|
ภาค ๓
นิสสรณะของศิลปะ
ทางออก ทางรอด หรืออุบายวิธีที่จะออกหรือพ้นจากโทษของศิลปะ
ทางออกของศิลปิน
อุดมคติกับอาชีพ
๑
ที่เข้าถึงสุญญตาแล้ว จะเห็นสิ่งต่าง ๆ ในฐานะเป็นของว่าง คือเป็นธรรมดา
ไม่มาครอบงำหัวใจได้; เลยคุ้มครองตัวเองอยู่ได้เป็นปรกติไม่ลำเอียง ไม่มีอคติ
จะมองเห็นว่าทรัพย์สมบัติมหาศาล จะมหาศาลสักเท่าไรก็ตาม ทรัพย์สมบัติทั้งหมดนั้น
เหมือนกับของพบกลางทาง คืออาศัยกินอยู่ใช้สอยครู่เดียว แล้วก็จากไปโดยการเดินทางต่อไป
มิได้หยุดอยู่ที่นั่นหรืออยู่ที่นั่นเป็นการถาวร.
สำหรับการประกอบอาชีพนั้น
นอกจากจะถือว่า เป็นของทำเพียงเพื่อให้ชีวิตรอดอยู่ได้ สำหรับจะได้ทำงานชิ้นสำคัญของชีวิตโดยตรงแล้ว
ก็ควรจะถือว่า เป็นเพียงงานฝีมือ เพื่อแสดงฝีมือ เหมือนงานศิลป์ทั่วไป;
มิใช่เป็นเรื่องที่ต้องละโมบโลภลาภ ตะกละตะกลาม ทำกันอย่างไม่เห็นแก่ผิดชอบชั่วดี.
ถ้าถือว่า งานของชีวิตจนตลอดชีวิตเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งแล้วทุกอย่างจะเป็นไปแต่ในทางงดงาม
หรือบริสุทธิ์ตามแบบศิลป์. ศิลปโบราณในยุคที่ไม่นิยมวัตถุกันนั้น
เป็นศิลปบริสุทธิ์ ครั้นตกมาถึงสมัยที่เห็นแก่วัตถุกันมาก ก็เลยกลายเป็นศิลปไม่บริสุทธิ์
แล้วแต่ผู้จ้างจะจ้าง หรือผู้นิยมจะซื้อตามที่เขาต้องการอย่างไร.
ถ้าเราเป็นศิลปินแท้
ก็รักษาอุดมคติของศิลปไว้ได้. ที่เราทำงานอาชีพต่าง ๆ ก็ให้เป็นเพียงเครื่องฝึกมือ
อย่ายึดถือเอาผลเป็นเงินเป็นทองเพื่อปากเพื่อท้องเลย มันจะเกิดความทุกข์ขึ้น.
โดยนัยะนี้ พร้อมกันเราก็จะปฏิบัติหน้าที่ หรืออาชีพของเราไปได้อย่างประณีตถึงที่สุดเหมือนกัน
เงินทองก็ไม่ไปไหนเสีย มันก็มีมาเอง แล้วเราก็ไม่บริโภค หรือละโมบเอาเงินทองนั้นอย่างคนที่เห็นแก่ปากท้อง
เรายังคงเป็นศิลปินในการประกอบงานฝีมือหรือการฝีมืออย่างสูงอยู่นั่นเอง.
นี้เป็นเหตุให้ทำงานได้ดีกว่าที่จะไปเห็นแก่ปากแก่ท้องเสียอีก. ถ้าเห็นแก่ปากแก่ท้องก็รวบรัดเอา
โกงนายจ้างก็ได้. ถ้าทำโดยรักศิลปะ จะไม่ยอมทำอย่างนั้น ถูกไล่ออกจากงาน
เพราะทำงานช้าก็ตามใจ; ถ้าจะไม่ถึงขนาดของศิลปะ.
ถ้าพวกเราประกอบอาชีพกันในลักษณะเช่นนี้แล้ว
จะไม่มีความทุกข์เพราะอาชีพนั้น ๆ เลย จะไม่มีห่วงวิตกกังวล นอนไม่หลับ
กินไม่ได้ เพราะความทับถมของอาชีพ หรือถึงกับเบียดเบียนกันเพราะอาชีพ.
เพราะฉะนั้นส่วนใดที่เป็นอาชีพ หรือที่ถือว่าเป็นอาชีพ ก็ขอให้ถือกันในลักษณะเช่นนี้
คือถือว่าอาชีพนั้น เป็นเพียงงานฝีมือของผู้ที่มีหัวเป็นศิลปินแท้. ยิ่งการเป็นตุลาการ
ซึ่งอาตมาได้กล่าวแล้วว่าไม่ใช่อาชีพ มันก็ยิ่งไปกว่านั้นอีก คือต้องไม่เห็นแก่ปากแก่ท้องยิ่งขึ้นไปอีก
ต้องทำเพื่ออุดมคติ ต้องทำเพื่อความเป็นปูชนียบุคคลโดยตรงยิ่งขึ้นไปอีก.
สำหรับชื่อเสียง
ท่านจะมองเห็นได้เอง ในเมื่อเห็นสุญญตา ว่าชื่อเสียงนี้ ก็เป็นเพียงของสำหรับเด็ก
หรือเป็นของเด็กเล่น; ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็เรียกว่าเป็น mischief อันหนึ่ง
เป็นของสำหรับเด็กเล่น. ชื่อเสียงแม้จะมากมายรุ่งโรจน์ เป็นเจ้าโลก เป็นอะไรก็ตาม
เป็นผู้ครองโลกครองเมืองอะไรก็ตาม นั้นมันเป็นของเด็กเล่น มีไว้ให้เด็กเล่น
เป็นของสำหรับเด็กจะได้หลงใหล. คนโต ๆ แล้ว ไม่ควรไปเหมือนกับเด็ก คือพอเรายอเข้าหน่อยเขาก็ชอบใจ
สบายใจ แล้วก็ทำอะไรตามที่เราต้องการให้เขาทำ; เราต้องยกยอเขา ว่าดีอย่างนั้น
ดีอย่างนี้. นี่จะเห็นได้ว่า ชื่อเสียงนั้น เป็นเหยื่อของสัญชาตญาณ ของผู้ที่มีจิตใจอย่างเด็ก.
โตแล้วทำไมจะต้องยออย่างเด็ก ๆ เป็นผู้ใหญ่แล้ว ควรจะต้องทำอะไรได้ด้วยธัมมาธิปไตย
คือเห็นแก่ความดี ความงาม ความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรมเป็นหลัก;
ไม่ต้องเป็นโลกาธิปไตย ทำไปเพราะเห็นแก่ชื่อเสียง. ด้วยเหตุนี้แหละ ชื่อเสียงโดยแท้จริง
จึงเป็นของลวง เอาไว้หลอกเด็ก เป็นของเด็กเล่น มีไว้ให้เด็กเล่นดีกว่า.
ถ้าเราไปละโมบในชื่อเสียงเหมือนกับละโมบในทรัพย์แล้ว ไม่ต้องสงสัยเราจะต้องทำสิ่งที่ไม่ควรทำ
เช่นเดียวกับละโมบเงินหรือละโมบอื่น ๆ.
พร้อมกันในที
ถ้าเราถืออุดมคติอย่างว่าแล้ว ชื่อเสียงมันมาเองแล้วเราก็ไม่ยึดถือชื่อเสียงนั้น
โดยความเป็นตัวตน หรือเป็นของตน; นี้มันเป็นความสงบสุขอย่างแท้ ไม่ใช่ว่าไปทำอย่างนั้นแล้ว
มันจะไม่ได้ชื่อเสียง; แต่ว่าอย่าไปอยาก ไปหลงเข้า หากมันได้ไม่ทันใจ ก็จะกลับไปหาชื่อเสียงทุจริตชื่อเสียงปลอม
เหมือนกับที่เขาหากันโดยมากอยู่ในสมัยนี้. เราไม่ต้องไปพะวงถึง เรื่องจะได้ชื่อเสียง
เราประกอบกรรมที่ดี ที่บริสุทธิ์ตรงตามอุดมคติก็แล้วกัน; อย่าไปบูชาชื่อเสียงเลย.
แม้ว่าในด้านศีลธรรมในด้านโลก ๆ เขาสอนให้เห็นแก่ชื่อเสียง ยิ่งกว่าเงิน
กว่าอะไรก็ตาม; แต่ในทางสัจจธรรมเพื่อจะไม่ตกไปฝ่ายอคติอย่างแท้จริงแล้ว
เราต้องสูงกว่านั้นอีก. หรือถูกผู้ใหญ่ยกย่อง จะให้ชื่อเสียงขึ้นมา เอาชื่อเสียงมาจ้าง
ก็เลยเกิดลำเอียงขึ้นมาได้; ไม่ปลอดภัย ถ้ายังบูชาชื่อเสียง. ลาภ หรือ
เงินทองวัตถุ เราไม่บูชาอย่างไร ชื่อเสียง เราก็ต้องไม่บูชาอย่างนั้น;
แต่ว่าเราจะประกอบกรรมที่ถูก ที่ดีแล้วชื่อเสียงมันมาเอง มาอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเรา
ไม่ใช่มาอยู่บนหัว บนศีรษะ; นั่นจึงจะเป็นทางที่ถูกที่ควร และปลอดภัย.
อย่าได้ยินเพียงว่า
ชื่อเสียง แล้วจะบูชาในฐานะที่จะเอาไว้เหนือศีรษะต้องเอาไว้ใต้ฝ่าเท้าเหมือนกับเงิน
มันจึงจะไม่ครอบงำเรา ไม่จูงเราไปสู่อคติ. การยกยอ การป้อยอ การประจบสอพลอ
ถูกเห็นไปว่าเป็นชื่อเสียง เมื่อไรก็ได้; ที่แท้ก็เป็นชื่อเสียงปลอม แม้ชื่อเสียงที่ว่าเป็นไปตามระเบียบขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีก็เหมือนกัน
ถ้าไปหลงนัก ก็ทำให้เป็นทุกข์ได้ อารมณ์หม่นหมองได้ มีส่วนที่จะน้อมเอียงไปสู่ทางใดทางหนึ่งได้.
เราทำใจให้เป็นอิสระ บูชาธรรมะ บูชาความจริง แล้วประกอบกรรมต่าง
ๆ ไป; แล้วลาภก็ดีชื่อเสียงก็ดี มันจักค่อยคลานมาเอง แล้วมาอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเรา
ไม่ใช่มาอยู่บนศีรษะเรา. นี่เป็นความปลอดภัยที่จะได้มาจากการที่เราเห็นสุญญตาความว่างจากการยึดถือตัวตน.
เราจะเห็นว่า
โลกทั้งโลกนี้ มันเล็ก ไม่พอที่จะใส่ฝ่ามือ เพราะว่ามันไม่มีความหมาย มันไม่มีค่าอะไร
เต็มไปด้วยความทุกข์ เต็มไปด้วยความหลอกลวง เป็นของเล็กน้อย มีค่าน้อยเกินไป
ใหญ่ไม่เต็มฝ่ามือของเรา. ต่อเมื่อเรามีจิตใจที่ไม่ยึดถือโลกธรรม ไม่หวั่นไหวไปตามโลกธรรมทั้งปวงแล้ว
โลกนี้ก็จะหดตัวเล็กกว่าฝ่ามือ ไม่พอที่จะใส่ฝ่ามือได้ โดยตัวมันเอง.
ถ้าเรามีจิตใจอยู่เหนือโลกโดยประการทั้งปวงแล้ว
ความลำบากต่าง ๆ ความยากจน หรือความตาย หรืออะไรที่กลัว ๆ กันนักนั้น (จะเรียกอะไรกี่อย่าง
ก็สุดแท้ เรียกว่าความตายในที่สุด) จะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย แห่งความที่ต้องกลัวไป.
อย่าไปกลัวความตาย อย่าไปกลัวความจน อย่าไปกลัวความไม่ได้กิน ไม่ได้ใช้
ไม่ได้อะไรอย่างนั้นอย่างนี้; เพราะนั่นมันเป็นเรื่องกลัวอย่างเขลา ๆ กลัวเพราะถูกลวงด้วยของเป็นคู่
กลัวเพราะไหวไปตามโลกธรรมเสียแล้ว.
ถ้าเราเห็นสุญญตาแล้ว
จะอยู่เหนือความตาย ความตายไม่มีความหมาย, ความเจ็บไข้ไม่มีความหมาย, ความยากจนไม่มีความหมาย,
แล้วเราก็ไม่กลัว; จิตใจเป็นอิสระอย่างนี้ จึงจะประพฤติหน้าที่ หรืออะไร
ๆ ให้บริสุทธิ์ผุดผ่องสำเร็จได้ตามอุดมคติ หรือเป็นปูชนียบุคคลได้.
ประพฤติยุติธรรม ประพฤติไม่มีอคติได้ถึงที่สุดจริง ๆ แล้วไม่ต้องสงสัย
จะไม่จน จะไม่ตาย จะไม่อะไรทุก ๆ อย่าง ที่คนอื่นเขากลัว. คือว่าเราไม่ต้องกลัว
มันไร้ความหมายที่ต้องกลัวไม่ต้องนึกถึงเรื่องนี้ นึกถึงแต่ข้อที่จะต้องทำให้ถึงอุดมคติถึงที่สุดของหน้าที่หรืออุดมคติที่เรากำลังยึด
กำลังสมัครอยู่ก็แล้วกัน.
ขึ้นด้านบน
ทุกอาชีพ
ต้องมีอตัมมยตาเสมอกันหมด ๒
ขาจะเป็นชาวนาหรือเป็นชาวสวนก็ตาม เขาจะเป็นข้าราชการก็ตาม จะเป็นผู้พิพากษาตุลาการก็ตาม
จะเป็นศิลปิน เป็นสถาปัตยกรก็ตาม จะเป็นแพทย์เป็นหมอก็ตาม มีอาชีพเป็นเลขานุการอะไรก็ตาม
กระทั่งว่าจะมีอาชีพเป็นยาจก วณิพก ขอทาน โดยประการใด ๆ ก็ตาม, ที่สุดจะมีอาชีพเป็นนักบวชก็ตาม
ต้องมีอตัมมยตาเสมอกันหมด.
ขึ้นด้านบน
ศิลปิน
๓
าชีพที่มันละเอียดประณีต ซึ่งต้องพิจารณากันมากหน่อยคือ อาชีพศิลปิน ศิลปิน
การช่างอันละเอียดอันประณีตอันลึกซึ้ง. ถ้าเขาไม่มีอตัมมยตาที่เข้มแข็งพอ
จะทำงานเลวลง เพราะเห็นแก่ค่าจ้าง ไม่ได้ทำดีถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือว่าคดโกงทำให้มันเลวกว่าที่ควรจะทำ
ใครจะไปรู้. ศิลปินก็เป็นคนคดโกงต่อหน้าที่ของศิลปินเองไม่ทำดีถึงที่สุด
ทำพอหลอกเอาค่าจ้างเท่านั้น.
หรือว่าเขาเป็นศิลปินที่หวั่นไหวต่อการติการชม
เขาก็ทำเถลไถลหมด ถูกตินิดถูกชมหน่อยก็ยุ่งยากไปหมด; แล้วศิลปินสมัครเล่น
บ้า ๆ บอ ๆ นี้ ใครมายืนดูก็ไม่ได้ เขาทำงาน ใครมายืนดูก็ไม่ได้, อย่าว่าแต่ยืนดูเลย
ทักไปสักคำเดียว โกรธเลย ทำไม่ได้ศิลปินสมัครเล่น. เมื่อไม่มีความคงทน
คงที่ สิ่งที่ทำออกมามันก็เป็นศิลปะที่ไม่บริสุทธิ์ไม่ตรงตามความหมายของศิลปะ
เพราะไม่มีอตัมมยตา ไม่มีความแข็งโก๊กในหน้าที่การงานในอุดมคติของการงานของตน.
นี่อาชีพศิลปิน ประณีต ละเอียด สุขุมอย่างไร ถ้าไม่มีอตัมมยตา มันสูงสุดไปไม่ได้.
ขึ้นด้านบน
ธรรมะมีอยู่ในการกระทำทุกเรื่อง
๔
นที่สุดก็มองเห็นได้ว่าทุกกรณี ทุกเรื่อง ทุกอะไรก็ตาม ถ้าไม่ประกอบด้วยธรรมะแล้ว
เป็นล้มเหลว เป็นไม่ได้ผลดี ธรรมะอาจจะมีอยู่ได้แม้แต่ในเรื่องตำน้ำพริกแกง
และนับประสาอะไรกับเรื่องเรียนหนังสือ เรื่องเล่นกีฬา เรื่องอะไรต่าง ๆ
ที่สูงขึ้นมา ซึ่งมันจะต้องมีธรรมะเหล่านี้ คือโพชฌงค์ ๗ อย่างนี้ครบถ้วน.
ที่สูงขึ้นมาที่จะเป็นนักคิด
เป็นศิลปิน เป็นอะไรผู้มีปัญญา ตอนหลังนี้มันก็ยิ่งต้องมีสิ่งเหล่านี้
เป็นครูบาอาจารย์ก็ยิ่งต้องมีสิ่งเหล่านี้ คือมีธรรมะครบถ้วนอยู่จึงจะทำได้;
แต่แล้วก็โง่ ไม่เคยมอง ไม่หัดมอง มันก็มีไม่ได้ สร้างขึ้นไม่ได้ หรือปรับปรุงให้ดีขึ้นไม่ได้
ก็เลยเป็นครูบาอาจารย์ที่เลว เป็นศิลปินที่เลว เป็นคนงานที่เลว เป็นพ่อบ้านแม่เรือนที่เลว;
แล้วสมัครกระโจนไปทางโน้นโว้ย : ไปหาทางโลก ทางสำมะเลเทเมา ไม่ต้องรับผิดชอบในทางธรรมเลย.
นี้โทษของการที่ไม่มอง แล้วก็มองไม่เป็น แล้วก็มองไม่เห็น.
ขึ้นด้านบน
สิ่งที่เรียกว่าการงาน
๕
การงานดีที่สุดคือบรรลุพระนิพพาน.
นี้ ก็ขอให้ท่านทั้งหลายลองสังเกตดูตรงนี้อีกสักครั้งหนึ่งว่า เรามีการงานอย่างไร?
หรือธรรมชาติมอบหมายให้เรามีการงานอย่างไร? หรือว่าจะเอาตามชอบใจของเรา
เราควรจะมีหน้าที่การงานอย่างไร? จึงจะเรียกว่าเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องและสูงสุด
เราก็เลือกเอาเองได้; ถ้าเลือกไปโดยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ไม่หลอกลวงตัวเอง
เลือกเอาด้วยความบริสุทธิ์ใจ แล้วมันก็ไม่มีทางอื่นที่จะไป นอกจากทางที่กล่าวนี้
คือ ต้องได้ลุถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะลุถึงได้ คือ สภาพของจิตใจที่หมดปัญหา
ที่หมดสิ่งรบกวน หมดสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ เหลือเป็นใจที่เป็นอิสระ
เยือกเย็นเป็นผาสุกไม่มีอะไรกระทบกระทั่งได้. อย่างนี้เราเรียกว่าการบรรลุถึงพระนิพพาน
แปลว่า ดับหมดแห่งปัญหา เครื่องรบกวนทุก ๆ ประการ, เป็นจุดสุดท้ายของหน้าที่การงานของสัตว์ในระดับสูงสุด
ที่เรียกกันว่ามนุษย์นั่นเอง. นี้แหละคือสิ่งที่เรียกว่าการงาน.
ท่านทั้งหลายลองคิดดู
ว่าเป็นของน่ารักหรือเป็นของน่าชัง แล้วทำไมเราจึงคอยแต่จะหลบหลีกการงาน?
มันจะมีความเข้าใจอะไรที่ไขว้กันอยู่; หมายความว่าเราชอบสนุกสนานเอร็ดอร่อย.
เราไม่ชอบเหน็ดเหนื่อย หรือความยากความลำบาก; แม้ว่าจะเป็นการทำการงาน
นั้นก็ขอให้ไปคิดดูเองว่ามันถูกหรือผิดอย่างไร? ถ้าไม่มีการลงทุนด้วยความเหน็ดเหนื่อย
หรือความยากลำบาก แล้วมัน จะเรียกว่าการงานได้อย่างไร? หรือว่าค่าของมันจะมีอยู่ที่ตรงไหน?
ถ้าพูดอย่างวิชาธรรมดาสามัญ ซึ่งพูดว่ามัน ต้องมีการลงทุน มันจึงจะมีค่า
สำหรับจะมีสิทธิเรียกร้องอะไรที่เป็นผลเกิดขึ้นมา. ฉะนั้นหน้าที่การงานมันก็อยู่ในรูปแบบอย่างนั้น.
เราดูตามตัวหนังสือหรือพยัญชนะกันอีกครั้งหนึ่งก็ได้
เช่นคำว่ากรณียะหรือ กิจจะ ซึ่งแปลว่า หน้าที่การงาน มันมีความหมายว่า
เป็นสิ่งที่ควรกระทำ หรือถ้าชัดลงไปกว่านั้น ก็คือว่ามันต้องกระทำ เพื่อว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุด.
ถ้าสำหรับมนุษย์ก็สำหรับมนุษย์, ถ้าสำหรับสัตว์ก็สำหรับสัตว์, ถ้าสำหรับพฤกษชาติพืชพันธุ์ต้นไม้ก็สำหรับต้นไม้,
แต่มันมีสิ่งที่ควรกระทำ. คำว่า กร ก็แปลว่า การทำ, คำว่า กรณะ ก็แปลว่า
เป็นเครื่องกระทำ, คำว่า กรณียะ ก็แปลว่า ควร หรือ ต้องกระทำ, คำว่า กิจจะ
ก็แปลว่า ต้องกระทำ.
เรามีกิจ
คือหน้าที่ที่ต้องกระทำ, มีกรณียะ สิ่งที่ควรกระทำ, เมื่ออยู่ในลักษณะที่เรียกว่าไม่อาจจะยกเว้นให้ได้ว่าไม่ต้องกระทำ,
เราก็เรียกว่า กัมมันโต หรือ การงานในความหมายที่สมบูรณ์ที่สุด ว่าเป็นสิ่งสุดสูงสุดของการกระทำยกเว้นให้ไม่ได้.
การงานต้องทำเพื่อชีวิตรอดสบาย.
ทีนี้ จะดูในฐานะเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ
ก็จะมองเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้รอดชีวิตอยู่ได้. มันเป็นสิ่งที่ควรกระทำหรือต้องกระทำ
เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้รอดชีวิตอยู่ได้. การที่ต้องทำหรือควรทำนี้
มันมีความหมายอยู่ที่ตรงนี้; แต่มันยังมีโชคดีอยู่หน่อยหนึ่งว่า บางอย่างที่ควรทำหรือต้องทำนั้น
ธรรมชาติมันทำมาให้ในลักษณะที่สำเร็จรูปอยู่โดยมากแล้วก็มี คือรู้สึกได้เอง,
คิดนึกได้เอง, สามารถทำได้เอง ที่ทำไปได้ด้วยอำนาจสัญชาตญาณ ไม่ต้องมีเจตนา;
สัญชาตญาณคือ ความรู้ที่เกิดขึ้นเอง โดยไม่ต้องพยายาม. ดังนั้นจึงมีกรรมหรือการกระทำอันหนึ่ง
ซึ่งเป็นไปได้เองหรือเกิดได้เอง โดยไม่ต้องเจตนาก็มีได้; อย่างที่รู้จักหาอาหารกิน,
รู้จักต่อสู้อันตราย, คู่กันไปกับสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณนั้นนั้นก็ช่วยไว้ได้มากคือประหยัดไว้ได้มาก;
ยังเหลืออยู่แต่สิ่งที่มันเกินกว่าธรรมดาอย่างนั้น ที่เราจะต้องศึกษา.
เราจะต้องทำให้มันถึงที่สุดในส่วนนี้, แล้วก็ทำหน้าที่การงานในส่วนนี้ขึ้นมาให้สมบูรณ์.
เอาเป็นว่ามันมีสิ่งที่ต้องกระทำเพื่อชีวิตรอด ไม่ทำไม่ได้ นี้เราเรียกว่าการงาน.
ทีนี้ จะดูต่อไป
ซึ่งบางทีอาจจะเห็นไปว่าเป็นเรื่องแกล้งดูอย่างพิโยกพิเกน ให้มันมากเรื่องมากราว;
แต่ว่าอาตมาเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ควรดู คือความหมายที่พิเศษออกไป จากที่ได้กล่าวมาแล้วว่า
มันเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ แม้ว่าจะไม่เป็นที่พอใจของมนุษย์ผู้เกียจคร้าน
ไม่อยากจะทำอะไรให้เหนื่อย, ไม่อยากจะทำอะไรให้มาก ให้มันเหนื่อยมาก, แต่ก็อยากจะเอาผลเป็นความสุขสะดวกสบายมาก.
การพักผ่อนก็เป็นการงาน.
สำหรับ
ความหมายพิเศษ ปลีกออกไป สำหรับคำว่าการงานนั้นก็อยากจะชี้ไปถึงการพักผ่อน.
อาตมาจะพูดว่า
การพักผ่อนก็เป็นการงาน แต่บางคนอาจจะคิดว่าบ้าแล้ว, บ้าแล้ว, ที่จะให้การพักผ่อนก็เป็นการงาน;
แต่ที่จริงมันก็ยังเป็นอย่างนั้น คือว่าคนเราต้องมีการพักผ่อน. ถ้าไม่มีการพักผ่อนมันก็ตาย
หรือไม่มีแรงเรี่ยวแรงที่จะทำการงาน.
เดี๋ยวนี้เรามันโง่ไปเอง ไม่รู้จักพักผ่อนที่ถูกต้อง, ไปพักผ่อนในลักษณะที่ไม่เป็นการพักผ่อน;
แต่กลับเป็นการทำลายกำลังงาน เหมือนที่ทำกันอยู่โดยมาก. เมื่อควรจะพักผ่อนหลับนอน
ก็ไปพักผ่อนที่โรงหนังโรงละคร, เรื่องเหลวแหลกทางกามารมณ์ ว่าเป็นการพักผ่อน.
นี้เพราะว่ากิเลสตัณหาหรือความโง่ความหลงมันพาไป ให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าการพักผ่อนนั้นผิดพลาด.
เราควรจะถือเอาตามหลักของธรรมชาติ
ว่าการพักผ่อนก็คือการที่ไม่ต้องใช้แรงงาน ทั้งทางกายและทั้งทางจิตใจหรือสติปัญญาด้วย
จึงจะเป็นการพักผ่อน; เช่นว่าเหนื่อยแล้วก็พักผ่อน. สุนัขและแมวพักผ่อนได้ดีกว่าคน.
คนมันโง่ไปพักผ่อนในทางที่เสียกำลังงานทางกาย ทางจิต ทางสติปัญญา ที่เขาเรียกว่าการพักผ่อน
ซึ่งหลายคนที่นั่งอยู่ที่นี่ก็เคยใช้ความหมายของคำว่าพักผ่อนอย่างนี้.
แทนที่จะเป็นการพักผ่อน
ให้แก่ร่างกายหรือจิตใจหรือกำลังสติปัญญา กลับไปทำในทางที่สูญเสียพลังงานของร่างกายหรือจิตใจไปเสียอีก;
เหมือนกับที่เขาพูดว่าสูบบุหรี่แก้กลุ้ม กินเหล้าแก้กลุ้ม. เดี๋ยวนี้เศรษฐกิจบีบคั้นทำให้คนต้องสูบบุหรี่ต้องกินเหล้ามากขึ้น
เพื่อแก้กลุ้ม. นี่คนโง่มันพูด แล้วมันหลับตาพูดว่าทำอย่างนี้จะเป็นการพักผ่อน
หรือเป็นการแก้กลุ้ม หรือดับความทุกข์ ขอให้ไปคิดดูให้ดี.
การพักผ่อนมันต้องคู่กันมากับการใช้แรงงาน
ถ้าไม่มีการพักผ่อนมันก็ตาย คือหมายความว่ามันต้องมีพอกัน; อย่างว่ากลางวันก็ทำงาน
กลางคืนก็พักผ่อน ให้มันสมดุลย์กัน; รุ่งขึ้นกลางวันก็มีแรงงาน สำหรับจะทำงานต่อไปอีก.
ฉะนั้น การพักผ่อนมันจึงเป็นการลงทุนชนิดหนึ่งด้วย เพื่อให้มีแรงงานหรือกำลังสำหรับทำงานต่อไป
จึงผนวกการพักผ่อนไว้กับสิ่งที่เรียกว่าการทำงาน ในฐานะที่จะขาดเสียไม่ได้.
เหมือนกับว่าหม้อประจุแรงไฟฟ้าสำหรับใช้แรงไฟฟ้า มันก็ต้องมีเวลาที่ประจุกำลังไฟฟ้าพอกันกับเวลา
ที่เราจะใช้งานจากมัน.
การพักผ่อนก็เป็นเช่นเดียวกัน
ต้องทำให้มีสำหรับจะมีแรงงานสำหรับการทำงาน; ถ้าขาดการพักผ่อนเสียแล้วการทำงานก็มีไม่ได้.
ดังนั้นจึงเรียกว่าการพักผ่อนก็เป็นการงานชนิดหนึ่งด้วย. การพักผ่อนนั้นเป็นการงาน
ที่ท่านทั้งหลายจะต้องทำอย่างหนึ่งด้วย. สิ่งที่ยกเว้นให้ไม่ได้นี้ เรียกว่าการงานเสมอไป.
ฉะนั้นเราต้องพักผ่อนให้ถูกต้อง และให้เพียงพอ ไม่อย่างนั้นแล้วก็จะเกิดโรคภัยไข้เจ็บ,
จะเป็นโรคประสาทจะเป็นบ้า, และจะต้องตายในที่สุด; เพราะการพักผ่อนมันไม่พอ
เราจึงต้องมีการพักผ่อนในฐานะที่เป็นการงาน.
การกีฬา, การบริหารกาย, ก็เป็นการพักผ่อน.
การงานที่เป็นการพักผ่อนบางอย่างนี้
เราอาจทำให้เป็นการเล่นไปเสียก็ได้ เราจึงมีการเล่นบางอย่างบางชนิด ที่เป็นประโยชน์ด้วยแล้วก็สนุกสนานด้วย
เช่นการกีฬา การบริหารร่างกาย หรือการเล่นชนิดใดก็ตาม ที่ทำให้เกิดความโปร่งความสบาย
แก่ระบบของร่างกาย ระบบประสาทและจิตใจ; มีแต่การงานที่เครียดไม่มีการเล่น
ก็จะมีอาการเหมือนกับคนบ้า, ฉะนั้นจึงมีระบบการเล่นที่เป็นประโยชน์, การบริหารกายที่เป็นประโยชน์,
ให้เกิดความปกติทางร่างกายและทางจิตใจ เพื่อความถูกต้องสำหรับการงานนั่นเอง.
ฉะนั้น การเล่นชนิดนี้ การบริหารกายชนิดนี้ ก็เป็นการงานชนิดหนึ่ง; แต่คนโง่จำนวนหนึ่งเขาไม่สนใจ
ที่จะมีการเล่นอะไร. เขาก็อวดเคร่งว่าดีกว่าคนอื่น ไม่มีเล่นอะไรในรูปแบบของศิลปเป็นต้น,
นี้ก็เป็นคนโง่ที่ไม่รู้จักใช้ชีวิต ให้มีความสามารถในการที่จะประกอบการงาน.
อาตมาจึงพูดอย่างไม่กลัวว่าใครจะโห่
ว่าแม้แต่การเล่นมันก็เป็นการงาน. การเล่นเพื่อความสนุกสนานที่ถูกต้อง
ก็เรียกว่าเป็นการงาน; แต่คนทั่วไปเขาถือว่ามันเป็นการเล่น มันไม่ใช่การงาน.
แต่เดี๋ยวนี้ก็ได้บอกแล้วว่าเราได้พูดกันที่นี่ตรงนี้ จะพูดกันในรูปแบบของความคิดเห็นอย่างพุทธบริษัท,
ไม่ได้พูดตามแบบชาวบ้านทั่วไป; แต่จะพูดตามแบบของพุทธบริษัท ที่มีสติปัญญาเป็นของตนเอง
มองเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ลึกซึ้งยิ่งไปกว่าที่คนธรรมดาเขามองกัน.
ฉะนั้นขอให้สนใจว่าการงานนั้น มันมีอะไร ๆ อยู่ในหลายรูปแบบอย่างนี้.
ขึ้นด้านบน
ทำงานด้วยจิตว่าง
๑ ๖
ดทำงานโดยไม่มีความทุกข์ นี้ทำได้หลายระดับ โดยไม่มีความทุกข์; เช่นทำด้วยความหวังจะได้ค่าจ้างที่ดีแน่
เป็นต้น ก็ทำเพลินไปก็ไม่มีความทุกข์, ทำด้วยความหวังว่าจะได้มีชื่อเสียง
หรือจะได้เงินดีแน่ ก็เลยทำสนุก ไม่มีความทุกข์. แต่เราไม่ต้องการอย่างนั้น;
เราจะทำด้วยจิตที่ไม่ต้องมีความหวังชนิดนั้น. ถ้าจะหวัง ก็หวังเพื่อว่า
จะดับตัวกูอยู่เสมอก็แล้วกัน; ดับความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกูของกูอยู่เสมอไปก็แล้วกัน.
ไม่หวังเงิน ไม่หวังชื่อเสียง ไม่หวังอะไรต่าง ๆ.
ถ้าทำงานด้วยความหวังเงิน
หวังชื่อเสียง ก็เป็นอย่างคนธรรมดาสามัญทำ; มันก็ไม่เหมาะสำหรับเรา. ต้องเลื่อนขึ้นมา
ขนาดทำชนิดที่ไม่หวัง ไม่มีตัว, จึงจะไม่หวัง; เรื่องไม่มีตัว นี้คือเรื่องว่าง;
เราจึงมาหัดทำงานด้วยความไม่มีตัวผู้ทำ.
เรื่องนี้มีคำกลอนที่ขึ้นต้นว่า
ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง. ความหมายอย่างเดียวกัน; หมายความว่า ให้พยายามหัดทำอย่างนี้,
ไม่ใช่ว่ามามัวเถียงกันอยู่ว่า ทำได้หรือไม่ได้. ไม่ต้องเถียงกันในทางทฤษฎี
ทางเหตุผลทางอะไรอีกแล้ว; มีแต่ว่า หัดทำให้เป็นอย่างนั้นมากขึ้น, แล้วก็เหมือนกันกับการปฏิบัติในชื่ออื่น
หรือเรียกอย่างอื่น แม้จะทำล้ม ๆ ลุก ๆ อยู่ตรงนั้น มันทำยากก็ทำไป.
การฝึกต้องทำให้ได้มากขึ้น;
แม้แต่ทำงานทางฝีมือ ก็ต้องหัดกันนานกว่าจะมีความชำนาญและทำได้. การทำงานฝีมือหากินนี่แหละ
เป็นช่าง เป็นศิลปิน เป็นอะไรก็ตาม ต้องหัดกันนานซ้ำ ๆ ซาก ๆ กว่าจะชำนาญ.
ทางธรรม ทางจิตใจ ต้องยิ่งไปกว่านั้นอีก; เพราะว่าจิตใจนั้นควบคุมยาก มันไวเกินไป
คุมยาก; ไม่เหมือนกับมือ เท้า แขนขา เป็นวัตถุคุมง่าย.
รวมความแล้วก็คือว่า
หมดปัญหาว่าจะทำได้หรือไม่ได้; มีแต่ปัญหาว่าจะทำอย่างไร;
แล้วก็ทำซ้ำๆ ซากๆ ให้ดีขึ้น จึงจะเป็นเรื่องของการปฏิบัติ. แม้แต่การพูดที่นี่ก็พูดซ้ำ
ๆ เหมือนที่เราเรียกว่า ทำปาฏิโมกข์ทางวินัย. ทำปาฏิโมกข์ทางวินัยแล้วยิ่งซ้ำ;
ทำปาฏิโมกข์ทีไรต้องซ้ำทุกตัวอักษรเลย; สวดก็ต้องสวดทุกตัวอักษร. ทำปาฏิโมกข์ทางวินัยนั้น
ต้องซ้ำถึงขนาดนี้, ทำปาฏิโมกข์ทางธรรมตามที่เราเรียก, หรือตกลงกันว่า
ทำอย่างนี้ ที่นี่ ก็ต้องทำซ้ำ ๆ; ต้องพูดเรื่องซ้ำ ๆ เพื่อทำความเข้าใจให้ยิ่ง
ๆ ขึ้นไป. การฝึกทำงานด้วยจิตว่างต้องเป็นเรื่องซ้ำ,
และก็ไม่มีเรื่องอะไรที่ควรจะซ้ำ นอกไปจากเรื่องว่าง.
ขึ้นด้านบน
ทำงานด้วยจิตว่าง
๒ ๗
รามีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องมีตัวเรา อย่างนี้ฟังแล้วน่าขัน จะกินโดยไม่ต้องมีตัวผู้กิน
เราทำอะไรไปโดยไม่ต้องมีตัวผู้ทำ แต่สติปัญญาเต็มที่มันทำจิตที่ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญาเต็มที่
ไม่มีความรู้สึกเจืออยู่ว่าตัวกูของกูนั่นแหละมันทำ. ฉะนั้น จึงไม่มีตัวเรา
แต่มีการกระทำทุกอย่าง แล้วกลับทำได้ดีที่สุด ได้ผลดีที่สุด นี่คือค่าหรือ
value ของนิพพาน มันมีมากอย่างนี้ แต่ว่าจะใช้ได้มากอย่างไรนั้นไปพิจารณาดูเอาเองก็แล้วกัน
มันถึงกับทำให้เราไม่เป็นทุกข์อยู่เป็นประจำแล้วทำให้เราสามารถทำการงานได้ทุกอย่างแม้งานฝีมือที่ประณีตที่สุด.
อย่างช่างเขียนที่เป็นศิลปินเอกของโลก เขาต้องเขียนภาพนั้นด้วยสักว่ามือป้ายสีไปด้วยจิตใจที่เป็นสติปัญญาลืมตัวกูโดยสิ้นเชิงอย่างนี้
หรือศิลปินที่กำลังแสดงละครนั้น ก็ต้องลืมตัวตน แล้วก็แสดงแต่บทบาท ซึ่งไม่ใช่เรื่องของตนเลย
นี่, มันจึงทำได้ดี. นี้เรียกว่าค่าของความว่างหรือค่าของนิพพาน เราว่างอย่างยิ่งเด็ดขาดไม่ได้
ก็ขอให้ว่างให้ได้ตรงขณะที่เรากำลังจะทำสิ่งที่ยากที่สุด ที่ดีที่สุด หรือที่จะดับทุกข์ที่สุด.
ขึ้นด้านบน
ทำงานด้วยจิตว่าง
๓ ๘
ย่าเข้าใจผิด ว่าเราต้องเห็นแก่ตัวจัด มันจึงจะมีสมาธิแรง; อย่างนี้เป็นคำพูดของคนที่ไม่รู้.
ความมุ่งมั่นจะเอาให้สำเร็จที่เรียกว่า ambition นั้นเข้าใจให้ดี ๆ มันมีอยู่ถึงสองประเภท
คือ ambition ด้วยจิตวุ่นก็ได้, ambition ด้วยจิตว่างก็ได้.
ambition
ด้วยจิตวุ่นนี้จะส่ายจะสั่น จะประหม่า จะอะไรไปหมด; แล้วจะทำไม่ได้ดี;
ambition ด้วยจิตว่างนี้จะวิเศษเหมือนปาฏิหาริย์ เพราะว่า ambition ด้วยจิตวุ่นนั้นคือ
กิเลส ตัณหา อะไรต่าง ๆ นานาเข้ามารวมอยู่ด้วย มันจึงเป็นจิตวุ่น; แล้วทีนี้แม้จะมี
ambition อย่างสูง มุ่งมั่นอย่างไร เท่าไร มันก็มีแต่ส่ายแต่สั่นเท่านั้น.
ถ้าเราเอาตัวกูของกู
ออกไป, เอากิเลส ตัณหา ออกไป เหลือแต่สติปัญญาเป็นจิตว่างจากตัวกูของกูแล้ว
ambition นั้นจะใสแจ๋วกระจ่าง มีกำลังมาก active อย่างยิ่ง มันจึงทำอะไรได้ดี.
ขอให้เข้าใจคำว่า สมาธิที่จะเอามาใช้ในการศึกษา หรือในการสอบไล่ หรือในการคิดอะไรต่าง
ๆ นี้ ต้องเป็น ambition ของจิตว่าง; ไม่ใช่ของจิตวุ่น.
ขอยกตัวอย่างอีกอย่างหนึ่งว่า
เช่นจะยิงปืน, พวกทหารจะยิงปืนนี้ เขาต้องยิงด้วยจิตว่าง, ไม่ใช่ยิงด้วยจิตวุ่น.
ทีแรกอาจจะต้องมีเจตนาว่า จะต้องยิงเพื่ออย่างนั้นอย่างนี้ก็ตาม; แต่พอเขาจับปืนมาเล็งยังเป้าหมายแล้ว
เขาลืมหมด; ต้องให้จิตว่างเหลืออยู่แต่สติปัญญา ที่จะยิงไปตามวิธีที่ต้องการจะยิง.
ส่วนที่ไปห่วงว่า ถ้ายิงผิดแล้ว เพื่อนจะหัวเราะ หรือว่า พอยิงถูกแล้วเขาจะตบมือกันกราวใหญ่
หรือว่าจะได้รับอย่างนั้นอย่างนี้ จะเสียอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องไม่มีเข้ามา;
เพราะนั่นคือลักษณะของตัวกู หรือของกู ที่เข้ามาทำให้จิตวุ่น ไม่ว่าง จะทำให้มือสั่นบ้าง
ใจจะสั่นก่อน แล้วมือจะสั่นบ้าง แล้วมันก็จะยิงผิดหมด. การฝึกอย่างมีจิตว่าง
เราจะฝึกอย่างแบบสมาธิวิปัสสนาอะไรมาก่อนก็ตาม เราต้องรู้จักขจัดความวุ่นว่า
ตัวกูของกู ออกไปให้หมด เป็นจิตว่างอย่างนี้แล้ว จะยิงปืนถูกเหมือนกับปาฏิหาริย์.
ในประเทศญี่ปุ่น
เขาสอนเรื่องทำจิตว่าง แล้วก็ยิงศรประกวดกัน อย่างนี้ เขาสอนกันตั้ง ๗๘
ปี; นักยิงที่มีจิตว่างแล้วนั้น ยิงศรถูกเป้าขนาดเส้นขนเส้นผมได้เหมือนกับปาฏิหาริย์;
เพราะฝึกสมาธิตามแบบนิกายเซ็น เพื่อทำจิตว่าง นักยิงศรเหล่านั้นจึงยิงปืนแม่นอย่างปาฏิหาริย์.
นี่ขอให้เข้าใจว่า สิ่งที่ทำไปด้วยจิตว่างนั้น มันจะวิเศษอย่างนี้.
หรือ สมมุติว่าจะจัดดอกไม้ปักแจกัน
คนที่จิตวุ่นก็เสียบใส่ ๆ เสร็จแล้วดอกไม้นั้นมันก็มีลักษณะของจิตวุ่น
แสดงให้คนที่ฉลาดเห็นได้เสมอ; ครูอาจารย์ที่เขามีความรู้มีวิชานี้ เขาจะเห็นแจกันอันนี้เสียบด้วยคนมีจิตวุ่น.
ถ้าเราทำจิตให้ว่างก่อนแล้วเสียบลงไป มันจะมีลักษณะอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งแสดงความหมายลึกซึ้งตามแบบของจิตที่บริสุทธิ์
อย่างนี้เป็นต้น; แม้แต่ศิลปก็ยังต้องการจิตว่าง
อย่าว่าแต่เรื่องอาชีพ.
เรื่องอาชีพก็ต้องการจิตว่าง;
จะเข้าใจคำว่า จิตว่าง จิตวุ่น ในเรื่องอาชีพได้อย่างไร ขอให้ดูที่คนแจวเรือจ้าง.
คนแจวเรือจ้างขณะหนึ่ง ๆ นั้น เขาแจวเรือทวนน้ำ ทวนลม ทนฝนตก แดดออก กลางแดดนี้
ก็แจวไปได้สนุกสนาน ปากร้องเพลงไปพลาง แจวเฉิบ ๆ ไปได้ ไม่มีความทุกข์เลย
เพราะจิตมันว่างจากตัวกูของกู, กำลังว่างจากความรู้สึกว่า ตัวกูหรือของกู
หรือความเห็นแก่ตัวกู.
พอสักประเดี๋ยวคนนั้นเอง
ไม่ต้องคนอื่น จิตมันเกิดวุ่นขึ้นมา มันนึกถึงโชควาสนาของกู ลูกเมียของกู
ครอบครัวของกู ล้วนแต่ลำบากยากจน ไม่มีใครเห็นอกเห็นใจ, พวกนายทุนทารุณอย่างโน้นอย่างนี้;
พอจิตมันวุ่นอย่างนี้แล้ว มันก็ร้องเพลงไม่ออก ก็ทนแจวเรือไปเหมือนตกนรกทั้งเป็น
น้ำมูกน้ำตาไหลไปเลย ร้องเพลงไม่ได้ นี้เมื่อจิตวุ่นมันเป็นอย่างนี้.
เราจึงกล่าวได้อย่างชนิดที่ไม่ต้องกลัวผิด
และควรจำอย่างยิ่งว่า เมื่อจิตว่างนี้ทำงานสนุก, เมื่อจิตวุ่นแล้วการงานเป็นทุกข์.
จะเป็นการงาน การเล่าเรียน หรือการงานอาชีพอะไรก็ตาม ถ้าจิตว่างแล้ว ไปโกยท้องร่องที่มีโคลนเหม็น
ๆ ก็ยังสนุก, ถ้าจิตวุ่นแล้วให้ทำงานเบา ๆ ในห้องปรับอากาศเย็น ก็ยังเป็นทุกข์
ยังวุ่นวายใจอยู่นั่นเอง.
ถ้ารู้จักทำให้จิตว่างแล้ว
งานจะสนุกไปหมด ไม่ว่างานกรรมกร กสิกรทุกอย่างตลอดจนงานออฟฟิศ จะสนุกไปหมดเมื่อจิตว่าง,
แล้วมันจะเป็นเหมือนตกนรกไปหมดเมื่อจิตวุ่น. แม้แต่งานของพวกเทวดาในสวรรค์ก็เป็นอย่างนั้น.
ขึ้นด้านบน
สมาธิกับการทำงาน
๙
อ้า! ทีนี้จะพูดถึงกันในแง่ที่มันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ในชีวิตประจำวันของคนทั่วไปด้วย
ว่าถ้าเรามีความเจริญทางจิต มีจิตตภาวนา เราก็ยังต้องการสมาธิจิตอยู่นั่นแหละ;
จะนั่งทำงานที่ออฟฟิศที่โต๊ะ ก็ต้องการจิตที่เย็นเป็นสมาธิทำงานได้ดีแม้จะทำงานทางกาย
จะทำขนมขายอยู่หน้าเตาไฟนี้ ก็ต้องมีจิตที่สงบเย็น, มีจิตที่สงบเย็นมันจึงจะไม่ร้อนเพราะไฟนั้น
แล้วจะทำงานสนุกอยู่หน้าเตาไฟก็ได้; หรือเราจะทำงานทุกอย่างทุกประการที่ทำกันอยู่ในโลก
ล้วนแต่ต้องการจิตที่เป็นปกติเป็นสมาธิทั้งนั้น. เราจะขับรถ ลองคิดดูเถอะ,
เราจะขับรถด้วยจิตที่เป็นสมาธิกับด้วยจิตที่ไม่เป็นสมาธิมันต่างกันอย่างไร,
แล้วมันอันตรายมากน้อยกว่ากันอย่างไร. ถ้าขับรถด้วยจิตที่เป็นสมาธิกับจิตที่ไม่เป็นสมาธิ.
ที่มันเอาไปคว่ำกันเสียทั้งคันไปชนกันทั้งคัน ก็ด้วยจิตที่มันไม่ปกติ ไม่เข้มแข็ง
ไม่มั่นคง ไม่ว่องไวในหน้าที่ของจิต.
แม้จะอยู่อย่างคนธรรมดา
ก็ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าสมาธิตามธรรมชาตินั่นแหละเข้ามาช่วย ก็จะทำอะไรได้ดีที่สุด;
ถ้างานนั้นเป็นงานประณีต งานฝีมืองานวิจิตรด้วยฝีมือแล้ว
ต้องมีสมาธิมากมันจึงจะทำได้ดี เพียงความชำนาญอย่างเดียวมันก็ได้เหมือนกัน
แต่ไม่พอ. ถ้ามีสมาธิได้ด้วยแล้วก็ยิ่งดี จะเย็บปักถักร้อยหรือจะทำอะไรก็ตาม
แม้จะบ้วนน้ำลายให้ลงกระโถน.
อาตมาคิดว่า
ไปลองดูสิ ทุกคนไปลองดู บ้วนน้ำลายให้ลงกระโถนโดยเรียบร้อยลองทำดูสิ; ถ้าจิตมันไม่เป็นสมาธิด้วย
มันทำไม่ได้ดอก แล้วนั่นแหละมันบอกอยู่ในตัวว่า, ถ้าเรามีจิตเป็นสมาธิ
เราก็บ้วนน้ำลายลงกระโถนได้. ถ้าไม่มีสมาธิมันก็ทำไม่ได้ ฉะนั้นการฝึกสมาธิ
ฝึกได้ด้วยการบ้วนน้ำลายลงร่อง ลงกระโถน กระโถนอยู่ในที่ไกลพอสมควร; หรือร่องกระดานที่อยู่ไกลพอสมควร
บ้วนน้ำลายลงร่องทุกที, นั่นคือการฝึกสมาธิที่แท้จริงที่สุดเลย แต่คนโง่ไม่รู้จัก
แล้วก็ด่าอาตมาว่าสอนบ้า ๆ บอ ๆ. ถ้าว่ามันตั้งใจแรงเกินไป ไม่ลงกระโถน
ตั้งใจน้อยไปก็ไม่ลงกระโถน หรือทำอะไรไม่พร้อม มันก็ไม่ไปลงที่กระโถน,
หรือไม่ไปลงที่ร่องกระดาน. ข้อนี้ฝึกมาจนเคยชินแล้ว การบ้วนน้ำลายให้ไปลงในช่องเล็ก
ๆ ที่กำหนดไว้ห่างออกไปสักวาหนึ่งเท่านั้น, ไปลองดูสิ, คนโง่ ๆ เหล่านี้ทำไม่ได้ดอก
ถ้ามันออกแรงมากไปมันก็ผิด, ออกแรงน้อยไปมันก็ไม่ถึงมันก็ไม่สำเร็จ.
ฉะนั้น
ถ้าใครสามารถบ้วนน้ำลายลงช่องเล็ก ๆ ห่างสักวาหนึ่งได้ นั้นเป็นสมาธิชั้นเตรียมแล้ว,
เป็นสมาธิชั้นเตรียมแล้ว ไปลองดูเถอะ เป็นสมาธิชั้นเตรียมแล้ว; แล้วเรายังฝึกอยู่ทุกวัน
ฝึกประสาทฝึกระบบประสาทอยู่ทุกวัน ที่จะบ้วนน้ำลายไปลงช่องเล็ก ๆ ที่มีอยู่ตรงหน้า
ห่างกันประมาณเกือบวา. ถ้ายังบ้วนลงตรงกลางช่องพอดี ก็พอใจว่าวันนี้ระบบประสาทยังดีอยู่
ระบบประสาทยังดีอยู่, ความเป็นสมาธิยังหาได้ง่ายอยู่. แต่คนโง่ไม่รู้ หาว่าเป็นเรื่องไม่มีประโยชน์,
ไปแนะใครเข้า เขาก็หาว่าไม่มีประโยชน์แล้วเขาจะด่าเอาด้วยจะตะเพิดเอาด้วย.
แต่วันนี้ไม่กลัว เอามาพูดให้ฟังว่า มันเกี่ยวกับเรื่องทางร่างกาย, เรื่องทางร่างกายทางวัตถุมากถึงขนาดนี้
ที่ร่างกายของเราจะทำอะไรให้ได้ดี แน่นอนแม่นยำ. ถ้าแม่ครัวจะสับผักสับเนื้อด้วยจิตที่เป็นสมาธิ
มันจะสับได้ดี เช่นหนาเท่ากันทุกแว่นเรียบร้อยสม่ำเสมอ, ถ้าแม่ครัวจิตฟุ้งซ่าน
จะสับเปะ ๆ ปะ ๆ หนา ๆ บาง ๆ ยุ่ง ๆ ยาก ๆ เพราะไม่มีจิตเป็นสมาธิเสียเลยนี่.
นี่ยกตัวอย่างมาให้ฟังต่ำที่สุดแล้วว่า
เรื่องของจิตตภาวนานั้น จำเป็นสำหรับทุกคนที่มีชีวิตอยู่ในโลก;
ไม่ว่าเขาจะประกอบการงานอะไร ในหน้าที่ของอะไร มันเป็นสิ่งที่ว่า ต้องมีพอสมควรแก่กรณี.
สมาธิเป็นสิ่งที่ต้องมีพอสมควรแก่กรณี ไม่ว่าเราจะเป็นคนชนิดไหน หรือทำอะไร
เราจะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า สมาธิตามสมควรแก่กรณี มิฉะนั้นเราจะไม่ทำอะไรได้ด้วยความถูกต้องหรือปกติ.
ที่เรียกว่ามีสติสมปฤดี จิตใจไม่เลื่อนลอย จิตใจไม่อ่อนแอไม่ฟุ้งซ่าน.
เราต้องมีจิตใจที่ปกติไม่ฟุ้งซ่านเกินไป ไม่อ่อนแอละห้อยละเหี่ยเกินไป
แล้วก็มีกำลังแห่งจิตใจพอ แล้วก็มีความฉลาดว่องไวพอ ในการที่จะยับยั้งไม่ทำอะไรลงไปให้ผิด
แล้วก็เกิดเป็นทุกข์เล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมา กระทั่งทุกข์อันใหญ่หลวง.
เราไม่รู้ว่า
เราได้รับประโยชน์จากสมาธิอยู่ตลอดเวลา จะลุกขึ้น จะนั่งลง จะเดินไป จะไปทำอะไร
มีจิตที่เป็นสมาธิตามธรรมชาติ ตามธรรมชาติไม่ใช่เกินธรมชาติ ช่วยอยู่ตลอดเวลา,
เราจะลุกขึ้นได้ นั่งลงได้ เดินไปได้ ไม่หกล้ม ไม่สะดุด ไม่เดินชนต้นไม้
อย่างไม่เดินชนต้นไม้ด้วยอะไรรู้ไหม? ด้วยการที่จิตมันปกติ มีความเป็นปกติตามธรรมชาติช่วยอยู่ตลอดเวลา.
ถ้าเราจะได้พัฒนามันให้ยิ่งขึ้นไป
มันก็ได้ผลมากกว่านั้นแหละ; เราจะทำงาน หรือจะเล่นกีฬา หรือจะทำทุกอย่างที่ว่าต้องทำอยู่เป็นประจำ
ขอให้ทำด้วยจิตเป็นสมาธิเถิด จะได้ผลดี, แม้จะรับประทานอาหาร แม้จะอาบน้ำ
แม้จะถ่ายอุจจาระถ่ายปัสสาวะ ขอให้ทำด้วยจิตที่มีความเป็นสมาธิถูกต้องและพอสมควร
พอดีพอสมควร มิฉะนั้นจะทำไม่ได้ดี จะมีความผิดพลาด แล้วชีวิตนี้ก็จะยุ่ง
จะยุ่งเหยิง. ถ้ามีความถูกต้องพอดี มันจะเรียบร้อยไปหมด ทุกอิริยาบถเดินยืนนั่งนอน.
ดังนั้นจึงกล่าวว่ามันขาดไม่ได้
ความเป็นสมาธิตามธรรมชาตินี้ขาดไม่ได้ ต้องมีตามที่ธรรมชาติต้องการ,
แล้วต้องมีได้มากกว่าที่ธรรมชาติกำหนดให้ เพื่อเราจะทำอะไรได้ดีกว่า.
การที่เราจะพูดจาอะไรให้ดีกว่าอีกคนหนึ่ง เพราะว่าเรามีสมาธิมากว่า มีปัญญามากกว่า
หรือการที่เราจะเล่นแข่งขันฝีไม้ลายมืออะไรกัน ให้ดีกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง เราก็ต้องมีสมาธิปัญญาดีกว่า,
เราจะเป็นนักรบ จะใช้ดาบจะใช้ปืนจะใช้อะไรก็ตาม ได้ผลดีกว่าเมื่อเผชิญหน้าศัตรู
เพราะเรามีสมาธิดีกว่า. นี้เรียกว่าตามธรรมชาติมันก็ต้องมี และมันจะรวดเร็วกว่า
ความคิดนึกที่รวดเร็วกว่า ที่จะหลบหลีกอันตรายเกิดอันตรายอะไรขึ้นมา มันจะนึกได้เร็วกว่า,
หรือหลีกอันตรายได้ดีกว่า, ชีวิตจึงรอดมาได้ทั้งคนทั้งสัตว์ เพราะสมาธิตามธรรมชาตินั้น.
แล้วเรายังทำให้ดีกว่านั้นขึ้นไปอีก
เพราะสมาธิที่เราฝึกขึ้นมาด้วยภาวนา ถ้ามีตามธรมชาติก็เรียกว่าตามธรรมชาติ,
ถ้ามีเพราะเราฝึกขึ้นมา เรียกว่า ภาวิตา, ภาวิตาคือทำให้เจริญแล้ว นี้ก็มีผลมากกว่าที่มันมีตามธรรมชาติ;
ฉะนั้นฝึกในสิ่งที่มีตามธรรมชาตินั้น ให้มันดีกว่า เพื่อว่าเราจะสามารถทำอะไรได้ดีกว่าคนทั่วไป
ที่เขาไม่มีการฝึกจิตใจเอาเสียเลย.
สรุปความว่า
สมาธิเป็นสิ่งที่ทุก ๆ ชีวิตจะต้องมี ไม่มีก็ตาย; ทีนี้ ถ้ามีมันก็ไม่ตาย
แล้วก็เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป.
ขึ้นด้านบน
จิตตภาวนา.
๑๐
นี้จิตตภาวนา ก็เป็นคำที่ต้องวินิจฉัย เช่นเดียวกัน เพราะว่าท่านทั้งหลาย
จะได้ยินคำว่าจิตตภาวนามาแต่ในทางที่บำเพ็ญจิต ของพวกอยู่ป่าอยู่ดง ทำสมาธิ
ทำวิปัสสนา ทำกัมมัฏฐานอะไรเหล่านั้นเท่านั้น นั้นเรียกว่าจิตตภาวนา. นั่นมันรู้แคบ
ๆ มันมุ่งหมายแคบ ๆ, มันก็แคบจนไม่เอามาใช้เป็นประโยชน์ได้.
คำว่า จิตตภาวนา
ต้องให้หมายความหมดจดสิ้นเชิง ว่าเราทำจิตให้มันดีขึ้นได้อย่างไรเท่าไร
ก็เป็นจิตตภาวนาหมด, แม้แต่จะทำจิตให้ดีขึ้นสักนิดหนึ่ง ก็เรียกว่าทำจิตตภาวนา,
แม้ไม่ได้ทำกัมมัฏฐานภาวนา ออกท่าออกทางเหมือนที่เขาทำ ๆ กันอยู่ ก็ยังได้,
เราทำตามแบบของเรา ที่ใครเห็นแล้วไม่เชื่อ ไม่ยอมรับว่าเป็นจิตตภาวนา.
แต่เราสามารถทำให้จิตของเราดีขึ้น, ให้จิตของเราในวันนี้มันดีขึ้นกว่าจิตเมื่อวานนี้,
ให้มันแจ่มแจ้งในอะไรดีกว่าวานนี้, ให้มันอดกลั้นได้ ให้มันเฉย ๆ ได้ ให้มันแก้ปัญหาได้ดีกว่าจิตเมื่อวานนี้,
เพียงแต่เท่านี้ก็เรียกว่าเป็นจิตตภาวนาแล้ว ถ้าว่าเราทำ, ถ้าเป็นผลของการกระทำของเรา.
ถ้ามันดีของมันเองตามธรรมชาติ นี้ไม่เรียกว่าจิตตภาวนา เพราะว่าเราไม่ได้ทำ,
แต่ถ้ามันดีขึ้นเพราะการกระทำของเรา เพราะการศึกษาอบรมของเรา ก็ต้องเรียกได้ทั้งนั้นแหละว่าจิตตภาวนา,
คือว่ามันฉลาดขึ้นก็แล้วกัน.
ในการงานทุกชนิดไม่ว่าการงานอะไร
ถ้าผู้ทำคอยสังเกตดูให้ดี ๆ แล้วทำให้ดีขึ้น ฉลาดขึ้นกว่าที่แล้ว ๆ มา,
อย่างนี้ก็เรียกว่าจิตตภาวนาได้เหมือนกัน. ฉะนั้นคนที่เป็นศิลปิน
ทำงานฝีมือคิดนึกอะไรต่าง ๆ นี้ เขาก็มีจิตตภาวนาโดยอัตโนมัติอยู่ในการกระทำของเขา.
คนที่ต้องใช้สติปัญญาทุกคนจงมองให้เห็นว่า
มีจิตตภาวนา คือทำให้จิตมันดีขึ้น; จะเป็นชาวนาก็ได้, เป็นพ่อค้าก็ได้,
เป็นหมอเป็นแพทย์เป็นทนายความ เป็นอะไรก็ตามเถอะ, ถ้าเขากระทำชนิดที่ว่าจิตของเขาดีขึ้น
ฉลาดขึ้นนั้นก็รวมอยู่ในคำว่าพัฒนาจิต หรือทำให้จิตเจริญขึ้นได้ด้วยกันทั้งนั้น.
เพราะฉะนั้นให้พยายามเข้าใจความหมายของคำสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ที่เคยเข้าใจกันมาอย่างแคบ
ๆ ให้ถูกต้องเสียใหม่, ให้กว้างขวางเต็มตามความหมายของคำ ๆ นั้น; เช่นว่าทำภาวนา
จิตตภาวนา ไม่ใช่ไปนั่งพึมพำอยู่ในป่า, ที่ไหนก็ได้ที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้
ถ้าทำให้จิตมันดีขึ้น.
ฉะนั้น
คนที่ทำอะไรด้วยความระมัดระวังอย่างสุขุมรอบคอบอยู่ตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืนนั้น
คนนั้นเป็นจิตตภาวนา, ทำจิตตภาวนา, มีจิตตภาวนาอย่างดี. แต่คนที่ทำอะไรโง่เขลา
พรวดพราด ชุ่ย ๆ หวัด ๆ อย่างนี้ มันไม่มีดอก มันไม่มีแก่คนชนิดนั้น. ส่วนที่ไปทำเป็นพิธีรีตอง
ในที่สงบสงัดตามแบบฉบับที่วางไว้สำหรับกัมมัฏฐานสำหรับวิปัสสนา นั้นก็เป็นจิตตภาวนาถูกแล้ว
แต่มันเฉพาะเรื่องมากเกินไป, หรืออยู่ในระดับที่ชาวบ้านทำไม่ได้. ต้องขยับขยายปรับปรุงลงมา
ให้ถึงระดับที่ชาวบ้านเขาจะทำได้, ให้เวลาของเขาสามารถปรับปรุงจิตให้สูงขึ้นไปก็แล้วกัน.
พูดอย่างหยาบคายที่สุด เมื่อนั่งอยู่บนโถส้วมนั่นแหละ ก็ทำจิตตภาวนาได้
ไม่เชื่อไปลองดู อาตมารับประกัน มันเป็นสิ่งที่ทำได้ แล้วบางทีจะดีหรือง่ายกว่าเวลาอื่นด้วยซ้ำไป
เพราะเมื่อคนที่นั่งอยู่บนโถส้วมนั้น วิตกกังวลมันหายไปไหนหมดไม่รู้. บางทีความที่มันจะถ่ายออกมานั้น
มันกลายเป็นนิมิตหรืออารมณ์อย่างเดียวให้, แล้วคนก็คิดนึกอะไรได้ดี เพราะว่าจิตมันเป็นอารมณ์เดียวได้เอง.
ขอให้ใช้ประโยชน์ในทางจิตตภาวนาทุกขณะ ทุกระยะทุกเวลา แม้ที่สุดแต่ว่ากำลังนั่งอยู่บนโถส้วม.
พูดแล้วมันก็ไม่น่าฟังแต่ถ้าไม่พูด มันก็ไม่มีทางที่จะรู้เหมือนกัน จึงต้องพูดว่ามันมีอะไรบ้าง.
ขึ้นด้านบน
วิปัสสนาแบบสวนโมกข์.
๑๑
วิปัสสนากรรมกร
นี้อยากจะพูดให้เข้าเรื่องเสียที ที่เป็นปัญหาเฉพาะสำหรับสมัยนี้ ที่จริงก็เคยพูดมาคราวสองคราวแล้ว
ผมจำได้ ว่าใช้วิธีที่มันเหมาะสำหรับคนสมัยนี้, แล้วก็ย้ำย้ำเป็นหลักเป็นคำสำคัญ
ว่าพระเณรอย่าเลวกว่าชาวบ้าน ยังจำได้หรือเปล่า? ว่าพระเณรอย่าเลว อย่าเหลวไหลกว่าชาวบ้าน,
อย่าอยากได้กว่าชาวบ้าน; หมายความว่า เมื่อชาวบ้านต้องทำงานเลี้ยงลูก เลี้ยงเมีย
อย่างชาวบ้าน ก็บรรลุธรรมะได้ดังที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์นั้น ๆ มาเฝ้าพระพุทธเจ้า
แล้วบรรลุธรรมะที่ตรงนั้นได้ ทั้งที่เป็นฆราวาส. และฆราวาสบางคนก็เป็นพระโสดาบัน
สกิทาคามีอยู่ในบ้านเรือน นับจำนวนไม่ไหว. เมื่อชาวบ้านที่ยังทำมาหากินเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย
เป็นอย่างนี้ได้ แล้วพระเป็นไม่ได้ มันก็เรื่องเหลวไหลสิ้นดี; ฉะนั้นอย่าอวดดิบอวดดีให้มันมากไปนักเลย,
เอาแต่พอเหมือนที่ชาวบ้านเขาได้กัน ก็ดีโขอยู่แล้ว.
นี่ จงเกิดความคิดที่ฉวยโอกาสเอาการงานเป็นวิปัสสนา
หรือว่าเอาวิปัสสนาในการงาน มีวิปัสสนาในการงาน, หรือว่าทำการงานให้เป็นวิปัสสนาเสีย
นี้ตั้งชื่อเสียใหม่เลยว่า วิปัสสนากรรมกร, วิปัสสนาของเรา วิปัสสนาแบบกรรมกร.
ถ้าใครถามเมื่อไรที่ไหน ก็ตอบว่า วิปัสสนาสวนโมกข์นี้คือวิปัสสนาแบบกรรมกร,
ทำการงานให้เป็นวิปัสสนา มีวิปัสสนาในการงานนั้น แต่ต้องการงานอย่างแบบของผม.
แล้ว หลักใหญ่
ๆ ก็พูดอยู่แล้วว่า ต้องเป็นความไม่เห็นแก่ตัว, ไม่ให้ยกหูชูหาง อย่ามีความเห็นแก่ตัว
ไม่ว่าอะไรมาช่วยกำราบอันนี้ได้ อันนั้นใช้ได้หมด. ทีนี้การงานความเหน็ดเหนื่อย
ความเสียสละนี่เป็นพื้นฐาน; ถ้ายังไม่ยอมเสียสละแล้วมันยังเลวเกินไป มันเป็นเรือโกลนที่ใช้ไม่ได้,
แม้แต่จะเป็นเรือโกลน คือโกลนมาไม่ดี.
ฉะนั้น
อย่างน้อยต้องมีการแสดงความไม่เห็นแก่ตัว หรือความเสียสละความเห็นแก่ตัว
ในระดับที่เพียงพอ ให้ดูก่อน เป็นข้อแรก, แล้วจึงขยับขยายให้มันยิ่งขึ้นไป
โดยแนวนั้น โดยไม่ต้องเปลี่ยนเรื่องให้มันหลายเรื่อง. เมื่อถือเอาการงานเป็นวิปัสสนา
แล้วก็ให้มันเป็นวิปัสสนาเรื่อยไป จากการงานนั้น.
เราต้องการให้ทำงานชนิดที่เป็นการเสียสละจริงๆ,
ฉะนั้นจึงบัญญัติไว้ชัดว่า ต้องไม่หวังอะไรตอบแทน, อย่าหวังจะได้อะไรตอบแทน,
อย่าหวังจะได้คำขอบใจ, แม้แต่คำว่า ขอบใจ ก็อย่าหวังจะได้, ความเอาอกเอาใจ
พะเน้าพะนออะไรบางอย่าง ก็อย่าหวังจะได้, แล้วเวลาเจ็บไข้, ถ้าสำหรับผมนี้เป็นเจ้าของงาน
จะมีการตอบแทนอะไรบ้าง ก็ขอให้คิดว่า มันเป็นหน้าที่ตามวินัย ที่เพื่อนสหธรรมมิกด้วยกันจะต้องช่วยเหลือคนเจ็บไข้
แต่ไม่ใช้ธรรมะ. ฉะนั้นให้คงถืออยู่ไปตามเดิมว่า พวกที่เหน็ดเหนื่อยนั้น
ไม่ได้รับอะไรตอบแทน แม้แต่สิ่งของ, แม้แต่ขอบใจ แม้แต่การเอาอกเอาใจ การเอาใจใส่
อย่าหวังเลย. ให้มันเป็นการกระทำเพื่อขูดเกลาความเห็นแก่ตัว ไปโดยส่วนเดียว,
ทำงานเพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ตามหลักจริยธรรมสากลไปท่าเดียว, แต่ผมเรียกว่า
ทำงานด้วยจิตว่าง ไปท่าเดียว.
ทีนี้พูดถึงงานที่ทำ
ไม่ใช่ต้องเป็นงานแกะสลัก หรือวาดเขียน เหมือนกับพระคุ้มดีคุ้มร้ายองค์นั้นพูด.
งานอะไรก็ได้, งานอะไรก็ได้ ทั้งนั้น นี่มันเป็นหลักตายตัว. งานอะไรก็ได้
ขนทราย ขนดิน ขนหิน ทำอะไรก็ได้ ใช้ได้ทั้งนั้น, แล้วมีหลักว่า เอาเหงื่อล้างกิเลสก็แล้วกัน.
พอผมพูดประโยคนี้ โปรเฟสเซอร์ฝรั่งชูมือสูง เต้นเร่า ๆ ไม่เข้าใจ. ขอให้ทำชนิดที่
เอาเหงื่อล้างกิเลสก็แล้วกัน, หมายความว่าเอาความไม่เห็นแก่ตัวนี่, ล้างความเห็นแก่ตัว
ก็แล้วกัน, ไม่ใช่ต้องเป็นงานนั้นงานนี้, แต่ทีนี้เมื่อต้องทำงานแล้ว
ควรจะทำงานที่ถนัด, ต้องทำงานที่ถนัดดีกว่าทำงานที่ไม่ถนัด เพราะทำได้ดีกว่า,
มันไม่เหนื่อยเปล่า มันยังได้ผลดีกว่า. แล้วงานที่ถนัดนี้ มันขยับขยายได้
แต่ว่าเป็นไปในทางที่จะเป็นประโยชน์แก่พระศาสนามากที่สุดก็แล้วกัน มันอาจจะทำอย่างอื่นก็ได้
แต่เราจะเน้นมันมา ปรับปรุงมันมา โยงมันมา ในลักษณะที่จะเป็นประโยชน์แก่ศาสนา
ได้มากที่สุดก็แล้วกัน.
ทีนี้คนอย่างเรายังไม่มีปัญญาทำอย่างอื่น
จึงคิดว่า การแสดงภาพเขียนหรือภาพสลักนี้ ดีที่สุดสำหรับเราเวลานี้, ใช้คำว่า
เวลานี้ ช่วยจำไว้ด้วย เวลาอื่นไม่รับรอง. เวลานี้ในสภาพที่เหมาะสมที่สุดนี้
งานนี้จะช่วยเผยแผ่สิ่งที่ควรเผยแผ่, ได้ผลมากเกินค่าของเหงื่อที่เสียไป
เพราะว่างานนี้จะมีประโยชน์ ทั้งในทางธรรมะในทางประวัติ ในทางโบราณคดี
ในทางศิลป กระทั่งในทางวัฒนธรรมของคนไทย เพราะทำให้รู้อะไรทุกอย่างในแง่เหล่านี้.
วัฒนธรรมไทยงอกออกมาจากวัฒนธรรมอินเดียอย่างไร ถ้าคนมีหูตาฉลาด จะดูได้จากภาพหินสลักเหล่านี้
: ดูในแง่ศิลปก็ได้, ถ้าดูในแง่ของพุทธประวัติ ก็เห็นได้ไม่น้อยกว่า ที่มีอยู่ก่อนแล้วในประเทศไทย.
เพราะอย่างนี้ยังไม่มีในประเทศไทย มันเพิ่มส่วนที่แปลกเข้ามา.
ดูในแง่ธรรมะ
ก็เรื่องความว่างนี้ดูได้ดีกว่า, เพราะเขาไม่แสดงรูปพระพุทธเจ้า คงทิ้งไว้เป็นความว่าง,
โดยหลักว่า พระพุทธเจ้าที่แท้จริง ไม่ใช่สิ่งที่แสดงได้ด้วยรูป, ด้วยสิ่งที่มีรูป
นี่อย่างนี้เป็นไปในฝ่ายธรรมะนะ.
ทีนี้ ประวัตินั่นประวัตินี่
ที่เป็นเรื่องราว ไม่มีในหนังสือพุทธประวัติที่อ่าน นี่ดูซิ มาเพิ่มเข้าอีก
ในส่วนที่เป็นพุทธประวัติ แล้วในทางโบราณคดี ทางอะไรต่าง ๆ ซึ่งเราพิจารณาแล้ว
เห็นว่ามีประโยชน์มาก จึงปรับปรุงให้เหงื่อนั้นเสียไปในลักษณะอย่างนี้,
นี่เรียกว่า ยิงทีเดียวได้นกหลายตัว ทำการงานเอาเหงื่อล้างกิเลส, แล้วผลของเหงื่อนั้น
เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ด้วย, ไม่ใช่ให้แก่ตัวเองอย่างเดียว. ฉะนั้นเราถือเอาทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน;
และเมื่อใช้วิธีนี้ ผมว่าเหมาะที่สุดแก่โลก แก่มนุษย์ในยุคปรมาณู ยิ่งกว่าจะนั่งหลับหูหลับตา
ตลอด ๒๔ ชั่วโมง, ไปนั่งหลับหูหลับตา แต่กลางคืนก็พอแล้ว. นี่กลางวันใช้วิธีเอาเหงื่อล้างกิเลสนี้
ก็ถมไปแล้วมันลึกซึ้งกว่า มีประโยชน์กว้างขวางกว่า.
ฉะนั้นอย่าได้คิดว่า
จะหัดเขียนหัดแกะ หัดทำ นี่เพื่อจะไปเป็นอาชีพข้างหน้า, อย่างนั้นมันทำลายตัวเอง
ให้ตกต่ำลงไป แล้วเหงื่อนั้นจะไม่ล้างกิเลส, เว้นไว้เสียแต่ว่าทำเพื่อไม่ให้หวังอะไรตอบแทน,
หวังแต่จะให้ผู้อื่นได้ตะพึด. นี่เรียกว่าเหมือนกับตายแล้ว เรานี้ตายแล้ว;
ฉะนั้น คำกลอนบทนั้น ยังคงใช้ได้อยู่เสมอ : ทำงานด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง
กินอาหารด้วยความว่าง ตายแล้วตั้งแต่ทีแรก, เป็นคนตาย อย่ามีหู หัว หาง
สำหรับไว้ยกกันอีก, นี่เรียกว่า คนตาย.
ทีนี้ปัญหามันที่อยู่ว่า
หัวหางนี้มันมีสลอนไป ยกกันสลอนไป มีปัญหาเท่านี้, ไม่มีทางอื่นที่จะกำราบมัน
นอกจากว่า มีหลักที่จะทำลายความเห็นแก่ตัวโดยทำตนให้เป็นคนต่ำ, ทำตนให้เป็นคนแพ้
แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร นี้ดีที่สุด. ยกหูชูหางเมื่อไรเป็นมารเมื่อนั้น,
แพ้เมื่อไรเป็นพระเมื่อนั้น.
นี่เห็นได้แล้วว่า
มันเกินไป เกินกว่าพระคุ้มดีคุ้มร้ายชนิดนี้จะเข้าใจอุดมคติของเราได้,
มันก็ไม่มีปัญหาอะไรที่จะต้องพูดกับแก ก็เลยไม่ได้พูดอะไรสักคำเดียว กับพระ
๒๓ องค์นี้; เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรจะพูด. แต่ถ้าคุณยังอยากจะพูด ก็อย่าพูดอะไรให้มากนัก.
เว้นแต่ว่าเราสมัครเป็นกรรมกร มีวิปัสสนาในการงาน ปรับปรุงการงานให้เป็นวิปัสสนา.
คำว่า กัมมัฏฐาน
ก็แปลว่า การงาน. กัมมัฏฐาน แปลว่า การงานเพราะฉะนั้นการงานก็เป็นกัมมัฏฐานได้ด้วย,
ถ้าว่าการงานนั้นไม่เพิ่มความเห็นแก่ตัว.
นี่ระวัง
ๆ ๆ อย่าให้การงานอะไร เพิ่มความเห็นแก่ตัว, เพิ่มความหวังที่จะได้นั่นได้นี่.
ยอมเป็นผู้สิ้นเนื้อประดาตัวอยู่ตลอดเวลา ให้เหมือนกับตายแล้ว, เสร็จแล้วอยู่ตลอดเวลา
ยิ่งดี, เป็นหลักง่าย ๆ ที่ถือปฏิบัติได้ว่า หูหางมันจะไม่ชูขึ้นมาได้.
นี่รวมความแล้ว
ผมมองเห็นไปแต่ในลักษณะอย่างนี้ว่า วิธีนี้เท่านั้นที่ประหยัดที่สุด, ประหยัดอะไรที่สุดแล้วก็รวดเร็วที่สุดแล้วก็ง่ายดายที่สุด,
แล้วก็จะไม่ให้พระนี้เลวกว่าชาวบ้าน เหมือนที่พูดแล้ว โดยวิธีนี้. ฉะนั้นจึงถือว่า
วิธีนี้คงจะเหมาะแล้วสำหรับมนุษย์ในยุคปรมาณูนี้ ภิกษุสามเณรในยุคปรมาณูนี้
ใช้ไฟฉายโก้ ๆ แทนที่จะใช้โคมผ้าใส่จอกน้ำมันเนย มันเปลี่ยนไปเท่าไร, ฉะนั้น
การงานมันก็ต้องเปลี่ยนบ้างซิ. ที่อยู่เป็นอย่างไร มันก็ผิดไปกับครั้งพุทธกาล,
ในกุฏิมีอะไร มีตำราท่วมหูท่วมหัวสารพัดอย่าง, มีเครื่องใช้บางอย่างซึ่งไม่ใช่ของพระ
มันก็เรียกว่า ผิดไปมากแล้ว สำหรับมนุษย์ในยุคปรมาณู, แล้วไปดูกุฏิ กุฏิอะไรของพระเถระเจ้าใหญ่นายโตมีอะไรผิดไปจากครั้งพุทธกาลมากไปกว่าพวกเราที่นี่อีก.
เรื่องมันไปกันใหญ่แล้ว เป็นยุคจรวดดาวเทียมไปด้วยเหมือนกัน; เพราะว่าผู้ปฏิบัติที่จะทำลายกิเลสในจิตใจ
น่าปรับปรุงให้มันทันกันกับยุคที่มันพรวดพราดแบบนี้.
ฉะนั้น
จึงปรับปรุงในทางเอาการงานเป็นวิปัสสนา, มีวิปัสสนาในการงาน, เอาเหงื่อล้างกิเลส.
มีหลักสั้น ๆ ๓ แบบ, วิปัสสนาญาณิกะ แม้แต่จะหลุดพ้นตามแบบปัญญาวิมุตติล้วน
ๆ ก็ยังดี, อย่าไปหวังให้มากกว่านั้น แล้วอันนี้มันเหมาะสำหรับยุคดาวเทียม
มีปัญญาเพียงพอที่จะตัดกิเลสอยู่ทุกวันก็พอแล้ว, การไปนั่งหลับตาตามโคนต้นไม้นั้น
มันก็ทำตามโอกาสเถอะ, อย่าไปมัวเมา แต่อย่างนั้นอย่างเดียวเหมือนกับพระที่ว่า
แกไม่เข้าใจคำนี้ เราสนใจมาตั้ง ๔๐ ปี แล้วเรื่องในคำนี้ คำคำนี้ก่อนแกเกิด
ฉะนั้นเรื่องนี้จึงไม่มีทางที่จะพูดกันรู้เรื่อง.
ขึ้นด้านบน
หมายเหตุ ๑๒
มีพระองค์หนึ่งที่มาอยู่วันสองวันแล้วก็กลับไป
ในวัน ๙ ค่ำ ๑๐ ค่ำ นี่เขียนคำถามขึ้นถาม ไม่ใช่ปัญหาธรรมะอะไร.
ถามว่า
ผมมีข้อสงสัยที่จะเรียนถามท่านว่า การละความเห็นแก่ตัว มีหนทางเดียว
คือการทำงานให้แก่บุคคลอื่น โดยไม่ได้คิดค่าแรงงานนั้นหรือ? ส่วนพระปฏิบัติวิปัสสนานั่งหลับตา
ท่านกลับว่ามีความเห็นแก่ตัว. ผมไม่เข้าใจคำถามของท่านในประโยคนี้, การแนะนำในแนวทางของท่านนี้ผมไม่เคยเห็นในชาดก
ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ไหนเลย, เคยแต่พระพุทธองค์ทรงสอนพระกัมมัฏฐาน, แล้วบอกกับภิกษุทั้งหลายว่า
เธอจงยินดีเสนาสนะที่สงัดวิเวก มีถ้ำ ป่า เขา เรือนร้างว่างเปล่าเป็นต้นให้มีอินทรีย์สังวรณ์,
ให้เธอมีอินทรีย์สังวรณ์ สำรวมตาหูไม่ให้พล่านไป เป็นต้น. พระพุทธองค์ท่านไม่เคยแนะนำสั่งสอน
ให้ภิกษุละความเห็นแก่ตัว ด้วยการแกะสลัก หรือการวาดเขียนเลย. ไม่ใช่หน้าที่ของพระภิกษุที่ต้องไปทำสิ่งเหล่านี้.
ประทานโทษ กระผมได้พักอาศัยหลายวันนั้น เพราะกระผมปรารถนาฟังการแสดงธรรมของท่านต่างหาก,
ไม่ใช่เป็นเพราะ__, คือทีแรกผมตั้งใจว่า จะพักอยู่สักคืนหนึ่งหรือ ๒ คืน.
แต่มีพระเณรหลายรูปได้บอกกับผมว่า ทุกวันพระ ท่านแสดงธรรมปาฏิโมกข์กระผมจึงใคร่จะฟังการแสดงธรรมของท่าน.
เมื่อเป็นเช่นนี้หลังจากนั้นมา มีพระเณรถามผมว่า จะอยู่จำพรรษาที่นี่หรือ,
จะอยู่กี่วัน จะไปเมื่อไร, ผมตอบว่า จะอยู่รอฟังธรรมก่อน และจะออกเดินทางต่อไปในวันรุ่งขึ้น.
การที่ผมจะอยู่หรือจะไปนั้น ผมไม่มีความทุกข์ใจ ร้อนใจ หรือเศร้าใจเสียใจ
แต่อย่างใดเลย ควรมิควรแล้วแต่ท่านจะกรุณา. ธรรมกาโมภิกขุ
ใครรู้จักพระองค์นี้
แล้วใครคุยกับพระองค์นี้ว่าอย่างนี้.
มีอีกองค์
๒ องค์ในระหว่างนี้ คล้าย ๆ นี้ไม่เฉพาะองค์นี้ ผมกำลังพูดเรื่องงานอยู่,
เขาไปขอโอกาสถามปัญหา, ผมยังไม่ถามว่าปัญหาอะไร, บอกว่าไม่ใช่โอกาส. เมื่อเสร็จพูดที่นี่
เวลา ๑๑.๐๐ น. พวกฝรั่งมา, ผมจะกลับไปกุฏินี่ เขาก็ขอถือโอกาสถามปัญหา
นี่ผมกำลังพูดกับเณรเป็นธุระกิจจะลักษณะ เขาก็แทรกโอกาสขอถามปัญหา ขอถามปัญหา,
ขอโอกาสถามปัญหา. ผมบอกว่า ไม่ใช่โอกาสที่จะถามปัญหาทุกที, แล้วเลยลาไป
๒๓ หน. เขาต้องการประโยชน์ของเขาอย่างยิ่ง, ต้องการประโยชน์ของเขาอย่างยิ่ง
จนไม่รู้ว่าใครกำลังจะทำอะไรอยู่. ขอปัดโอกาสคนอื่นออกไปก่อน แล้วถามปัญหา,
ไม่มีมารยาท ไม่มีสมบัติผู้ดีแม้แต่นิดเดียวเลย กิริยาท่าทาง. เขาจะต้องถามปัญหาของเขา
โดยถือว่าสำคัญกว่าเรื่องอะไรหมด ให้คนอื่นรอก่อน, แล้วเขาจะรีบกลับไป,
ให้เรารีบตอบปัญหา รีบถามปัญหา ให้ตอบปัญหา แล้วเขาจะรีบกลับไป. เวลาของเขามีค่า
รออยู่ไม่ได้, วันรุ่งขึ้นจะกลับไป. อย่างนี้มีความเห็นแก่ตัวหรือไม่มีความเห็นแก่ตัว
ก็ดูเอาเองก็แล้วกัน.
ผมคิดว่าจะยังไม่กลับไป
อยากจะพูดกันวันหลังสักทีหนึ่ง อยากจะถามปัญหาอะไร ๆ อีกเยอะ. ยังไม่ได้ถามว่า
ปัญหาว่าอย่างไร ผมยังไม่ได้ถามเลย, เพราะมันไม่ใช่โอกาสที่จะถามปัญหา.
วันนั้นผมกะว่าผมคงไม่ได้อาบน้ำ ตั้งแต่เช้าเหงื่อเต็มไปหมด แล้วมีธุระด่วนที่ต้องพูดต้องทำอย่างนี้เสียก่อน
ค่อยถาม. อย่างนี้ก็มีบ่อย ๆ เหมือนกันไม่ใช่เพิ่งจะมีคราวนี้, ก่อน ๆ
นี้ก็มี ผมแกล้งปล่อยให้ไม่รู้เรื่องกันจนกระทั่งเขากลับไป.
ถ้าเขาจะถามปัญหา
จะให้ไปทำอะไร ไปขนหิน หรือไปขนทราย หรืออะไรเสีย ให้ได้เหงื่อสัก ๒๓
ลิตรก่อนจึงจะตอบปัญหา, ถือเป็นแป๊ะเจี๊ยะ เหมือนเขาเข้าโรงเรียนต้องเรียกแป๊ะเจี๊ยะ.
แต่ว่าเราไม่ใช่แป๊ะเจี๊ยะทำนองนั้น, วัดดูว่าเขามีความเห็นแก่ตัวน้อยหรือมากเท่าไร.
ถ้ามีความเห็นแก่ตัวมากเกินไป ไม่มีประโยชน์ที่จะไปเสียเวลากับคนเหล่านี้,
เราต้องวัดดูก่อนว่า เขามีความเห็นแก่ตัวพอสมควรหรือไม่มากนักพอที่เราจะพูดด้วยได้
จึงจะค่อยพูดกัน.
ขึ้นด้านบน

๑ ตุลาการิกธรรม, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๑๖,
เรื่อง โลกธรรมกับคนเรา, หน้า ๕๔๕๕๔๙, บรรยาย อบรมผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษา
ณ ห้องบรรยาย ของ เนติบัณฑิตยสภา ๒๘ มิถุนายน ๒๕๐๐.
๒ อตัมมยตาปริทัสน์, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๑๒.ค, เรื่อง อตัมมยตามีได้ในทุกสาขาอาชีพ, หน้า ๑๓๓ คำบรรยายประจำวันเสาร์,
ที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๓๒.
๓ อตัมมยตาปริทัสน์, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๑๒.ค, เรื่อง อตัมมยตามีได้ในทุกสาขาอาชีพ, หน้า ๑๔๒๑๔๓ คำบรรยายประจำวันเสาร์,
ที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๓๒.
๔ สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม ๒, ธรรมโฆษณ์
เล่มที่ ๓๘.ก, เรื่อง ธรรมะในฐานะที่เป็นตัวชีวิต, หน้า๑๗๑ บรรยายเมื่อ
๒๖ กันยายน ๒๕๑๒.
๕ อะไรคืออะไร, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๓๗. ค, เรื่อง การงานคืออะไร?, หน้า ๕๔๖๐ คำบรรยายประจำวันเสาร์ ที่ ๘
เมษายน ๒๕๒๑.
๖ ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม ๑, ธรรมโฆษณ์
เล่มที่ ๓๑, เรื่อง ทำงานด้วยจิตว่าง, หน้า ๔๕๕๔๕๗ แสดงวันที่ ๒๑ มีนาคม
๒๕๑๑.
๗ ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย, ธรรมโฆษณ์
เล่มที่ ๓๖, เรื่อง ผลวิเศษที่เดินใน ทางสายกลาง, หน้า ๒๒๖, บรรยายเมื่อ
๒๐ ธันวาคม ๒๕๐๔.
๘ ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย เล่ม
๒, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๓๖. ก, เรื่อง ยอดปรารถนา-ของมนุษย์, หน้า ๑๖๒๑๖๔
บรรยายเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔.
๙ สมถวิปัสสนาแห่งยุคปรมาณู, ธรรมโฆษณ์
เล่มที่ ๑๔.ข, เรื่อง ทำไมจึงต้องมีจิตตภาวนา, หน้า ๑๗๒๐ คำบรรยายประจำวันเสาร์,
ที่ ๗ มกราคม ๒๕๒๗.
๑๐ ธรรมะเล่มน้อย, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๔๐, เรื่อง ผลของจิตตภาวนา คือ มรรค ผล นิพพาน, หน้า ๘๒๘๔, คำบรรยายประจำวันเสาร์,
ที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๒๖.
๑๑ ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม ๒, ธรรมโฆษณ์
เล่มที่ ๓๑.ก, เรื่อง วิปัสสนากรรมกร, หน้า ๖๑๖๖ แสดงให้กับพระที่สวนโมกข์,
เมื่อ ๒๖ เมษายน ๒๕๑๑.
๑๒ ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม ๒, ธรรมโฆษณ์
เล่มที่ ๓๑.ก, เรื่อง วิปัสสนากรรมกร, หน้า ๕๓๕๕ แสดงให้กับพระที่สวนโมกข์,
เมื่อ ๒๖ เมษายน ๒๕๑๑.

บทความที่น่าสนใจ
> พุทธทาสภิกขุสวนโมกขพลาราม
> สรรนิพนธ์พุทธทาสภิกขุว่าด้วย
ศิลปะและสุนทรียภาพทางจิตวิญญาณ
> ภาค ๓ นิสสรณะของศิลปะ > ทางออกของศิลปิน
|