|
What Uncle
Sam Really Wants
: อเมริกาอเมริกาอเมริกา วิพากษ์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา
Noam Chomsky เขียน / ภัควดี
วีระภาสพงษ์ แปล |
ความวิบัตินอกบ้าน
นโยบายเพื่อนบ้านแสนดี
แนะนำที่จอร์จ เคนแนนเสนอได้รับการปฏิบัติตามเพียงไร? สหรัฐอเมริกาทำได้แค่ไหนในการปัดความแยแสใส่ใจทั้งหมดเกี่ยวกับ
"เป้าหมายคลุมเครือและไม่เป็นจริง อย่างเช่น สิทธิมนุษยชน การยกระดับมาตรฐานชีวิต
และการเผยแพร่ประชาธิปไตย" ออกไปให้พ้นทาง? ผมได้กล่าวไปแล้วถึง "ภาระหน้าที่ต่อประชาธิปไตย"
ของสหรัฐอเมริกา แต่อีกสองประเด็นที่เหลือเป็นอย่างไรบ้าง?
ลองดูลาตินอเมริกา
และเริ่มต้นโดยพิจารณาที่เรื่องสิทธิมนุษยชน งานศึกษาของลาร์ส ชูลทซ์ (Lars
Schoultz) นักวิชาการชั้นแนวหน้าผู้เชี่ยวชาญเรื่องสิทธิมนุษยชนในลาตินอเมริกา
ชี้ให้เห็นว่า "ความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกามักทุ่มเทไปอย่างไม่เหมาะสม
ให้แก่รัฐบาลลาตินอเมริกาที่กดขี่ทารุณพลเมืองของตนเอง" ไม่เกี่ยวเลยว่าประเทศนั้น
ๆ จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือมากน้อยแค่ไหน ขอเพียงให้เต็มใจรับใช้ผลประโยชน์ของผู้มั่งคั่งและอภิสิทธิชนก็พอ
ผลงานศึกษาที่มีขอบเขตกว้างขวางกว่าโดยนักเศรษฐศาสตร์
เอ็ดเวิร์ด เฮอร์แมน (Edward Herman) เผยให้เห็นสายสัมพันธ์แนบชิดทั่วทั้งโลกระหว่างการกดขี่ทารุณกับความช่วยเหลือของสหรัฐ
และให้คำอธิบายไว้ด้วย กล่าวคือ ทั้งสองอย่างนี้เกี่ยวโยงกับการส่งเสริมบรรยากาศสำหรับการดำเนินธุรกิจ
เมื่อเปรียบเทียบกับหลักปฏิบัติที่นำหน้าแล้ว ปัญหาเช่น การกดขี่ทารุณและการสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยม
ก็จางหายกลายเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วไป
ลองพิจารณาดูการยกระดับมาตรฐานชีวิตดูบ้าง?
เชื่อกันว่าปัญหานี้ได้รับการแก้ไขโดยโครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้า๑
ของประธานาธิบดีเคนเนดี แต่การพัฒนาที่ยัดเยียดให้ส่วนใหญ่เป็นประเภทที่ตอบสนองความต้องการของนักลงทุนชาวสหรัฐมากกว่า
คอยตอกย้ำและขยายระบบที่ดำเนินไปอยู่แล้ว นั่นคือ ลาตินอเมริกาต้องผลิตพืชผลเพื่อการส่งออกและลดการเพาะปลูกเพื่อยังชีพ
เช่น ข้าวโพดและถั่ว ที่ปลูกเพื่อการบริโภคในท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น ภายใต้โครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้านี้
การผลิตเนื้อวัวเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่การบริโภคเนื้อวัวลดลง
รูปแบบการพัฒนาเกษตรกรรมเพื่อการส่งออก
มักก่อให้เกิด "ความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ" เมื่อผลผลิตมวลรวมประชาชาติ
(GNP) เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ประชากรส่วนใหญ่อดอยาก หากคุณดำเนินนโยบายประเภทนี้เมื่อไร
ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดขบวนการประชาชนขึ้นมาคัดค้าน ซึ่งนำไปสู่การปราบปรามด้วยภัยสยองและการกดขี่ทารุณ
(การใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกในสันดานของเรา
ย้อนกลับไปสมัยปี ๑๘๑๘ จอห์น ควินซี อดัมส์ ไชโยโห่ร้องให้กับ "ประสิทธิภาพอันน่าสรรเสริญ"
ของการใช้ลัทธิภัยสยอง ในการจัดการกับ "ฝูงชนพันธุ์ทางที่ประกอบด้วยพวกอินเดียนแดงและนิโกรนอกกฎหมาย"
เขาเขียนเช่นนั้นเพื่อให้ความชอบธรรมแก่ปฏิบัติการกวาดล้างของแอนดรูว์
แจ็คสัน ในรัฐฟลอริดา ซึ่งทำลายล้างชนพื้นเมืองแทบสิ้นซาก และทำให้มณฑลของสเปนตกอยู่ในความควบคุมของสหรัฐอเมริกา
โธมัส เจฟเฟอร์สันและคนอื่น ๆ ชื่นชมในสติปัญญาอันหลักแหลมของเขามาก)
ขั้นแรกคืออาศัยตำรวจ
ตำรวจมีความสำคัญยิ่งเพราะพวกเขาตรวจพบความกระด้างกระเดื่องได้เร็ว และกำจัดมันไปได้ก่อนที่จะต้องใช้
"การผ่าตัดครั้งใหญ่" (นี่คือคำที่เอกสารการวางแผนเรียก) ถ้าเมื่อไรจำเป็นต้องใช้การผ่าตัดครั้งใหญ่ขึ้นมาจริง
ๆ นี่ต้องอาศัยกองทัพ ถ้าเกิดไม่สามารถควบคุมกองทัพของประเทศใดประเทศหนึ่งในลาตินอเมริกา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในภูมิภาคฝั่งทะเลแคริบเบียนอเมริกากลาง ก็ถึงเวลาต้องโค่นล้มรัฐบาลนั้น
ประเทศใดก็ตามที่พยายามจะสวนกระแส
เช่น กัวเตมาลาในยุครัฐบาลทุนนิยมประชาธิปไตยของอเรวาโล (Arevalo) และอาร์เบนซ์
(Arbenz) หรือสาธารณรัฐโดมินิกันในสมัยรัฐบาลทุนนิยมประชาธิปไตยของบอช
(Bosch) ย่อมกลายเป็นเป้าแห่งความเป็นปฏิปักษ์และความรุนแรงจากสหรัฐอเมริกา
ขั้นที่สองคืออาศัยกองทัพ
สหรัฐอเมริกาพยายามเสมอมาที่จะประสานความสัมพันธ์กับกองทัพในต่างประเทศ
เพราะนั่นเป็นวิถีทางหนึ่งในการโค่นล้มรัฐบาลที่หลุดจากการควบคุม นี่คือพื้นฐานที่นำไปสู่การรัฐประหารโดยกองทัพชิลี
ในปี ๑๙๗๓ และในอินโดนีเซียปี ๑๙๖๕
ก่อนการรัฐประหาร
สหรัฐอเมริกาตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลชิลีและอินโดนีเซียมาก แต่ยังคงส่งอาวุธให้
รักษาความสัมพันธ์อันดีกับทหารฝ่ายขวา แล้วพวกเขาจะโค่นล้มรัฐบาลให้ เหตุผลเดียวกันนี้ที่จูงใจให้สหรัฐอเมริกาส่งอาวุธให้อิหร่านผ่านทางอิสราเอลนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ
๑๙๘๐ ตามคำให้การของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลที่เกี่ยวข้อง นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ทราบกันทั่วไปในปี
๑๙๘๒ นานก่อนที่จะเกิดกรณีจับตัวประกันสหรัฐในอิหร่าน
ในช่วงรัฐบาลเคนเนดี
ภารกิจของกองทัพในลาตินอเมริกาที่ครอบงำโดยสหรัฐ ได้เปลี่ยนจาก "การป้องกันระดับซีกโลก"
ไปสู่ "ความมั่นคงภายใน" (ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว หมายถึงทำสงครามกับประชาชนของตัวเอง)
การตัดสินใจอันเป็นลางร้ายครั้งนั้นนำไปสู่ "การสมคบคิด [ของสหรัฐ]
โดยตรง" ในการใช้ "วิธีการแบบกองพันมรณะของไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์"
(Heinrich Himmler) ตามคำให้การในการตัดสินคดีย้อนหลังของชาร์ลส์ เมชลิง
(Charles Maechling) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหน่วยต่อต้านและปราบจลาจลตั้งแต่ปี
๑๙๖๑๖๖
รัฐบาลเคนเนดีกรุยทางสำหรับการรัฐประหารโดยกองทัพบราซิลเมื่อปี
๑๙๖๔ เพื่อทำลายประชาธิปไตยของบราซิล ซึ่งชักดำเนินโดยอิสระมากเกินไป สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนอย่างกระตือรือร้นแก่การรัฐประหาร
ในขณะที่ผู้นำทางทหารของบราซิลสถาปนารัฐสันติบาลแห่งชาติตามแบบนาซียุคใหม่
พรั่งพร้อมด้วยการกดขี่ทารุณ การปราบปราม ฯลฯ เป็นแรงบันดาลให้เกิดกระบวนการอย่างเดียวกันลามไปทั่วทั้งในอาร์เจนตินา
ชิลีและตลอดทั้งซีกโลก นับจากกลางทศวรรษ ๑๙๖๐ จวบจนทศวรรษ ๑๙๘๐ ซึ่งเป็นยุคทมิฬหินชาติอย่างที่สุด
(กล่าวกันตามตัวบทกฎหมายแล้ว
ผมคิดว่ามีพยานหลักฐานชัดแจ้งอย่างยิ่ง ให้สามารถฟ้องร้องประธานาธิบดีอเมริกันทุกคน
นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา คนเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเป็นอาชญากรสงครามเต็มตัว
หรือไม่ก็มีส่วนพัวพันในอาชญากรรมสงครามที่ร้ายแรง)
เป็นธรรมดาที่กองทัพย่อมเดินหน้าต่อไปในการสร้างหายนะทางเศรษฐกิจ
ส่วนใหญ่แล้วก็ปฏิบัติตามใบสั่งของที่ปรึกษาชาวสหรัฐ จากนั้นก็โยนปัญหาทิ้งไว้ให้รัฐบาลพลเรือนบริหารต่อ
การควบคุมด้วยกองทัพโดยตรงไม่จำเป็นอีกต่อไป ในเมื่อมีกลไกใหม่ใช้แทนได้
เช่น การควบคุมผ่านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ซึ่งก็เหมือนกับธนาคารโลก
คือให้เงินกู้แก่ประเทศโลกที่สามด้วยทุนซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากประเทศมหาอำนาจทางอุตสาหกรรม)
เพื่อตอบแทนเงินกู้
ไอเอ็มเอฟบังคับให้ "เปิดเสรี" คือเปิดเสรีทางเศรษฐกิจให้ต่างชาติเข้าแทรกแซงและควบคุม
ตัดงบประมาณด้านสวัสดิการแก่ประชาชนทั่วไปลงอย่างมหาศาล ฯลฯ มาตรการเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้อำนาจตกอยู่ในเงื้อมมือของชนชั้นมั่งคั่ง
และนักลงทุนต่างประเทศอย่างมั่นคงยิ่งขึ้น ("เสถียรภาพและความมั่นคง")
และยิ่งขยายช่องว่างของสังคมสองระดับที่มีมานานแล้วในโลกที่สาม คือชนชั้นอภิมหาเศรษฐี
(รวมทั้งชนชั้นวิชาชีพที่ค่อนข้างร่ำรวยจากการรับใช้คนกลุ่มแรก) และประชาชนมากมายมหาศาลที่ทุกข์ทรมานและยากไร้
หนี้สินและความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจที่กองทัพทิ้งไว้ให้เป็นล้นพ้น
เป็นหลักประกันว่ากฎเกณฑ์ของไอเอ็มเอฟจะตามมาแน่นอน นอกเสียจากพลังประชาชนจะพยายามก้าวเข้ามาในเวทีการเมือง
ในกรณีนี้ กองทัพอาจต้องออกมาฟื้น "ความมั่นคง" ขึ้นใหม่
บราซิลเป็นกรณีที่น่าศึกษา
บราซิลเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ จนน่าจะเป็นประเทศหนึ่งที่ร่ำรวยที่สุดในโลก
และยังมีการพัฒนาทางอุตสาหกรรมสูงด้วย แต่เนื่องจากมาตรการชั้นดีทั้งหลายที่มากับการรัฐประหารในปี
๑๙๖๔ และ "ความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ" ที่สรรเสริญเยิรยอกันมากซึ่งตามมาภายหลัง
(มิพักต้องกล่าวถึงการทรมาน ฆาตกรรมและกลไกอื่น ๆ ในการ "ควบคุมประชากร")
เดี๋ยวนี้ สภาพของชาวบราซิลส่วนใหญ่คงพอ ๆ กับเอธิโอเปีย แย่กว่าในยุโรปตะวันออกอย่างเทียบไม่ติด
รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า
กว่าหนึ่งในสามของงบประมาณการศึกษาถูกใช้ไปกับอาหารที่โรงเรียน เพราะนักเรียนส่วนใหญ่ในโรงเรียนรัฐบาลกินอาหารที่โรงเรียน
หรือมิฉะนั้นก็ไม่ได้กินอะไรเลย
ตามรายงานในนิตยสาร
South (นิตยสารทางธุรกิจที่มีรายงานเกี่ยวกับประเทศโลกที่สาม) บอกว่า
บราซิลมีอัตราการตายของทารกสูงกว่าในศรีลังกา หนึ่งในสามของประชากรทั้งหมดดำรงชีพอยู่ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจน
และ "เด็กที่ถูกทอดทิ้งเจ็ดล้านคนต้องขอทาน ลักขโมยและดมกาวอยู่ตามท้องถนน
สำหรับอีกหลายล้านคน บ้านคือเพิงโกโรโกโสในสลัม
หรือที่มีมากขึ้นเรื่อย
ๆ คือมีที่ซุกหัวนอนแค่ดินกระแบะมือใต้สะพาน"
นั่นคือบราซิล
หนึ่งในประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุดในโลก
สภาพคล้ายกันนี้เกิดขึ้นทั่วทั้งลาตินอเมริกา
เฉพาะในอเมริกากลาง จำนวนประชาชนที่ถูกสังหารโดยกองกำลังติดอาวุธที่มีสหรัฐอเมริกาหนุนหลังนับตั้งแต่ปลายทศวรรษ
๑๙๗๐ มีตัวเลขประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน ในขณะที่ขบวนการประชาชนที่แสวงหาประชาธิปไตยและการปฏิรูปสังคมถูกกวาดล้าง
ความสำเร็จประเภทนี้แหละที่ยกยอให้สหรัฐอเมริกาเป็น "แรงบันดาลใจให้เกิดชัยชนะของประชาธิปไตยในยุคสมัยเรา"
ตามคำสรรเสริญของวารสาร New Republic๒
ซึ่งเป็นวารสารฝ่ายเสรีนิยม ทอม วูล์ฟ๓
บอกเราว่า ทศวรรษ ๑๙๘๐ เป็น "หนึ่งในยุคทองอันยิ่งใหญ่เท่าที่มนุษยชาติเคยมีมา"
เหมือนกับที่สตาลินเคยพูดว่า เรา "หัวหมุนตาลายไปกับความสำเร็จ"
การตรึงกางเขนเอลซัลวาดอร์
ป็นเวลาหลายปี การกดขี่ ทรมานและสังหารโหดดำเนินไปในเอลซัลวาดอร์ ด้วยฝีมือรัฐบาลเผด็จการที่ได้รับแต่งตั้งและหนุนหลังจากรัฐบาลสหรัฐ
เป็นปัญหาที่ไม่เคยมีใครสนใจ ไม่เคยเป็นข่าวพาดหัว อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายทศวรรษ
๑๙๗๐ รัฐบาลสหรัฐเริ่มเกิดความวิตกบางประการ
ประการหนึ่งคือ
โซโมซา (Somoza) ผู้นำเผด็จการของนิคารากัว กำลังสิ้นอำนาจ สหรัฐอเมริกากำลังสูญเสียฐานที่มั่นสำคัญสำหรับการใช้กำลังคุกคามในภูมิภาคนี้
อันตรายประการที่สองยิ่งเป็นภัยคุกคามมากกว่า เอลซัลวาดอร์ในทศวรรษ ๑๙๗๐
มีการแพร่ขยายของสิ่งที่เรียกกันว่า "องค์กรจัดตั้งของประชาชน"
เช่น สมาพันธ์ชาวไร่ชาวนา สหกรณ์ สหภาพ กลุ่มศึกษาคัมภีร์ไบเบิลที่จัดในโบสถ์ซึ่งพัฒนาขึ้นเป็นกลุ่มช่วยเหลือตนเอง
ฯลฯ สิ่งเหล่านี้แหละที่เป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตย
ในเดือนกุมภาพันธ์
๑๙๘๐ อาร์คบิชอปแห่งเอลซัลวาดอร์ ออสการ์ โรเมโร (Oscar Romeo) ส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีคาร์เตอร์
ในจดหมาย ท่านวิงวอนให้ประธานาธิบดีหยุดส่งความช่วยเหลือทางทหารแก่รัฐบาลทหารที่ปกครองประเทศในขณะนั้น
ท่านกล่าวว่าความช่วยเหลือเช่นนั้นรังแต่จะถูกใช้ไปเพื่อ "ทวีความอยุติธรรมและการกดขี่ต่อองค์กรจัดตั้งของประชาชน"
ซึ่งกำลังต่อสู้ "เพื่อให้เกิดการยอมรับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่สุด"
(ไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า นี่แทบไม่ใช่ข่าวใหม่สำหรับวอชิงตัน)
สองสามสัปดาห์ถัดมา
อาร์คบิชอปโรเมโรถูกลอบสังหารขณะกำลังประกอบพิธีมิซซา เชื่อกันโดยทั่วไปว่า
โรเบอร์โต โดบุสซอง (Roberto d'Aubuisson) ผู้สนับสนุนลัทธินาซียุคใหม่
เป็นตัวการในการลอบสังหารครั้งนี้ (รวมทั้งคดีสยองขวัญอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน)
โดบุสซองเป็น "ผู้นำชั่วชีวิต" ของพรรคอรีนา ซึ่งปกครองเอลซัลวาดอร์
สมาชิกของพรรค เช่น ประธานาธิบดีอัลเฟรโด คริสตีอานี (Alfredo Cristiani)
ของเอลซัลวาดอร์ ยังต้องทำพิธีสาบานด้วยเลือดว่าจะจงรักภักดีต่อเขา
อีกทศวรรษต่อมา
ชาวนาและชาวเมืองยากจนหลายพันคน หลั่งไหลมาร่วมพิธีมิซซาซึ่งจัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงท่านอาร์คบิชอป
ร่วมด้วยบิชอปชาวต่างชาติอีกเป็นจำนวนมาก แต่ที่น่าสังเกตคือสหรัฐอเมริกาไม่ได้มาเข้าร่วมพิธีนี้
คริสต์จักรประจำเอลซัลวาดอร์ได้เสนอท่านโรเมโรขึ้นเป็นนักบุญอย่างเป็นทางการ
เรื่องทั้งหมดนี้ผ่านมาและผ่านไป
โดยแทบไม่มีการกล่าวถึงเลยในประเทศซึ่งเป็นผู้ให้เงินสนับสนุนและฝึกมือสังหารที่ฆ่าท่านโรเมโร
นิวยอร์คไทมส์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น "หนังสือพิมพ์แห่งปูมบันทึกเหตุการณ์"
ไม่มีบทบรรณาธิการถึงการลอบสังหารนี้ ไม่ว่าในตอนที่เกิดเหตุหรือในอีกหลายปีต่อมา
และไม่มีบทบรรณาธิการหรือรายงานข่าวถึงพิธีที่จัดรำลึกถึงท่านโรเมโร
ในวันที่
๗ เดือนมีนาคม ๑๙๘๐ สองสัปดาห์ก่อนการลอบสังหาร มีการเตรียมกำลังทหารในเอลซัลวาดอร์
และสงครามล้อมปราบประชาชนเริ่มนำออกมาใช้ (ด้วยความสนับสนุนและสมรู้ร่วมคิดอย่างต่อเนื่องจากสหรัฐอเมริกา)
การโจมตีครั้งสำคัญครั้งแรกคือการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ที่แม่น้ำริโอซัมปุล
เป็นปฏิบัติการร่วมทางทหารของกองทัพฮอนดูรัสกับเอลซัลวาดอร์ เหตุการณ์ครั้งนี้มีประชาชนอย่างน้อย
๖๐๐ คนถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม เด็กทารกหลายคนถูกมีดสับเป็นชิ้น ๆ ผู้หญิงถูกทรมานและกดน้ำตาย
มีคนพบเห็นเศษชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ลอยในแม่น้ำตลอดหลายวันหลังจากนั้น
มีผู้รู้เห็นเหตุการณ์ที่มาจากฝ่ายคริสต์จักร เพราะฉะนั้นจึงมีข่าวเล็ดลอดออกมาในทันที
แต่สื่อมวลชนกระแสหลักของสหรัฐอเมริกาไม่คิดว่าข่าวนี้มีค่าควรแก่การรายงาน
ชาวนาคือเหยื่อรายใหญ่ของสงครามครั้งนี้
รวมทั้งผู้นำแรงงาน นักศึกษา บาทหลวงหรือใครก็ตามที่ต้องพิรุธว่าทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน
ในปีสุดท้ายของประธานาธิบดีคาร์เตอร์ คือปี ๑๙๘๐ จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเกือบ
๑๐,๐๐๐ คน และพุ่งขึ้นเกือบ ๑๓,๐๐๐ คนในปี ๑๙๘๑ เมื่อรัฐบาลเรแกนขึ้นสู่อำนาจ
ในเดือนตุลาคม
๑๙๘๐ อาร์คบิชอปคนใหม่ประณาม "สงครามสังหารหมู่และฆ่าล้างโคตรต่อประชาชนพลเมืองที่ไร้หนทางต่อสู้"
ที่ดำเนินการโดยกองกำลังรักษาความมั่นคง สองเดือนต่อมา นายโฮเซ่ นโปเลียน
ดูอาร์เต้ (Jose Napoleon Duarte) ผู้นำ "สายกลาง" คนโปรดของสหรัฐอเมริกา
กล่าวสรรเสริญเชิดชูกองกำลังนี้ว่า "ได้รับใช้ประเทศอย่างกล้าหาญเคียงบ่าเคียงไหล่ประชาชนในการต่อต้านการล้มล้างระบอบการปกครอง"
ในวาระที่เขาได้รับแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดีสายพลเรือนของรัฐบาลทหาร
บทบาทของประธานาธิบดีดูอาร์เต้
ซึ่งเป็นผู้นำสายกลาง ก็คือเป็นหุ่นบังหน้าให้พวกผู้นำกองทัพ และเป็นหลักประกันให้เงินอุดหนุนจากสหรัฐไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดตอน
หลังจากเกิดเหตุที่กองกำลังติดอาวุธไปข่มขืนและฆ่าแม่ชีสี่นางที่มาจากสหรัฐอเมริกา
เหตุครั้งนี้กระตุ้นให้เกิดเสียงประท้วงขึ้นในสหรัฐ การฆ่าล้างผลาญชาวเอลซัลวาดอร์เป็นเรื่องหนึ่ง
แต่การข่มขืนและฆ่าแม่ชีอเมริกันเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ผิดพลาดแน่ อย่างไรก็ดี
สื่อมวลชนหลีกเลี่ยงและลดน้ำเสียงลงในการนำเสนอข่าวนี้ ตามการชี้นำของรัฐบาลคาร์เตอร์และคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง
รัฐบาลเรแกนที่เข้ารับช่วงต่อมายิ่งไปไกลกว่านั้นอีก
โดยพยายามหาความชอบธรรมให้กับความป่าเถื่อน โดยเฉพาะรัฐมนตรีต่างประเทศ
อเล็กซานเดอร์ เฮก (Alexander Haig) และจีน เคิร์กแพทริค (Jeane Kirkpatrick)
เอกอัครราชทูตประจำสหประชาชาติ แต่กระนั้นสหรัฐยังอุตส่าห์ยอมให้มีการตัดสินคดีเป็นละครตบตาในอีกสองสามปีต่อมา
โดยปล่อยรัฐบาลทหารนักฆ่าลอยนวลไป และแน่นอน รวมทั้งประเทศลูกพี่ที่เป็นถุงเงินให้ด้วย
หนังสือพิมพ์อิสระในเอลซัลวาดอร์
ซึ่งรายงานเหตุสยดสยองครั้งนี้ พลอยถูกกวาดล้างไปด้วย ต่อให้เป็นหนังสือพิมพ์กระแสหลักและสนับสนุนภาคธุรกิจ
มันก็ยังออกนอกลู่นอกทางเกินไปสำหรับรสนิยมของกองทัพ ปัญหานี้จึงถูกจัดการในปี
๑๙๘๐๘๑ เมื่อบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งถูกฆาตกรรมโดยกองกำลังรักษาความมั่นคง
อีกคนต้องลี้ภัยหัวซุกหัวซุน เช่นเคย เหตุการณ์เหล่านี้ถือว่าเล็กน้อยจนไม่มีคุณค่ามากไปกว่าข่าวสองสามคำในหนังสือพิมพ์สหรัฐ
ในเดือนพฤศจิกายน
๑๙๘๙ พระเยซูอิตหกท่าน แม่ครัวกับลูกสาว ถูกทหารฆ่าทิ้ง ในสัปดาห์เดียวกันนั้นเอง
มีพลเรือนเอลซัลวาดอร์อีกอย่างน้อย ๒๘ คนถูกฆ่าตาย รวมทั้งผู้นำสหภาพคนสำคัญรายหนึ่ง
ผู้นำองค์กรสตรีของมหาวิทยาลัย สมาชิกเก้ารายของสหกรณ์เกษตรอินเดียนแดงแห่งหนึ่ง
และนักศึกษามหาวิทยาลัย ๑๐ คน
สำนักข่าวมีเรื่องที่นักข่าวเอพี
ดักลาส แกรนท์ ไมน์ (Douglas Grant Mine) รายงานถึงเหตุการณ์ที่ทหารบุกเข้าไปในเขตที่อยู่อาศัยของชนชั้นแรงงานในนครหลวงซานซัลวาดอร์
จับผู้ชายมาหกคน รวมทั้งเด็กผู้ชายอายุ ๑๔ ปีอีกคนหนึ่งเพื่อให้ดูขึงขังเป็นพิเศษ
จากนั้นจับพวกเขาทุกคนเรียงกับกำแพงและยิงทิ้ง ประชาชนเหล่านี้ "ไม่ใช่พระหรือนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน"
ไมน์เขียน "ฉะนั้น ความตายของพวกเขาจึงถูกผ่านเลยไปจนแทบไม่มีใครสังเกต"
เช่นเดียวกับรายงานของไมน์นั่นแหละ
พระเยซูอิตถูกฆาตกรรมโดยฝีมือหน่วย
Atlacatl Battalion เป็นกองกำลังพิเศษที่สหรัฐอเมริกาช่วยก่อตั้ง ฝึกหัดและติดอาวุธให้
กองกำลังนี้จัดตั้งขึ้นมาในเดือนมีนาคม ๑๙๘๑ เมื่อผู้เชี่ยวชาญพิเศษสิบห้านายในฝ่ายต่อต้านและปราบปรามจลาจล
จากโรงเรียนฝึกหน่วยรบพิเศษของกองทัพสหรัฐ ถูกส่งตัวไปเอลซัลวาดอร์ นับแต่เริ่มต้น
หน่วยรบนี้มีหน้าที่ในการสังหารหมู่ประชาชน ครูฝึกชาวสหรัฐบรรยายถึงทหารในหน่วยรบนี้ว่า
"พันธุ์ดุพิเศษ
ลำบากเราตลอดเวลาที่ต้องสั่งให้ [พวกเขา] จับผู้ต้องหามาเป็น
ๆ ไม่ใช่เอาแต่ใบหูมา"
ในเดือนธันวาคม
๑๙๘๑ หน่วยรบนี้มีส่วนร่วมในปฏิบัติการซึ่งมีพลเรือนกว่าพันคนถูกฆ่า ในการนองเลือดที่มีทั้งการฆ่า
ข่มขืนและเผา ต่อมาก็มีส่วนร่วมในการวางระเบิดหมู่บ้านและฆ่าประชาชนอีกหลายร้อยคน
ทั้งยิงทิ้ง ถ่วงน้ำและด้วยวิธีการอื่น ๆ เหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เด็กและคนแก่
หน่วย Atlacatl
Battalion ได้รับการฝึกฝนจากกองกำลังพิเศษของสหรัฐอเมริกาไม่นานก่อนที่จะมีการฆาตกรรมพระเยซูอิต
นี่เป็นแบบแผนการปฏิบัติตลอดเวลาที่มีหน่วยรบนี้ การสังหารหมู่ที่โหดร้ายทารุณที่สุดบางคดีเกิดขึ้นหลังจากที่ได้รับการฝึกฝนจากสหรัฐอเมริกามาหมาด
ๆ
ในสังคม
"ประชาธิปไตยอ่อนหัด" อย่างเอลซัลวาดอร์สมัยนั้น กลุ่มวัยรุ่นอายุแค่
๑๓ ถูกต้อนมาจากการกวาดล้างสลัมและค่ายผู้อพยพ และถูกบังคับให้เป็นทหาร
วัยรุ่นเหล่านี้ถูกล้างสมองด้วยกรรมวิธีที่หยิบยืมมาจากหน่วยเอสเอสของนาซี
ทั้งเสี้ยมสอนให้โหดเหี้ยมและข่มขืน เพื่อเตรียมให้เป็นนักฆ่าซึ่งมักจะผสมด้วยความรุนแรงทางเพศและความทมิฬหินชาติ
วิธีฝึกกองทหารเอลซัลวาดอร์ตามปากคำของทหารหนีทัพคนหนึ่ง
ซึ่งมาขอลี้ภัยทางการเมืองในเท็กซัสในปี ๑๙๙๐ ทั้ง ๆ ที่มีคำขอจากกระทรวงการต่างประเทศให้ส่งตัวเขากลับเอลซัลวาดอร์
(ศาลสั่งปกปิดชื่อของเขาไว้เพื่อปกป้องเขาจากหน่วยรบมรณะของเอลซัลวาดอร์)
ตามปากคำของทหารหนีทัพรายนี้
ทหารเกณฑ์ถูกฝึกให้ฆ่าสุนัขและอีแร้งโดยกัดที่คอหอยและบิดหัวจนหลุด คอยดูทหารคนอื่น
ๆ ทรมานและฆ่าผู้ต้องสงสัยว่าเป็นกบฎ เช่น ถอดเล็บ บั่นหัว สับร่างเป็นชิ้น
ๆ และเล่นสนุกกับแขนขาดของเชลย
อีกกรณีหนึ่ง
สมาชิกคนหนึ่งของหน่วยรบมรณะของเอลซัลวาดอร์ที่โยงใยกับหน่วย Atlacatl
Battalion คือ ซีซาร์ วีลแมน โฮย่า มาร์ติเนซ (Cesar Vielman Joya Martinez)
ให้รายละเอียดถึงการมีส่วนร่วมของที่ปรึกษาชาวสหรัฐกับรัฐบาลเอลซัลวาดอร์ในพฤติกรรมของหน่วยรบมรณะ
รัฐบาลประธานาธิบดีบุชพยายามทุกวิถีทางที่จะปิดปากเขาและจับเขาส่งกลับไปหาที่ตายในเอลซัลวาดอร์
ทวนกระแสคำวิงวอนขององค์การสิทธิมนุษยชนและข้อเรียกร้องจากสภาคองเกรสให้รับฟังคำให้การของเขา
(นี่คล้ายกับการปฏิบัติต่อพยานปากสำคัญในคดีลอบสังหารคณะพระเยซูอิต)
ผลลัพธ์ของการฝึกทหารในเอลซัลวาดอร์มีการบรรยายออกมาอย่างแจ่มแจ้งในวารสารชื่อ
America ของคณะเยซูอิต โดยแดเนียล ซานติอาโก (Daniel Santiago)
พระคาทอลิคที่ทำงานอยู่ในเอลซัลวาดอร์ ท่านเล่าเรื่องของหญิงชาวนาที่กลับมาบ้านวันหนึ่ง
เพื่อพบว่าลูกของนางทั้งสามคน แม่และน้องสาว นั่งล้อมอยู่รอบโต๊ะ แต่ละคนมีศีรษะที่ถูกตัดออกมาวางอย่างประณีตบนโต๊ะตรงหน้าซากร่าง
มือทั้งสองข้างถูกจัดวางไว้บนกระหม่อม "ราวกับทุกศพกำลังลูบหัวตัวเอง"
มือสังหารจากกองกำลังพิทักษ์ชาติของเอลซัลวาดอร์พบว่าออกจะยากที่จะจัดศีรษะของทารก
๑๘ เดือนให้อยู่กับที่ พวกนั้นเลยเอามือเด็กตอกตะปูติดไว้กับหัว ชามพลาสติกใบใหญ่บรรจุโลหิตปริ่มวางไว้กลางโต๊ะอย่างวิจิตรบรรจง
ตามคำบอกเล่าของสาธุคุณซานติอาโก
ฉากสยองขวัญแบบนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัยที่นั่น
ในเอลซัลวาดอร์ ประชาชนถูกหน่วยรบมรณะฆ่าทิ้งเล่น
ศพถูกตัดหัว แล้วเสียบศีรษะไว้กับปลายหอกและใช้เป็นจุดบอกภูมิประเทศ
ผู้ชายไม่ได้ถูกตำรวจกระทรวงการคลังของเอลซัลวาดอร์คว้านท้องเฉย ๆ
แต่อวัยวะสืบพันธุ์ยังถูกตัดเอามายัดใส่ปาก สตรีชาวเอลซัลวาดอร์ไม่เพียงถูกกองกำลังพิทักษ์ชาติข่มขืน
แต่มดลูกยังถูกควักออกมาจากร่างและใช้ครอบหน้า แค่ฆ่าเด็กยังไม่พอ
ร่างเด็กยังถูกลากครูดกับลวดหนามจนเนื้อหลุดร่อนจากกระดูก ในขณะที่พ่อแม่ถูกบังคับให้เบิ่งตาดู
บาทหลวงซานติอาโกยังชี้ให้เห็นต่อไปด้วยว่า
ความร้ายกาจทารุณแบบนี้ยิ่งทวีความรุนแรงหนักข้อขึ้น เมื่อคริสต์จักรเริ่มก่อตั้งสมาพันธ์ชาวไร่ชาวนาและกลุ่มช่วยเหลือตนเอง
อันเป็นความพยายามที่จะจัดตั้งองค์กรประชาชนให้ผู้ยากไร้
กล่าวโดยสรุป
วิธีการที่สหรัฐใช้จัดการเอลซัลวาดอร์ประสบความสำเร็จอย่างดี องค์กรของประชาชนถูกทำลายราบคาบ
เหมือนดังที่ท่านอาร์คบิชอปโรเมโรได้ทำนายไว้ ประชาชนหลายหมื่นคนถูกสังหารโหด
และกว่าล้านต้องกลายเป็นผู้อพยพลี้ภัย นี่เป็นฉากโสโครกที่สุดบทหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา
และยังมีฉากอื่น ๆ ที่ไม่น้อยหน้าไปกว่ากันอีกมาก
สอนบทเรียนให้นิคารากัว
นช่วงทศวรรษ ๑๙๗๐ ไม่ใช่เพียงเอลซัลวาดอร์ที่สื่อมวลชนกระแสหลักของสหรัฐไม่สนใจไยดี
ตลอดระยะเวลา ๑๐ ปี ก่อนการโค่นล้มจอมเผด็จการของนิคารากัว คือ อนาสตาซิโอ
โซโมซา ในปี ๑๙๗๙ สถานีโทรทัศน์ของสหรัฐอเมริกา ทุกเครือข่าย อุทิศเวลาให้นิคารากัวแค่
หนึ่งชั่วโมง และหนึ่งชั่วโมงนั้นก็มีแต่ข่าวแผ่นดินไหวที่มานากัวในปี
๑๙๗๒
นับตั้งแต่
ค.ศ. ๑๙๖๐ จวบจนถึง ค.ศ. ๑๙๗๘ นิวยอร์คไทมส์ เขียนบทบรรณาธิการถึงนิคารากัวแค่สามชิ้น
มิใช่ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นในประเทศนี้ เพียงแต่อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นที่นั่นไม่มีความสำคัญให้เอ่ยอ้างถึง
ไม่มีใครแยแสนิคารากัวสักนิด ตราบเท่าที่บัลลังก์ทรราชย์ของโซโมซาไม่สั่นคลอน
เมื่อบัลลังก์ของเขาถูกสั่นคลอน
จริง ๆ โดยฝ่ายแซนดินิสต้าในปลายทศวรรษ ๑๙๗๐ หะแรก สหรัฐอเมริกาพยายามยัดเยียดสิ่งที่เรียกว่า
"โซโมซิสโม (ลัทธิโซโมซา) ที่ปราศจากโซโมซา" กล่าวคือ ปล่อยให้ระบบอันฟอนเฟะยังคงอยู่
เพียงแต่เปลี่ยนใครสักคนขึ้นไปไว้บนบัลลังก์แทน แต่ไม่ได้ผล ประธานาธิบดีคาร์เตอร์จึงพยายามรักษากองกำลังพิทักษ์ชาติของโซโมซาไว้เป็นฐานอำนาจของสหรัฐ
กองกำลังพิทักษ์ชาตินี้ขึ้นชื่อในเรื่องความโหดร้ายป่าเถื่อนและทมิฬหินชาติเสมอมา
ในเดือนมิถุนายน ๑๙๗๙ มันสร้างปฏิบัติการนองเลือดสังหารหมู่ประชาชนในสงครามต่อต้านฝ่ายแซนดินิสต้า
โดยทิ้งระเบิดใส่เขตที่อยู่อาศัยในเมืองมานากัว ฆ่าผู้คนไปหลายหมื่นคน
ในตอนนั้น เอกอัครราชทูตสหรัฐส่งโทรเลขไปที่ทำเนียบขาว บอกว่าเป็น "การไม่สมควร"
ที่จะสั่งให้กองกำลังพิทักษ์ชาติยกเลิกการทิ้งระเบิด เพราะนั่นอาจขัดแย้งกับนโยบายที่จะให้กองกำลังรักษาอำนาจไว้และกวาดล้างพวกแซนดินิสต้าออกไป
ทูตสหรัฐที่ส่งไปเจรจากับองค์กรความร่วมมือระหว่างรัฐในทวีปอเมริกา
(Organization of American States๔
: OAS) ก็แถลงการณ์สนับสนุน "ระบบโซโมซิสโมที่ปราศจากโซโมซา"
เช่นกัน ทว่า OAS ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวอย่างไม่มีเยื่อใย ไม่กี่วันหลังจากนั้น
โซโมซาต้องบินหนีไปไมอามีพร้อมกับสมบัติที่เหลืออยู่ในกระทรวงการคลังของนิคารากัว
และกองกำลังพิทักษ์ชาติจึงล่มสลายลง
รัฐบาลคาร์เตอร์พาคณะผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ชาติ
บินหนีออกจากประเทศ ด้วยเครื่องบินที่ติดเครื่องหมายกาชาด (นี่เป็นอาชญากรรมสงครามอย่างหนึ่ง)
และเริ่มจัดตั้งกองกำลังนี้ขึ้นมาใหม่ที่พรมแดนของนิคารากัว พวกเขายังใช้อาร์เจนตินาเป็นหนังหน้าไฟ
(ในสมัยนั้น อาร์เจนตินาอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นำทางทหารลัทธินาซีใหม่
แต่พวกเขายอมสละเวลาเล็กน้อยจากการทรมานและฆ่าฟันประชาชนของตัวเอง เพื่อมาช่วยฟื้นฟูกองกำลังพิทักษ์ชาติของนิคารากัว
ซึ่งไม่นานต่อมาก็ได้ชื่อใหม่ว่า กบฎคอนทราส์ หรือ "นักรบเสรีภาพ")
เรแกนใช้กองกำลังนี้เปิดฉากสงครามกองโจรขนาดใหญ่ต่อนิคารากัว
ผสานด้วยสงครามเศรษฐกิจที่รุนแรงยิ่งกว่า สหรัฐยังข่มขู่ประเทศอื่น ๆ จนไม่มีใครกล้าส่งความช่วยเหลือให้นิคารากัวด้วย
แต่กระนั้น
ทั้ง ๆ ที่ให้การสนับสนุนทางทหารมากมายมหาศาล สหรัฐอเมริกาก็ยังล้มเหลวที่จะพยุงอำนาจทางทหารไว้ในนิคารากัว
นี่เป็นเรื่องประหลาดทีเดียว หากลองคิดดู ไม่มีหน่วยจรยุทธ์ที่ไหนในโลกนี้มีแหล่งสนับสนุนใหญ่โตมโหฬาร
เทียบได้กับที่สหรัฐอเมริกาให้กับกบฎคอนทราส์สักกระผีกริ้น ด้วยเงินทุนระดับเดียวกัน
คุณสามารถก่อสงครามกองโจรในเขตเทือกเขาของสหรัฐอเมริกาได้ด้วยซ้ำ
ทำไมสหรัฐอเมริกาจึงยอมทุ่มทุนมหาศาลในนิคารากัว?
องค์การพัฒนานานาชาติ Oxfam อธิบายถึงเหตุผลที่แท้จริงไว้ โดยกล่าวว่า
จากประสบการณ์การทำงานใน ๗๖ ประเทศกำลังพัฒนา "นิคารากัว
โดดเด่นกว่าประเทศใดใดในความยึดมั่นอย่างเข้มแข็งของรัฐบาล
ในอันที่จะปรับปรุงสภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในกระบวนการพัฒนา"
ในสี่ประเทศของภูมิภาคอเมริกากลางที่
Oxfam มีบทบาทสำคัญ (คือเอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส และนิคารากัว)
นิคารากัวเท่านั้นที่มีความพยายามจริงจังที่จะแก้ไขความไม่เท่าเทียมในการถือครองที่ดิน
และขยายสวัสดิการทางด้านสุขภาพอนามัย การศึกษาและการเกษตรแก่ครอบครัวชาวนายากจน
หน่วยงานอื่นก็มีรายงานคล้ายกัน
ในต้นทศวรรษ ๑๙๘๐ ธนาคารโลกกล่าวว่าโครงการของตน "ประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงในบางส่วนของนิคารากัว
ดียิ่งกว่าที่อื่นใดในโลก" ในปี ๑๙๘๓ ธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างชาติอเมริกันสรุปว่า
"นิคารากัวมีการพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างเด่นชัดในภาคสังคม ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาทางสังคมเศรษฐกิจในระยะยาว"
ความสำเร็จในการปฏิรูปสังคมของแซนดินิสต้าสร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้กับนักวางแผนสหรัฐ
พวกเขาตระหนัก ดังที่โฮเซ่ ฟิเกอเรส (Jose Figueres) บิดาแห่งระบอบประชาธิปไตยของคอสตาริก้า
กล่าวไว้ว่า "เป็นครั้งแรกที่นิคารากัวมีรัฐบาลที่ใส่ใจต่อประชาชนจริง
ๆ" (แม้ว่าฟิเกอเรสเป็นผู้นำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยคนสำคัญในภูมิภาคอเมริกากลางมาตลอดสี่สิบปี
ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งที่เขามีต่อความเป็นไปที่แท้จริงในโลก กลับไม่เป็นที่ยอมรับและถูกเพิกเฉยโดยสิ้นเชิง
จากสื่อมวลชนของสหรัฐอเมริกา)
การที่รัฐบาลแซนดินิสต้าพยายามกระจายทรัพยากรแก่คนยากจน
(และทำสำเร็จด้วย) ก่อให้เกิดความเป็นปฏิปักษ์อย่างไม่น่าเชื่อ นักวางนโยบายของสหรัฐอเมริกาเกือบทุกคนสำแดงความไม่พอใจออกมาเหมือนกันหมด
และเป็นเอามากถึงขนาดแตกตื่นบ้าคลั่งทีเดียว
ย้อนกลับไปในปี
๑๙๘๑ แหล่งข่าววงในกระทรวงการต่างประเทศคุยโตว่า สหรัฐอเมริกาจะ "เปลี่ยนนิคารากัวให้กลายเป็นแอลเบเนียแห่งภูมิภาคอเมริกากลาง"
กล่าวคือ ยากจนข้นแค้น โดดเดี่ยวและหัวรุนแรงทางการเมือง เพื่อให้ความฝันของแซนดินิสต้า
ที่จะสร้างสรรค์รูปแบบการเมืองใหม่ เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ลาตินอเมริกาต้องย่อยยับไป
จอร์จ ชูลทซ์
(George Shultz) เรียกแซนดินิสต้าเป็น "มะเร็งร้ายที่ฝังอยู่ในผืนแผ่นดินของเรา"
ซึ่งต้องกำจัดทิ้งให้สิ้นซาก ในขณะที่ซีกการเมืองอีกปลายขั้วหนึ่ง เช่น
ผู้นำวุฒิสมาชิกสายเสรีนิยม อลัน แครนสตัน (Alan Cranston) กล่าวว่า ถ้าทำลายแซนดินิสต้าลงไม่ได้
สหรัฐอเมริกาคงต้องปล่อยให้นิคารากัว "เน่าเฟะในน้ำหนอง [ของมัน]
เอง"
ด้วยเหตุนี้
สหรัฐอเมริกาจึงเปิดฉากการโจมตีสามประสานแก่นิคารากัว ประการแรก สหรัฐสร้างแรงกดดันอย่างหนักหน่วง
เพื่อบีบคั้นให้ธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างชาติอเมริกันระงับโครงการและความช่วยเหลือทั้งหมด
ประการที่สอง
สหรัฐอเมริกาประเดิมสงครามกองโจร พร้อมกันกับสงครามทางเศรษฐกิจอย่างผิดกฎหมาย
เพื่อทำลายสิ่งที่ Oxfam เรียกขานอย่างถูกต้องว่า "ภัยคุกคามของตัวอย่างที่ดี"
การโจมตีแบบผู้ก่อการร้ายของฝ่ายกบฎคอนทราส์ต่อ "จุดอ่อน" ภายใต้คำสั่งของสหรัฐอเมริกา
พร้อมกับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เป็นการผนึกกำลังทำลายความหวังในการพัฒนาเศรษฐกิจและการปฏิรูปสังคม
ขบวนการก่อการร้ายของสหรัฐอเมริกาทำให้นิคารากัวไม่สามารถปลดประจำการทหารในกองทัพ
และไม่มีโอกาสใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดและน้อยนิดน่าสังเวช มาฟื้นฟูความพินาศที่เหลือทิ้งไว้
โดยผู้ปกครองทรราชที่มีสหรัฐหนุนหลัง และอาชญากรรมที่รัฐบาลเรแกนให้การสนับสนุน
ผู้สื่อข่าวประจำภูมิภาคอเมริกากลางที่ได้รับความนับถือมากที่สุดคนหนึ่ง
คือ จูเลีย เพรสตัน (Julia Preston) (ซึ่งตอนนั้นทำงานให้กับหนังสือพิมพ์
บอสตันโกลบ) รายงานว่า "เจ้าหน้าที่รัฐบาลบอกว่าพอใจที่ได้เห็นฝ่ายคอนทราส์ตัดกำลังรัฐบาลแซนดินิสต้า
โดยบีบคั้นให้นำทรัพยากรที่มีจำกัดจำเขี่ยมาใช้ในสงคราม แทนที่จะได้นำไปใช้ในโครงการทางด้านสังคม"
นั่นคือจุดสำคัญ เนื่องจากโครงการทางสังคมนั่นแหละคือหัวใจของตัวอย่างที่ดี
ซึ่งอาจแพร่ระบาดไปสู่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ และบ่อนทำลายระบบขูดรีดและตักตวงผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา
สหรัฐอเมริกาถึงขนาดปฏิเสธไม่ยอมให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาสาธารณภัย
หลังจากเกิดแผ่นดินไหวในปี ๑๙๗๒ สหรัฐอเมริกาเคยส่งความช่วยเหลือจำนวนมหาศาลแก่นิคารากัว
ซึ่งเงินช่วยเหลือส่วนใหญ่ก็ถูกโซโมซาซึ่งเป็นคู่หูของสหรัฐฉกชิงไป ในเดือนตุลาคม
๑๙๘๘ ภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงยิ่งกว่ากระหน่ำเข้าที่นิคารากัว คือพายุเฮอร์ริเคนโจแอน
สหรัฐไม่ยอมส่งเงินไปสักเพนนีเดียว เพราะถ้าส่งไป เงินนั้นคงไปถึงมือประชาชน
หาใช่ไปเข้ากระเป๋าเจ้าพ่อผู้มั่งคั่งคนไหนไม่ สหรัฐยังกดดันให้บรรดาประเทศพันธมิตรส่งความช่วยเหลือไปให้เพียงน้อยนิดด้วย
พายุเฮอร์ริเคนนอกจากสร้างความพินาศแล้ว
ยังให้โอกาสอันน่าชื่นชมว่าจะเกิดทุพภิกขภัยและความเสียหายทางนิเวศวิทยาในระยะยาว
เป็นแรงหนุนเสริมความพยายามของสหรัฐ สหรัฐต้องการให้ชาวนิคารากัวอดอยาก
เพื่อจะได้กล่าวหารัฐบาลแซนดินิสต้าว่าบริหารเศรษฐกิจผิดพลาด เพราะรัฐบาลนี้ไม่ยอมอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐ
ชาวนิคารากัวจึงต้องทุกข์ทรมานและล้มตาย
ประการที่สาม
สหรัฐใช้เล่ห์กลทางการทูตเพื่อบดขยี้นิคารากัว ดังที่โทนี อเวอร์แกน (Tony
Avirgan) เขียนไว้ในวารสาร Mesoamerica ของคอสตาริก้าว่า "รัฐบาลแซนดินิสต้าตกหลุมพรางที่ประธานาธิบดีคอสตาริก้า
ออสการ์ อารีอัส (Oscar Arias) และประธานาธิบดีคนอื่น ๆ ในภูมิภาคอเมริกากลางขุดล่อไว้
ยังผลให้พวกเขาต้องพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ [๑๙๙๐]"
สำหรับนิคารากัว
แผนสันติภาพเดือนสิงหาคม ๑๙๘๗ เป็นข้อตกลงที่ดี อเวอร์แกนเขียนไว้ว่า :
รัฐบาลแซนดินิสต้ายอมเลื่อนการเลือกตั้งระดับชาติที่กำหนดเวลาไว้ให้เร็วขึ้นสองสามเดือน
และอนุญาตให้มีผู้สังเกตการณ์นานาชาติ ดังเช่นที่เคยทำมาในปี ๑๙๘๔ "เพื่อแลกกับการยุติขบวนการคอนทราส์และสิ้นสุดสงครามเสียที
"
รัฐบาลนิคารากัวทำทุกอย่างตามเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติภายใต้แผนสันติภาพ
แต่ไม่มีใครให้ความสนใจแม้สักน้อยนิด
อารีอัส
ทำเนียบขาวและสภาคองเกรส ไม่เคยมีเจตนาสักกระผีกริ้นที่จะส่งเสริมแผนสันติภาพนี้ไม่ว่าในแง่มุมใด
ความเป็นจริงก็คือสหรัฐอเมริกาเพิ่มเที่ยวบินของซีไอเอเพื่อส่งกำลังบำรุงให้กบฎคอนทราส์อีกสามเท่าตัว
ภายในเวลาไม่กี่เดือน แผนสันติภาพจึงล้มเหลวสนิท
เมื่อการหาเสียงเลือกตั้งเริ่มขึ้น
สหรัฐอเมริกาประกาศชัดเจนว่า การคว่ำบาตรที่กำลังรัดคอประเทศและการก่อการร้ายจะยังดำเนินต่อไป
หากว่าฝ่ายแซนดินิสต้าได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง คุณคงต้องเป็นคนจำพวกนักลัทธินาซีหรือลัทธิสตาลินหัวโบราณ
ถึงจะมองว่าการเลือกตั้งที่ดำเนินไปภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้เป็นการเลือกตั้งอย่างเสรีและยุติธรรม
และเลยเขตชายแดนทางทิศใต้ของสหรัฐลงไป มีน้อยคนนักที่หลงเพ้อไปกับมายาภาพนี้
หากเรื่องประเภทนี้ปฏิบัติโดย
ศัตรู ของสหรัฐล่ะก็
ผมขอให้คุณนึกภาพปฏิกิริยาของพวกสื่อมวลชนดูเองก็แล้วกัน
สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจของเรื่องนี้ก็คือ ฝ่ายแซนดินิสต้ายังได้คะแนนเสียงเลือกตั้งถึง
๔๐% ในขณะที่พาดหัวของหนังสือพิมพ์ นิวยอร์คไทมส์ โห่ร้องว่า ชาวอเมริกัน
"มีความชื่นชมยินดีโดยพร้อมเพรียงกัน" ต่อ "ชัยชนะอันขาวสะอาดของสหรัฐอเมริกา"
ชัยชนะของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคอเมริกากลางตลอดช่วงสิบห้าปีที่ผ่านมาเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่
มิใช่เพียงราคาชีวิตมนุษย์ที่ต้องจ่ายไปอย่างน่าประหวั่นเท่านั้น แต่เพราะในทศวรรษที่ผ่านมา
เราได้เห็นความเป็นไปได้ที่จะเกิดความก้าวหน้าอย่างแท้จริง อันมีแนวโน้มว่าจะนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีความหมายและสนองต่อความต้องการของมนุษย์
ด้วยผลสำเร็จช่วงต้นในเอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา และนิคารากัว
ความพยายามดังกล่าวอาจได้ผลและอาจสอนบทเรียนที่มีคุณค่าแก่ประเทศอื่น
ๆ ที่ถูกรุมเร้าด้วยปัญหาคล้าย ๆ กัน แน่ล่ะ นี่แหละคือสิ่งที่นักวางแผนของสหรัฐกลัวนักกลัวหนา
แต่ภัยคุกคามนี้ถูกทำแท้งไปเรียบร้อยแล้ว อาจตลอดกาลด้วยซ้ำ
ทำให้กัวเตมาลาเป็นลานประหาร
อนการปฏิวัติของแซนดินิสต้า มีอยู่ประเทศหนึ่งในภูมิภาคอเมริกากลางที่ได้เป็นข่าวพาดหัวในสื่อมวลชนสหรัฐบางฉบับ
นั่นคือกัวเตมาลา ในปี ๑๙๔๔ การปฏิวัติในประเทศนั้นโค่นล้มทรราชชั่วช้า
นำไปสู่การก่อตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยที่วางรูปแบบพื้นฐานตามโครงการนิวดีลของรูสเวลท์
ในช่วงสิบปีถัดมาที่ประเทศนี้ได้สลับฉากด้วยระบอบประชาธิปไตย กัวเตมาลาเริ่มเห็นความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางของตัวเอง
นั่นจุดชนวนให้เกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมาในวอชิงตัน
ไอเซนฮาวเออร์และดัลเลสเตือนว่า "การป้องกันตัวและการธำรงประเทศ"
ของสหรัฐอเมริกาอยู่ในสภาพหน้าสิ่วหน้าขวาน หากไม่กำจัดไวรัสทิ้ง รายงานของฝ่ายข่าวกรองสหรัฐ
บอกกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ถึงอันตรายที่อาจเกิดจากระบอบทุนนิยมประชาธิปไตยในกัวเตมาลา
บันทึกความจำของหน่วยซีไอเอในปี
๑๙๕๒ บรรยายถึงสถานการณ์ในกัวเตมาลาว่า "ขัดต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ"
เพราะ "อิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์
ที่แฝงอยู่ในขบวนการที่ต่อสู้เพื่อการปฏิรูปสังคมและนโยบายชาตินิยม"
บันทึกนี้เตือนว่า กัวเตมาลา "เพิ่งเพิ่มการสนับสนุนอย่างมากแก่ฝ่ายคอมมิวนิสต์
และกิจกรรมที่ต่อต้านความเป็นอเมริกันในประเทศภูมิภาคอเมริกากลางอื่น ๆ"
ตัวอย่างสำคัญประการหนึ่งที่หยิบยกขึ้นมา คือคำกล่าวหาว่ามีการมอบเงินให้แก่โฮเซ่
ฟิเกอเรสเป็นจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ
ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
โฮเซ่ ฟิเกอเรส คือผู้ก่อตั้งประชาธิปไตยของคอสตาริก้า และเป็นผู้นำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในภูมิภาคอเมริกากลาง
แม้เขายอมให้ความร่วมมือกับซีไอเออย่างแข็งขัน และเรียกขานสหรัฐอเมริกาเป็น
"หลักชัยในการต่อสู้ของเรา" และได้รับการยอมรับจากเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำคอสตาริก้าว่าเป็น
"ตัวแทนโฆษณาชวนเชื่อที่เชิดหน้าชูตาที่สุดเท่าที่บริษัทยูไนเต็ดฟรุทคอมปานีจะหาได้ในลาตินอเมริกา"
ฟิเกอเรสก็ยังมีความเป็นตัวของตัวเอง และด้วยเหตุนั้นจึงไม่อาจถือว่าวางใจได้เหมือนโซโมซาหรือลูกสมุนคนอื่นในอาณัติของสหรัฐ
ในสำนวนทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา
นี่ทำให้เขากลายเป็น "คอมมิวนิสต์" ไปได้เหมือนกัน ดังนั้น หากกัวเตมาลาสนับสนุนเงินเพื่อช่วยให้เขาชนะการเลือกตั้ง
นั่นแสดงว่ากัวเตมาลาสนับสนุนลัทธิคอมมิวนิสต์
ซ้ำร้ายกว่านั้น
บันทึกความจำของซีไอเอฉบับเดียวกันยังกล่าวต่อว่า "นโยบายหัวรุนแรงและชาตินิยม"
ของรัฐบาลทุนนิยมประชาธิปไตย ซึ่งรวมถึง "การขัดขวางผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของต่างชาติ
โดยเฉพาะบริษัทยูไนเต็ดฟรุทคอมปานี" ได้รับ "การสนับสนุนหรือยอมรับจากชาวกัวเตมาลาเกือบทั้งหมด"
รัฐบาลกำลังดำเนินการ "เคลื่อนไหวมวลชนในหมู่ชาวนาที่ขาดความกระตือรือร้นทางการเมืองเสมอมา"
พร้อม ๆ กับถ่ายถอนอำนาจของพวกผู้ถือครองที่ดินขนาดใหญ่
ยิ่งไปกว่านั้น
การปฏิวัติในปี ๑๙๔๔ ได้กระตุ้นให้เกิด "ขบวนการระดับชาติที่เข้มแข็ง
ซึ่งต้องการปลดแอกกัวเตมาลาจากเผด็จการทหาร ความล้าหลังทางสังคม และ 'อาณานิคมทางเศรษฐกิจ'
ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองในอดีต" และ "สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความจงรักภักด
ีและยึดมั่นในผลประโยชน์ของชาติ ในหมู่ชาวกัวเตมาลาที่มีสำนึกทางการเมืองสูง"
ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ ความสำเร็จในการปฏิรูปที่ดินเริ่มกลายเป็นภัยคุกคาม
"ความมั่นคง" ของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งประชาชนผู้ยากไร้ไม่วายที่จะเห็นเป็นตัวอย่าง
กล่าวโดยย่อ
สถานการณ์เลวร้ายมาก ดังนั้น ซีไอเอจึงผลักดันให้มีการรัฐประหารจนสำเร็จ
กัวเตมาลากลายเป็นโรงฆ่าสัตว์อย่างที่เป็นมาจนถึงทุกวันนี้ โดยสหรัฐคอยแทรกแซงเป็นระยะ
ๆ เมื่อไรก็ตามที่ดูเหมือนจะมีการออกนอกลู่นอกทาง
ในปลายทศวรรษ
๑๙๗๐ ความโหดร้ายทารุณทวีขึ้นเกินกว่าบรรทัดฐานความเลวร้ายตามปกติ จนต้องมีการประท้วงทางวาจา
แต่กระนั้น ตรงกันข้ามกับที่ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อ ภายใต้รัฐบาล "สิทธิมนุษยชน"
ของคาร์เตอร์ ความช่วยเหลือทางทหาร ที่สหรัฐให้ต่อกัวเตมาลายังคงทุ่มเทไปในระดับเดิม
ประเทศพันธมิตรของสหรัฐถูกระดมให้เข้ามาช่วยในการนี้ด้วย โดยเฉพาะอิสราเอล
ซึ่งถือเป็น "สินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์" ส่วนหนึ่งเพราะความสำเร็จของอิสราเอลในการเป็นผู้นำลัทธิภัยสยองโดยรัฐ
ภายใต้รัฐบาลเรแกน
การสนับสนุนสิ่งที่เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ในกัวเตมาลา
ยิ่งทวีความเมามันขึ้นไปอีก ผู้นำประเภทฮิตเลอร์แห่งกัวเตมาลาซึ่งสหรัฐให้การสนับสนุน
เช่น ริออส มอนต์ (Rios Montt) ได้รับการสดุดีจากเรแกนว่าเป็นผู้อุทิศตนแก่ระบอบประชาธิปไตย
ในต้นทศวรรษ ๑๙๘๐ มิตรของวอชิงตันผู้นี้ผลาญชีวิตชาวกัวเตมาลาไปหลายหมื่นคน
ส่วนใหญ่คือชาวอินเดียนแดงในที่ราบสูง มีประชาชนอีกนับไม่ถ้วนถูกทารุณและข่มขืน
มีการสังหารหมู่เกิดขึ้นในเขตการปกครองใหญ่ ๆ หลายแห่ง
ในปี ๑๙๘๘
หนังสือพิมพ์กัวเตมาลาเพิ่งเปิดตัวใหม่ในชื่อว่า La Epoca ถูกวางระเบิดโดยผู้ก่อการร้ายของรัฐบาล
ในตอนนั้น สื่อมวลชนของสหรัฐกำลังเล่นข่าวกันอย่างเอิกเกริก กับเรื่องที่หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในนิคารากัวที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสหรัฐ
คือ La Prensa ซึ่งคอยเรียกร้องอย่างเปิดเผยให้โค่นล้มรัฐบาลแซนดินิสต้า
และสนับสนุนกองทัพนักลัทธิภัยสยองที่สหรัฐหนุนหลัง เกิดประสบปัญหาไม่สามารถออกหนังสือพิมพ์ได้สองสามฉบับ
เหตุเพราะขาดแคลนกระดาษ เรื่องแค่นี้ก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจ และโจมตีรัฐบาลแซนดินิสต้าว่าเป็นเผด็จการอย่างสาดเสียเทเสีย
ตามหน้าหนังสือพิมพ์ วอชิงตันโพสต์ และฉบับอื่นๆ
ในอีกด้านหนึ่ง
ความยับเยินของหนังสือพิมพ์ La Epoca กลับไม่กระตุ้นความแยแสสนใจเลยสักนิด
ไม่มีรายงานข่าวเรื่องนี้ในสหรัฐ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ทราบกันดีในหมู่ผู้สื่อข่าวชาวอเมริกันก็ตาม
เป็นธรรมดาที่เราไม่อาจคาดหวังให้สื่อมวลชนอเมริกัน แสดงความสนใจในเรื่องที่กองกำลังรักษาความมั่นคง
ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากสหรัฐ ได้จัดการปิดปากหนังสือพิมพ์ไปฉบับหนึ่ง
ซึ่งเป็นแค่ปากเสียงอิสระเล็ก ๆ ที่พยายามส่งเสียงเรียกร้องขึ้นบ้างเพียงชั่วไม่กี่สัปดาห์ในกัวเตมาลา
หนึ่งปีต่อมา
ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งจาก La Epoca จูลิโอ โกดอย (Julio Godoy) ซึ่งหนีหัวซุกหัวซุนไปหลังจากโดนระเบิด
เขากลับไปเยี่ยมกัวเตมาลาเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เมื่อหวนกลับมาสหรัฐ เขาเปรียบเทียบสถานการณ์ในภูมิภาคอเมริกากลางกับในยุโรปตะวันออก
โกดอยเขียนไว้ดังนี้ว่า ชาวยุโรปตะวันออก "ยังโชคดีกว่าชาวอเมริกากลาง"
เพราะ
ในขณะที่รัฐบาลซึ่งมอสโคว์ตั้งไว้ในกรุงปราก
ทำเพียงแค่ลดชั้นและเหยียดหยามนักปฏิรูปสังคมทั้งหลาย รัฐบาลที่วอชิงตันหนุนขึ้นสู่อำนาจในกัวเตมาลากลับฆ่าทิ้งหมด
รัฐบาลกัวเตมาลายังทำเช่นนั้นอยู่ในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่สังหารชีวิตเหยื่อไปแล้วมากกว่า
๑๕๐,๐๐๐ ราย [ในปฏิบัติการที่องค์การนิรโทษกรรมสากลเรียกว่า] "โครงการฆาตกรรมทางการเมืองของรัฐบาล"
หนังสือพิมพ์ที่มีอยู่ต้องยอมอ่อนข้อให้รัฐบาล
หรือมิฉะนั้นก็ต้องอันตรธานไป เหมือนในกรณีของ La Epoca
"ไม่ว่าใครคงอดนึกไม่ได้"
โกดอยเขียนไว้ "ว่าคงมีบางคนในทำเนียบขาวที่บูชาเทพเจ้าเผ่าแอซเท็ค
โดยเซ่นสรวงด้วยเลือดของชาวอเมริกากลาง" และเขาอ้างถึงคำพูดของนักการทูตยุโรปตะวันตกคนหนึ่งที่กล่าวว่า:
"ตราบเท่าที่ชาวอเมริกันไม่เปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อภูมิภาคนี้ ที่นี่ย่อมไม่มีช่องว่างสำหรับความจริงหรือความหวังใดใด"
การรุกรานปานามา
ต่เดิม ปานามาถูกปกครองโดยชนชั้นสูงชาวยุโรปกลุ่มเล็ก ๆ แค่หยิบมือเดียว
ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่า 10% ของประชากรทั้งหมด สภาพการณ์เช่นนี้แปรเปลี่ยนไปในปี
1968 เมื่อ โอมาร์ ทอร์ริจอส (Omar Torrijos) นายพลสายประชานิยม ทำรัฐประหาร
และอนุญาตให้ชนผิวดำและเมสติโซ [เชื้อชาติผสม] ยากจนมีส่วนร่วมในอำนาจได้บ้างภายใต้ระบอบเผด็จการทหารของเขา
ในปี ๑๙๘๑
ทอร์ริจอสเสียชีวิตในอุบัติเหตุเครื่องบินตก ล่วงมาถึงปี ๑๙๘๓ ผู้นำที่ครองอำนาจไว้ได้คือ
มานูเอล นอริเอกา (Manuel Noriega) อาชญากรซึ่งเคยเป็นทหารใต้บังคับบัญชาของทอร์ริจอสและเป็นลูกสมุนของหน่วยข่าวกรองสหรัฐ
รัฐบาลสหรัฐรู้ว่านอริเอกาพัวพันกับการค้ายาเสพย์ติดมาตั้งแต่ปี
๑๙๗๒ เป็นอย่างน้อย เมื่อรัฐบาลนิกสันเคยคิดที่จะลอบสังหารเขา แต่เขาอยู่ในรายชื่อผู้รับเงินจากซีไอเอ
ในปี 1983 คณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐมีข้อสรุปว่า ปานามาเป็นศูนย์กลางใหญ่ในการค้ายาเสพย์ติดและเป็นแหล่งฟอกเงินที่ได้จากการค้ายา
แต่รัฐบาลสหรัฐยังเห็นประโยชน์ในตัวนอริเอกา
ในเดือนพฤษภาคม ๑๙๘๖ ผู้อำนวยการหน่วยปราบปรามยาเสพย์ติดชมเชย "นโยบายต่อต้านการค้ายาเสพย์ติดอย่างแข็งขัน"
ของนอริเอกา ปีต่อมา ผู้อำนวยการคนนี้ยัง "ยินดีในความร่วมมือใกล้ชิด"
กับนอริเอกา ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เอ็ดวิน มีส (Edwin Meese)
ได้สั่งระงับมิให้กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐสอบสวนอาชญากรรมของนอริเอกา ในเดือนสิงหาคม
๑๙๘๗ ญัตติประณามนอริเอกาของวุฒิสมาชิกถูกคัดค้านโดย เอลเลียต อบรามส์
(Elliot Abrams) เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ผู้รับผิดชอบนโยบายของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคอเมริกากลางและปานามา
กระนั้นก็ตาม
ในท้ายที่สุด เมื่อนอริเอกาถูกดำเนินคดีจนได้ในไมอามีในปี ๑๙๘๘ ข้อกล่าวหาทั้งหมด
ยกเว้นเพียงข้อเดียว ล้วนพาดพิงถึงพฤติกรรมที่เกิดขึ้น ก่อน ปี 1984 ทั้งสิ้น
ในสมัยที่เขายังเป็นลูกสมุนของสหรัฐอเมริกา ช่วยสหรัฐทำสงครามต่อต้านนิคารากัว
โกงคะแนนเสียงเลือกตั้งด้วยความเห็นดีเห็นงามจากสหรัฐและรับใช้ผลประโยชน์ของสหรัฐอย่างน่าพึงพอใจ
ไม่ใช่ว่าจู่ ๆ ก็ค้นพบว่าเขาเป็นพวกทรชนและเป็นพ่อค้ายาเสพย์ติด เรื่องนี้รู้กันมาตั้งนานแล้ว
เป็นเรื่องคาดเดาได้ง่ายทีเดียว
ดังที่งานศึกษาค้นคว้าหลายต่อหลายชิ้นแสดงให้เห็น ทรราชป่าเถื่อนจะข้ามเส้นจากเพื่อนผู้แสนดี
กลายเป็น "ผู้ร้าย" และ "ทรชน" เมื่อเขาเกิดประกอบอาชญากรรมโดยเริ่มมีแนวทางเป็นตัวของตัวเอง
ข้อผิดพลาดเหมือนกันประการหนึ่งคือ เมื่อเขาข้ามเส้นจากการปล้นคนยากจน
ซึ่งถือเป็นข้อดี และเริ่มเข้าแทรกแซงชนชั้นอภิสิทธิ์ ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านจากผู้นำภาคธุรกิจ
ในช่วงกลางทศวรรษ
๑๙๘๐ นอริเอกาเริ่มมีความผิดในอาชญากรรมดังกล่าว หนึ่งในหลาย ๆ เรื่องคือ
ดูเหมือนเขาเริ่มอิดออดในการช่วยสหรัฐทำสงครามคอนทราส์ การที่เขาเริ่มเป็นตัวของตัวเองยังเป็นภัยคุกคามผลประโยชน์ของสหรัฐในคลองปานามาด้วย
วันที่ ๑ มกราคม ๑๙๙๐ คือกำหนดที่การบริหารคลองปานามาเกือบทั้งหมดจะต้องโอนถ่ายให้แก่ปานามา
การโอนคืนจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในปี ๒๐๐๐ สหรัฐจึงต้องวางหมากให้มั่นใจว่า
ปานามาต้องอยู่ในเงื้อมมือของคนที่สหรัฐสามารถควบคุมได้ตั้งแต่ก่อนจะถึงวันนั้น
เนื่องจากไม่สามารถไว้วางใจว่านอริเอกาจะทำตามคำสั่งต่อไป
เขาจึงต้องไปให้พ้นทาง วอชิงตันเริ่มดำเนินการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจซึ่งทำลายเศรษฐกิจอย่างได้ผลจริง
ๆ ภาระหนักตกอยู่แก่คนยากไร้ส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่คนผิวขาว ประชาชนเองก็เริ่มเกลียดชังนอริเอกา
มีไม่น้อยที่เห็นว่าเขาเป็นตัวต้นเหตุของสงครามเศรษฐกิจ (ซึ่งที่จริงแล้วผิดกฎหมาย
ถ้าหากจะมีใครสนใจ) ที่ทำให้เด็ก ๆ ต้องอดอยากยากแค้น
ถัดมามีการลองทำรัฐประหาร
แต่ล้มเหลว และแล้วในเดือนธันวาคม ๑๙๘๙ สหรัฐฉลองการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินและการสิ้นสุดสงครามเย็น
โดยการบุกปานามาอย่างซึ่ง ๆ หน้า ฆ่าพลเรือนไปหลายร้อยคนหรืออาจจะหลายพัน
(ไม่มีใครรู้ และมีน้อยคนนักที่อยู่ทางเหนือของแม่น้ำริโอกรังด์๕
ขึ้นมาสนใจไยดีพอที่จะสืบเสาะหาความจริง) การรุกรานครั้งนี้ช่วยฟื้นฟูอำนาจให้แก่ชนชั้นสูงผิวขาวผู้มั่งคั่ง
ซึ่งเคยถูกริดรอนอำนาจไปในการรัฐประหารของทอร์ริจอส ทันเวลาพอดีกับได้ตั้งรัฐบาลที่ยอมศิโรราบให้สำหรับการโอนถ่ายการบริหารคลองปานามาในวันที่
๑ มกราคม ๑๙๙๐ (ดังที่มีการตั้งข้อสังเกตกันในหนังสือพิมพ์ฝ่ายขวาของยุโรป)
ตลอดความเป็นไปทั้งหมดนี้
สื่อมวลชนสหรัฐเดินตามการชี้นำของวอชิงตันต้อย ๆ ปลุกปั้นหาผู้ร้ายขึ้นมาตามกระแสความต้องการ
การกระทำที่เคยผ่อนผันให้กลับกลายเป็นอาชญากรรม ยกตัวอย่างเช่น ในปี 1984
การเลือกตั้งประธานาธิบดีของปานามา ผู้ได้รับชัยชนะคือ อาร์นุลโฟ อารีอัส
(Arnulfo Arias) แต่นอริเอกาโกงการเลือกตั้งครั้งนั้น โดยอาศัยความรุนแรงและเล่ห์เหลี่ยมมากพอดู
แต่ตอนนั้นนอริเอกายังมิได้แข็งข้อ
เขายังเป็นคนของสหรัฐในปานามา ส่วนพรรคของอารีอัสถูกมองว่ามีองค์ประกอบล่อแหลมเป็น
"ลัทธิชาตินิยมสุดขั้ว" รัฐบาลเรแกนจึงปรบมือให้แก่ความรุนแรงและการฉ้อโกง
และส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จอร์จ ชูลทซ์ ไปเพื่อให้ความชอบธรรมแก่การเลือกตั้งที่โกงมา
และยกย่องชมเชย "ประชาธิปไตย" ในแบบฉบับของนอริเอกาว่าเป็นแบบอย่างที่แซนดินิสต้าซึ่งเห็นผิดเป็นชอบควรเจริญรอยตาม
พันธมิตรที่จับมือกันระหว่างวอชิงตันกับสื่อมวลชนและหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่
ต่างสงบปากคำไม่วิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งอันฉ้อฉลครั้งนั้น แต่กับการเลือกตั้งของแซนดินิสต้าในปีเดียวกันที่มีอิสระและขาวสะอาดมากกว่า
กลับถูกกล่าวหาว่าไม่มีคุณค่าแม้แต่น้อย เพียงเพราะสหรัฐควบคุมมันไม่ได้
ในเดือนพฤษภาคม
๑๙๘๙ นอริเอกาโกงการเลือกตั้งอีกครั้ง คราวนี้จากตัวแทนของฝ่ายค้านในภาคธุรกิจ
คือ กิลเลอร์โม เอนดารา (Guillermo Endara) นอริเอกาใช้ความรุนแรงน้อยกว่าในปี
1984 ทว่ารัฐบาลเรแกนส่งสัญญาณออกมาแล้วว่าขอกลับลำต่อต้านนอริเอกา สื่อมวลชนรีบเดินตามบทที่คาดเดาได้ล่วงหน้า
สื่อต่าง ๆ พากันโหมประโคมแสดงอาการเกรี้ยวกราดกับการที่นอริเอกาไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานประชาธิปไตยอันสูงส่งของสหรัฐ
สื่อมวลชนเริ่มประณามการฝ่าฝืนสิทธิมนุษยชนกันอย่างครึกโครม
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยแยแสสนใจเลยแม้แต่น้อย กว่าจะถึงเวลาที่สหรัฐบุกปานามาในเดือนธันวาคม
๑๙๘๙ สื่อมวลชนได้สร้างภาพนอริเอกาเป็นปิศาจร้าย วาดภาพจนเขากลายเป็นอสุรกายที่ชั่วช้าที่สุดนับตั้งแต่สมัยอัตติลาชาวฮั่น๖
(โดยพื้นฐานแล้ว นี่คือการฉายซ้ำภาพอสุรกายของกาดดาฟีแห่งลิเบีย) เทด คอปเปล
(Ted Koppel) แสดงสุนทรพจน์ว่า "นอริเอกาคือหนึ่งในเผ่าพันธุ์พิเศษที่เป็นผู้ร้ายระดับสากล
พวกคนอย่างกาดดาฟี อีดี้ อามิน และ อยาตุลเลาะห์ โคไมนี คือคนที่ชาวอเมริกันพอใจจะเกลียดชัง"
แดน ราเธอร์ (Dan Rather) จัดนอริเอกาอยู่ใน "รายชื่ออันดับต้น ๆ
ของนักค้ายาเสพย์ติดและทรชนระดับโลก" อันที่จริง นอริเอกาเป็นแค่อันธพาลระดับกระจอกมาก
และเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่อยู่ในรายชื่อรับเงินจากซีไอเอแล้ว
ตัวอย่างเช่น
ในปี ๑๙๘๘Americas Watch พิมพ์รายงานว่าด้วยปัญหาสิทธิมนุษยชนในปานามา
โดยให้ภาพที่ไม่ค่อยสวยงามนัก แต่ดังที่รายงานนี้ รวมทั้งงานวิจัยค้นคว้าอื่น
ๆ แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัด สถิติของปัญหาสิทธิมนุษยชนในยุคของนอริเอกามิอาจเปรียบได้เลยกับลูกสมุนของสหรัฐคนอื่น
ๆ ในภูมิภาคนี้ และสถิติดังกล่าวก็ไม่ได้แย่ลงไปจากสมัยที่นอริเอกายังเป็นคนโปรดที่ปฏิบัติตามคำสั่งของสหรัฐอยู่
ดูฮอนดูรัสเป็นอาทิ
แม้ว่าฮอนดูรัสไม่ใช่รัฐที่มีลัทธิภัยสยองนองเลือดอย่างในเอลซัลวาดอร์หรือกัวเตมาลา
การฝ่าฝืนสิทธิมนุษยชนยังนับว่าเลวร้ายกว่าในปานามา ที่จริงแล้ว มีหน่วยรบที่ซีไอเอเป็นผู้ฝึกสอนอยู่หน่วยหนึ่งในฮอนดูรัส
เฉพาะหน่วยรบนี้หน่วยเดียวก็ปฏิบัติการป่าเถื่อนมากกว่านอริเอกาเสียอีก
หรือลองพิจารณาบรรดาเผด็จการที่สหรัฐหนุนหลัง
เช่น ทรูจิลโลในสาธารณรัฐโดมินิกัน โซโมซาในนิคารากัว มาร์คอสในฟิลิปปินส์
ดูวาลิเอร์ในไฮติ และเหล่าทรชนในภูมิภาคอเมริกากลางตลอดทศวรรษ ๑๙๘๐ พวกนี้ล้วนแล้วแต่ทมิฬหินชาติยิ่งกว่านอริเอกามากมายนัก
แต่สหรัฐอเมริกากลับสนับสนุนคนเหล่านี้อย่างแข็งขัน ตลอดเวลาหลายทศวรรษของความโหดร้ายทารุณที่ขนพองสยองเกล้าที่สุด
ตราบที่ผลกำไรยังไหลมาเทมาจากประเทศเหล่านี้เข้ากระเป๋าของสหรัฐ รัฐบาลของจอร์จ
บุช ยังคงให้เกียรติแก่โมบูตู๗ เชาเชสคู
และซัดดัม ฮุสเซน ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นอาชญากรที่ร้ายยิ่งกว่านอริเอกามาก แม้แต่ซูฮาร์โตแห่งอินโดนีเซีย
ที่กล่าวได้ว่าเป็นนักฆ่าที่ร้ายกาจที่สุดในบรรดาทั้งหมด ก็ยังเป็นแค่
"สายกลาง" ในสายตาของวอชิงตันและสื่อมวลชน
ความจริงก็คือ
ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่สหรัฐบุกปานามา เพราะไม่พอใจต่อการฝ่าฝืนสิทธิมนุษยชนของนอริเอกา
รัฐบาลของประธานาธิบดีบุชประกาศขายเทคโนโลยีขั้นสูงครั้งใหม่แก่จีน เมื่อเห็นว่าเงิน
๓๐๐ ล้านดอลลาร์ในธุรกิจของบริษัทสหรัฐกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง และความสัมพันธ์ครั้งนี้มีขึ้นอย่างลับ
ๆ เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังการสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน
ในวันเดียวกัน
คือวันที่บุกปานามา ทำเนียบขาวยังประกาศแผนการ (และเร่งดำเนินการไม่นานหลังจากนั้น)
ที่จะยกเลิกคำสั่งห้ามให้เงินกู้แก่อิรัก กระทรวงการต่างประเทศอธิบายอย่างหน้าตาเฉยว่า
ที่ทำเช่นนี้เพื่อบรรลุ "เป้าหมายในการเพิ่มสินค้าส่งออกของสหรัฐ
และช่วยให้เรามีสถานภาพดีขึ้นในการต่อรองกับอิรักเกี่ยวกับปัญหาสิทธิมนุษยชน
"
กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการด้วยท่าทีเช่นนี้ต่อไป
ในขณะที่ประธานาธิบดีบุชเพิกเฉยต่อคำคัดค้านของฝ่ายประชาธิปไตยชาวอิรัก
(นายธนาคาร ผู้เชี่ยวชาญ ฯลฯ) และขัดขวางความพยายามของสภาคองเกรสที่จะประณามอาชญากรรมป่าเถื่อนของซัดดัม
ฮุสเซนผู้เป็นสหายเก่า หากเปรียบกับคู่หูของประธานาธิบดีบุชในแบกแดดและปักกิ่งแล้ว
นอริเอกาก็เปรียบเสมือนแม่ชีเทเรซาเลยทีเดียว
หลังการรุกราน
ประธานาธิบดีบุชประกาศให้เงินช่วยเหลือหนึ่งพันล้านดอลลาร์แก่ปานามา ในจำนวนนี้
เงิน ๔๐๐ ล้านดอลลาร์เป็นเงินอัดฉีดให้ธุรกิจสหรัฐส่งสินค้าออกให้แก่ปานามา
150 ล้านดอลลาร์เพื่อจ่ายหนี้ธนาคาร และ ๖๕ ล้านดอลลาร์เป็นเงินให้กู้แก่ภาคธุรกิจเอกชนและเงินประกันแก่นักลงทุนสหรัฐ
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ เกือบครึ่งหนึ่งของเงินช่วยเหลือคือเงินจากผู้เสียภาษีชาวอเมริกันที่ต้องไปถวายให้แก่ภาคธุรกิจของอเมริกัน
สหรัฐอเมริกาเชิญนายธนาคารทั้งหลายกลับขึ้นสู่อำนาจภายหลังจากการรุกราน
พฤติกรรมของนอริเอกาที่มีส่วนพัวพันกับการค้ายาเสพย์ติด ยังนับเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วถ้าเอามาเปรียบกับนายธนาคารเหล่านี้
โดยรากเหง้าแล้ว การค้ายาเสพย์ติดในปานามากระทำโดยธนาคารทั้งหลายเสมอมา
ระบบธนาคารไม่มีกฎหมายบังคับควบคุมเลย ฉะนั้น จึงย่อมเป็นช่องทางในการฟอกเงินจากอาชญากรรม
นี่คือรากฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างจอมปลอมของปานามา และยังคงเป็นเช่นนั้นหลังการรุกราน
อาจในระดับที่สูงขึ้นด้วยซ้ำ นอกจากนี้ กองกำลังพิทักษ์ชาติของปานามาได้รับการปรับโครงสร้างใหม่โดยใช้เจ้าหน้าที่ชุดเดิมเกือบทั้งหมด
กล่าวโดยสรุป
ทุกอย่างก็เหมือนเดิมนั่นแหละ เพียงแต่ตอนนี้มีสมุนรับใช้ที่ไว้ใจได้มากกว่าเดิมอยู่ในอำนาจ
(กรณีเดียวกันนี้ก็เหมือนกับในเกรนาดา ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญในการฟอกเงินจากการค้ายาเสพย์ติดนับตั้งแต่ถูกสหรัฐรุกราน
นิคารากัวก็เช่นกัน หลังจากชัยชนะของวอชิงตันในการเลือกตั้งปี 1990 นิคารากัวกลายเป็นช่องทางสำคัญในการขนถ่ายยาเสพย์ติดไปยังตลาดสหรัฐ
แบบแผนเหล่านี้มีความเป็นไปเหมือนกันหมด พอ ๆ กับที่ไม่มีใครสังเกตเห็นเลย)
ฉีดยาให้เอเชียอาคเนย์
งครามของสหรัฐในอินโดจีนจัดอยู่ในรูปแบบเดียวกันนี้เป็นส่วนใหญ่ ในปี
๑๙๔๘ กระทรวงการต่างประเทศตระหนักชัดเจนทีเดียวว่าเวียดมินห์ ขบวนการต่อต้านฝรั่งเศสที่นำโดยโฮจิมินห์
คือขบวนการชาตินิยมเวียดนาม แต่เวียดมินห์ไม่ยอมโอนอำนาจปกครองให้รัฐบาลเผด็จการท้องถิ่น
หากนิยมการพัฒนาที่เป็นเอกเทศและเพิกเฉยต่อผลประโยชน์ของนักลงทุนต่างชาติ
มีความกลัวว่าขบวนการเวียดมินห์อาจประสบความสำเร็จ
ในกรณีเช่นนี้ "ความเน่าเหม็นจะแพร่กระจายออกไป" และ "เชื้อไวรัส"
จะ "ระบาด" ใส่ทั้งภูมิภาค นี่ว่าตามภาษาที่พวกนักวางแผนใช้กันปีแล้วปีเล่า
(นอกจากคนบ้าและปัญญาอ่อนไม่กี่คนแล้ว ไม่มีใครกลัวว่าเวียดมินห์จะได้ชัยชนะหรอก
สิ่งที่พวกเขากลัวก็คือตัวอย่างในด้านดีของการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จต่างหาก)
คุณจะทำอย่างไรเมื่อเจอไวรัส?
ขั้นแรก คุณต้องทำลายมันทิ้ง จากนั้นคุณก็ฉีดวัคซีนให้เหยื่อที่อาจติดเชื้อได้
เพื่อมิให้เชื้อโรคแพร่ระบาดออกไป นั่นคือพื้นฐานยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาในโลกที่สาม
ถ้าเป็นไปได้
ย่อมเป็นการดีกว่าถ้าให้กองทัพของประเทศท้องถิ่นทำลายไวรัสให้คุณ ถ้าพวกเขาทำไม่ได้
คุณก็ต้องเคลื่อนกำลังพลของคุณเองเข้าไป วิธีหลังนี้เสียค่าใช้จ่ายสูงกว่า
และน่าเกลียดกว่าด้วย แต่บางครั้งคุณก็จำต้องทำ เวียดนามคือหนึ่งในประเทศที่สหรัฐต้องทำเช่นว่านี้
ตลอดมาจนถึงปลายทศวรรษ
๑๙๖๐ สหรัฐอเมริกาขัดขวางความพยายามทุกอย่างที่จะหาข้อยุติทางการเมืองแก่ความขัดแย้งครั้งนี้
แม้กระทั่งความพยายามที่มาจากนายทหารของไซ่ง่อน ถ้าหากมีข้อยุติทางการเมืองเกิดขึ้น
ก็อาจมีความก้าวหน้าที่นำไปสู่การพัฒนาที่ประสบความสำเร็จนอกเหนืออิทธิพลของสหรัฐ
ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ยอมไม่ได้
สหรัฐจึงจัดตั้งรัฐสยองตามแบบลาตินอเมริกาขึ้นมาในเวียดนามใต้แทน
ก่อกวนการเลือกตั้งเสรีที่มีเพียงไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์ของลาว เพราะฝ่ายที่สหรัฐไม่ชอบดันชนะการเลือกตั้ง
และขัดขวางการเลือกตั้งในเวียดนาม เพราะเห็นได้ชัดว่าฝ่ายที่สหรัฐไม่ชอบทำท่าจะชนะเหมือนกัน
รัฐบาลเคนเนดีค่อย
ๆ ทวีความรุนแรงในการโจมตีเวียดนาม จากรัฐที่ข่มขู่ภัยสยองแก่ประชาชนไปจนถึงการรุกรานซึ่ง
ๆ หน้า ประธานาธิบดีจอห์นสันส่งกองกำลังขนาดใหญ่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาโจมตีเวียดนามใต้
และขยายสงครามไปทั่วทั้งอินโดจีน นั่นเป็นการทำลายไวรัสลงได้ อินโดจีนคงจะโชคดีมากหากฟื้นตัวขึ้นมาได้ในรอบร้อยปี
ในขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังขุดรากถอนโคนเชื้อโรคการพัฒนาโดยเอกเทศที่ต้นตอในเวียดนาม
สหรัฐยังป้องกันการระบาดของเชื้อโรค โดยสนับสนุนการขึ้นสู่อำนาจของซูฮาร์โตในอินโดนีเซียในปี
๑๙๖๕ หนุนหลังการโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยของฟิลิปปินส์โดย เฟอร์ดินานด์
มาร์คอส ในปี ๑๙๗๒ สนับสนุนการใช้กฎอัยการศึกในเกาหลีใต้และประเทศไทย ฯลฯ
การรัฐประหารของซูฮาร์โตในปี
๑๙๖๕ ในอินโดนีเซีย เป็นที่ยินดีแก่โลกตะวันตกเป็นพิเศษ เพราะซูฮาร์โตทำลายพรรคการเมืองที่มีฐานมวลชนเพียงพรรคเดียวในประเทศนั้น
รวมถึงสังหารประชาชนไปประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คน ในชั่วเวลาไม่กี่เดือน ส่วนใหญ่เป็นชาวนาไร้ที่ดิน
นี่คือ "แสงสว่างรำไรในเอเชีย" ดังที่นักคิดคนสำคัญของหนังสือพิมพ์
นิวยอร์คไทมส์ เจมส์ เรสตัน (James Reston) แซ่ซ้อง พร้อมกับยืนยันแก่ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ของเขาว่า
สหรัฐอเมริกามีส่วนในชัยชนะครั้งนี้
โลกตะวันตกยินดียิ่งที่จะทำธุรกิจกับผู้นำ
"สายกลาง" คนใหม่ของอินโดนีเซีย ดังที่ Christian Science Monitor
บรรยายถึงนายพลซูฮาร์โตไว้ หลังจากที่เขาล้างเลือดที่เปื้อนเปรอะมือออกบ้างแล้ว
ในขณะเดียวกันก็สะสมศพอีกหลายแสนซากในติมอร์ตะวันออกและที่อื่น ๆ ฆาตกรมวลชนที่น่าตะลึงพรึงเพริดผู้นี้
"มีหัวใจเมตตา" หนังสือพิมพ์ อีโคโนมิสต์ ของลอนดอนยืนยันแก่เรา
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงหมายถึงหัวใจที่เขามีต่อบรรษัทของตะวันตก
หลังจากสงครามเวียดนามสิ้นสุดลงในปี
๑๙๗๕ เป้าหมายทางนโยบายที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา คือคงความกดดันและความทุกข์ยากให้อยู่ในระดับสูงสุดในประเทศที่ย่อยยับเพราะความรุนแรงครั้งนี้
ระดับของความโหดเหี้ยมออกจะน่าตกใจทีเดียว
เมื่อชาวคริสต์นิกายเมนนอนไนต์พยายามส่งดินสอไปให้กัมพูชา
กระทรวงการต่างประเทศพยายามหยุดยั้งพวกเขา เมื่อ Oxfam พยายามส่งเครื่องสูบน้ำพลังแสงอาทิตย์ไปสิบตัว
ก็ต้องเจอกับปฏิกิริยาแบบเดียวกัน เช่นเดียวกับเมื่อกลุ่มทางศาสนาพยายามส่งพลั่วไปให้ลาว
เพื่อขุดลูกระเบิดด้าน ที่การทิ้งระเบิดของสหรัฐอเมริกาเหลือไว้ให้ดูต่างหน้า
เมื่ออินเดียพยายามส่งควาย
๑๐๐ ตัวไปให้เวียดนาม เพื่อทดแทนควายจำนวนมากที่ล้มตายไปเพราะการโจมตีของอเมริกัน
และโปรดจำไว้ด้วยว่า ในประเทศเกษตรกรรมแบบโบราณนี้ ควายหมายถึงปุ๋ย เครื่องไถนา
ความอยู่รอด สหรัฐอเมริกาขู่จะตัดความช่วยเหลือในโครงการอาหารเพื่อสันติภาพ
(นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ออร์เวล๘
น่าจะชื่นชอบ) ไม่มีความโหดเหี้ยมแบบไหนจะอำมหิตเกินไปสำหรับพวกกระหายเลือดในวอชิงตัน
ส่วนชนชั้นที่มีการศึกษาทั้งหลายรู้ดีพอที่จะทำเป็นเสมองไปทางอื่น
เพื่อรีดเลือดจากเวียดนาม
สหรัฐจึงสนับสนุนเขมรแดงทางอ้อม โดยอาศัยประเทศพันธมิตร คือจีนและไทย ชาวกัมพูชาต้องจ่ายราคาด้วยเลือด
เพื่อให้สหรัฐมั่นใจว่าจะไม่มีการฟื้นฟูประเทศในเวียดนาม ชาวเวียดนามต้องถูกลงทัณฑ์เพราะบังอาจขัดขวางความรุนแรงของสหรัฐอเมริกา
ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ทุก
ๆ คนพูด ไม่ว่าฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา แท้ที่จริง สหรัฐอเมริกาบรรลุวัตถุประสงค์หลักของมันในอินโดจีน
เวียดนามถูกทำลายยับเยิน ไม่มีความเสี่ยงเหลืออยู่ว่าจะเกิดการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จขึ้นที่นั่น
ให้เป็นตัวอย่างแก่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน
แน่นอน
สำหรับสหรัฐอเมริกา นั่นไม่ใช่ชัยชนะโดยสิ้นเชิง เป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้นคือการรวมอินโดจีนเข้าอยู่ในระบบโลกที่สหรัฐครอบงำ
และนั่นยังไม่บรรลุผลสำเร็จ
แต่เป้าหมายโดยพื้นฐาน
ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ เป็นตัวชี้เป็นชี้ตายที่แท้จริง คือการทำลายไวรัส สหรัฐประสบความสำเร็จในแง่นี้
เวียดนามพิกลพิการไปแล้ว และสหรัฐพยายามทำทุกอย่างให้เวียดนามเป็นเช่นนั้นต่อไป
ในเดือนตุลาคม ๑๙๙๑ อีกครั้งที่สหรัฐใช้อำนาจยับยั้งเสียงคัดค้านจากประเทศพันธมิตรในยุโรปและญี่ปุ่น
และต่ออายุการสั่งห้ามทำการค้าและการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเวียดนามต่อไป
โลกที่สามต้องเรียนรู้ว่ามิว่าใครจงอย่าบังอาจเงยหน้าขึ้นมา ตำรวจโลกผู้นี้จะตามรังควานอย่างไม่มีบันยะบันยัง
หากพวกเขาประกอบอาชญากรรมต้องห้ามนี้
สงครามอ่าวเปอร์เซีย
งครามอ่าวเปอร์เซียเป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นแนวทางปฏิบัติอย่างเดียวกัน
ดังที่เราจะเห็นได้ชัดเจน หากเลิกม่านบังตาของการโฆษณาชวนเชื่อขึ้น
เมื่ออิรักรุกรานคูเวตในเดือนสิงหาคม
๑๙๙๐ สภาความมั่นคงของสหประชาชาติประณามอิรักทันทีและดำเนินการคว่ำบาตรอย่างดุเดือด
เหตุไฉนสหประชาชาติจึงมีปฏิกิริยาตอบโต้ฉับพลันและหนักแน่นอย่างไม่เคยมีมาก่อน?
พันธมิตรระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับสื่อมวลชนมีคำตอบให้ตามแบบฉบับ
ประการแรก
พวกเขาบอกเราว่าความก้าวร้าวของอิรักเป็นอาชญากรรมขั้นอุกฤษฏ์ เพราะฉะนั้นจึงสมควรได้รับการตอบโต้อย่างรุนแรงเป็นพิเศษ
"อเมริกามีจุดยืนอย่างที่เคยมีเสมอมา คือต่อต้านความรุนแรง ต่อต้านคนที่ใช้กำลังแทนกฎหมาย"
นี่คือถ้อยคำที่เราได้ยินจากปากประธานาธิบดีบุช ผู้รุกรานปานามา และเป็นระดับผู้นำรัฐบาลคนเดียวที่ถูกศาลโลกประณาม
"การใช้กำลังอย่างผิดกฎหมาย" (ในคดีที่ศาลโลกประณามการโจมตีของสหรัฐต่อนิคารากัว)
สื่อมวลชนและชนชั้นผู้มีการศึกษารีบท่องตามคาถาที่ท่านผู้นำร่ายออกมาอย่างเคร่งครัด
ศิโรราบด้วยความยำเกรงในหลักการอันสูงส่งเลิศลอยของเขา
ประการที่สอง
สื่อมวลชนผู้ทรงอิทธิพลเหล่านี้ต่างป่าวร้องเป็นเพลงสดุดีว่า บัดนี้ ในที่สุด
สหประชาชาติได้ทำหน้าที่บรรลุตามวัตถุประสงค์ของมันแล้ว พวกเขาอ้างว่าภารกิจนี้เป็นไปไม่ได้ในยุคสงครามเย็น
ในสมัยนั้นสหประชาชาติถูกลดทอนประสิทธิภาพเพราะการขัดขวางของโซเวียต และคำปราศรัยโวยวายต่อต้านตะวันตกของโลกที่สาม
คำกล่าวอ้างเหล่านี้ไม่มีสักข้อใดสามารถสอบผ่านการพินิจพิเคราะห์เพียงชั่วพริบตาได้
สหรัฐอเมริกาไม่ได้เชิดชูหลักการสูงส่งอะไรในอ่าวเปอร์เซีย รวมทั้งประเทศอื่น
ๆ ด้วย เหตุผลที่เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ซัดดัม ฮุสเซน อย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์
ไม่ใช่เพราะความก้าวร้าวอย่างป่าเถื่อนของเขา แต่เป็นเพราะเขาก้าวพลาดไปต่างหาก
ซัดดัม
ฮุสเซน คือผู้ร้ายใจอำมหิต เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ก่อนสงครามอ่าวเปอร์เซียแล้ว
ตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นมิตรของสหรัฐและเป็นคู่ค้าคนโปรด การรุกรานคูเวตเป็นความป่าเถื่อนแน่นอน
แต่ก็อยู่ในขอบเขตเดียวกับอาชญากรรมคล้าย ๆ กันมากมายหลายครั้งที่กระทำโดยสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร
ยังไม่เลวร้ายเท่าบางเหตุการณ์ด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่อินโดนีเซียรุกรานและผนวกดินแดนติมอร์ตะวันออก
ซึ่งเกือบจะเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทีเดียว โดยได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากสหรัฐและพันธมิตร
ประมาณว่าหนึ่งในสี่ของประชากร ๗๐๐,๐๐๐ คนถูกฆ่าทิ้ง เป็นการสังหารหมู่ที่เทียบสัดส่วนกับจำนวนประชากรแล้ว
ยังมากกว่าพลพตในช่วงเวลาเดียวกันเสียอีก
เอกอัครราชทูตประจำสหประชาชาติของสหรัฐในขณะนั้น
(และต่อมาเป็นวุฒิสมาชิกจากนิวยอร์ค) คือ แดเนียล มอยนิแฮน (Daniel Moynihan)
อธิบายถึงความสำเร็จของเขาในสหประชาชาติเกี่ยวกับปัญหาติมอร์ตะวันออกว่า:
"สหรัฐอเมริกามีความประสงค์ให้เหตุการณ์เป็นไปอย่างที่เป็นอยู่ และลงมือให้สัมฤทธิ์ผลเช่นนั้น
กระทรวงการต่างประเทศมีความต้องการให้สหประชาชาติไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิงในมาตรการใด
ๆ ก็ตามที่พยายามดำเนินการ ภารกิจนี้มอบหมายแก่ผม และผมได้ปฏิบัติลุล่วงไปด้วยความสำเร็จที่มิใช่เล็กน้อยเลย"
รัฐมนตรีต่างประเทศของออสเตรเลียอ้างความชอบธรรม
ในกรณีที่ประเทศของเขาให้การรับรองการรุกรานและผนวกดินแดนติมอร์ตะวันออก
(รวมทั้งการที่ออสเตรเลียร่วมมือกับอินโดนีเซียปล้นแหล่งน้ำมันอันอุดมสมบูรณ์ของติมอร์ด้วย)
โดยกล่าวง่าย ๆ ว่า "โลกนี้คือสถานที่ที่ไม่ยุติธรรมอยู่แล้ว เต็มไปด้วยตัวอย่างของการยึดครองด้วยกำลัง"
เมื่ออิรักบุกคูเวต รัฐบาลของเขากลับออกแถลงการณ์อย่างสวยหรูว่า "ประเทศใหญ่
ๆ ไม่ควรรุกรานประเทศเพื่อนบ้านเล็ก ๆ และลอยนวลไป" ไม่ว่าการเสียดสีเจ็บแสบแค่ไหนก็ไม่เคยทำให้นักศีลธรรมชาวตะวันตกสะดุ้งสะเทือนได้
ส่วนที่ว่าในที่สุด
สหประชาชาติได้ดำเนินบทบาทตามวัตถุประสงค์ที่ก่อตั้งขึ้นมานั้น ข้อเท็จจริงเห็นกันอยู่ทนโท่
แท้ที่จริง สหประชาชาติถูกขัดขวางโดยบรรดาองครักษ์พิทักษ์ความถูกต้องทางการเมือง
ซึ่งควบคุมการแสดงบทบาทด้วยกำปั้นเหล็กต่างหาก เป็นเวลาหลายปี สหประชาชาติถูกขัดขวางจากเหล่ามหาอำนาจ
โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับหนึ่ง ไม่ใช่สหภาพโซเวียตหรือโลกที่สามเลย
นับตั้งแต่ปี ๑๙๗๐ สหรัฐอเมริกาใช้สิทธิ์ยับยั้งมติของสภาความมั่นคงมากกว่าประเทศอื่นใด
(อังกฤษตามมาเป็นอันดับสอง ฝรั่งเศสตามมาห่าง ๆ เป็นที่สาม ส่วนสหภาพโซเวียตเป็นที่สี่)
สถิติของสหรัฐในที่ประชุมสมัชชาใหญ่ของสหประชาชาติก็ครือกัน
และ "คำปราศรัยโวยวายต่อต้านตะวันตก" ของโลกที่สาม ส่วนใหญ่คือเสียงเรียกร้องให้ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ
เป็นแค่อุปสรรคอันจ้อยร่อยน่าเวทนาที่คอยกีดขวางการปล้นฆ่าของมหาอำนาจ
สหประชาชาติสามารถตอบโต้ความก้าวร้าวของอิรักได้ก็เพราะ
ครั้งนี้เท่านั้น ที่สหรัฐอเมริกายินยอม ความดุดันอย่างไม่เคยมีมาก่อนของสหประชาชาติในการประกาศคว่ำบาตรอิรัก
เป็นผลมาจากการกดดันและข่มขู่อย่างรุนแรงจากสหรัฐอเมริกา การคว่ำบาตรครั้งนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จเป็นพิเศษ
ทั้งเพราะความเข้มงวดดุดัน และเพราะตัวการใหญ่ที่ชอบก่อกวนการคว่ำบาตร
คือสหรัฐอเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศส คราวนี้กลับลำหันมาปฏิบัติตามโดยดี
แต่แม้กระทั่งหลังจากยินยอมให้มีการคว่ำบาตรแล้ว
สหรัฐอเมริการีบเคลื่อนไหวเพื่อปิดตายหนทางทางการทูตทันที โดยส่งกำลังทางทหารขนาดใหญ่ไปที่อ่าวเปอร์เซีย
มีอังกฤษให้ความร่วมมือ และได้รับการหนุนหลังจากบรรดาราชวงศ์เผด็จการที่ปกครองประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย
โดยที่ประเทศอื่น ๆ มีส่วนร่วมเพียงน้อยนิดเท่านั้น
กองกำลังสำหรับการข่มขู่ที่มีขนาดเล็กกว่านี้
สามารถตั้งมั่นอยู่ในฐานได้นานพอให้การคว่ำบาตรเกิดประสิทธิผลที่สำคัญขึ้น
แต่กองทัพขนาดครึ่งล้านทำเช่นนั้นไม่ได้ จุดประสงค์ของการเพิ่มกำลังทหารอย่างรวดเร็ว
ก็เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อิรักอาจถูกบีบให้ถอนทัพจากคูเวตโดยสันติวิธี
ทำไมการยุติปัญหาด้วยวิถีทางทางการทูตจึงไม่เป็นที่พึงพอใจ?
ภายในสองสามสัปดาห์หลังการรุกรานคูเวตเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม เค้าโครงพื้นฐานสำหรับข้อยุติทางการเมืองที่อาจเป็นไปได้จึงเด่นชัดออกมา
มติของสภาความมั่นคงที่ ๖๖๐ เรียกร้องให้อิรักถอยทัพจากคูเวต พร้อมกับเรียกร้องให้มีการเจรจาปัญหาเรื่องเส้นพรมแดนในเวลาเดียวกันด้วย
ในกลางเดือนสิงหาคม สภาความมั่นคงแห่งชาติพิจารณาข้อเสนอของอิรักที่จะถอนทหารจากคูเวตในเงื่อนไขดังกล่าว
ดูเหมือนมีอยู่สองประเด็นที่สำคัญ
ประเด็นแรก คือทางออกสู่อ่าวเปอร์เซียของอิรัก ซึ่งในยุคจักรวรรดินิยม
อังกฤษได้มอบหมายสิทธิการเช่าหรือการควบคุมอย่างอื่นเหนือพื้นที่ชายเลนร้างสองแห่งแก่คูเวต
(อันทำให้อิรักถูกปิดทางออกสู่ทะเลโดยสิ้นเชิง) ประเด็นที่สอง คือข้อยุติต่อความขัดแย้งเหนือพื้นที่บ่อน้ำมันที่กินอาณาบริเวณสองไมล์เข้าไปในดินแดนของคูเวต
ซึ่งยังหาข้อยุติเรื่องพรมแดนไม่ได้
สหรัฐอเมริกาบอกปัดข้อเสนอหรือการเจรจาต่อรองใด
ๆ โดยสิ้นเชิง ในวันที่ ๒๒ สิงหาคม โดยที่ไม่ยอมเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการริเริ่มทางการทูตของฝ่ายอิรัก
(ซึ่ง นิวยอร์คไทมส์ ทราบแน่นอน) นิวยอร์คไทมส์ รายงานว่า
รัฐบาลประธานาธิบดีบุชมีเจตนาที่จะสกัดกั้น "ช่องทางทางการทูต"
ด้วยเกรงว่ามันอาจจะ "คลี่คลายวิกฤตการณ์" ไปในลักษณะนี้ (ส่วนข้อเท็จจริงเบื้องต้นได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่อีกสัปดาห์ต่อมา
ในหนังสือพิมพ์รายวัน นิวส์เดย์ ของลองไอส์แลนด์ ทว่าสื่อมวลชนส่วนใหญ่ปิดปากเงียบกันหมด)
ข้อเสนอครั้งสุดท้ายเท่าที่ทราบก่อนการเปิดฉากทิ้งระเบิด
เล็ดลอดออกมาจากเจ้าหน้าที่สหรัฐในวันที่ ๒ มกราคม ๑๙๙๑ ซึ่งเรียกร้องให้อิรักถอนทหารทั้งหมดออกจากคูเวต
ข้อเสนอครั้งนี้ไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับเรื่องพรมแดนอีก แต่อยู่ในบริบทของข้อตกลงที่ไม่ได้ระบุชัดเกี่ยวกับประเด็นปัญหา
"เชื่อมโยง" อื่น ๆ นั่นคือ อาวุธเพื่อการทำลายล้างในภูมิภาคนี้และความขัดแย้งอิสราเอลอาหรับ
ประเด็นหลังครอบคลุมถึงการที่อิสราเอลเข้ายึดครองภาคใต้ของเลบานอนอย่างผิดกฎหมาย
โดยฝ่าฝืนมติสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ ๔๒๕ เมื่อเดือนมีนาคม ๑๙๗๘
ซึ่งเรียกร้องให้อิสราเอลถอนทหารจากดินแดนที่รุกรานทันทีและโดยไม่มีเงื่อนไข
ปฏิกิริยาของสหรัฐคือจะไม่มีการเจรจาทางการทูตใด ๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นหนังสือพิมพ์
นิวสเดย์ แล้ว สื่อมวลชนพากันปกปิดข้อเท็จจริงนี้ พลางป่าวร้องสรรเสริญจริยธรรมอันสูงส่งของประธานาธิบดีบุช
สหรัฐอเมริกาปฏิเสธที่จะพิจารณาประเด็นปัญหาที่
"เชื่อมโยง" ใด ๆ เพราะสหรัฐคัดค้านการดำเนินการทางการทูตเกี่ยวกับประเด็นที่
"เชื่อมโยง" ทั้งหมด ข้อนี้เห็นได้ชัดเจนตั้งแต่หลายเดือนก่อนที่อิรักจะบุกคูเวต
เมื่อสหรัฐอเมริกาปฏิเสธข้อเสนอของอิรักที่ขอเจรจาต่อรองเรื่องอาวุธทำลายล้าง
ในข้อเสนอนั้น อิรักเสนอที่จะทำลายอาวุธทางเคมีและชีวภาพดังกล่าวทั้งหมด
หากประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคยินยอมทำลายอาวุธเพื่อการทำลายล้างประเภทนี้ด้วยเช่นกัน
ในตอนนั้น
ซัดดัม ฮุสเซนยังเป็นเพื่อนและพันธมิตรของประธานาธิบดีบุช ดังนั้น เขาจึงได้รับคำตอบบ้าง
ซึ่งสอนให้เรารู้อะไรหลายอย่าง วอชิงตันกล่าวว่ายินดีกับข้อเสนอของอิรักที่จะทำลายอาวุธของตนเอง
แต่ไม่ต้องการให้เรื่องนี้เชื่อมโยงกับ "ประเด็นหรือระบบอาวุธอื่น
ๆ"
ไม่มีการกล่าวอธิบายถึง
"ระบบอาวุธอื่น ๆ" และเรื่องนี้มีเหตุผลเบื้องหลัง อิสราเอลไม่เพียงแต่อาจจะมีอาวุธทางเคมีและชีวภาพเท่านั้น
แต่ยังเป็นประเทศเดียวในตะวันออกกลางที่มีอาวุธนิวเคลียร์ (อาจมีถึงประมาณ
๒๐๐ ลูก) ทว่า "อาวุธนิวเคลียร์ของอิสราเอล" เป็นวลีที่ห้ามเขียนหรือกล่าวออกมาจากปากของเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐคนใด
วลีนี้อาจก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า ทำไมความช่วยเหลือที่มีต่ออิสราเอลทั้งหมดจึงไม่ผิดกฎหมาย
ในเมื่อรัฐบัญญัติว่าด้วยความช่วยเหลือต่อต่างประเทศนับตั้งแต่ปี ๑๙๗๗
เป็นต้นมา ห้ามมิให้สนับสนุนเงินทุนแก่ประเทศใด ๆ ที่แอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
ถึงไม่มีการรุกรานของอิรักครั้งนี้
สหรัฐอเมริกาก็คอยขัดขวาง "กระบวนการสันติภาพ" ใด ๆ ในตะวันออกกลาง
ที่จะทำให้เกิดการประชุมนานาชาติและการยอมรับสิทธิปกครองตนเองของปาเลสไตน์เสมอมา
เป็นเวลา ๒๐ ปีที่สหรัฐยอมโดดเดี่ยวอย่างแท้จริงในจุดยืนนี้ การลงคะแนนเสียงในสหประชาชาติชี้ให้เห็นแบบแผนที่เป็นเช่นนี้เสมอมาทุกปี
อีกครั้งหนึ่งในเดือนธันวาคม ๑๙๙๐ ในระหว่างเกิดวิกฤตการณ์อ่าวเปอร์เซียพอดี
ข้อเรียกร้องให้มีการประชุมนานาชาติได้รับคะแนนเสียง ๑๔๔๒ (คือสหรัฐและอิสราเอล)
นี่ไม่เกี่ยวกับปัญหาอิรักกับคูเวตเลย
สหรัฐอเมริกายังปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวที่จะยินยอมให้มีการพลิกสถานการณ์การรุกรานของอิรัก
ด้วยกระบวนการสันติวิธีดังที่มีบัญญัติไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ แทนที่จะทำเช่นนั้น
สหรัฐพอใจที่จะหลีกเลี่ยงมรรควิธีทางการทูต และบีบให้ความขัดแย้งอยู่บนเวทีของความรุนแรง
เพื่อให้ประเทศมหาอำนาจผู้ไม่มีใครต้านทานได้ ย่อมได้ชัยชนะเหนือปรปักษ์โลกที่สาม
ดังที่กล่าวมาแล้ว
โดยปกติ สหรัฐอเมริกามักเป็นผู้ก่อหรือให้การสนับสนุนการรุกราน แม้แต่ในกรณีที่เลวร้ายยิ่งกว่าอิรักบุกคูเวตเสียอีก
มีแต่คนประเภทกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ที่งมงายที่สุดเท่านั้นแหละ ถึงจะไม่เข้าใจข้อเท็จจริงแบบนี้
หรือข้อเท็จจริงที่ว่าในกรณีหายาก เมื่อสหรัฐอเมริกาเกิดคัดค้านการกระทำผิดกฎหมายของพวกพ้องหรือพันธมิตร
สหรัฐก็มักจะมีผลได้อย่างน่าพึงพอใจทีเดียวกับ "ความร่วมมือ"
ดูอย่างเมื่อแอฟริกาใต้เข้ายึดครองนามิเบียในทศวรรษ
๑๙๖๐ อันเป็นกรณีที่ศาลโลกและสหประชาชาติประกาศว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
สหรัฐอเมริกาดำเนิน "นโยบายทางการทูตแบบเงียบ ๆ" และ "การปะทะเชิงสร้างสรรค์"
อยู่หลายปี เป็นคนกลางต่อรองจนได้ข้อยุติที่ทำให้แอฟริกาใต้คว้ารางวัลชิ้นใหญ่ไป
(รวมทั้งท่าเรือสำคัญของนามิเบีย) สำหรับการรุกรานและความป่าเถื่อน พร้อมกับ
"ความร่วมมือ" ที่ขยายเข้าสู่ฝั่งทะเลแคริบเบียน และอ้าแขนรับผลประโยชน์ที่ตกแก่ธุรกิจข้ามชาติ
กองกำลังของคิวบาที่ปกป้องแองโกลา
ประเทศเพื่อนบ้านของนามิเบีย จากการโจมตีของแอฟริกาใต้ ได้ถอนกำลังออกไปหมด
เช่นเดียวกับกรณีที่เกิดในนิคารากัวภายหลัง "ข้อตกลงสันติภาพ"
ในปี ๑๙๘๗ สหรัฐอเมริกายังคงสนับสนุนกองทัพนักลัทธิภัยสยองที่หนุนหลังโดยสหรัฐเองและประเทศพันธมิตร
(คือแอฟริกาใต้และซาอีร์) และกรุยทางให้กับ "การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย"
ปี ๑๙๙๒ ตามรอยนิคารากัว คือประชาชนจะต้องออกไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ภายใต้คำข่มขู่ว่าจะมีแรงบีบคั้นทางเศรษฐกิจและการโจมตีของนักลัทธิภัยสยองต่อไป
หากว่าประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกฝ่ายตรงข้าม
ในระหว่างนั้น
แอฟริกาใต้ปล้นและทำลายนามิเบีย และใช้เป็นฐานออกรังควานประเทศเพื่อนบ้าน
เฉพาะในช่วงรัฐบาลเรแกนและบุช (๑๙๘๐๑๙๘๘) ความรุนแรงที่แอฟริกาใต้เป็นผู้ก่อ
ประมาณว่าเป็นความเสียหายถึง ๖ หมื่นล้านดอลลาร์ และประชาชนกว่าหนึ่งล้านห้าแสนถูกฆ่าตายในประเทศเพื่อนบ้าน
(นี่ไม่นับคนที่ตายในนามิเบียและแอฟริกาใต้เอง) แต่บรรดาชนชั้นที่งมงายไม่ต่างจากพวกกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์
ต่างมองไม่เห็นข้อเท็จจริงเหล่านี้ และยกย่องสรรเสริญการยึดมั่นหลักการอย่างน่าอัศจรรย์ใจของจอร์จ
บุช เวลาที่เขาปฏิเสธ "ความร่วมมือ" ใด ๆ ในยามที่มีใครมาเหยียบหัวแม่เท้าของสหรัฐเข้า
โดยส่วนใหญ่
การปฏิเสธ "ความร่วมมือ" ไม่มีอะไรมากไปกว่าการปฏิเสธกระบวนการทางการทูต
ซึ่งมักจะพัวพันกับประเด็นปัญหาที่กว้างขวางกว่า ในกรณีของคูเวต จุดยืนของสหรัฐยิ่งปากว่าตาขยิบเป็นพิเศษ
หลังจากซัดดัม ฮุสเซนออกนอกลู่ รัฐบาลบุชยืนกรานให้กำลังอาวุธของอิรักที่สามารถใช้ในการรุกรานถูกกำจัดทิ้งให้หมด
(เป็นจุดยืนที่ถูกต้อง ตรงกันข้ามกับก่อนหน้านี้ที่สหรัฐสนับสนุนการรุกรานและความป่าเถื่อนของซัดดัมมาตลอด)
และเรียกร้องให้บรรลุข้อตกลงในภูมิภาคเพื่อรับประกันความมั่นคง
ใช่แล้ว
นั่นคือความร่วมมือ แต่ข้อเท็จจริงง่าย ๆ ก็คือ สหรัฐกลัวว่ากระบวนการทางการทูตอาจ
"คลี่คลายวิกฤตการณ์" ได้ ด้วยเหตุนั้น สหรัฐจึงขัดขวาง "ความร่วมมือ"
ทางการทูต ทุกจังหวะก้าวในระหว่างชุมนุมพลเพื่อก่อสงคราม
โดยการปฏิเสธกระบวนการทางการทูต
สหรัฐอเมริกาบรรลุเป้าหมายสำคัญในอ่าวเปอร์เซีย สหรัฐต้องการให้แหล่งพลังงานที่ประมาณค่ามิได้ในตะวันออกกลางยังอยู่ในการควบคุมของสหรัฐ
และผลกำไรมหาศาลที่ตามมาคอยช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของสหรัฐและอังกฤษที่เป็นสมัครพรรคพวก
สหรัฐยังเสริมความแข็งแกร่งให้สถานภาพความเป็นใหญ่อีกด้วย
และสอนบทเรียนให้รู้ว่าโลกนี้ต้องปกครองกันด้วยกำลัง เป้าหมายเหล่านี้สัมฤทธิ์ผลด้วยดี
วอชิงตันรักษา "ความมั่นคง" ไว้ได้ต่อไป โดยสกัดภัยคุกคามมิให้ราชวงศ์เผด็จการของประเทศต่าง
ๆ ในอ่าวเปอร์เซียเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบประชาธิปไตย และให้การสนับสนุนโดยปริยายแก่ซัดดัม
ฮุสเซน เมื่อเขาบดขยี้การลุกฮือของประชาชนนิกายชีอะห์ในภาคใต้ ห่างจากแนวประจำการของสหรัฐเพียงไม่กี่ไมล์
รวมทั้งการกวาดล้างชาวเคิร์ดในภาคเหนือในเวลาต่อมา
ทว่ารัฐบาลประธานาธิบดีบุชยังไม่ประสบความสำเร็จอยู่ประการหนึ่ง
คือสิ่งที่กระบอกเสียงใน นิวยอร์คไทมส์ บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ
โธมัส ฟรีดแมน (Thomas Friedman) กล่าวว่า "ถ้าจะให้ประเสริฐสุด คือต้องให้อิรักมีรัฐบาลทหารเผด็จการโดยไม่ต้องมีซัดดัม
ฮุสเซน" ฟรีดแมนเขียนไว้ว่า ระบบนี้จะเป็นการหวนคืนสู่วันชื่นคืนสุข
ในสมัยที่ "กำปั้นเหล็ก
" ของซัดดัม "รวมอิรักจนอยู่หมัด
เป็นที่พึงพอใจอย่างยิ่งของตุรกีและซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นพันธมิตรของอเมริกา"
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงหัวเรือใหญ่ในวอชิงตันเลย สถานการณ์ปัจจุบันในอ่าวเปอร์เซียสะท้อนให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของมหาอำนาจที่ถือไพ่ไว้ในมือหมด
เป็นความจริงทนโท่ที่บรรดาองครักษ์พิทักษ์ศรัทธาทั้งหลายยังมองไม่เห็นอยู่ดี
การบิดเบือนคดีอิหร่าน/คอนทรา๙
งค์ประกอบหลักต่าง ๆ ในคดีอิหร่าน/คอนทราเป็นที่ทราบกันดีมานานตั้งแต่ก่อนการเปิดโปงในปี
๑๙๘๖ นอกจากข้อเท็จจริงประการหนึ่ง นั่นคือ มีความเกี่ยวข้องกันอยู่ระหว่างการขายอาวุธให้อิหร่านผ่านทางอิสราเอล
และสงครามกบฏคอนทราส์ผิดกฎหมายที่ดำเนินการจากกองบัญชาการทำเนียบขาวของโอลิเวอร์
นอร์ธ (Oliver North)
การขนส่งอาวุธให้อิหร่านผ่านทางอิสราเอลไม่ได้เริ่มในปี
๑๙๘๕ เมื่อการสืบสวนของสภาคองเกรสและอัยการพิเศษขุดคุ้ยเรื่องนี้ขึ้นมา
แต่เริ่มต้นเกือบในทันทีหลังการโค่นล้มราชวงศ์ชาห์ในปี ๑๙๗๙ จวบจนกระทั่งปี
๑๙๘๒ เป็นเรื่องที่รู้กันโดยทั่วไปว่าอิสราเอลเป็นผู้จัดหาอาวุธส่วนใหญ่ให้อิหร่าน
คุณสามารถอ่านข่าวนี้ได้ในหน้าแรกของ นิวยอร์คไทมส์
ในเดือนกุมภาพันธ์
๑๙๘๒ บุคคลสำคัญในฝ่ายอิสราเอลหลายคน ที่ต่อมามีชื่อไปปรากฏในการพิจารณาคดีอิหร่าน/คอนทรา
เคยไปออกรายการโทรทัศน์ของบีบีซีและบรรยายถึงการที่พวกเขาช่วยจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์แก่รัฐบาลโคไมนี
ในเดือนตุลาคม ๑๙๘๒ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหรัฐอเมริกาแถลงต่อสาธารณชนว่า
อิสราเอลส่งอาวุธให้รัฐบาลโคไมนี "ด้วยความร่วมมือจากสหรัฐอเมริกา
ในระดับเกือบสูงสุด"
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลที่เกี่ยวข้องยังให้เหตุผลด้วยว่า เป็นการสร้างสายสัมพันธ์กับหน่วยต่าง
ๆ ของกองทัพในอิหร่านที่อาจโค่นล้มรัฐบาลลงได้ เพื่อฟื้นฟูระเบียบแบบแผนต่าง
ๆ ที่เคยดำรงอยู่ภายใต้พระเจ้าชาห์ นี่คือกระบวนการปฏิบัติตามปกติอยู่แล้ว
ในส่วนสงครามคอนทราส์
ข้อเท็จจริงพื้นฐานของปฏิบัติการผิดกฎหมายของพันโทนอร์ธซีไอเอ เป็นที่ทราบกันตั้งแต่ปี
๑๙๘๕ (กว่าหนึ่งปีก่อนที่เรื่องจะอื้อฉาวขึ้นมา เมื่อเครื่องบินขนอาวุธของสหรัฐถูกยิงตก
และจารชนของสหรัฐ คือยูจีน ฮาเซนฟัส (Eugene Hasenfus) ถูกจับกุมตัว) เพียงแต่สื่อมวลชนเลือกที่จะแสร้งมองไปทางอื่นเสีย
แล้วถ้าเช่นนั้น
อะไรเล่าที่ทำให้คดีอิหร่าน/คอนทรากลายเป็นเรื่องอื้อฉาวขึ้นมาในที่สุด?
เวลามาถึงเมื่อไม่มีทางปกปิดเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว เมื่อฮาเซนฟัสถูกยิงตกในนิคารากัว
ขณะที่บินไปส่งอาวุธให้กบฏคอนทราส์โดยรับจ้างจากซีไอเอ และสื่อมวลชนของเลบานอนรายงานว่า
ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐกำลังแจกคัมภีร์ไบเบิลและเค้กช็อคโกแลตอยู่ในกรุงเตหะราน
ถึงตอนนั้นไม่มีทางเก็บเรื่องนี้ไว้ในความลึกลับดำมืดอีกต่อไป หลังจากนั้น
ความเชื่อมโยงระหว่างคดีอันโด่งดังทั้งสองจึงผุดออกมา
แล้วสหรัฐก็ดำเนินการขั้นต่อไป
คือพยายามควบคุมความเสียหายที่เกิดขึ้น เรื่องต่อจากนั้นก็เป็นอย่างที่รู้กันนั่นแหละ
วิสัยทัศน์สำหรับยุโรปตะวันออก
งที่น่าสังเกตมากเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุโรปตะวันออกในช่วงทศวรรษ
๑๙๘๐ คือมหาอำนาจถอยออกไปยืนดูเฉย ๆ ไม่เพียงแต่สหภาพโซเวียตปล่อยให้ขบวนการประชาชนเดินหน้าเท่านั้น
อันที่จริง โซเวียตถึงกับส่งเสริมด้วยซ้ำ ในประวัติศาสตร์แล้ว เหตุการณ์แบบนี้มีน้อยครั้งนัก
เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะชาวโซเวียตเป็นคนดีมีศีลธรรม
แต่เกิดมาจากความจำเป็นภายในประเทศของพวกเขาเอง แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว และผลลัพธ์ก็คือ
ขบวนการประชาชนในยุโรปตะวันออกไม่ต้องเผชิญสักน้อยนิดกับสิ่งที่พวกเขาคงต้องเจอแน่
หากขืนมาทำในเขตอิทธิพลของสหรัฐ วารสารของพระเยซูอิตในเอลซัลวาดอร์ชี้ให้เห็นอย่างแหลมคมทีเดียวว่า
ในประเทศเอลซัลวาดอร์ คนอย่างวัคลาฟ ฮาเวล (Vaclav Havel) (อดีตนักโทษการเมืองที่กลายมาเป็นประธานาธิบดีของเช็คโกสโลวาเกีย)
คงไม่ถูกจับเข้าคุกหรอก เขาคงถูกเชือดเป็นชิ้น ๆ และทิ้งซากไว้ตามข้างถนนที่ไหนสักแห่งมากกว่า
สหภาพโซเวียตถึงกับออกมาขอโทษกับการใช้ความรุนแรงในอดีต
และนี่ไม่เคยมีตัวอย่างมาก่อนในประวัติศาสตร์เช่นกัน หนังสือพิมพ์สหรัฐสรุปว่า
ในเมื่อรัสเซียยอมรับว่าการบุกอัฟกานิสถานเป็นอาชญากรรมที่ฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศ
ในที่สุด รัสเซียก็กลับตัวกลับใจมาอยู่ร่วมในโลกอารยะแล้ว นั่นเป็นปฏิกิริยาที่น่าทึ่งมาก
ลองนึกดูซิว่าหากใครสักคนในสื่อมวลชนสหรัฐออกมาแนะนำว่า บางทีสหรัฐอเมริกาควรจะพยายามยกระดับทางศีลธรรมเหมือนอย่างเครมลินบ้าง
และยอมรับว่าการโจมตีเวียดนาม ลาว และกัมพูชา เป็นสิ่งที่ฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศเช่นกัน
ประเทศเดียวในยุโรปตะวันออกที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงขนานใหญ่ในการโค่นล้มเผด็จการทรราช
คือประเทศเดียวที่โซเวียตมีอิทธิพลน้อยที่สุด และเผอิญสหรัฐมีอิทธิพลมากที่สุด
นั่นคือโรมาเนีย นิโคไล เชาเชสคู (Nicolae Ceausescu) จอมเผด็จการของโรมาเนีย
เคยไปเยือนอังกฤษและได้รับการต้อนรับอย่างดีจากพระราชวัง สหรัฐอเมริกาปฏิบัติต่อเขาอย่างประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษ
ได้รับผลประโยชน์ทางการค้า ฯลฯ
ความจริงตอนนั้นเชาเชสคูก็โหดร้ายป่าเถื่อนและบ้าอำนาจเหมือนที่เป็นตลอดมา
แต่ความที่เขาถอนตัวจากสนธิสัญญาวอร์ซอและดำเนินนโยบายอิสระเป็นส่วนใหญ่
สหรัฐจึงรู้สึกว่าเขาเอียงข้างมาทางสหรัฐอยู่บ้างในการต่อสู้ระหว่างประเทศ
(สหรัฐนิยมชมชอบประเทศที่ดำเนินนโยบายอิสระเสมอ ตราบเท่าที่เป็นประเทศในจักรวรรดิของคนอื่น
ไม่ใช่ของสหรัฐเอง)
ส่วนประเทศอื่น
ๆ ในยุโรปตะวันออก การลุกฮือของประชาชนเป็นไปอย่างสันติจนน่าสังเกต มีการปราบปรามบ้างก็จริง
แต่เมื่อมองโดยประวัติศาสตร์แล้ว ๑๙๘๙ เป็นปีที่พิเศษเฉพาะ ผมยังนึกหาตัวอย่างกรณีอื่นที่ใกล้เคียงไม่ได้เลย
ผมคิดว่าอนาคตยังค่อนข้างเลือนลางสำหรับยุโรปตะวันออก
ตะวันตกมีแผนเตรียมไว้ให้แล้ว พวกเขาต้องการเปลี่ยนยุโรปตะวันออกส่วนใหญ่ให้เป็นสมาชิกใหม่ของโลกที่สามที่ขูดรีดได้ง่าย
ในสมัยก่อนเคยมีความสัมพันธ์ในทำนองกึ่งอาณานิคมระหว่างยุโรปตะวันตกกับตะวันออกอยู่แล้ว
อันที่จริง การที่รัสเซียเข้ามากีดขวางความสัมพันธ์นั้นเป็นเหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้เกิดสงครามเย็น
มาบัดนี้ ความสัมพันธ์ดังกล่าวถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ และมีความขัดแย้งเข้มข้นว่าใครจะชนะการแข่งขันในการปล้นและขูดรีด
ผู้ชนะจะเป็นยุโรปตะวันตกที่มีเยอรมันเป็นหัวหอก (ซึ่งนำหน้าอยู่ในขณะนี้)
หรือญี่ปุ่น (ที่คอยดูอยู่ข้างเวทีเพื่อเล็งว่าผลกำไรจะน่าสนใจแค่ไหน)
หรือสหรัฐอเมริกา (ซึ่งพยายามเข้ามาผสมโรงด้วย)?
มีทรัพยากรมากมายมหาศาลคอยให้ขุดเอาไป
และมีแรงงานราคาถูกมากมายสำหรับโรงงานประกอบชิ้นส่วน แต่สิ่งแรก ตะวันตกต้องยัดเยียดรูปแบบทุนนิยมให้พวกเขาก่อน
ตะวันตกต้องไม่ยอมรับยุโรปตะวันออกมาเป็นส่วนหนึ่งของพวกเดียวกัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของโลกที่สาม
ตะวันตกต้องผลักดันให้เป็นเช่นนั้น นั่นแหละคือระบบของไอเอ็มเอฟ หากตะวันตกสามารถทำให้พวกเขายอมรับได้
ยุโรปตะวันออกก็จะกลายเป็นแหล่งสำหรับขูดรีดอย่างง่ายดาย และจะก้าวไปสู่บทบาทใหม่เหมือนกับประเทศอย่างบราซิลหรือเม็กซิโก
ในหลาย
ๆ แง่ ยุโรปตะวันออกดึงดูดนักลงทุนได้มากกว่าลาตินอเมริกา เหตุผลประการหนึ่งคือประชากรเป็นคนผิวขาวตาสีฟ้า
จึงติดต่อเจรจาได้ง่ายกว่าในสายตาของนักลงทุน ซึ่งมาจากสังคมที่มีลัทธิเชื้อชาตินิยมฝังรากลึกอย่างยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น
ยุโรปตะวันออกยังมีมาตรฐานทางด้านสาธารณสุขและการศึกษาสูงกว่าลาตินอเมริกา
ในลาตินอเมริกา หากยกเว้นพื้นที่โดดเดี่ยวส่วนน้อยที่ร่ำรวยและมีอภิสิทธิ์แล้ว
พื้นที่ที่เหลือทั้งหมดก็คือปลักตมดี ๆ นี่เอง ประเทศหนึ่งที่เป็นข้อยกเว้นจำนวนน้อยในแง่นี้คือคิวบา
ซึ่งเข้าใกล้มาตรฐานของตะวันตกในด้านสาธารณสุขและการศึกษา แต่ช่องทางในอนาคตของคิวบาก็มืดมนมาก
เหตุผลประการหนึ่งที่สร้างความแตกต่างอย่างลิบลับระหว่างยุโรปตะวันออกกับลาตินอเมริกา
คือหลังจากยุคสตาลินเป็นต้นมา ลาตินอเมริกามีระดับของรัฐภัยสยองที่รุนแรงเหี้ยมเกรียมกว่ายุโรปตะวันออกมาก
เหตุผลประการที่สองคือนโยบายทางเศรษฐกิจ
ตามรายงานของหน่วยข่าวกรองสหรัฐ
ในทศวรรษ ๑๙๗๐ สหภาพโซเวียตทุ่มเทกว่า ๘๐ พันล้านดอลลาร์เข้าไปในยุโรปตะวันออก
ส่วนในลาตินอเมริกา สถานการณ์แตกต่างอย่างตรงกันข้าม ในระหว่างปี ๑๙๘๒
ถึง ๑๙๘๗ เงินประมาณ ๑๕๐ พันล้านดอลลาร์ถูกโยกย้ายจากลาตินอเมริกามาสู่ตะวันตก
นิวยอร์คไทมส์ อ้างถึงประมาณการว่า "การโยกย้ายเงินแอบแฝง"
(ซึ่งรวมทั้งเงินจากการค้ายาเสพย์ติด ผลกำไรที่ผิดกฎหมาย ฯลฯ) อาจเป็นวงเงินถึง
๗๐๐ พันล้านดอลลาร์ ผลกระทบในภูมิภาคอเมริกากลางยิ่งเลวร้ายสาหัส แต่ก็เป็นเช่นนี้เหมือนกันหมดตลอดทั่วทั้งลาตินอเมริกา
มีแต่ความยากจนแพร่ระบาด ทุโภชนาการ การตายของเด็กทารก การทำลายสิ่งแวดล้อม
ภัยสยองจากรัฐบาล และการตกต่ำของสภาพชีวิตที่ถอยหลังไปสู่ระดับเมื่อหลายทศวรรษก่อน
สภาพในแอฟริกายิ่งแย่กว่านั้นอีก
หายนะจากลัทธิทุนนิยมรุนแรงเป็นพิเศษในทศวรรษ ๑๙๘๐"ฝันร้ายไม่หยุดหย่อน"
ในเงื้อมมือของมหาอำนาจตะวันตก คือคำที่ผู้นำองค์การเอกภาพแอฟริกันใช้เรียกได้อย่างถูกต้อง
มีตัวอย่างจากองค์การอนามัยโลกซึ่งประเมินว่า ทุก ๆ ปี มีเด็กสิบเอ็ดล้านคนเสียชีวิตใน
"ประเทศกำลังพัฒนา" เป็น "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เงียบ ๆ"
ที่สามารถหยุดยั้งได้โดยพลัน เพียงถ้ามีการใช้ทรัพยากรให้ตอบสนองต่อความจำเป็นของมนุษย์มากกว่าเพื่อความมั่งคั่งของคนแค่หยิบมือ
ในระบบเศรษฐกิจโลกที่เอื้อต่อผลประโยชน์และความต้องการของบรรษัทและเงินทุนข้ามชาติ
รวมทั้งภาคธุรกิจที่รับใช้บรรษัทเหล่านี้ เผ่าพันธุ์มนุษย์ส่วนใหญ่ต้องกลายเป็นส่วนเกินที่ไม่เป็นที่ต้องการ
คนเหล่านี้จะถูกกวาดทิ้งไป หากโครงสร้างทางสถาบันของอำนาจและอภิสิทธิชน
ดำเนินต่อไปโดยปราศจากการท้าทายหรือการควบคุมจากประชาชน
อันธพาลรับจ้างระดับโลก
กือบตลอดศตวรรษนี้ สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจที่ครอบงำเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของโลก
นั่นทำให้สงครามเศรษฐกิจเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพ รวมทั้งมาตรการต่าง
ๆ ตั้งแต่การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างขัดต่อกฎหมาย ไปจนถึงการบังคับใช้กฎของไอเอ็มเอฟ
(สำหรับประเทศที่อ่อนแอ) แต่ในช่วงประมาณ 20 ปีหลัง ๆ สหรัฐอเมริกาทรุดโทรมลงเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นและยุโรปที่มีเยอรมันเป็นผู้นำ
(ส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากการบริหารเศรษฐกิจผิดพลาดในสมัยรัฐบาลเรแกน โดยปล่อยให้คนรวยรุมกินโต๊ะกันอย่างเอิกเกริก
ด้วยต้นทุนที่ประชากรส่วนใหญ่และคนรุ่นต่อไปในอนาคตเป็นผู้จ่าย) อย่างไรก็ตาม
ในขณะเดียวกัน อำนาจทางทหารของสหรัฐอเมริกากลับโดดเด่นเป็นเอกโดยสมบูรณ์
ตราบเท่าที่สหภาพโซเวียตยังชิงดีอยู่บนสังเวียน
ก็ย่อมมีขอบเขตจำกัดว่าสหรัฐอเมริกาสามารถใช้การบังคับด้วยกำลังได้ในระดับไหน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตโพ้นทะเลที่สหรัฐไม่มีข้อได้เปรียบของกำลังพลและอาวุธมากพอ
เพราะสหภาพโซเวียตมักให้การสนับสนุนรัฐบาลและขบวนการทางการเมืองที่สหรัฐพยายามทำลาย
การที่สหรัฐเข้าไปแทรกแซงในโลกที่สาม จึงเกิดความเสี่ยงเสมอว่าอาจก่อให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นได้
ครั้นเมื่อการคุกคามจากโซเวียตหมดไป สหรัฐอเมริกาจึงมีอิสระมากขึ้นที่จะใช้ความรุนแรงไปทั่วโลก
นี่เป็นข้อเท็จจริงที่บรรดานักวิเคราะห์นโยบายของสหรัฐตระหนักรู้ด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่งในช่วงหลายปีมานี้
ในการเผชิญหน้ากันแบบใดก็ตาม
คู่กรณีแต่ละฝ่ายย่อมพยายามผลักดันสนามรบให้อยู่ในบริบทที่ตนมีโอกาสชนะมากที่สุด
หากคุณต้องการเป็นต่ออย่างเข้มแข็ง คุณก็ต้องเล่นไพ่ที่เป็นเบี้ยบนของตน
ไพ่ตายของสหรัฐอเมริกาคืออำนาจทางทหาร ฉะนั้น หากสหรัฐสามารถตั้งมั่นอยู่ในหลักการว่าอำนาจปกครองโลก
นั่นคือชัยชนะ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าความขัดแย้งสามารถตกลงกันได้ด้วยสันติวิธี
สหรัฐย่อมได้ผลประโยชน์น้อยลง เพราะในบริบทนี้ คู่ต่อสู้มีความเท่าเทียมหรือเก่งกว่า
การดำเนินการทางการทูตจึงเป็นทางเลือกที่ไม่น่ายินดีเลย
นอกจากจะดำเนินไปภายใต้กระบอกปืน วัตถุประสงค์ของสหรัฐอเมริกาได้รับการสนับสนุนจากมวลชนในโลกที่สามน้อยมาก
นี่ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ในเมื่อสหรัฐพยายามยัดเยียดโครงสร้างของการครอบงำและขูดรีดให้
การหาข้อยุติด้วยกระบวนวิธีทางการทูต ถึงอย่างไรก็ต้องตอบสนองผลประโยชน์ให้คู่กรณีอีกฝ่ายในการเจรจาต่อรองบ้างไม่มากก็น้อย
และนั่นเป็นปัญหาเมื่อจุดยืนของคุณไม่เป็นที่น่านิยมมากนัก
ด้วยเหตุนี้
การเจรจาจึงเป็นสิ่งที่สหรัฐพยายามหลีกเลี่ยงเสมอ ตรงกันข้ามกับการโฆษณาชวนเชื่อ
เรื่องนี้เป็นจริงทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลางและอเมริกากลาง
มาตลอดเวลาหลายปี
ด้วยภูมิหลังดังกล่าว
เป็นธรรมดาที่รัฐบาลประธานาธิบดีบุชย่อมถือว่ากำลังทหารเป็นเครื่องมือทางนโยบายที่สำคัญ
และชอบใช้มากกว่าการแทรกแซงทางเศรษฐกิจและการทูต (เช่น ในวิกฤตการณ์อ่าวเปอร์เซีย)
แต่เนื่องจากในปัจจุบัน สหรัฐขาดพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่จะยัดเยียด "ระเบียบและความมั่นคง"
ให้โลกที่สาม สหรัฐจึงต้องหันไปพึ่งพาคนอื่นให้ช่วยจ่ายให้แก่กิจกรรมดังกล่าวแทน
ซึ่งถือเป็นภาระหน้าที่ที่จำเป็น คือต้องมีใครสักคนคอยเป็นหูเป็นตาแทนพวกเจ้านายทั้งหลาย
ผลกำไรจากการผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียก็พอถูไถไปได้ แต่ญี่ปุ่นกับยุโรปที่นำโดยเยอรมันต้องจ่ายส่วนของตัวเองด้วย
โดยสหรัฐรับ "บทบาททหารรับจ้าง" ตามคำแนะนำของสื่อมวลชนทางธุรกิจระดับนานาชาติ
บรรณาธิการฝ่ายการเงินของหนังสือพิมพ์อนุรักษ์นิยม
ชิคาโกทรีบูน คอยตอกย้ำหลักการดังกล่าวอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งเป็นพิเศษ สหรัฐต้องเป็น
"ทหารรับจ้างโดยสมัครใจ" โดยให้ประเทศคู่แข่งจ่ายค่าบริการ เพื่อใช้
"อำนาจผูกขาด" ของสหรัฐใน "ตลาดความมั่นคง" รักษาไว้ซึ่ง
"การควบคุมระบบเศรษฐกิจโลก" สหรัฐควรเรียกค่าคุ้มครองโลก เขาแนะนำเช่นนี้
โดยขาย "ความคุ้มครอง" ให้แก่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอื่น
ๆ ซึ่งจะต้องจ่าย "เบี้ยประกันสงคราม" ให้สหรัฐ
นี่คือชิคาโก
ที่ซึ่งถ้อยคำแบบนี้เป็นที่เข้าใจกันดี หากใครสักคนรังควานคุณ คุณก็เรียกมาเฟียมาหักกระดูกมันเสีย
และถ้าเกิดคุณขาดส่งเงินค่าคุ้มครองขึ้นมา สุขภาพคุณก็อาจย่ำแย่ได้เหมือนกัน
แน่นอน
การใช้กำลังควบคุมโลกที่สามเป็นเพียงวิธีสุดท้ายเท่านั้น ไอเอ็มเอฟเป็นเครื่องมือที่คุ้มทุนมากกว่ากองทัพเรือและซีไอเอ
หากว่ามันทำงานลุล่วง แต่ "กำปั้นเหล็ก" ก็ต้องชูไว้พร้อมอยู่ข้างหลัง
ให้เรียกใช้ได้เสมอยามจำเป็น
บทบาทอันธพาลรับจ้างของสหรัฐสร้างความเจ็บปวดขึ้นในบ้านตัวเองด้วยเช่นกัน
ประเทศมหาอำนาจทางอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จทั้งหมด ล้วนอาศัยรัฐในการคุ้มครองและส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในประเทศของตน
ใช้ทรัพยากรส่วนกลางเพื่อสนองความต้องการของนักลงทุน ฯลฯ นั่นคือเหตุผลประการหนึ่งว่าทำไมอุตสาหกรรมเหล่านี้จึงประสบความสำเร็จ
นับแต่ปี ๑๙๕๐ สหรัฐอเมริกาดำเนินตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวผ่านทางระบบของเพนตากอนเป็นส่วนใหญ่
(รวมทั้งองค์การนาซ่าและกระทรวงพลังงาน ซึ่งผลิตอาวุธนิวเคลียร์) จนถึงบัดนี้
สหรัฐติดกับอยู่ในกลไกที่ต้องค้ำจุนอุตสาหกรรมอิเล็คโทรนิคส์ คอมพิวเตอร์
และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงทั่วไป
ค่าใช้จ่ายทางการทหารที่มากเกินขีดในสมัยรัฐบาลเรแกน
ซึ่งปฏิบัติตามอย่างทฤษฎีของเคนส์๑๐
ย่อมก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา การอุดหนุนทรัพยากรแก่คนส่วนน้อยผู้มั่งคั่งและนโยบายรัฐบาลต่าง
ๆ นำไปสู่กระแสการเก็งกำไรในภาคการเงินและการบริโภคล้นเกิน แต่เสื่อมถอยลงในการลงทุนทางด้านการผลิต
และประเทศต้องแบกหนี้สินมากมหาศาล ทั้งรัฐบาล ผู้ประกอบการ ครัวเรือน และยังมีหนี้ที่ประมาณค่ามิได้ในความขาดแคลนทางสังคมที่มิได้รับการตอบสนอง
ขณะที่สังคมค่อย ๆ จมปลักลงสู่สภาพอย่างโลกที่สาม โดยมีเกาะเล็กเกาะน้อยของอภิมหาเศรษฐีและอภิสิทธิชนลอยฟ่องอยู่ในมหาสมุทรแห่งความทุกข์ยากและคับแค้น
เมื่อรัฐบาลในประเทศใดประเทศหนึ่งผูกติดอยู่กับนโยบายเช่นว่านี้
รัฐบาลนั้นก็ต้องหาหนทางสักอย่างหันเหความสนใจของประชาชนไปทางอื่น เพื่อมิให้ประชาชนมองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นรอบตัว
ไม่มีทางเลือกให้ทำได้มากนัก วิธีการมาตรฐานอย่างหนึ่งคือปลุกกระแสความกลัวที่มีต่อศัตรูตัวฉกาจที่ตั้งท่าจะรุกรานเรา
และสร้างความยำเกรงแก่ผู้นำยิ่งใหญ่ที่ช่วยเราให้รอดจากหายนะได้ชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด
นี่คือแบบแผนที่ใช้มาตลอดทศวรรษ
๑๙๘๐ ต้องอาศัยไหวพริบปฏิภาณหาน้อยไม่ ในเมื่อเครื่องมือที่ใช้มาแต่ดั้งเดิม
คือภัยคุกคามจากโซเวียต เริ่มกลายเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ใครเชื่อถือเป็นจริงเป็นจัง
ดังนั้น ภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของสหรัฐจึงกลายเป็นกาดดาฟีและขบวนการผู้ก่อการร้ายสากล
เกรนาดากับฐานทัพอากาศอันน่าสะพรึง ภาพของแซนดินิสต้ากรีธาทัพในเท็กซัส
พ่อค้ายาเสพย์ติดเชื้อสายสเปนที่นำขบวนโดยจอมโรคจิตนอริเอกา และชาวอาหรับผู้บ้าคลั่งทั้งหลาย
ล่าสุดคือซัดดัม ฮุสเซน หลังจากที่เขาประกอบอาชญากรรมเพียงประการเดียว
คืออาชญากรรมของการแข็งข้อ ในเดือนสิงหาคม ๑๙๙๐ และเรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องตระหนักในสิ่งที่เป็นความจริงเสมอมา
นั่นคือ ศัตรูตัวเอกคือโลกที่สาม ซึ่งคอยข่มขู่ว่าจะ "ดิ้นหลุดจากการควบคุม"
นี่ไม่ใช่กฎธรรมชาติ
กระบวนการและสถาบันที่ก่อให้เกิดความคิดเช่นนี้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้
แต่นั่นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม สังคมและสถาบัน ซึ่งมิใช่เรื่องเล็กน้อยเลย
รวมไปถึงโครงสร้างของระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ใช่แค่การออกไปเลือกตั้งเป็นครั้งคราว
และเลือกได้แค่ผู้แทนที่รักษาผลประโยชน์ของโลกธุรกิจ มาบริหารกิจการบ้านเมืองภายในและต่างประเทศ
๑ Alliance
for Progress โครงการให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมในลาตินอเมริกา
๒ วารสารรายสัปดาห์ฝ่ายเสรีนิยมที่มีอิทธิพลมากที่สุดฉบับหนึ่งในสหรัฐอเมริกา
ก่อตั้งในปี ๑๙๑๔
๓ Tom
Wolfe นักเขียนนวนิยายและอัตชีวประวัติชาวอเมริกัน
๔
สมาพันธ์ที่จัดตั้งขึ้นในปี ๑๙๔๘ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือซึ่งกันและกันระหว่าง
๒๑ ชาติในทวีปอเมริกา
๕
แม่น้ำที่เป็นเส้นพรมแดนของสหรัฐกับเม็กซิโก
๖
เจ้าชาวฮั่นที่เคยรุกรานยุโรปในสมัยศตวรรษที่
๕
๗
ประธานาธิบดีประเทศซาอีร์
๘
น่าจะหมายถึง George Orwell และการเขียนในเชิงเสียดสีของเขาในเรื่อง
Animal Farm
๙
ต้นตอของคดีนี้เริ่มขึ้นในปี ๑๙๘๕ เมื่อประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ
(National Security Council: NSC) คือ นายโรเบิร์ต ซี. แมคฟาร์เลน (Robert
C. McFarlane) แอบขายอาวุธให้อิหร่าน เพราะคิดว่าจะเป็นผลดีให้มีการปล่อยตัวประกันชาวสหรัฐที่ถูกมุสลิมหัวรุนแรงฝ่ายนิยมอิหร่านในเลบานอนจับตัวไว้
การแอบขายอาวุธนี้ขัดกับนโยบายของรัฐบาล ที่ประกาศว่า จะไม่ยอมต่อรองกับผู้ก่อการร้าย
และจะไม่ให้ความช่วยเหลือแก่อิหร่านในสงครามกับอิรัก เงินจำนวน ๔๘ ล้านดอลลาร์ที่อิหร่านจ่ายเป็นค่าอาวุธ
NSC ได้ยักยอกไปให้แก่ขบวนการคอนทราส์ที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาลแซนดินิสต้าในนิคารากัว
โดยผู้ที่มีบทบาทในการยักย้ายเงินครั้งนี้คือ พันโทโอลิเวอร์ นอร์ธ (Oliver
North) และพลเรือตรีจอห์น เอ็ม. พอยน์เด๊กซ์เตอร์ (John M. Poindexter)
ปฏิบัติการนี้ขัดต่อกฎหมายที่ผ่านสภาคองเกรสในปี ๑๙๘๔ ซึ่งห้ามมิให้สหรัฐส่งความช่วยเหลือทางทหารใด
ๆ ต่อขบวนการคอนทราส์
การกระทำผิดกฎหมายของ NSC ถูกเปิดโปงขึ้นในเดือนพฤศจิกายน
๑๙๘๖ พอยน์เด๊กซ์เตอร์และนอร์ธถูกดำเนินคดีและต้องออกจากราชการ ส่วนประธานาธิบดีเรแกนเสียภาพพจน์ทางการเมือง
และสหรัฐอเมริกาสูญเสียความน่าเชื่อถือในบทบาทที่ตั้งตัวเป็นผู้ต่อต้านการก่อการร้าย
๑๐
John Maynard Keynes (18831946) นักเศรษฐศาสตร์และนักปรัชญาชาวอังกฤษ
เป็นผู้เสนอแนวทางเศรษฐศาสตร์แบบมีการวางแผนและแทรกแซงโดยรัฐบาล เน้นให้รัฐบาลใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากเพื่อให้เกิดการจ้างงาน
ทฤษฎีของเขามีอิทธิพลต่อโครงการนิวดีลของประธานาธิบดีรูสเวลท์

|