามมิให้สหรัฐส่งความช่วยเหลือทางทหารใด ๆ ต่อขบวนการคอนทราส์

การกระทำผิดกฎหมายของ NSC ถูกเปิดโปงขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ๑๙๘๖ พอยน์เด๊กซ์เตอร์และนอร์ธถูกดำเนินคดีและต้องออกจากราชการ ส่วนประธานาธิบดีเรแกนเสียภาพพจน์ทางการเมือง และสหรัฐอเมริกาสูญเสียความน่าเชื่อถือในบทบาทที่ตั้งตัวเป็นผู้ต่อต้านการก่อการร้าย

๑๐ John Maynard Keynes (1883–1946) นักเศรษฐศาสตร์และนักปรัชญาชาวอังกฤษ เป็นผู้เสนอแนวทางเศรษฐศาสตร์แบบมีการวางแผนและแทรกแซงโดยรัฐบาล เน้นให้รัฐบาลใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากเพื่อให้เกิดการจ้างงาน ทฤษฎีของเขามีอิทธิพลต่อโครงการนิวดีลของประธานาธิบดีรูสเวลท์

บทความที่น่าสนใจ > คมคำ–คมความคิด > What Uncle Sam Really Wants > ความวิบัตินอกบ้าน


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | >บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ
Search WWW Search พุทธทาสศึกษา

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.