 |
|
"จากอนันตะสู่อนันตะ"
โดย เอ็มมานูเอล เชอร์แมน
|
ภาค ๓
นิสสรณะของศิลปะ
ทางออก ทางรอด หรืออุบายวิธีที่จะออกหรือพ้นจากโทษของศิลปะ
ทางออกของศิลปะ
ฟ้าสางในทางศิลป.
๑
หรับฟ้าสางระหว่างห้าสิบปี ที่จะบรรยายในวันนี้นั้น มีหัวข้อว่า ฟ้าสางในทางศิลปะ
หรือจะเรียกสั้น ๆ ว่า ฟ้าสางในทางศิลป บางคนก็ฉงนว่า
มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันอย่างไร ธรรมะกับศิลป์ ศิลปะนั่นแหละเป็นสิ่งที่อาตมามุ่งหมายจะทำความเข้าใจ,
และให้สามารถใช้พระธรรม ในฐานะเป็นศิลปะสำหรับแก้ปัญหาของแต่ละคน. เราจะทำความเข้าใจกันถึงคำว่า
ศิลปะกันเสียก่อน.
คำว่า ศิลปะ
หมายถึงสิ่งที่มีความงาม, แล้วก็ใช้ความงามนั้นให้เป็นประโยชน์ ในการที่จะแก้ไขปัญหา
หรือจะดับทุกข์ทั้งปวงก็ตาม อาศัยความงามเป็นเครื่องประทับใจ สามารถดึงดูดจิตใจ
ให้เป็นไปตามทิศทางที่ผู้ใช้หรือผู้ต้องการปรารถนาในการกระทำกับบุคคลอื่น.
คำว่า ศิลปะ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ระหว่าง ๒ ฝ่าย คือ ใช้ศิลปะในการแก้ปัญหาทางสังคมนั่นเอง.
ความงามคืออะไร?
นี้เกือบจะไม่ต้องอธิบาย สิ่งที่เรียกกันว่า งาม ๆ นี้ก็รู้กันอยู่ทุกคนแล้ว;
แต่ควรจะรู้ลึกลงไปถึงว่า ความงามเป็นสิ่งที่รู้สึกได้ตามธรรมชาติ หรือโดยสัญชาตญาณ,
ให้เป็นความรู้สึกที่เกิดเองตามธรรมชาติ และรู้สึกว่างาม.
ข้อนี้สังเกตเห็นได้ว่า
แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน มันก็ยังรู้จักค่าของความงาม หรือเลือกเอาความงาม
ในการเลือกคู่เพื่อสืบพันธุ์ ก็รู้จักเลือกตัวที่งาม, โดยเฉพาะสัตว์ตัวผู้จะต้องเป็นตัวที่สวยงาม.
ผีเสื้อจะเลือกดอกไม้ที่สวยงาม ในการที่จะดูดเอาน้ำหวานมีความงามเป็นเครื่องล่อใจ
ให้สนใจให้มาหา เรียกว่าเป็นไปตามธรรมชาติ.
เดี๋ยวนี้มนุษย์ก็รู้จักใช้สิ่งที่เรียกว่าความงามนั้น
เป็นเครื่องมือผูกพันหรือจับฉวยบุคคลอื่น. ข้อนี้ไม่ได้หมายความไปในทางหยาบโลน
หรือในทางเพศอย่างเดียว เป็นความงามที่ไม่เกี่ยวกับเพศก็ได้; แต่ถ้ามันมีความงดงาม
ความไพเราะความน่าเลื่อมใส เป็นต้นแล้ว ก็สามารถใช้ความงามนั้นเป็นเครื่องจับ;
ใช้คำว่าจับ จับตัวใคร จับตัวผู้ใด ให้อยู่ในอำนาจของตนได้. เช่นการจะเลื่อมใสใคร
ส่วนใหญ่ก็อาศัยความงดงามของบุคคลนั้นแล้วจึงเลื่อมใส, เมื่อเลื่อมใสแล้วก็เป็นการง่าย
ที่จะชักจูงหรือจะพาไป.
ข้อนี้ก็เห็นได้ในวงงานของพระศาสนานั่นเอง
เมื่อเลื่อมใสแล้วก็สอนกันได้; การที่จะเลื่อมใสก็เพราะเห็นว่าน่าเลื่อมใส.
ความน่าเลื่อมใสก็คือความงาม : งามในทางวัตถุก็ได้,
งามในทางร่างกายก็ได้, งามในทางมรรยาทก็ได้, ความประพฤติก็ได้, หรือคุณธรรมอื่น
ๆ ที่ดีกว่าที่สูงกว่า แล้วก็เป็นความงาม. เมื่อเห็นความงามนี้แล้วก็เลื่อมใส,
เมื่อเลื่อมใสแล้ว ก็แล้วแต่ว่าผู้ชักจูงนั้นจะชักจูงไปในทางใด. ดูเถอะว่าสิ่งที่มีความงามนั้น
มีอิทธิพลอย่างไร.
คำว่า ศิลปะ
นี้ ในภาษาอินเดียมีความหมายถึงอาชีพก็ได้; แต่อย่าลืมว่าอาชีพนั้นหมายถึงผู้ที่มีอะไรที่แสดงแก่ผู้อื่น
ทำให้ผู้อื่นพอใจหรือเลื่อมใส. อย่างจะทำของขึ้นมาขาย ของนั้นมันก็ต้องเป็นที่ตั้งแห่งความพอใจความเลื่อมใสของคนซื้อ,
นั้นก็คือความงามนั่นเอง : งามโดยลักษณะของมันก็ได้, หรืองามโดยความมีประโยชน์ของมันก็ได้.
คำว่า ศิลปะ เคยเป็นชื่อของอาชีพในภาษาอินเดีย
ในภาษาไทยเราไม่เคยใช้ แต่มันก็ยังมีอยู่ตามธรรมชาติ อาชีพที่จะใช้ดึงผู้อื่นมาสนใจ
มาซื้อมาหา มาจ้างมาออนอะไรก็ตาม มันต้องมีความงดงามอยู่ในการกระทำหรือในสิ่งของที่บุคคลนั้นแสดงออกมา.
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า
ความงามซึ่งเคยมีลักษณะเป็นไปในทางสร้างสรรค์ ให้เจริญให้รุ่งเรืองนั้น
มันเปลี่ยนกลับมาเป็นเรื่องของการหลอกลวงไปเสียในที่สุด คือใช้ความงามเป็นเครื่องหลอกลวงผู้ที่ตกอยู่ใต้อำนาจเป็นไปในทางของตน;
แล้วเป็นไปในทางเสื่อม, เป็นไปในทางวินาศก็มี. นี่เป็นที่น่าเสียดายว่า
สิ่งนี้เคยถูกใช้เพื่อความเจริญ ก็มากลายเป็นใช้กันเพื่อความหลอกลวง และเพื่อความวินาศ;
นี้มันไม่ตรงตามความประสงค์ของความงาม.
ทีนี้ก็จะดูกันถึงความหมายของคำว่า
ศิลปะ ศิลปะ มีความงดงามอยู่ในเนื้อตัวของศิลปะ, ที่ควรสนใจที่สุด หรือมีความงามอย่างสูงสุด
ก็คือศิลปะแห่งการดำรงตนอยู่เหนือความทุกข์; ถ้าใช้คำสั้น ๆ ก็ต้องพูดว่า
การดำรงตนอยู่เหนือความทุกข์หรือปัญหาทั้งปวง. ถ้าท่านเข้าใจก็จะมองเห็นได้ทันทีว่า
มันเป็นเคล็ดหรือเป็นเคล็ดลับในการใช้ความงามเป็นเครื่องแก้ปัญหา, หรือว่าการแก้ปัญหานั้น
ก็มีเคล็ดลับหรือความงาม อยู่ในตัวมันเองด้วย.
เมื่อมองดูกันในทางนามธรรม
ทางจิตใจ และทางสติปัญญาด้วย ก็จะเห็นว่าความงดงามน่าเลื่อมใสที่สุด ของมนุษย์เรา
ก็คือการที่สามารถดำรงตนอยู่เหนือความทุกข์. ทีนี้มันก็เปลี่ยน เป็นจนเอามาใช้เพื่อความหลอกลวง
ความเอาเปรียบผู้อื่น เพื่อได้กำไรมาก; คำว่า ศิลปะ เลยกลายเป็นมีความหมายที่น่ารังเกียจ.
ภาษาไทยใช้รวม
ๆ กัน ศิลปบริสุทธิ์ กับศิลปหลอกลวง; แต่ภาษาฝรั่งเขามีการแยกกันไม่ปนกัน
คือมันเป็นศิลปแท้น่าเลื่อมใส ก็เรียกไปอย่างหนึ่ง, ศิลปะที่หลอกลวง ของเทียม
ของปลอมอย่างนี้ ก็เรียกว่าของศิลปะหลอกลวง นี้ก็ใช้ไปอีกอย่างหนึ่ง; มีคำว่า
artistic ศิลปะแท้ ศิลปะจริง, มีคำว่า artificial หมายถึงศิลปะปลอมศิลปะเพื่อการหลอกลวง.
ศิลปะจริงกลายเป็นไม่ค่อยจะมีคนสนใจ
หรือให้ความเคารพ มาหลงใหลในศิลปะปลอมกันเสียโดยมาก; ดังนั้นมันจึงมีของที่ลวงตา
พรางตา ให้หลงใหล, แล้วก็หลงใหลกันไปทั้งโลกก็ว่าได้. มันก็ลดจากเรื่องทางจิตใจอันสูงสุด
มาเป็นเรื่องทางวัตถุ เช่นสินค้าต่าง ๆ เป็นเรื่องของความงมงายหลงใหลของบุคคลผู้ซื้อหาผู้พอใจ
แล้วในที่สุดกลายเป็นเรื่องเกินจำเป็น, เกินจำเป็น หลงใหลในความสวยความงาม
ความหลอกลวงนี้ มากเกินจำเป็น, แล้วก็รู้จักกันแต่ในด้านวัตถุมากขึ้นทุกที.
อาตมาบอกแล้วว่า
ยอดของศิลปะนั้น เป็นเรื่องดำรงชีวิตจิตใจให้อยู่เหนือความทุกข์;
นี่เป็นศิลปะสูงสุดในพระพุทธศาสนา, เรียกว่าเป็นศิลปะของชาวพุทธ.
ชาวพุทธที่แท้จริง จะต้องมีศิลปะในการที่ช่วยกันปลดเปลื้องความทุกข์ในทางจิตทางใจ
หรือปัญหาของสังคม. เดี๋ยวนี้เมื่อมันเปลี่ยนไปเป็นเรื่องทางวัตถุ, ศิลปะของชาวพุทธเลยกลายเป็นเรื่องทางวัตถุ
เช่นโบสถ์สวย ๆ เจดีย์สวย ๆ พระพุทธรูปสวย ๆ เป็นต้น.
อาตมาเคยพูดทำนองมันจะเรียกว่าเถียงหรือทะเลาะกันก็ได้
ฝรั่งคนหนึ่งเขามาแสวงหาพุทธศิลป ศิลปะของชาวพุทธ, แล้วเขาก็รวบรวมเอาไป
เป็นพระพุทธรูปสวย ๆ ทั้งนั้น. อาตมาบอกว่า นั่นไม่ใช่ศิลปะของชาวพุทธ
ไม่ใช่พุทธศิลป; พระพุทธเจ้าไม่รู้จักศิลปะอย่างนี้, ชาวพุทธก็ไม่ได้นิยมศิลปะอย่างนี้,
พุทธศิลปะก็คือวิธีเอาชนะความทุกข์, วิธีที่จะเอาชนะความทุกข์ในจิตในใจ
ในบุคคลหรือในสังคมได้นั้นแหละคือพุทธศิลป. ทำไมคุณไม่สนใจ ไม่สนใจเอาพุทธศิลปชนิดนี้ไป,
กลับมาขนเอาวัตถุซึ่งมีความงาม เรียกว่ามันเปลี่ยนมากทีเดียว. โลกมันเปลี่ยนค่านิยมของศิลปะไปอย่างมากมายอย่างนี้
กระทั่งฝีมือในทางแกะในทางสลักเกี่ยวกับพระศาสนาประดับประดา ก็เรียกว่าพุทธศิลปไปหมด
มันไม่ใช่เรื่องอริยมรรคที่จะตัดกิเลสเสียแล้ว ที่จริงอริยมรรคที่ใช้ตัดกิเลสนั้น
คือยอดสุดของพุทธศิลป.
มันก็เกิดแบ่งกันเป็น
๒ พวกสิ : เป็นพุทธศิลปของบุถุชนคนธรรมดา, กับเป็นพุทธศิลปของแบบอริยสาวก.
บุถุชนก็มีพุทธศิลปอย่างหนึ่ง, อริยสาวกมีพุทธศิลปอีกอย่างหนึ่ง; อยู่ร่วมศาสนากัน
แล้วก็ไม่วายที่จะยื้อแย่งกันไปยื้อแย่งกันมาพวกหนึ่งส่งเสริมศิลปทางวัตถุ,
พวกหนึ่งส่งเสริมศิลปในทางจิตใจ. นี่ขอให้เข้าใจกันไว้ว่า มันมีปัญหาถึงขนาดนี้.
พระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบและเปิดเผย
วิธีการที่จะดำรงตนอยู่เหนือความทุกข์ มีความงามถึงที่สุดในการกระทำนี้;
ฉะนั้นเราจะต้องถือว่า พระพุทธเจ้านั้นทรงเป็นยอดศิลปิน,
ศิลปินสูงสุดในจักรวาลนี้ คือพระพุทธเจ้า ผู้สามารถทำให้เกิดการดำรงตนอยู่เหนือความทุกข์.
แต่เราก็ไปสนใจศิลปินชนิดไหนกัน? ท่านทั้งหลายก็รู้ดี. การโฆษณา ในหนังสือพิมพ์
หรือในอะไรก็ตาม ยอดศิลปินของโลกนี้ เขาหมายถึงอะไร? ยิ่งไม่นุ่งผ้าจะยิ่งเป็นยอดศิลปิน
อย่างเดี๋ยวนี้; มันเดินกันคนละทางอย่างนี้เรียกว่ามันยื้อแย่งกัน.
นี่ก็ไปตัดสินเอาเองว่า
ชาวพุทธนี่อยู่ฝ่ายไหน; โดยตัดสินกันง่าย ๆ ว่า ตัวสวยกับใจสวยนั้น อันไหนน่าเลื่อมใสกว่ากัน
ร่างกายสวยประดับประดาสวย เรียกว่าตัวมันสวย; ถ้าจิตใจสวย คือสะอาด สว่าง
สงบ; นี่ ๒ อย่างนี้มันสวยคนละอย่าง แล้วก็อย่างไหนน่าเลื่อมใสกว่ากัน.
ถ้าคิดเห็นได้ถูกต้อง มันก็รู้ได้เองว่า ยอดของศิลปะนั้นคืออะไร, และว่ายอดของศิลปินนั้นคืออะไร.
ขอได้สนใจว่า มันมีความสำคัญ.
ทีนี้จะดูสิ่งที่เรียกว่า
ศิลปะ ที่เกี่ยวกับธรรมะในพุทธศาสนาของเรา ดังที่มีปรากฏอยู่ในพระบาลี
แล้วก็เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าเอง ท่านตรัสว่า พรหมจรรย์นี้มีความงาม,
พรหมจรรย์ การปฏิบัติดับทุกข์นี้มีความงาม : งามทั้งเบื้องต้น งามทั้งท่ามกลาง,
และงามทั้งเบื้องปลาย, งามเบื้องต้น งามท่ามกลาง งามเบื้องปลาย; ท่านจงประกาศพรหมจรรย์ให้สมกับที่ว่า
พรหมจรรย์นี้มีความงามเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย.
ในเบื้องต้นเราหมายถึงปริยัติ
การศึกษาเล่าเรียน เรียนพระธรรมเรียนให้รู้จริงให้งดงาม; เช่นเรียนพระไตรปิฎก
ถ้ารู้จริงนี้งดงามอย่างยิ่ง ในทางของการเรียน, แล้วก็จงปฏิบัติให้งดงาม
คือปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ให้ครบถ้วนบริบูรณ์นี้เรียกว่างามในท่ามกลาง.
แล้วงามในเบื้องปลายก็คือ ผลที่เกิดขึ้นมาจากการปฏิบัติ, เป็นโลกุตตรธรรม
อยู่เหนือโลก เหนือปัญหา เหนือความทุกข์ ถึงขนาดอยู่เหนือโลก เหนือปัญหา
เหนือความทุกข์ และจะไม่ให้งามได้อย่างไร. แล้วมันจะมีงามอะไรไหนจะมางามยิ่งไปกว่า
อยู่เหนือโลก เหนือความทุกข์เหนือปัญหา โดยประการทั้งปวง, ที่เรียกว่ามรรค
ผล นิพพาน นั่นแหละงามในเบื้องปลาย.
งามในเบื้องต้น
คือปริยัติ เรียนพระไตรปิฎกกันก็แล้วกัน พระสุตตันตะ วินัย และอภิธรรม,
แล้วงามตรงกลาง ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา, แล้วงามในที่สุดก็คือ มรรค ผล นิพพาน.
มันจะรู้สึกงามแต่ผู้ที่มีจิตใจ
หรือมีตาทางปัญญาทางจิตใจ จึงจะมองเห็นว่ามีความงามอย่างไร; ต้องครบถ้วน
ต้องงามครบถ้วนทั้งเบื้องต้น ทั้งท่ามกลาง ทั้งเบื้องปลาย; ถ้าไม่งามทั้ง
๓ สถานแล้ว ยังไม่ชื่อว่าบริสุทธิ์ บริบูรณ์ สิ้นเชิง ไม่หมดจดสิ้นเชิง
ไม่เต็มเปี่ยมสิ้นเชิง, มันครึ่ง ๆ กลาง ๆ. ต้องให้งามทั้งเบื้องต้นท่ามกลาง
และเบื้องปลาย จึงจะเรียกว่าบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง.
ดังนั้น
พุทธบริษัทแท้จริงต้องมีความงาม, พุทธบริษัทแท้จริงต้องมีความงาม ในการเล่าเรียน
ในการศึกษา ในการปฏิบัติ หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็ได้คือเอาประโยชน์เป็นหลัก
ก็พูดว่า ประโยชน์ในทิฏฐธรรม คือเห็น ๆ กันอยู่อย่างคนธรรมดา นี้ก็งาม,
แล้วที่สูงเหนือไปกว่าธรรมดา ที่คนธรรมดามองไม่เห็น แต่คนมีปัญญามองเห็น
นี้ก็งาม, แล้วก็งามสูงสุด งามสูงสุด คือถึงการ-บรรลุมรรค ผล นิพพาน นั้นก็เป็นความงามอันสุดท้าย.
พูดกันภาษาธรรมดาก็งาม
พูดกันภาษาพิเศษก็งาม แล้วก็พูดถึงระดับสุดท้ายสูงสุด; ไม่มีอะไรจะเหนือไปกว่านั้นอีก
มันก็งาม, ต้องเป็นอย่างนั้น. อย่างอยู่อย่างชาวโลก ทำมาหากินไม่ยากไม่จน
อยู่กันสบาย นี้ก็งาม, แล้วก็มีคุณธรรมพอตัว นี้ก็งาม, แล้วก็ดับทุกข์สิ้นเชิงไม่มีเหลือ
นี้ก็งาม; ถ้าเกี่ยวกับธรรมะความงามมันมีอยู่อย่างนี้.
ทีนี้มันก็เกิดปัญหา
ที่ว่าในโลกนี้เจริญไปในทางวัตถุ, หลงไปในทางวัตถุมากขึ้น ๆ มันก็เลยเปลี่ยนความหมายของความงาม.
ความงามเปลี่ยนความหมาย หรือว่ามนุษย์เปลี่ยนความหมายของความงาม ก็ตามใจ
แล้วแต่จะพูด; ความงามมันไปอยู่ที่วัตถุ ไปอยู่ที่สิ่งส่งเสริมกิเลส; แต่ก่อนนี้ความงามแท้จริงอยู่ที่หมดกิเลส
ชนะกิเลส; เดี๋ยวนี้มามีความงามกันที่สิ่งเสริมกิเลส เป็นเหยื่อของกิเลส
ความสวยงามทาง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ มางามกันอยู่ที่นี่.
นี้ก็หมายความว่า
แทนที่จะใช้ศิลปะยกตนให้สูงเหนือกิเลส มันกลายเป็นใช้ศิลปะ ในการกดตัวเอง
ดึงตัวเองลงไปในทางต่ำ, ทำให้โลกนี้มันจมอยู่ภายใต้เหยื่อของกิเลส ที่เรียกว่ากาม,
ตกอยู่ใต้อำนาจของกาม อันเป็นเหตุให้เกิดวิกฤตการณ์คือความยุ่งยากสับสนทนทุกข์ทรมานนานาประการ
แล้วยิ่งเป็นที่ลุ่มหลงกันมากขึ้น ความงามในทางเหยื่อของกิเลส ส่งเสริมกิเลส
กำลังเป็นที่ลุ่มหลงกันมากขึ้น ๆ ในโลกนี้ ทั้งโลกก็ว่าได้, แล้วพุทธบริษัทก็พลอยติดหางกับเขาด้วย;
พุทธบริษัทที่เคยมีอะไรเป็นของตน ก็พลอยลุ่มหลงติดพ่วงเข้าไปในความหลงผิดเหล่านี้ด้วย.
นี้เรียกว่า
ศิลปะปลอมกำลังชนะศิลปะแท้, ศิลปะสกปรกกำลังชนะศิลปะสะอาด,
ศิลปะที่ส่งเสริมความทุกข์กำลังชนะศิลปะที่จะดับทุกข์; เป็นที่น่าเวทนาสงสารอย่างไร.
ขอให้ท่านทั้งหลายลองคิดดู ศิลปะปลอมกำลังระบาด เจริญรุ่งเรืองในโลก.
ยกตัวอย่างให้ง่าย
ซึ่งเด็ก ๆ ก็จะเข้าใจได้ว่า เดี๋ยวนี้จะทำกับข้าวให้อร่อยก็ใส่ผงชูรสกันมาก
ๆ แล้วก็อร่อยเพราะผงชูรส; แม่ครัวเกือบจะแกงให้อร่อยโดยไม่ต้องใส่ผงชูรสไม่ได้เสียแล้ว.
เมื่อก่อนนี้เขาไม่ต้องใส่ผงชูรส ก็ทำให้แกงกับนั้นอร่อยได้; เดี๋ยวนี้มันจะทำไม่ได้เสียแล้ว
เพราะมันลืมไป มันสูญหายไป จนต้องใช้ศิลปะลวง คือผงชูรส แล้วหมอเขาก็กำลังบอกว่ามันอันตราย.
นี่เราไม่ค่อยจะดูกันให้ดี ๆ ว่า ศิลปะหลอกลวงกำลังครอบงำศิลปะบริสุทธิ์
แล้วมนุษย์ก็จะต้องจมลงในกองทุกข์มากขึ้นไปกว่าเดิม.
ทีนี้มาถึงข้อที่ว่า
เราจะช่วยให้ฟ้าสางทางศิลปะกันอย่างไร? มันก็ต้องรู้จักแยก
ศิลปะหลอกลวงกับศิลปะบริสุทธิ์ มัน-ต่างกันอย่างไร; รู้จักแยก อย่าให้มันไปปนกันเสียด้วยความหลง
อย่างไรหลอกลวง อย่างไรแท้จริง. ครั้นรู้จักแยก
รู้จักของจริง แยกออกมาเสียจากของหลอกลวง แล้วก็ทำไปในทางที่มันเป็นของจริง;
นี่เราจะต้องปรับปรุงทุกสิ่ง ให้มันเป็นไปในทางที่มีความงามที่แท้จริงไม่หลอกลวง.
เช่นว่า
จะให้ทาน จะบำรุงการก่อสร้าง ก็ทำให้มันมีความงดงามชนิดที่ไม่หลอกลวง อย่าให้เป็นเหยื่อแก่กิเลส.
สมมติว่าจะสร้างอาคารสถานที่ ก็ให้มีความงามชนิดที่ไม่หลอกลวง, อย่าให้มีความงามชนิดที่หลอกลวง
แพงมาก แล้วก็ชำรุดเร็ว แล้วก็เสียเงินมาก แล้วก็ยุ่งยากมาก เรียกว่ามันหลอกลวง
ก็อย่าให้มันเป็นอย่างนั้น. แม้ที่สุดแต่จะให้ทาน ก็อย่าให้แพรวพราวไปด้วยของหลอกลวง,
ให้ทานสิ่งที่มีประโยชน์โดยแท้จริง อย่างนี้เป็นต้น. เมื่อเราชอบเรื่องสวย
ๆ งาม ๆ เรื่องหวานเรื่องอร่อยอะไรกันมากเกินไป มันก็ต้องหันไปหาสิ่งที่หลอกลวงเป็นธรรมดา.
นี่เรียกว่าในทางศาสนาของเรา
ถ้าจะมีการบริจาค มีการสร้าง มีการบำเพ็ญทาน มีอะไร ก็ขอให้เป็นไปในทางที่เป็นของบริสุทธิ์
: มีความงามบริสุทธิ์, มีผลบริสุทธิ์, อย่าให้เป็นเรื่องหลอกลวง.
ทีนี้มาถึงเรื่อง
การศึกษา ก็ศึกษาให้เข้าถึงหัวใจของพระศาสนา กันจริง ๆ อย่าไปงมงายเป็นไสยศาสตร์;
ไสยศาสตร์นั้นมันมีความงามชนิดหลอกลวง ทำให้คนหลงได้ง่ายแล้วจำนวนมากเสียด้วย,
ดูเถอะ คนก็ยังเชื่อในไสยศาสตร์ที่มีความงามหลอกลวงนั้น มากกว่าคนที่จะถือธรรมะอันถูกต้องบริสุทธิ์และแท้จริง.
นี่เพราะการศึกษาไม่สมบูรณ์ ไม่ถูกต้อง ฉะนั้นศึกษาให้รู้จริง อย่าให้ถูกลวงด้วยเรื่องไสยศาสตร์เป็นต้น.
ทีนี้ การปฏิบัติ
ก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงสอนไว้ให้ว่า
บรรเทากิเลสได้จริง ดับกิเลสได้จริง ดับทุกข์ได้จริง. อย่าปฏิบัติให้เป็นสีลัพพัตตปรามาส
คือมีความโง่เขลางมงาย, ปฏิบัติกันอย่างงมงายไม่ขูดเกลากิเลสเลย แต่ส่งเสริมความงมงาย.
ทีนี้มาถึง
การรับผลของการปฏิบัติ ก็ต้องถูกต้อง ให้ได้รับผลชนิดที่ควรจะได้รับ; อย่าให้ได้รับผลเป็นความสุขสนุกสนานแบบกิเลส
แต่ให้ได้รับผลเป็นการบรรเทากิเลส. แล้ว รับผลเป็นสันทิฏฐิโก รู้สึกอยู่ด้วยตนเองจริง
ๆ ว่ามีผลเกิดขึ้นอย่างนี้ ๆ; นี้เป็นสันทิฏฐิโก. อย่างที่อาตมาบอกว่า
เมื่อไรยกมือไหว้ตัวเองได้เมื่อนั้นเป็นสวรรค์, เมื่อไรเกลียดน้ำหน้าตัวเองเมื่อนั้นเป็นนรก.
คิดดูเถอะ นี่คือสันทิฏฐิโก ที่จะรู้จักได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องเชื่อตามบุคคลอื่น,
แล้วก็ที่นี่แล้วก็เดี๋ยวนี้แหละ นี่ เป็นอกาลิโก ไหว้ตัวเองได้เมื่อไรที่ไหน
มัน ก็เป็นสวรรค์แท้ที่นั่นและเมื่อนั้น, เกลียดตัวเอง เต็มไปด้วยบาปเมื่อไร
ก็เป็นนรกที่นั่นและเดี๋ยวนั้น.
นี้เรียกว่า
การรับผลมันก็ต้องเป็นของที่ถูกต้อง เป็นของจริง ไม่ใช่ของหลอกลวง, ไม่ได้หลงเอาของหลอกลวงเอามาเป็นผลว่าเป็นของจริง
ซึ่งกำลังเป็นกันอยู่มาก : ปรารถนาผลชนิดที่งมงาย ทำบุญให้ถูกลอตเตอรี่
อย่างนี้มันคนละเรื่องกัน; มันจะต้องเข้าใจกันเสียใหม่ว่า เรื่องดับทุกข์ก็เป็นเรื่องดับทุกข์,
ถูกลอตเตอรี่นั้นมันเป็นเรื่องของกิเลส เป็นเรื่องความต้องการของกิเลส
มันจะเอาไปเพิ่มความทุกข์.
ทีนี้ดูถึง
การเผยแผ่ ก็ต้องให้เป็นการเผยแผ่ที่ถูกต้องจริง ๆ อย่างมงาย, อย่าเอาสิ่งงมงายไปสอน,
อย่าสอนอย่างงมงาย, อย่าสอนให้เกิดผลเป็นความงมงายขึ้นมา. การเผยแผ่ต้องเผยแผ่สิ่งที่มันดับทุกข์ได้,
แล้วก็เห็นได้ด้วยตนเองว่าดับทุกข์ได้ แล้วก็ที่นี่และเดี๋ยวนี้. นี้เรียกว่าเป็นการเผยแผ่ที่ถูกต้องตามพระพุทธประสงค์,
ไม่หลอกลวงใคร.
ทีนี้ก็จะเรียกว่าเป็นเรื่องสรุป
ว่าหลักเกณฑ์อย่างไรเรียกว่าบริสุทธิ์, อย่างไรเรียกว่าหลอกลวง. ก็ขอให้สนใจในหลักต่าง
ๆ เช่น หลักตัดสินธรรมวินัย, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักกาลามสูตร ที่ได้เอามาแสดงบ้างแล้ว
มันยืดยาวจะเอามาแสดงซ้ำที่นี้อีก มันก็ยืดยาวมากไป เดี๋ยวจะไม่ได้พูดเรื่องอื่น.
ขอให้ไปสนใจไต่ถามกันรื้อฟื้นเอามา ว่าหลักกาลามสูตร ๑๐ หัวข้อนั้นมันเป็นอย่างไร;
มันจะรับประกันความผิดความถูก ไม่ต้องเถียงกันว่าอะไรผิดอะไรถูก, โดยหลักกาลามสูตรจะต้องชัดเจนอยู่เสมอว่าอะไรผิดอะไรถูก.
นี่ฟ้าสาง
ในทางศิลปสูงสุด คือสามารถดำรงตนอยู่เหนือความทุกข์ของตน, และบำบัดความทุกข์ของบุคคลอื่นได้ด้วย.
อย่าได้หลงเอาศิลปะสำหรับลวงมาเป็นศิลปะจริง หรือใช้เป็นหลักปฏิบัติ ในปัจจุบันนี้พุทธศาสนาถูกทำให้ไม่มีความงาม.
พุทธศาสนาเคยมีความงามเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย มันกำลังถูกทำให้ไม่มีความงาม
หรือไม่งามครบทั้ง ๓ ก็ได้. ขอให้สนใจกันเสียใหม่; เป็นที่น่าพอใจที่ว่า
เราได้เริ่มรู้เรื่องนี้, รู้เท่าทันเรื่องนี้, และกำลังปรับปรุงกันอยู่ทุกเวลาทุกโอกาส
ที่เราจะกระทำกันได้. ข้อนี้อาตมาจะขอยืนยันว่า ที่นี่ ที่สวนโมกข์นี้
เราได้พยายามอย่างนี้ เพื่อให้เกิดฟ้าสางทางศิลปะของพุทธศาสนา คือความงดงามในการดับทุกข์
ทั้งเบื้องต้น ทั้งท่ามกลาง และเบื้องปลาย ดังที่กล่าวมาแล้ว.
ขึ้นด้านบน
ความดีความงามความจริง
๑ ๒
ว่า ศาสนา ของพระพุทธเจ้านั้น ท่านเล็งถึงสิ่ง
๓ สิ่ง คือความรู้อย่างหนึ่ง, และการปฏิบัติตามความรู้นั้นอย่างหนึ่ง,
และการได้ผลเป็นความสะอาด สว่าง สงบ ขึ้นมานั้นอีกอย่างหนึ่ง, รวมกันสามอย่างนี้
เรียกว่าศาสนา. เรียกเป็นบาลีก็ว่า : เป็นปริยัติธรรม, ปฏิปัตติธรรม, ปฏิเวธธรรม
สามอย่างนี้รวมกันเรียกว่าพระศาสนา. เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจะต้องเข้าถึงศาสนาอย่างนี้
และมีศาสนาอย่างนี้ เพื่อความรู้ก็ตาม เพื่อปฏิบัติก็ตาม เพื่อเอาเป็นที่พึ่งก็ตาม
ต้องมีศาสนาอย่างนี้ นี้เป็นคำกล่าวที่กว้างที่สุด และใช้ได้แก่ศาสนาทั้งปวง.
ทีนี้เรามาถึงเรื่องเบ็ดเตล็ด
เป็นคำเบ็ดเตล็ด แต่ว่าสำคัญมาก เป็นสิ่งที่สำคัญแก่มนุษย์เรามาก เป็นมูลเหตุแห่งความทุกข์
และความสุขทีเดียว เช่นว่าความงาม ความดี ความจริง ความยุติธรรมเหล่านี้
ลองคิดดูว่าอะไรเป็นความงาม ความดี ความจริง ความยุติธรรม.
ความงาม
ทางฝ่ายวัตถุ นั้น คงจะเข้าใจกันได้ดีมาก ว่าความงามทางฝ่ายวัตถุก็คือรูปงาม;
บางคนเอาความงามของร่างกายเป็นอาชีพก็มี จึงได้นึกหลงใหลกันในความงามมากถึงอย่างนั้นทั้ง
๒ ฝ่าย คือทั้งฝ่ายที่เป็นเจ้าของความงาม และผู้ที่จะมาซื้อหาความงามจากบุคคลนั้น
อันนี้ก็คือความงามที่วัตถุที่ร่างกาย หรือที่เนื้อหนัง.
ทีนี้ ความงาม
เพราะว่าเขาร่ำรวย บางคนก็เอาความงามที่ร่ำรวยเพราะมีทรัพย์มาก
อย่างนี้ก็มี. ทีนี้บางคนก็วัดความงามที่มีวิชาความรู้สูง; งามอย่างนี้ก็มี.
อย่างที่เขาจะเลือกคู่ครองอย่างนี้
จะต้องนึกถึงรูป นึกถึงทรัพย์ นึกถึงวิทยฐานะอะไรทำนองนี้ แต่ว่าความงามเหล่านี้
มันเป็นเรื่องวัตถุ และมองกันในด้านนอก หรือภายนอกเท่านั้น.
ส่วน ความงามที่แท้จริงนั้น
เป็นเรื่องทางภายในด้านจิตใจ คือ ความงามของธรรมะที่มีอยู่ในบุคคลนั้น
คือเขางามด้วยอำนาจของธรรมะที่มีอยู่ที่เนื้อที่ตัว ที่กาย ที่วาจา ที่ใจของเขา
ไม่คำนึงถึงรูป หรือทรัพย์สมบัติหรือวิทยฐานะเลย; ถ้ามันมีหมด มันก็ยิ่งงามทั้งข้างนอกข้างใน.
แต่ถ้าจะต้องเลือกเอาอย่างเดียวแล้ว จะเลือกเอาอย่างไหน? ไปคิดดูกันเอง.
เรื่องของความดี
พวกวัตถุนิยมก็ต้องเอาว่า ได้ นั่นแหละดี ได้มาเป็นของกู เป็นตัวกูแล้ว
นั่นแหละดี; อย่างอื่นไม่ดี. นี่! ขอให้ดูไปเถิด ดูที่เราเอง ดูที่คนอื่น
ดูที่คนทั้งเมือง ว่าเขากำลังเอาอะไรเป็นความดี; เขากำลังเอาสิ่งที่ได้หรือการได้นั้นเป็นความดีหรือเปล่า?
บางคนก็เอาตามที่โลกเขานิยมกันว่าดีก็แล้วกัน เพราะเขาว่าดีกันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้ว
เราจะไปไม่ดีอยู่คนเดียวอย่างไรได้; อย่างนี้ก็มี.
แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ว่าอย่างนั้น
คนทั้งเมืองจะว่าอย่างไร ฉันไม่รู้; ถ้าดีมันต้องดีจริง และดีจริงอย่างยิ่ง
ก็ตรงที่มันไม่เศร้าหมอง มันไม่เร่าร้อน มันไม่ทุกข์ร้อน มันไม่โง่เขลา,
มันต้องดีอยู่ที่ความ สะอาด สว่าง สงบ ด้วยเหมือนกัน.
บางคนเป็นเอามากกว่านั้นอีก
คือ โลกนิยมนั้นมันยังเป็นสมัย ๆ อีกด้วยซ้ำไป อย่างแบบเสื้อหรืออะไรอย่างนี้มันยังเป็นสมัย
ๆ ชั่วเวลาไม่กี่เดือน. ทีนี้ความดีอย่างอื่นก็เหมือนกัน ที่โลกเขานิยมแล้ว
ยังเป็นสมัย ๆ เป็นเฉพาะถิ่นเฉพาะแห่งไปก็มี. บางคราวเขานิยมว่า นั่นนี่เป็นดี
พอถึงคราวอื่นเขาไม่นิยมเสียแล้ว. นี่เป็นความดีอย่างหลอกลวง อย่างมายา
ตามประสาของโลก. ส่วนความดีที่แท้จริงที่มนุษย์ควรจะได้ให้ทันในชาตินี้นั้น
ไม่มีอะไรจะยิ่งไปกว่า ความสงบเย็นชนิดที่หาจากทางอื่นไม่ได้ นอกจากจะหาจากธรรมะอย่างเดียว
จึงจะเรียกว่าเป็นความดี.
ถ้าพูดถึง
ความจริง คนมันมีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย
เป็นเครื่องสัมผัส เพราะฉะนั้นมันก็จริงเท่าที่เขาสัมผัสได้ด้วยตา หู จมูก
ลิ้น กายของเขาเอง คือเท่าที่เขาพิสูจน์ได้ ทดลองได้ทางวัตถุ; เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าความจริงของชาวโลกที่ไม่เกี่ยวกับธรรมะนั้น
มันก็คือเท่าที่เขาเห็นหรือเขารู้สึก หรือเขาเชื่อว่ามันจริง. เพราะฉะนั้นมันจึงถูกหลอกด้วยอารมณ์
หรือแม้แต่ถูกหลอกด้วยเหตุผล ที่มันเปลี่ยนแปลงได้ เป็นความจริงในขณะหนึ่ง
และไม่เป็นความจริงในอีกขณะหนึ่ง.
แม้แต่กฎวิทยาศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์นั้น
ผู้ศึกษาก็รู้ได้ดีว่า มันเปลี่ยนอยู่บ่อย ๆ. ครั้งหนึ่งสมมุติว่า จริงอย่างยิ่ง
กฎวิทยาศาตร์ข้อนี้ แล้วต่อมาก็ไม่จริงแล้ว. นี้เพราะว่ามันจริงเท่าที่เขารู้สึกได้ด้วยตัวเขาเฉพาะขณะนั้นเวลานั้น
ด้วยเหตุผลอย่างนั้นด้วยการพิสูจน์ทดลองอย่างนั้นเท่านั้น. อย่างนี้ยังไม่ใช่ธรรมะเลย
เป็นความจริงอย่างโลก ๆ ทางภายนอก.
ความจริงที่แท้จริงมันต้องจริงชนิดที่ไม่เปลี่ยนแปลง
ถ้าทุกข์ก็ต้องทุกข์จริง ถ้าไม่ทุกข์ก็ต้องไม่ทุกข์จริง ถ้าเป็นเหตุให้เกิดทุกข์
ก็ต้องให้เกิดทุกข์จริง ๆ ไม่หลอกใคร; และถ้าดับทุกข์ได้ก็ต้องดับทุกข์ได้จริง
ๆ แล้วก็ไม่หลอกใคร นี่! จึงจะเรียกว่าความจริงที่ประเสริฐของพระพุทธเจ้า
หรือของพระอริยเจ้า. ขอให้เรามองความจริงหรือสิ่งที่จริงกันในลักษณะเช่นนี้.
ความมุ่งหมายของการศึกษาทั่วไป
ทั้งหมดทั้งสิ้นก็เพื่อเข้าถึงความจริง; ความมุ่งหมายของปรัชญาทั้งหมดทั้งสิ้น
ก็มุ่งหมายเพื่อจะเข้าถึงความจริง; แต่ทีนี้การศึกษาหรือปรัชญาแขนงนั้น
ๆ หรือสิ่งนั้นมันไม่สมบูรณ์ มันครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้วมันถึงกับป้ำ ๆ เป๋อ
ๆ ก็มี นี่! แล้วมันจะจริงหรือเข้าถึงความจริงได้อย่างไร.
ทีนี้เราก็เอาเรื่องที่สำคัญที่สุดมาเป็นตัวเรื่อง
เช่นเรื่องความทุกข์ และเรื่องดับทุกข์ เราค้นหาความจริงของเรื่องนี้ให้พบ
นี้มันจึงจะพบของจริง และเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุด ดีที่สุด
ประเสริฐที่สุด. ส่วนของจริงที่ไม่มีประโยชน์ หรือว่าเพราะไม่อาจจะเอามาใช้เป็นประโยชน์อะไรได้นั้น
ก็มีอยู่เยอะแยะ.
เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนว่า
ฉันบอกแกกำมือเดียวเท่านั้น ที่ไม่บอกอีกเยอะแยะ. ที่จำเป็นจะต้องบอกกันนี้กำมือเดียว
ซึ่งกล่าวให้ฟังแล้วแต่วันแรกว่าจริงแท้ด้วย แล้วก็กำมือเดียวเท่านั้น
แล้วก็มีประโยชน์ทั้งหมดทั้งสิ้น.
คำสุดท้ายที่จะพูดคือ
ความยุติธรรม หรือความเป็นธรรม ในโลกนี้อำนาจอาจจะเป็นยุติธรรม
หรือเป็นธรรมขึ้นมาเมื่อไรก็ได้, หรือว่าตัวประโยชน์นั่นแหละ อาจจะเป็นความยุติธรรมขึ้นมาเมื่อไรก็ได้,
หรือว่าวัตถุพยานเท่าที่เขาจะหามาได้เท่านั้น ที่จะให้เป็นเหตุผลแก่ความยุติธรรม.
ทีนี้ถ้าพยานมันเท็จ หรือมันไม่อาจจะรู้ได้ว่าพยานเท็จแล้ว ความยุติธรรมนั้นมันก็หลอกทั้งที่ไม่รู้.
เพราะฉะนั้นความยุติธรรมที่แท้จริงนั้นจึงหาไม่ได้
ถ้าไม่เกี่ยวกับธรรมะ; ถ้ามันเป็นเรื่องโลกแล้วมันก็เป็นความยุติธรรมไปตามแบบของโลก
ความยุติธรรมอย่างโลก ๆ เป็นเรื่องด้านนอกเสมอไป;
แต่ถ้าธรรมะแล้วมันไม่เข้าใครออกใครเด็ดขาดโดยประการทั้งปวง. เช่นกฎแห่งกรรมก็ดี
กฎแห่งความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตาก็ดี เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์
ความดับทุกข์ ทางให้ถึงความดับทุกข์ก็ดี เหล่านี้มันเป็นสิ่งที่เด็ดขาดและยุติธรรมอย่างยิ่ง
ไม่เห็นแก่หน้าใคร ไม่มีผู้ได้สิทธิพิเศษหรืออะไรทำนองนั้น มันเป็นธรรมชาติที่มีอำนาจเด็ดขาดตายตัว.
ขอให้เรารู้จักมองเอาความยุติธรรม
ชนิดที่อาจจะเป็นที่พึ่งแก่เราได้นั่นแหละมาเป็นที่พึ่งแก่เรา. อย่าได้มัวลุ่มหลง
คือไปรัก หรือไปโกรธความยุติธรรมที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ของโลก เพราะว่าความยุติธรรมของโลกแล้ว
มันจะต้องเป็นอย่างนั้น. บางคราวเราจะไม่เห็นด้วย บางคราวเราจะคัดค้าน
บางคราวเราจะไปดีใจด้วย บางคราวเราก็จะต้องร้องไห้ เพราะความยุติธรรมนั้น
อย่างนี้ไม่ไหว; เราไม่ยอมร้องไห้ ไม่ยอมดีใจ ไม่ยอมตื่นเต้น ไปตามเรื่องของโลก
คงยึดหลักธรรมะ เป็นหลักที่ให้ความเป็นธรรมดีกว่า แล้วเราจะหัวเราะข้างใน
ไม่ใช่หัวเราะข้างนอก คือจะยิ้มอยู่ภายในได้เสมอไป นั่นแหละคือไม่เป็นทุกข์.
ขึ้นด้านบน
ความดีความงามความจริง
๒ ๓
สุนทรียภาพ หรือสุนทรียธรรม
วามงามทั้งหลาย ไม่มีแก่สัตว์, โดยสติปัญญา แล้วก็ไม่มีแก่สัตว์. แต่มนุษย์มีสติปัญญา
บัญญัติความงาม แล้วก็สร้างความงาม ตามที่สติปัญญานั้นจะบัญญัติ; ปัญหามันก็เกิดขึ้น
ตรงที่ว่า จะงามชนิดไหนกัน : งามอย่างโง่ หรืองามอย่างฉลาด, มันจะงามอย่างโลก
ๆ หรือมันจะงามอย่างธรรมะ คือประกอบไปด้วยธรรม.
เรื่องหลงใหลในความงามนี้
ก็มีสัญชาตญาณเป็นต้นทุน เหมือนกัน; แต่เดี๋ยวนี้มันถูกวิวัฒนาการมาก
จนบัญญัติเรื่องของความสวยงามเตลิดเปิดเปิงไป จนเป็นเรื่องบ้าหลังไปแล้วก็มี.
แต่ถึงอย่างไรก็ดี ยังคงสรุปได้ว่า มันงามกันอย่างโลก ๆ, หรืองามกันอย่างธรรมะ.
ถ้า งามอย่างโลก
ก็หมายความว่า หลงใหลไปตามโมหะ ของคนในโลกที่หลงใหลในความงาม
มันก็เปลี่ยนกันเรื่อย : เดี๋ยวงามอย่างนั้น เดี๋ยวงามอย่างนี้; มันก็ไม่เป็นไปเพื่อปกติสุข
แล้วโดยมากมันงามเพื่อยั่ว เพื่อหลอก คือใช้ความงามเป็นเหยื่อสำหรับตกเบ็ดแก่กันและกัน.
ความงามอย่างนี้ก็เป็นอันตราย คือเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายต่อโลก แต่ก็ต้องเรียกว่า
ความงามอย่างโลก หรือที่โลกเขาหลงใหลชอบใจกันนัก ตามประสาโลกที่มีโมหะ
หรือความโง่เป็นสมุฏฐาน.
ถ้า งามอย่างธรรมะ
นี้ มันก็ตรงกันข้าม คือ มีสติปัญญาที่ถูกต้องรู้ว่างาม,
ซึ่งมีความหมายไปในทางที่ไม่ทำให้เกิดความระส่ำระสาย วุ่ยวาย โกลาหล ขึ้นมา;
แต่ทำให้ปกติสุขที่เรียกว่า งามในทางธรรมะ. แม้แต่ว่า พระพุทธศาสนา นี้
เขาก็เรียกว่างาม : งามเบื้องต้น งามท่ามกลาง งามเบื้องปลาย;
ถ้างามอย่างนี้มันเป็นงามอย่างธรรมะ มันก็เป็นปัญหาที่ลึกไปอีก ว่า จะเข้าถึงได้อย่างไร.
ความงามก็เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับมนุษย์ เป็นปัญหาในทางศีลธรรม; ฉะนั้นจึงต้องจัดให้มันถูกต้อง.
ขึ้นด้านบน
ความดีความงามความจริง
๓ ๔
พุทธศาสนามีความงามทั้งเบื้องต้นท่ามกลางเบื้องปลาย.
ถ้ามองกันในแง่ของความงามบ้าง คือเป็นศิลปที่น่าดู เป็น art ที่น่าดู
มันก็มีความงามตามแบบของเรื่องทางจิตใจ ทางฝ่าย
spiritual มันมีความงามที่สุดยิ่งกว่าความงามทางวัตถุ ทางเส้นทางเสียงอะไรนี้
แล้วกิริยาที่ทำให้ดับทุกข์ได้นั้นมีความงามที่สุด ฉะนั้นเขาจึงใช้คำว่างาม,
แม้แต่คำ ภาษาบาลีก็ใช้คำว่างาม คือ กลฺยาโณ, อย่างที่สวดอยู่ อาทิกลฺยาณํ
มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ นี้คือความงาม ในแง่ของศิลปะ ในทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณฝ่าย
spiritual.
ถ้าใครไม่เข้าใจถึงข้อนี้ก็เรียกว่า
ยังไม่ได้ชิมรสของธรรมะหรือของการปฏิบัติธรรม จึงไม่รู้สึกความงามของความสุขชนิดที่แปลกประหลาด
ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรม. ขออย่าได้ประมาทเลย ตั้งใจศึกษาให้เข้าใจ
แล้วพยายามทำให้มันเกิดความรู้สึกในความสุขคือรสชาติอันนี้แล้วก็จะรู้จักความงามของพระพุทธศาสนา,
ที่ว่างามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในเบื้องปลาย.
พวกคุณบางคนที่ว่าบวชระหว่างปิดภาค
แล้วก็มาเพื่อเวลาเล็กน้อย มันก็ยากที่จะเข้าถึงความงามอันนี้, แล้วยิ่งบางองค์บวชกันตาม
ๆ กันมาสองสามวันก็เปิดแล้วไม่ทันจะเข้าถึงตัวธรรมะ, แล้วก็ไม่มีหวังที่จะมองเห็นในแง่อย่างนี้
คือในแง่สิ่งสูงสุดลึกซึ้งที่สุด. นี้ขอให้ตั้งใจดี ๆ คืออย่าประมาทเสีย
แล้วลองคิดตามไป ให้มีความเข้าใจตามไป อย่างที่ผมพยายามที่จะชี้ให้เห็นเป็นเรื่อง
ๆ ไป แล้วก็เรียกว่าจะทบทวนหลักเหล่านี้ให้มันแจ่มแจ้งอยู่เสมอ.
นี้ความกำกวมมันมีมากขึ้น
เพราะว่าภาษามันถ่ายทอด แล้วเปลี่ยนแปลงได้ง่าย คือเข้าใจตัวจริงหรือของจริงนั้นผิดออกไป
ผิดออกไป ผิดออกไป, กระทั่งสิ่งที่เรียกว่าศาสนาก็หมายถึงโบสถ์ วิหาร วัดวาอารามหรือสัญลักษณ์ของศาสนาเท่านั้น
เอามาเป็นตัวศาสนา. นั้นเป็นเพียงเปลือกหรือสัญลักษณ์ของศาสนามากกว่า.
ตัวศาสนานี้จะต้องจับกัน โดยการตั้งต้นที่การศึกษาเล่าเรียนให้รู้จริง,
แล้วปฏิบัติ จนเรียกว่ามีการเป็นอยู่ด้วยการปฏิบัติตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน.
นี้เรียกว่าศาสนาเป็นตัวการปฏิบัติจนกว่ามันจะได้ผล คือเป็นความสุขหรือเป็นความงามหรือเป็นอะไรก็สุดแท้
แก่จิตใจ.
อริยสัจจ์เป็นปรัชญาก็ได้, ผลปฏิบัติเป็นวิทยาศาสตร์.
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพุทธศาสนานี้ เราไม่ได้อวด ไม่ได้คุยโต มันมีอะไรมากจนถึงกับว่า
จะมองกันได้ทุกแง่ทุกมุมเลย นี้ค่อยพิจารณากันให้ละเอียดทีหลังก็ได้, แต่ว่าอยากจะให้ทราบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะมองในรูปของวิทยาศาสตร์ก็ยิ่งได้ ก็คือเรื่อง-อริยสัจจ์ที่กำลังจะกล่าวนี้,
จะมองในแง่ของปรัชญาก็ได้, หรือจะมองในแง่ของบุคคลผู้รักความงาม ก็มองในแง่ศิลปก็ได้,
บางคนลึกมากถึงกับมองในแง่กวีนิพนธ์ ของความสัมพันธ์กันระหว่างธรรมะทั้งหลาย.
ขึ้นด้านบน
มหรสพทางวิญญาณ
๑ ๕
รูปโครงของมหรสพอันเป็นประโยชน์.
นี้เพื่อจะให้เป็นการมองดูอย่างทั่วถึง ก็จะขอพูดถึง รูปโครงของสิ่งที่เรียกว่ามหรสพ
พอเป็นเครื่องสังเกต; แล้วจะแบ่งสิ่งประเล้าประโลมใจหรือมหรสพนี้ ออกเป็น
๒ ประเภทคือ มหรสพตามธรรมดา นี้อย่างหนึ่ง, มหรสพทางวิญญาณ อันสูงสุดนี้อย่างหนึ่ง.
ถ้าเยาวชนของเราเข้าใจสิ่งนี้อย่างถูกต้อง จะเป็นประโยชน์ จะเป็นบุญกุศลอย่างยิ่งแก่เยาวชนนั้นเอง
และแก่มนุษย์ทั้งโลกด้วย.
มหรสพประเภทที่หนึ่ง
เมื่อพูดถึง มหรสพตามธรรมดา.
เราจะมองเห็นว่า
มันมีอยู่อย่างนี้ คือ มหรสพตามปกติ มันก็ควรจะมี
เพราะมันเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งอย่างหนึ่งสำหรับชีวิต เพื่อจะให้เกิดการกระตุ้น
ให้เกิดความสดชื่นรื่นเริง ซึ่งบรรพบุรุษของเราก็ได้ใช้มาแล้วอย่างถูกต้อง.
ดนตรีหรือเพลงเหล่านี้ ก็ได้ใช้แม้แต่ในโบสถ์; เมื่อมันยังบริสุทธิ์อยู่
มันใช้ในโบสถ์, หรือบางทีมันจะใช้ในโบสถ์มาก่อน; แล้วเพิ่งค่อยออกมานอกโบสถ์
มาเป็นของชาวบ้าน. อย่างนี้ก็มีคนคิด ว่ามีเหตุผลอยู่ด้วยเหมือนกัน. โบสถ์ในประเทศอินเดีย
ของฝ่ายฮินดูก็ยังใช้ดนตรี ที่เข้ากันได้กับบทสวด ที่สวดให้คนฟังตลอดวันตลอดคืน
อย่างนี้เป็นต้น.
ฉะนั้น
สิ่งประเล้าประโลมใจ จะเป็นดนตรีหรือเพลง หรืออะไรที่มันบริสุทธิ์ เป็นศิลปบริสุทธิ์
ก็เรียกว่าจำเป็นแก่ชีวิต; คือมากไปกว่าที่จะเรียกว่า เป็นประโยชน์, เราจะใช้คำว่า
จำเป็นแก่ชีวิต มิฉะนั้นชีวิตมันก็จะไม่กระปรี้กระเปร่าหรือสดชื่น;
มันคล้าย ๆ กับว่า มันขาดอาหารอยู่อย่างหนึ่ง; แม้ว่ามันจะได้อาหารหลาย
ๆ อย่างแล้วก็ตาม. นี้เราเรียกว่ามหรสพตามปกติ ที่จำเป็นแก่ชีวิต.
ทีนี้ก็มีมหรสพอย่างอื่น
จะใช้คำหยาบก็เรียกว่า มหรสพภูตผีปิศาจ มหรสพที่ทำให้มึนเมา และเสพติด
แห่งยุคปัจจุบัน ซึ่งกำลังท่วมท้นไปหมด. มหรสพที่ทำให้เด็กวัยรุ่น ทั้งเด็กชายและเด็กหญิงเสียหายหมดในทางจิตใจ
มันมีมากจนหลีกไม่ไหว; มหรสพภูตผีปิศาจนี้ ตามไปรุกรานในที่ทุกหัวระแหง
ทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน กระทั่งในมุ้ง ก็เปิดวิทยุหรือโทรทัศน์ดูได้ ซึ่งเมื่อก่อนมันทำไม่ได้.
สมัยโบราณ
เมื่อไม่มีสื่อสารประเภทวิทยุหรือโทรทัศน์ อย่างนี้ มหรสพมันจะระบาดอย่างนี้ไม่ได้;
มันมีการแสดงเป็นครั้งเป็นคราว ที่นั่นที่นี่นาน ๆ ครั้ง แล้วก็ต้องไปดู;
แล้วมันก็ยังบริสุทธิ์อยู่. เดี๋ยวนี้มันมีการสื่อสาร วิทยุหรือโทรทัศน์
ทำให้มหรสพติดตามไปทั่วทุกหัวระแหง ทุกหนทุกแห่ง ทุกเวลา; แล้วเขาก็เห็นแก่กำไร
เลยใช้อันนี้เป็นเครื่องมือมอมเมาประชาชน; จนนิสัยใจคอของลูกเด็ก ๆ ของเรา
ผิดกันไปเป็นคนละคนกับยุคโบราณ. เลยเรียกว่า มหรสพภูตผีปิศาจกำลังระบาด
ไม่มีที่หลบหลีกในโลกนี้.
ทีนี้ มหรสพที่มีความหมายมากอีกอย่างหนึ่ง
คือ มหรสพที่ทำลายสติปัญญาอย่างถูกต้องของมนุษย์เรา. ระวังให้ดี, ขอ-อภัย
ขอให้อาตมาพูดตรง ๆ แล้วไม่ถือว่ากระทบกระเทือนใคร คือมันมีมหรสพชนิดหนึ่ง
ซึ่งทำลายสติปัญญาของลูกเด็ก ๆ แหลกรานหมด แล้วก็อย่างสุภาพด้วย. นี้ก็คืออนาจารที่ถูกเข้าใจว่าเป็นศิลป;
นี่ก็กำลังมีมากขึ้น ๆ.
สิ่งที่ถือกันว่า
เป็นอนาจาร เมื่อสัก ๓๐ ปีมาก่อนนั้น เดี๋ยวนี้ กลายเป็นศิลปแล้ว; เพราะสิ่งที่เป็นอนาจารอย่างยิ่ง
ๆ ก็จะถูกจัดไว้ว่าเป็นศิลป มากขึ้นไปอีกในอนาคต. นี้เราเรียกว่า มหรสพที่ทำลายสติปัญญาของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน.
อย่าให้อาตมาออกชื่อสิ่งเหล่านั้นเลย พูดเป็นรวม ๆ ไปว่า ภาพยนตร์ก็ดี
ระบำรำฟ้อนก็ดี เต้นรำอะไรก็ดี; ระวังให้ดี มันกำลังถูกเข้าใจผิด เห็นเป็นของดี
ทั้งที่มันทำลายสติปัญญา หรือว่าสัญชาตญาณอันบริสุทธิ์ของมนุษย์ แล้วมันน้อมไปในทางเลวทางต่ำ.
นี่เรียกว่ามหรสพตามธรรมดา
ที่กำลังมีอยู่จริง; มันก็เป็นปัญหาแก่เยาวชน แล้วก็ถูกมองข้ามเสีย.
ทีนี้ มหรสพประเภทที่สอง
เรียกว่า มหรสพทางวิญญาณ.
ที่พูดนี้ไม่ใช่โฆษณาโรงหนังของเรา;
ว่า มหรสพทางวิญญาณ มันเป็นความหมายที่กว้าง คือสิ่งประเล้าประโลมใจ
ในทางวิญญาณ.
สิ่งแรกที่สุด
ก็จะต้องระบุถึงธรรมะ หรือ พระธรรม. ธรรมะหรือพระธรรมนี้, เมื่อไม่เข้าถึงก็แล้วไป;
แต่ถ้าเข้าถึงจริง ๆ แล้ว จะเป็นมหรสพ คือ สิ่งประเล้าประโลมใจอย่างยิ่ง
สำหรับมนุษย์ผู้นั้น.
ถ้าไม่เชื่อ
ก็ขอให้พยายามทำตนให้เข้าถึงธรรมะดู; เข้าถึงธรรมะจริงแล้ว, ได้รับรสของธรรมะนั้นอยู่
ก็จะเสวยสุขที่เกิดจากธรรมะนั้นอยู่. นั้นจะเป็นสิ่งประเล้าประโลมใจ สูงสุดยิ่งกว่าสิ่งใด
เท่าที่มนุษย์จะทำได้ จะค้นหามาได้.
นี้หมายถึง
ตัวธรรมะ สำหรับเรียน, สำหรับปฏิบัติ จนได้ผลของการปฏิบัติ ก็เรียกว่าเป็นมหรสพด้วย.
สิ่งที่สอง
ทีนี้ถัดไปก็จะเรียกว่า ธรรมะศิลป หรือศิลปที่บริสุทธิ์อันเจืออยู่กับธรรมะ.
แล้วก็จะมี ภาพเขียน ภาพปั้น ภาพอะไรต่าง ๆ ในลักษณะของศิลป; แต่มุ่งหมายที่จะสอนธรรมะให้แก่คน.
นี้เขาเคยถือกันมากในเรื่องนี้ ว่ามีประโยชน์; ฉะนั้น ปฏิมากรรมทั้งหลาย
: รูปพระพุทธรูป, รูปพระโพธิสัตว์ อะไรก็ตาม; ก็ถูกกระทำขึ้นมา เพื่อเป็นสิ่งประเล้าประโลมใจมนุษย์
ที่พยายามตั้งตนอยู่ในธรรมะ; จะขอเรียกวัตถุเหล่านี้ว่า ธรรมะศิลปเป็นเครื่องประเล้าประโลมใจ.
สิ่งที่สาม
นี้ถัดไปอีก ก็อยากจะเรียกว่า ธรรมสาธิต
คือการแสดงอะไร ๆ ก็ได้; ที่จัดที่ทำขึ้น โดยมุ่งหวังอย่างจริงจัง จะให้มนุษย์เราเข้าใจธรรมะ,
รู้จักธรรมะ, ชอบธรรมะ, เป็นการโฆษณาพระธรรม; แต่ไม่ใช่เพื่อหลอกลวง, แต่เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่บุคคลเหล่านั้นเอง.
การสอนธรรมะ การแสดงธรรม .การอะไรก็ตามเถอะ รวมอยู่ในพวกนี้; แม้แต่เป็นการจัดในทางรูปแบบกิริยาอาการอะไรต่าง
ๆ ก็รวมอยู่ในพวกนี้ เราก็เรียกว่า มหรสพทางวิญญาณ ด้วย.
สิ่งที่สี่
ทีนี้ให้ดูลึกเข้าไปกว่านั้นอีก สำหรับสิ่งที่เรียกว่ามหรสพทางวิญญาณ ก็จำเป็นที่จะต้องเอ่ยถึงสิ่งที่เรียกว่า
จิตว่าง. ความสุขที่เกิดมาจากจิตว่าง
นี้ก็เป็นมหรสพสูงสุด; ถึงแม้ว่าเป็นความสุขที่เกิดมาจากการทำการงาน
ทำไร่ไถนาอะไรอยู่กลางทุ่งนา. ถ้าเขาเป็นคนมีธรรมะสูง เคลื่อนไหวอิริยาบถอยู่ด้วยจิตที่ว่างแล้ว;
การงานนั้นเองจะเป็นความสุข. แม้จะอยู่กลางแดด กลางฝน เหยียบย่ำอยู่ในโคลน
อะไรก็ตาม; จิตใจที่ประกอบด้วยธรรมะ ถึงขนาดว่างจากตัวกูของกูแล้ว ก็เป็นความสุข
ซึ่งทุกคนทำได้ ไม่เหลือวิสัย; แต่เขาไม่ทำ; ไม่ได้รับการสั่งสอนแนะนำให้ทำ.
คนที่ไม่เข้าใจในเรื่องนี้
ก็ไม่อยากทำงานอย่างนี้; ฉะนั้น เยาวชนของเราไม่อยากทำนา; อยากจะเล่าเรียนไปเป็นนักการเมือง
เป็นรัฐมนตรีอะไรไปตามเรื่องของเขา. แล้วเกลียดการทำนา, เกลียดการทำงานด้วยเรี่ยวด้วยแรง,
เกลียดการที่จะหลั่งเหงื่อออกมาล้างตัวกู. แต่บรรพบุรุษของเขาเคยทำมาอย่างดี
และก็ยังคงจะทำได้ต่อไป; ถ้ายังมีความนิยมในเรื่องนี้อยู่.
เมื่อใดเหงื่อมันออกมามาก
ๆ ก็จะล้างเสียซึ่งตัวกูของกู; แล้วก็เมื่อนั้นจะมีความสุขที่สุด. อาตมาอยากจะจัดความสุขชนิดนี้ว่า
เป็นมหรสพทางวิญญาณ คือสิ่งประเล้าประโลมใจที่มีค่าสูงสุด; แล้วก็ไม่สร้างปัญหาอะไร
ไม่ต้องใช้เงินอีกแม้แต่สตางค์เดียวนี้ เพราะเราก็ทำไร่ทำนาอยู่แล้ว. หรือว่าความสุขที่จะเกิดมาจากมีจิตบริสุทธิ์โดยประการอื่น
ก็เรียกว่า มหรสพทางวิญญาณด้วยเหมือนกัน.
นี่มหรสพมีอยู่ในรูปแบบอย่างนี้
ล้วนแต่เป็นเครื่องประเล้าประโลมใจทั้งนั้น. ถ้าผิด มันก็ประเล้าประโลมชักจูงไปในทางผิด
ก็ส่งเสริมกิเลส; โลกนี้ก็เต็มไปด้วยปัญหา. ถ้ามันถูก มันก็ประเล้าประโลมไปในทางที่ถูก;
มันก็ไม่ส่งเสริมกิเลส โลกนี้มันก็จะหมดปัญหา.
นี้อาตมาเรียกว่า
มหรสพที่ผิดพลาด หวังว่าท่านทั้งหลายคงจะเข้าใจดีแล้วว่าคำว่า มหรสพที่ผิดพลาด
นั้นเป็นอย่างไร. ถ้ามหรสพไม่ผิดพลาด ก็ยังเป็นบุญเป็นกุศลของมนุษย์เราอยู่;
เพราะว่าสิ่งประเล้าประโลมใจนั้น ก็สำคัญอยู่เหมือนกัน, คือเป็นอาหารอย่างหนึ่ง
ซึ่งจะขาดเสียไม่ได้.
ลองมองดูเถอะ
เราก็จะพบความจริงข้อนี้ได้ ว่าเดี๋ยวนี้มีอาหารกินแล้ว มีอะไรแล้ว มีปัจจัยสี่แล้ว
มันก็ยังไม่พอ; เขายังต้องการสิ่งประเล้าประโลมใจ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่.
เมื่อเรามีเครื่องมือวิเศษ เช่น วิทยุหรือโทรทัศน์เป็นต้น ก็ควรจะใช้ไปในทางที่ถูกต้อง
ให้สิ่งประเล้าประโลมใจที่เป็นธรรม; โลกนี้ก็จะดีขึ้น. แต่เดี๋ยวนี้มันตรงกันข้าม.
ดังนั้น
เยาวชนของเรา ก็เขว ๆ เขว ๆ ไปตั้งแต่เริ่มดูโทรทัศน์ได้, เริ่มฟังวิทยุเป็น
มันก็เริ่มเขว. เพราะว่าสิ่งที่เขาเอามาแสดงนั้น ส่วนใหญ่แทบทั้งหมดนั้น
มันเป็นเรื่องที่ทำให้เขว; อย่างน้อยมันก็เขวไปในทางวัตถุ คือดีไปแต่ในทางวัตถุ,
ส่วนเรื่องทางจิตทางวิญญาณนั้น มันไม่มี.
สิ่งสุดท้ายที่เป็นเหตุแห่งการเขว
มูลเหตุที่เจ็ด ก็คือ ความเข้าใจผิด เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ศิลป หรือ
ลามกอนาจาร นั่นเอง. นี้ก็ได้พูดมาบ้างแล้ว ในหัวข้อที่พูดถึงมหรสพ. ขอให้ระวังให้ดี
ๆ ว่า เยาวชนของเรากำลังเข้าใจผิดเห็นสิ่งอนาจารเป็นศิลปมากขึ้น ๆ; เพราะว่ามันตกเป็นเหยื่อของผู้ทำการค้าเกี่ยวกับศิลป
เช่นภาพยนตร์เป็นต้น. เอาอนาจารมาเป็นศิลป ลูกเด็ก ๆ ของเราก็พลอยหลงไป.
เจ้าหน้าที่เซนเซอร์ก็เต็มไปด้วยกิเลส ก็พลอยมองอนาจารเป็นศิลปตามไปด้วย;
ฉะนั้นการเซนเซอร์นั้น ก็ไม่มีประโยชน์อะไร.
ขึ้นด้านบน
มหรสพทางวิญญาณ
๒ ๖
อโฆษณาอีกหน่อยโฆษณาบ่อย ๆ เรื่องโรงมหรสพทางวิญญาณที่มีอยู่ที่นี่, ที่รู้จักกันดีว่าโรงหนัง.
นี่เราก็มุ่งหมายจะให้สนองสัญชาตญาณแห่งการประเล้าประโลมใจ คือจิตต้องการประเล้าประโลม
ช่วยไม่ได้ ต้องมีแน่นอน มันช่วยไม่ได้, การประเล้าประโลมใจหรือสิ่งประเล้าประโลมใจนั้น
มันเป็นปัจจัยอันหนึ่งที่ขาดไม่ได้. เดี๋ยวนี้เขาพูดกันแต่ปัจจัย ๔ เท่านั้น;
เรื่อง อาหาร เรื่อง นุ่งห่ม เรื่อง ที่อยู่อาศัย เรื่อง หยูกยาแก้ไข้
พูดกันแต่ปัจจัย ๔. อาตมาบอกไม่พอไม่ครบ ปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งซึ่งขาดไม่ได้
ก็คือสิ่งประเล้าประโลมใจ; ถ้าขาดเสียมันก็ไม่มีความสบงสุขมันจะกระวนกระวาย;
ฉะนั้น ต้องได้สิ่งประเล้าประโลมใจเข้ามาเป็นปัจจัยที่ ๕.
ทีนี้เขาก็มีสิ่งประเล้าประโลมใจชนิดที่ส่งเสริมสัญชาตญาณฝ่ายต่ำฝ่ายความรู้สึกที่เป็นกิเลส,
ก็ประเล้าประโลมใจกันแต่เรื่องกามารมณ์. เดี๋ยวนี้ เราจะมีสิ่งประเล้าประโลมใจชนิดที่มิใช่กามารมณ์,
แต่เป็นสิ่งที่ทำความพอใจให้ได้มากเท่ากัน คือสิ่งที่ทำให้จิตใจสะอาด สว่าง
สงบขึ้นมา, เป็นความสุขเป็นความพอใจชนิดใหม่นี่คือสิ่งประเล้าประโลมใจ.
ฉะนั้นถ้ารู้จักใช้โรงมหรสพทางวิญญาณให้ถูกต้องท่านก็จะได้รับสิ่งประเล้าประโลมใจอย่างเพียงพอแล้ว,
ไม่มีอันตรายมีแต่คุณประโยชน์โดยส่วนเดียว; เป็นไปเพื่อความรู้แจ้งเห็นจริงยิ่ง
ๆ ขึ้นไปเป็นปัจจัยแก่พระนิพพานไปเลย, เป็นสิ่งประเล้าประโลมใจที่ถูกต้อง.
เดี๋ยวนี้เรามันมุ่งหรือรู้จักกันแต่ในสิ่งประเล้าประโลมใจเพื่อกิเลส,
มันก็เป็นอย่างไร เงินก็ไม่พอใช้, แล้วก็เดือดร้อนอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ;
เพราะว่าการประเล้าประโลมใจทำนองนั้นไม่รู้จักอิ่มจักพอ, ไม่มีวันอิ่มวันพอ
เงินก็ไม่พอใช้, แล้วก็ต้องคดโกง ในที่สุดก็ต้องไปอยู่ในคุกในตะรางเป็นอันมากด้วย.
ฉะนั้นมีสิ่งประเล้าประโลมใจที่ถูกต้อง คือความสงบสุข แต่มันชิมยาก ของสิ่งนี้หรืออาหารนี้ชิมได้ยาก;
แต่ถ้าชิมได้แล้ว ชิมได้จริงแล้ว ก็จะพอใจ จะไม่กลับไปชอบสิ่งเลวร้ายเรื่องของกิเลสอีกต่อไป.
มีคนพูดว่า
พวกที่ติดเฮโรอีน ทิ้งมาได้แล้ว ไม่เท่าไรมันก็กลับไปเสพเฮโรอีนอีก, มันบังคับไว้ไม่ไหว
เพราะมันไม่มีสิ่งอื่นทดแทน. สิ่งประเล้าประโลมใจคือเฮโรอีนนั้น มันมีความหมายมาก
มีกำลังมาก พอละมันเสียแล้วไม่เอาอะไรมาทดแทน มันก็ต้องกลับไปหาอีก; เพราะฉะนั้นรักษากันไม่หวาดไหว.
ถ้าหากว่าได้มาทำจิตใจให้สงบสุขเป็นปกติโดยสมาธิพื้นฐานทั่วไป ให้จิตใจมันสงบเย็น
เป็นปกติ เป็นที่พอใจอย่างยิ่ง มันก็พอใจอยู่กับความสุขชนิดนี้, แล้วมันก็ไม่กลับไปเสพเฮโรอีนอีก.
นี่เห็นได้ไหมว่าสิ่งประเล้าประโลมใจนั้น มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย, มันต้องมี
เพราะว่ามันเป็นความรู้สึกของสัญชาตญาณ.
ฉะนั้น
ขอให้ท่านทั้งหลาย รู้จักสิ่งประเล้าประโลมใจ ที่ไม่เป็นอันตราย แล้วที่เกื้อกูลแก่ความเจริญจริง
ๆ หรือหนทางแห่งพระนิพพานนั้นกันให้มาก ๆ เข้าไว้. ถ้าพอใจในธรรม, มีความพอใจในรสของพระธรรมนั่นแหละจะปลอดภัย,
มันจะเป็นสิ่งประเล้าประโลมใจที่ยึดเหนี่ยวไว้ ในหนทางแห่งความดับทุกข์.
ขึ้นด้านบน
มหรสพทางวิญญาณ
๓ ๗
างคนคิดว่า โรงมหรสพ มีเฉพาะตึกหลังนี้ นั้นไม่ใช่; ไม่ใช่เพียงว่าตึกอย่างนี้;
แต่เราหมายถึงทั้งหมด ทั้งวัด แม้ก้อนหินสักก้อนหนึ่ง
ที่วางไว้ในลักษณะที่เหมาะสม หรือเป็นอยู่ตามธรรมชาติในลักษณะที่เหมาะสม;
ใครได้เข้าไปนั่งตรงนั้น ชวนอารมณ์ให้ว่าง ให้โปร่ง ให้เย็น ให้นึก ให้รู้สึกถึงสิ่งที่เรียกว่า
ว่าง, ไม่มีอารมณ์อะไรมารบกวนได้; สิ่งต่าง ๆ พูดได้ สอนได้แสดงได้ทั้งนั้น.
มันเป็นความโง่ของคนที่เข้ามาเท่านั้นเอง
จะช่วยได้อย่างไร? จะว่าอย่างไร? จะโทษใคร? เป็นความเขลาของคนที่มานั้นเอง
ถ้าเก็บเอาอะไรไม่ได้ รับอะไรไม่ได้. เช่นภาพต่าง ๆ เหล่านี้ มีแต่คนเดินผ่าน
จะเหลือบอ่านหนังสือที่เขียนอธิบายสักเที่ยวก็ทั้งยาก, หรือพออ่านสักเที่ยวหนึ่งก็ผ่านไป
ๆ; อย่างมากก็ดูสัก ๒ ภาพ, อ่านหนังสือสัก ๒ ภาพ, แล้วก็ผ่านไป; ไม่มีใครใฝ่รู้และต่อสู้เพื่อจะเข้าใจ.
แม้แต่พวกพระก็อยู่ในลักษณะ ใกล้เกลือกินด่าง, พวกพระที่อยู่ที่นี่ก็มีลักษณะใกล้เกลือกินด่าง;
หรือเหมือนจวักตักแกง ไม่รู้รสแกง, หรือเหมือนกบ เกสรบัวร่วงลงบนหัว มันก็ไม่รู้.
ถ้าใครรู้ก็ลองอธิบายภาพ
จากอนันตะสู่อนันตะ ดูซิ; ทั้งหมดที่นั่งอยู่ที่นี่ ใครลองอธิบายภาพที่มีเสียงระฆัง,
ตีระฆัง, แล้วมีคำอธิบายภาพว่า จากอนันตะสู่อนันตะ ดูซิ; คุณลองอธิบายดูซิว่าอย่างไร?
ขึ้นด้านบน
มหรสพทางวิญญาณ
๔ ๘
ราจัดการศึกษาอะไร ที่เป็นแบบวิธีที่เหมือนกับมหรสพทางวิญญาณ : ให้ความรู้อย่างยิ่ง
อย่างรวดเร็ว อย่างสนุกสนาน ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ
ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ให้ความรู้ทางธรรมะไปหมด; ซึ่งส่วนใหญ่ก็คงจะเป็นเหมือนกับ
โสตทัศนศึกษาอย่างที่กระทรวงศึกษาธิการพูดถึงกันอยู่เสมอ และทำกันอยู่บ้าง.
แต่เราต้องทำจริง, และทำให้สำเร็จประโยชน์ในการเผยแผ่ธรรมะ; ไม่ใช่ทำบ้างอย่างพอแล้ว
ๆ ไป.
เราจะปรับปรุงถึงขนาดที่ว่าสามารถใช้ศิลปะ
เช่นศิลปะทางดนตรี หรือที่เขาเข้าใจกันว่า เข้ากันไม่ได้กับศาสนา ให้เข้าได้กับศาสนา;
เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจผิด ไขว้กันอยู่บางอย่าง. โดยเนื้อแท้แล้ว
ศิลปะเช่นดนตรี เป็นต้นนี้ เป็นของคู่กันมากับศาสนา และเกิดขึ้นในทางศาสนาก่อน
เพิ่งมาเป็นของชาวบ้านทีหลัง.
ไปศึกษาค้นคว้าดูทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับดนตรี
จะพบว่า ในสมัยแรกที่มนุษย์มีดนตรีนั้น เขาใช้เกี่ยวกับทางศาสนา เพื่อจะกล่อมเกลาจิตใจคน
ให้พ้นจากอารมณ์ร้อนไปขณะหนึ่ง, แล้วก็มีจิตใจสงบพอที่จะฟัง หรือว่าทำจิตทำใจ
อย่างใดอย่างหนึ่ง.
ถ้าเราสามารถจะเอาศิลปะอย่างนี้มาใช้ให้ถูกวิธี
มันก็ยิ่งดี เป็นความเพลิดเพลินด้วย ได้ผลดีด้วย; และแม้ที่สุดแต่การแสดงธรรม
ถ้าจะมีการแสดงธรรม, หรือมีการแสดงปาฐกถาต่าง ๆ ก็ต้องจัดไปในรูปที่เหมาะสมกาลเทศะจนกระทั่งให้เรียกได้ว่าเป็นมหรสพทางวิญญาณ.
มหรสพนั้นว่าที่จริงแล้ว
มันมีความหมายกว้างคือว่า สิ่งที่ให้ความบันเทิงก็เรียกว่ามหรสพหมด : แต่เราถือเอาความหมายแคบไปเป็นเรื่องเล่นหัวทางสนุกสนานไปในทางโง่
ๆ ง่าย ๆ ของชาวบ้านไปเสีย.
คำว่ามหรสพ
มีความหมายกว้าง จนจะใช้แก่ธรรมะก็ได้ ทางจิตใจก็ได้. ให้นึกถึงคำว่า entertainment
คือการให้แขกสบายใจ; นี่คือมหรสพ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องหนังเรื่องละคร
เรื่องอะไรโดยตรง entertainment ชนิดไหนก็ตามควรจะเรียกว่า มหรสพ ทั้งนั้น.
ทีนี้เรามีมหรสพในทางธรรม
ก็คือการจัดทุกสิ่งทุกอย่าง ให้เป็นไปในทางที่ให้เกิดความพอใจ หลงใหลเหมือนกับว่า
ติดเหล้า ติดฝิ่น; สิ่งที่เรียกว่า vine of life จะกลับมาอีก ซึ่งเป็นภาษาธรรม.
ภาษาที่จะต้องแปลความหมายไม่ใช่กินเหล้า เพื่อให้สนุกกันใหญ่ แต่ว่าดื่มน้ำอมฤต
ที่ทำให้คนไม่ตาย.
ดื่มน้ำอมฤตที่ทำให้คนไม่รู้จักตาย
นี้ เป็นยอดสุดของมหรสพทางวิญญาณ เป็นความมุ่งหมายของมหรสพทางวิญญาณ ซึ่งเป็นคำที่ยังแปลกหูอยู่.
แต่ว่าสำหรับนักศึกษาทั้งหลาย เมื่อไปพิจารณาดูบ่อย ๆ จะไม่เป็นคำแปลกประหลาดอะไร;
จะเข้าใจได้ว่า เราจะทำให้คน เพื่อนมนุษย์ของเรา ได้รับความรู้ในทางธรรม
ในลักษณะที่รวดเร็ว ลึกซึ้ง แต่แล้วสนุกสนานอย่างยิ่ง ไม่ต้องเข็นไม่ต้องฝืนกัน.
ทำนองเดียวกับพวกโยคี
พอใจในการเข้าฌาน จำศีล กินลม ไม่เขยื้อนตัวตั้งเดือน ๆ ปี ๆ อย่างนี้เขายังทำได้.
แต่ว่าสำหรับนิสิต นักศึกษาทั้งหลายในมหาวิทยาลัย ไม่ต้องมากถึงอย่างนั้น;
เราเอาเพียงว่า รู้ธรรมะเร็ว รู้ลึกซึ้ง และรู้ในลักษณะที่ใช้เป็นประโยชน์ได้
เรียกว่า practical.
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
สมัยนี้เราจะต้องมีความสัมพันธ์กับชาวต่างประเทศ คือพวกฝรั่ง นักเรียนเรียนในเมืองไทย
แล้วต้องออกไปต่างประเทศ ไปเมืองนอก, ไปเรียนต่อที่เมืองนอก ถูกฝรั่งถามในทางพุทธศาสนาแล้ว
ก็มีจิตใจไม่อยู่กับตัว ตอบไม่ได้ ตอบไม่ถูก จนกระทั่งพวกฝรั่งบางคนจะกลับสอนให้เสียอีก.
นี่เสียชื่อคนไทย; เพราะฉะนั้น ควรจะมีสิ่งเหล่านี้กันเสียโดยสะดวก โดยรวดเร็ว
เพื่อจะได้เป็นเครื่องคุ้มครองเรา ให้ไม่ต้องเดือดร้อนทุกอย่างทุกประการ
ทั้งที่เกี่ยวกับส่วนตัวและบุคคลอื่น.
ขึ้นด้านบน
มหรสพ
ทางวิญญาณ ๕ ๙
ท่านผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย,
ะขอถือโอกาสแนะนำให้รู้จักสถานที่นี้ ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องซึ่งกะว่าจะพูด
หรือควรจะพูดพร้อมไปในคราวเดียวกันเลย.
ผู้ที่มาถึงที่นี่แล้ว
ควรจะได้อะไรให้คุ้มกัน นั่นแหละคือเรื่องที่จะพูด. ส่วนที่เกี่ยวกับสถานที่นั้นก็คงจะรู้กันอยู่แล้วว่า
ที่นี่ เรียกว่าสวนโมกข์.
สวนโมกขฯ
นี้เป็นที่สงวนไว้เป็นป่า ไม่แตะต้องบริเวณบนภูเขา; ส่วนข้างล่างนั่น มีการก่อสร้างเปลี่ยนแปลง
ผิดจากธรรมชาติไปบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็พยายามจะให้รักษาความเป็นธรรมชาติไว้.
เดี๋ยวนี้เราได้มานั่งอยู่ในสวนโมกข์แล้ว.
ตามทางการ
วัดนี้มีชื่อว่า วัดธารน้ำไหล เขาเรียกชื่ออย่างนั้นกันอยู่ก่อนแล้ว. ภูเขานี้เรียกว่า
ภูเขาพุทธทอง มาแต่ก่อน. เราซื้อที่ดินรอบภูเขานี้ ขอเขาบ้าง ซื้อบ้าง
ได้รอบภูเขา เป็นอันว่าได้ฟรีเป็นอัตโนมัติ เพราะตามกฎหมายนั้น เขาไม่ให้มีการซื้อขาย
หรือ จับจอง เนื่องจากเหตุนี้ ที่ดินรอบ ๆ ภูเขา ก็เลยตกเป็นของวัดไป โดยอัตโนมัติตามที่
ที่มานั่งอยู่นี่.
ขอให้สังเกตดูด้วยว่า
ที่นี่เป็นซากโบราณสถาน ไม่ใช่มาจัดขึ้นใหม่ เพียงแต่เรามาตกแต่งใหม่ ซึ่งจะเป็นตามธรรมชาติเองอย่างนี้ไม่ได้.
รอบ ๆ บริเวณนี้ มีหินจัดไว้รอบ เพื่อกันดินพัง และทำเป็น platform ขนาดนี้
มีพระเจดีย์อยู่ข้างบน แต่ถูกขโมยมาขุด เพื่อหาทอง ทลายไปเสียแล้ว.
ให้ดูก้อนอิฐที่สร้างไว้
สมัยนี้เป็นสมัยเดียวกันกับที่วัดพระธาตุ เพราะฉะนั้นชาลานี้จะต้องมีอายุประมาณ
๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว. ที่เรามานั่งทับกันอยู่นี่ มันร้างไปหลายร้อยปี หรือตั้งพันปี
จนกระทั่งคนเขาเอาเป็นที่ปลูกต้นไม้ ทำไร่กันโดยรอบแล้วต้นไม้ก็เคยถูกพายุโค่น
หักพังไปหมด เพิ่งจะเกิดขึ้นใหม่ ในไม่กี่ร้อยปีมานี้.
ทุก ๆ ภูเขาที่มีขนาดเท่านี้
ยังมีซากที่เห็นนี้ทั้งนั้นเลย เป็นแถวไปเลย เว้นแต่ภูเขาที่ยาวมากใหญ่มาก
ก็จะมีเป็นหย่อม ๆ แสดงว่า ปู่ ย่า ตา ยาย บรรพบุรุษ ครั้งกระโน้น สนใจในศาสนา
หรือ ธรรมะกันมาก.
นี่เกี่ยวกับสถานที่นี้
เรากำลังนั่งอยู่ ณ ที่ ที่คนสมัยเมื่อพันกว่าปี ได้เคยจัดทำไว้ ซึ่งเป็นคนที่สนใจในพุทธศาสนา
เป็นแน่นอน.
ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่เป็นความรู้
หรือ เป็นคติ ในการมาที่นี่. คำว่า มาสวนโมกข์ ก็หมายความว่า มาสู่ที่อย่างนี้
ส่วนที่จะดูออก จะเข้าใจ หรือไม่เข้าใจ นั้นอีกเรื่องหนึ่ง. ทีนี้อยากจะให้เข้าใจ
หรือจำง่าย ไม่ลืม ก็อยากจะพูดถึงเรื่องอันเป็นสารคดีเพื่อให้รู้จักสถานที่นี้ดี
พร้อมกันไปกับได้รู้จักธรรมะ เพราะว่า ปัญหาที่จะต้องศึกษาคือ ตัวธรรมะ;
แต่ตัวธรรมะโดยเฉพาะนั้น เอาไว้พูดกันตอนบ่ายก็ได้ ตอนเช้านี้มาดูสถานที่กันก่อน
และจะได้พูดเรื่องสถานที่ อันเนื่องกันกับธรรมะ.
ทุกคนคงจะเคยได้ยินคำว่า
โรงมหรสพทางวิญญาณมาบ้างแล้ว เท่าที่เคยสนใจเรื่องสวนโมกข์ เพราะว่าสวนโมกข์นี้คู่กันมา
กับคำว่า โรงมหรสพทางวิญญาณ นี้ขอให้สังเกตคำเหล่านี้ไปพิจารณาด้วย.
ข้อแรก
ที่อยากจะบอก ก็คือ จะบอกว่า ธรรมะนั่นแหละเป็นตัวมหรสพทางวิญญาณ.
คำว่า มหรสพ; นี้เข้าใจกันดีอยู่แล้ว ว่า หมายถึงอะไร. ส่วนใหญ่ก็หมายถึงความพอใจ
หรือความสนุกสนาน มีการได้รับความเพลิดเพลิน สนุกสนานในทางที่ถูกที่ควร
ก็เรียกว่า มหรสพ; ความหมายเหมือนกับคำว่า entertainment ที่เราชอบกันทุกคน
แต่ว่ามันเป็นทางวิญญาณ คือ ทางจิตใจ.
เดี๋ยวนี้คำว่า
ทางวิญญาณ หรือ ทางจิตใจคือ spiritual นั้นไม่ค่อยจะสนใจกันแล้วในโลกนี้;
เพราะฉะนั้นโลกจึงเปลี่ยนไปมาก และเป็นไปในทางไม่สงบสุขมีความขึ้น ๆ ลง
ๆ มาก แล้วก็เป็นไปเพื่อความลำบาก; อย่างนี้เราเรียกว่า ไม่สนใจในเรื่องทางจิตใจ
หรือเรื่องทางวิญญาณ; ถ้าทางภาษาบาลี เขาเรียกว่า ทางจิตใจก็พอ แต่ทางภาษาไทยคำว่า
จิต นั้นเขาใช้ไปในทางต่ำเสียแล้ว.
ยกตัวอย่าง
เช่นเรียกว่า โรงพยาบาลทางโรคจิต เป็นต้น, จิต นี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับมันสมอง
ประสาท ร่างกาย เท่านั้นเอง ไม่ใช่จิตที่เป็นวิญญาณโดยตรง. เราเทียบกันได้อย่างนี้ว่า
โรคทางกาย ก็คือ ไปหาแพทย์ทางโรงพยาบาลตามปรกติธรรมดา, โรคทางจิต ก็ไปปากคลองสาน
เป็นต้น, แต่โรคทางวิญญาณนั้น คือว่าคนที่ไม่เป็นโรคทางกาย ไม่เป็นโรคทางจิตแล้ว
แต่ยังเป็นโรคทางวิญญาณ ดังที่ต้องนั่งร้องไห้ ต้องเป็นโรคเส้นประสาท ต้องโศกเศร้าหมอง
อะไรทำนองนี้ จนกระทั่งต้องวิกลจริตไปเป็นโรคทางจิตนั้น.
ให้ถือว่า
คนธรรมดา คนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ล้วนยังมีโรคทางวิญญาณอยู่ด้วย ไม่มากก็น้อย
มีแพทย์ทางจิตเคยบอกว่า ราว ๑๕ เปอร์เซ็นต์ นี้ก็มีส่วนถูก; เพราะเรามีความโลภ
ความโกรธ ความหลง เป็นเหตุให้ต้องดีใจ เสียใจ ร้องไห้ สลับกันไป, นั่นแหละคือ
โรคทางวิญญาณ คนธรรมดาทุกคนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ยังเป็นโรคทางวิญญาณ.
ความหมายของคำว่า
วิญญาณ จึงแยกออกมาอย่างนี้ ในภาษาไทยไม่ทราบว่า จะเรียกว่าอะไรดี จึงขอเรียกว่า
ทางวิญญาณ ไว้ทีก่อน. ถ้าเป็นภาษาอังกฤษเขาพูดว่า spiritual เป็นฝ่าย spiritual
ถ้าเป็นเรื่องความสุข หรืออะไรก็ตามทำนองนี้ เขาเรียกว่าฝ่าย spiritual
ทั้งนั้น ไม่มีทางจะเป็นฝ่าย material เราจึงควรถือเอาคำนี้เป็นหลักสำหรับพูดกับชาวต่างประเทศ;
ฉะนั้นจึงเรียกว่า spiritual entertainment มหรสพทางวิญญาณ; แล้วเราเรียกตึกหลังนั้นว่า
spiritual theatre ฝรั่งหลายคนเข้าใจได้ทันทีเพราะเขารู้คำว่า spiritual
มาดี. ส่วนสำหรับพวกเรา ก็อยากจะให้รู้เรื่องทางวิญญาณนี้ให้ดี จะช่วยให้เข้าใจธรรมะเร็ว
และนักศึกษากลุ่มพุทธศาสตร์ก็มุ่งหมายจะรู้ธรรมะได้ด้วย.
ทีนี้การที่จะให้รู้ธรรมะได้เร็ว
ให้ไม่น่าเบื่อด้วย อยากจะเสนอว่า ให้รู้เรื่องมหรสพทางวิญญาณ เป็นดีที่สุด
และเร็วที่สุด; เพราะว่า ธรรมะนั้นเป็นมหรสพทางวิญญาณ, ธรรมะนี้ให้ความสุข
ให้ความพอใจ หรือกระทั่งความสนุกสนานได้ แต่ในทางฝ่ายวิญญาณ ไม่ใช่วัตถุ
ไม่ใช่ฝ่ายเนื้อหนังตามธรรมดา. ทีนี้สถานที่ไหนจะให้ความรู้สึกอย่างนี้ได้
เราเรียกสถานที่นั้นว่า โรงมหรสพทางวิญญาณ.
วัดนี้ทั้งวัด
นั่นแหละ เป็นโรงมหรสพทางวิญญาณ ไม่ใช่เฉพาะเพียงที่ตึกหลังนั้น. ให้เข้าใจว่าวัดนี้ทั้งวัดนั่นแหละเป็นโรงมหรสพทางวิญญาณ.
แต่ที่จะเป็นได้อย่างไร ก็ลองฟังดู.
ที่พูดว่า
วัดนี้ทั้งวัด เพราะอยากจะให้นึกถึงที่นี่ก่อน ยังไม่ใช่ตึกหลังนั้น. ที่ป่านี้มีลักษณะอยู่อย่างนี้
จะเป็นโรงมหรสพทางวิญญาณได้อย่างไร.
บางคนเขาเรียกป่าตรงนี้ว่า
โบสถ์ ก็มี, บางคนที่เป็นนักคิด พอโผล่ขึ้นมาที่นี่ มาถึงตรงนั้น ก็ร้องตะโกนว่า
โบสถ์ โบสถ์, ทั้งหมดนี้คือ โบสถ์ : ต้นไม้เป็นฝาผนัง ใบไม้เป็นหลังคาโบสถ์
เรียกว่าโบสถ์ นี่ขอให้ดู. นี่คือคนที่สนใจอะไร ๆ ในแง่ทางวิญญาณ เขาเห็นอย่างกลายเป็นโบสถ์ทางวิญญาณ
ป่านี้ทำหน้าที่อย่างโบสถ์ แต่ลึกกว่าโบสถ์ตามธรรมดา กลายเป็นทำหน้าที่ในจิตใจส่วนลึก
ที่เรียกว่า เป็นทางวิญญาณ.
อะไรมีความหมายที่สำคัญอยู่ในที่อย่างนี้
ถ้าสรุปแล้ว นั่นก็คือ ความสงบ สงัด เยือกเย็น, มีความหมายไปในทางสงบ ส่งเสริมจิตใจไปในทางสงบ.
ลักษณะอันนี้แหละคือ ความหมายอันแท้จริงของสถานที่อย่างนี้ แต่เราก็ไม่ค่อยสนใจกันเพราะมันอาจจะลึกเกินไป
หรือว่า จะจืดชืดเกินไป.
แต่ไหน
ๆ วันนี้ก็ได้มาถึงที่นี่แล้ว ควรจะได้รู้เรื่องราวของที่นี่ไป เพื่อไปผนวกกับเรื่องอื่น
ๆ ที่อื่น อย่างอื่น. เรื่องราวของที่นี้ เป็นเรื่องของมหรสพทางวิญญาณอย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น;
เพราะฉะนั้นระหว่างที่นั่งอยู่ที่นี่ ลองศึกษาเรื่องที่นั่งอยู่ที่นี่ดูบ้างว่า
คำว่า มหรสพทางวิญญาณ นี้หมายถึงอะไร.
ตัวธรรมะนั้น
นั่นแหละเป็นตัวมหรสพ, และตัวธรรมชาตินั้น เป็นตัวโรงมหรสพ ที่ชวน หรือทำ
ให้เกิดมหรสพ; เพราะถ้าเป็นสถานที่อย่างนี้ก็คือ ความสงบ สงัด เยือกเย็น
ที่ส่งเสริมจิตใจบุคคล ผู้เข้ามานั่งนอน ให้เกิดความรู้สึกอย่างนั้น.
เดี๋ยวนี้เรากำลังเป็นอย่างไร
ถ้าหากว่าเดี๋ยวนี้เรารู้สึกสบายใจกว่าเมื่ออยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ต้องค้นดูว่า
เป็นเพราะอะไร ก็จะพบว่า นั่นแหละคือ อำนาจ หรือ ประโยชน์ของมหรสพทางวิญญาณ.
ทีนี้ เราจะพูดกันถึงสิ่งเบ็ดเตล็ด
ที่ควรจะรู้ก่อน ว่า :
การมองในด้านลึกนั้น
ยังมีอะไรอีกมาก; ถ้าไม่มองก็จะไม่เห็น จะรู้สึกเหมือนกับไม่มี. ถ้ามาที่นี่แล้วไม่มองในด้านลึก
แล้วก็จะไม่มีอะไร จะไม่คุ้มค่ารถ ค่าเวลาอะไร ที่เสียมา; แต่ถ้ามองในด้านลึกละก็จะเห็นมาก.
มองด้านลึก
ก็คือ อย่างที่พูดซ้ำ ๆ อยู่เสมอว่า ธรรมชาติของป่า อย่างนี้มันผลักดันจิตใจไปในทางความสงบ
ให้ลืมความวุ่นวาย มันบีบบังคับให้ลืมความวุ่นวาย ความระส่ำระสาย ความหนักอกหนักใจ
ความยึดมั่นถือมั่น อะไรทำนองนี้ ให้กลายเป็นสิ่งที่ สะอาด สว่าง สงบ ขึ้นมาได้โดยไม่รู้สึกตัว;
เพราะฉะนั้น เราจึงรู้สึกสบาย. ถึงแม้ว่าเราจะไปตากอากาศตามชายทะเล ภูเขา
ที่อื่น ก็จะได้ผลอย่างเดียวกันนี้ ต่างแต่ว่าจะได้มาก หรือน้อยกว่ากันเท่านั้น
เพราะว่าสิ่งเหล่านี้มันทำให้เราลืม ลืมสิ่งที่เป็นภาระผูกพันเรา ที่เป็นความหนักอกหนักใจ
ลืมแม้กระทั่งชีวิต.
เดี๋ยวนี้เราลืมกระทั่งเรามีชีวิตอยู่
เราไม่ได้นึกถึงมัน จิตใจของเราจึงเปลี่ยนไปในรูปที่เรียกว่า ว่างจากภาระ
ว่างจากความบีบบังคับ ว่างจากความกดดัน อะไรต่าง ๆ เราจึงสบาย.
ความสบายอย่างนี้
เราไม่อาจจะอ่านได้จากหนังสือ ไม่อาจจะเข้าใจได้ด้วยการคำนวณด้วยเหตุผล
เราต้องไปชิมดูด้วยกับสถานที่เหล่านั้น; เช่นว่า เรามาที่นี่แล้วเราก็ชิมดูจากการมายังสถานที่นี้.
หรือ เราไปที่อื่นก็เหมือนกัน ที่หาดทราย ชายทะเล ฯลฯ เราก็ต้องชิมดูจากสถานที่นั้น
ๆ เป็นชั้น ๆ เป็นลดหลั่นลงมา.
พอได้รู้ว่า
นี่มันสบายอย่างบอกไม่ถูก ก็รู้ไว้อย่างนี้ทีหนึ่งก่อน แล้วจึงค่อยคิดว่า
นี่มันมาจากอะไร? มันเนื่องจากอะไร? ก็จะพบว่า เพราะว่าวันนี้ เราว่างจากภาระที่บีบบังคับ,
หรือความทุกข์, หรือจากกิเลสรบกวน เราจึงรู้สึก เป็นสุขที่สุด. เพราะฉะนั้น
จิตที่ว่างจากความบีบบังคับชนิดนั้น; นั่นแหละเป็นจิตที่เป็นสุขที่สุด.
เราพูดกันอย่างภาษาธรรมะ
อย่างเป็นภาษาวัด ๆ ก็ว่า ไม่มีอะไร, ในเวลาที่เรารู้สึกว่า เราไม่มีอะไร
นั่นแหละเป็นเวลาที่เรา สบายที่สุด.
อย่างเดี๋ยวนี้
ขอให้นึกดูทุกคนเถิดว่า เรากำลังไม่รู้สึกว่ามีอะไร ไม่มีอะไรเป็นของเรา
ที่ผูกมัดเรา. เราลืมหมด มีบ้าน มีอะไรอยู่ในกรุงเทพฯ หรืออยู่ที่ไหนก็ตาม
ไม่มาอยู่ในจิตใจเรา. จิตใจของเราเดี๋ยวนี้ไม่รู้สึกว่าเรามีอะไร แม้จนกระทั่งว่ามีชีวิต;
เพราะฉะนั้นจิตใจนั้นจึงรู้สึกสบาย เป็นสุขที่สุด.
นี้คือข้อความ
หรือข้อเท็จจริง ที่จะอธิบาย หัวใจของพระพุทธศาสนาที่สอนว่า ความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น
เป็นความดับทุกข์ที่สุด ถ้าพูดอย่างนี้ เราก็ไม่เข้าใจ เพราะเป็นตัวหนังสือด้วย.
เราต้องสังเกตจากตัวเราเองที่กำลังมีความยึดมั่นถือมั่นอะไรหรือไม่
ชั่วคราวนี้เราจึงมีความสุขที่สุด; เพราะฉะนั้นขอให้ศึกษาจากตัวจริงอย่างนี้
จึงจะเข้าใจ. ถ้าสถานที่แห่งใดช่วยทำให้เกิดความรู้สึกอย่างนี้ เราเรียกสถานที่นั้นว่า
โรงมหรสพทางวิญญาณอันแท้จริง และในระดับสูงสุด. ที่นี่ เราพยายามจะจัดให้ได้ผลอย่างนี้
เราจึงเรียกมันว่า โรงมหรสพทางวิญญาณ.
การจัดให้มันเป็นธรรมชาติแท้
ๆ อยู่นี้ จะช่วยแวดล้อมจิตใจ ให้เป็นไปตามอำนาจของธรรมชาติ คือให้เป็นไปในทางที่รู้สึกว่า
ไม่มีอะไร, เวลานี้เราไม่มีอะไรที่ผูกมัด หรือยึดมั่น แล้วเราก็สบาย.
นี่แหละคือ ธรรมชาติกระซิบบอกเราขึ้นมา.
เราพูดเพื่อกันลืม
ก็พูดว่า ก้อนหินก็พูดได้ ต้นไม้ก็พูดได้ ดิน หญ้า ใบไม้ อะไร ก็พูดได้
มันบอกเราอย่างมีค่าที่สุดเลย; แต่เราฟังไม่ได้ยิน เพราะหูของเรามันหนวก
หรือหูของเราไม่รับเสียงชนิดนี้เลย เพราะจิตใจของเรากำลังยึดมั่นถือมั่นวุ่นอยู่ด้วยอะไรบางอย่าง.
ในเมื่อจิตใจของเราว่างพอ
เราจะได้ยินแม้แต่ต้นไม้พูด ก้อนหินพูด มดแมลงพูด คือธรรมชาติพูด พูดไปในทางบอกให้รู้ว่า
ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเลย คือไม่มีอะไร นั่นแหละเป็นสุขที่สุด.
ถ้าเข้าใจข้อนี้
ก็จะเข้าใจพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ในเวลาอันรวดเร็ว นี่จึงนำมาพูด ในฐานะที่ผู้ฟังเป็นสมาชิกในชุมนุมพุทธศาสตร์.
ทีนี้อยากจะพูดย้ำถึงเรื่องทางวิญญาณนี้อีกหน่อย
ว่าเดี๋ยวนี้เราไปในทางวัตถุกันมาก ยิ่งพวกฝรั่ง ยิ่งไปมาก. พวกไทยเราบรรพบุรุษเคยหนักไปในเรื่องฝ่ายวิญญาณ
แต่ลูกหลานกลับหันไปทางพวกฝรั่งมากขึ้น ไปในทางวัตถุมากขึ้น โลกก็หันไปในทางวัตถุมากขึ้น
นั่นแหละจะถึงวันหนึ่ง ซึ่งเราจะมีภัย.
เราควรจะรู้เรื่องมหรสพทางวิญญาณไว้บ้าง
เพื่อจะถ่วงกันไว้ อย่าให้ล่มจม ให้เราไม่หลงไปแต่ในทางวัตถุอย่างเดียว
ให้มีความรู้ในทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ เป็นเครื่องถ่วงกันไว้ให้พอดี ๆ แล้วชีวิตนี้ก็จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด
และเป็นของที่จริงกว่า.
ถ้าหลงใหลในทางวัตถุแล้ว
ก็เป็นเรื่องถูกหลอก กระทั่งแม้ตายเหมือนอย่างแมลงเม่าเข้ากองไฟก็ไม่รู้สึก.
แมลงเม่านั้น บินเข้าไฟแล้วตาย มันก็ไม่รู้สึก; เช่นเดียวกับมนุษย์เรา
ถ้าหลงไปในทางวัตถุมากเกินไป ก็จะมีอาการอย่างนั้น แล้วเราก็จะไม่รู้สึก
แล้วเราก็จะไม่กลัว แล้วเราก็ไม่เห็นว่าเป็นปัญหา เพราะมันตายแล้ว ก็ไม่รู้ว่าไปไหน
อย่างนี้เป็นต้น. หรือว่า ความเสื่อมเสียทุกข์ร้อน จะเกิดขึ้นแก่คนในโลกเราก็ไม่รับผิดชอบ
และไม่รู้ไม่ชี้ เราต้องการแต่จะได้รับความสนุกสนานเป็นประจำวัน.
นี้ขอให้มองมนุษย์ทั้ง
ๆ โลก ที่กำลังหันเหไปทางนั้น ซึ่งตรงกันข้ามจากหลักของพระพุทธศาสนา นี่จึงขอร้องให้พยายามสนใจในเรื่องฝ่ายวิญญาณ
แล้วจะได้มีใจละเอียด จะเห็นอะไรในแง่ลึก.
อย่าหาว่าดูถูกเลย
อยากจะพูดว่า เรายังไม่ค่อยจะมองอะไร ๆ ในแง่ลึกหรือไม่มองกันเสียเลย มัวมองกันแต่ในแง่วัตถุ
ซึ่งเป็นวัตถุอันธรรมดาทั้งนั้น.
ถ้ามองในแง่ลึกแล้ว
จะพบ ที่ว่าอะไรมีอยู่ในป่านี้; ไม่ใช่ผีสาง เทวดาอะไร แต่ว่ามีความเป็นมหรสพทางวิญญาณ
: ต้นไม้พูดได้ ก้อนหินพูดได้ ฯลฯ หมายความว่า เราลองมานั่งกับมัน นั่งเงียบ
ๆ คนเดียวอยู่กับธรรมชาติ มันจะเกิดความรู้สึกแจ่มแจ้งขึ้นมาในจิตใจ เป็นคุ้งเป็นแคว
เหมือนมีใครมาบอก มาตะโกนใส่หูเลย. นั่นคือ ความคิดนึกของเรานั่นแหละ มันเกิดขึ้นมา.
แต่ถ้าไม่มานั่งอย่างนี้ แล้วความคิดเช่นนั้นมันไม่เกิด; เพราะฉะนั้นต้องถือว่า
มันเกิดเพราะสิ่งเหล่านี้.
พูดกันอย่างสมมติอีกที
ก็คือว่า สิ่งเหล่านี้มันพูด ต้นไม้มันพูด ก้อนหินมันพูด ป่านี้มันพูด
หรือ มดแมลงมันพูด. การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า หรือการรู้ธรรมะของพวกฤๅษี
มุนี โยคี ก็เป็นไปในลักษณะอย่างนี้ทั้งนั้น คือฟังเสียงจากธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นผู้พูด.
ที่แท้นั้นก็คือ ธรรมชาติมันแวดล้อมให้เราเกิดความรู้สึกอย่างนั้นนั่นเอง
มันชัดเจนขึ้นมาภายใน ดังลั่น เหมือนกับเสียงพูด.
อยากจะขอร้องเป็นพิเศษตรงนี้ว่า
ขอให้ช่วยสนใจกับธรรมชาติอันสงบเงียบ เพิ่มขึ้นบ้าง อย่ามัวสนใจแต่ในเรื่องอย่างที่เหมือนที่กรุงเทพฯ
หรือเหมือนที่หัวหิน ที่อะไร ๆ นั้นอย่างเดียว มันจะไม่รู้อะไรอีกตั้งเกินกว่าครึ่งหนึ่ง.
ต้องมาสนใจทั้งสองฝ่าย
เราจะได้รู้ทั้งสองฝ่าย แล้วเราก็จะเป็นคนที่ทำอะไรไม่ผิด เพราะฉะนั้น
ถ้ามาในที่อย่างนี้ ก็ควรจะได้ความรู้สึกส่วนนี้ เพราะจะไปหาที่อื่น ไม่สะดวก
มาหาที่นี่สะดวก.
ความเงียบนี่ลองนึกดู
ลองนิ่งดู เราจะรู้สึกในความเงียบของธรรมชาติ ตามธรรมชาติ. แล้วในความเงียบนั้นมีอะไร?
มีความหมายอะไรบ้าง? ก็มีความเยือกเย็น มีความสงบรำงับ นี้รู้สึกกันได้ง่าย
ๆ. แต่ถ้าเป็นคนมีปัญญามาก เป็นคนเฉียบแหลมในทางวิญญาณแล้ว จะมองเห็นอีกหลายอย่าง.
ความเงียบนี้เป็นดนตรี
นี่คงจะฟังไม่ถูกกันบ้างก็ได้ ว่าความเงียบนี้เป็นดนตรีได้อย่างไร? และก็จะมีไม่กี่คน
ที่จะเคยได้ยินดนตรีของความเงียบ; เพราะว่าความไพเราะชนิดนี้ มันเป็นฝ่ายวิญญาณ
ถ้าหูไม่เป็นไปในทางฝ่ายวิญญาณ ก็จะฟังไม่ได้ยิน.
ความเงียบนี้เป็นกวีนิพนธ์
เป็นดนตรี เป็นทุกอย่าง ที่มนุษย์ใฝ่ฝันกันนัก, และเป็นภาพเขียน อย่างที่พวกเซ็นเขาพูดกัน
เขาเห็นและเขียนความรู้สึกเช่นนี้ออกมาเป็นภาพเขียน.
ที่อยากจะให้สนใจที่สุดก็คือ
มันเป็น refreshing, refreshment ที่ทำให้เราสดชื่น และในความสดชื่นนั้นแหละ
มีดนตรี มีกวีนิพนธ์ มีอะไรซ่อนอยู่อย่างลึกลับครบทุกอย่าง; ถ้าเรามีปัญญา
เราจะแยกออกมาได้. แต่ว่าเราเอาผลตรงที่ มันกระตุ้นให้เราสดชื่น ให้เรารู้จักธรรมชาติ
ให้เรารู้จักส่วนลึกภายในจิตใจ. นี่ทุกคนควรจะได้ ไม่ว่าบุคคลชนิดไหน เป็นใครชนิดไหนก็ควรจะได้.
ถ้าเข้ามาในที่อย่างนี้แล้ว
ควรจะได้ความสดชื่นทางกายก่อน, แล้วก็ได้ความสดชื่นทางจิต ทางระบบประสาทที่เกี่ยวข้องลึกเข้าไปหน่อย,
แล้วก็ได้ความสดชื่นทางวิญญาณ อันเป็นส่วนลึกที่สุด คือเรากำลังไม่มีความยึดมั่นถือมั่นอะไร
จิตกำลังเป็นอิสระ กำลังว่างจากสิ่งที่บีบคั้น รบกวน เผาลน.
ความสดชื่นนี้ก็ยังมีถึง
๓ ขนาด : ความสดชื่นทางกาย ความสดชื่นทางจิต ความสดชื่นทางวิญญาณ. เราไม่มีเวลาที่จะพูดให้ละเอียดได้
จึงต้องพูดเพียงแต่เป็นหัวข้อสำหรับไปคิด.
สถานที่อย่างนี้
หรือว่า ระบุที่นี่เป็นตัวอย่าง มันมีอะไรอย่างนี้ ถ้าใครเอาได้หรือได้รับ
ก็เรียกว่าได้รับสิ่งที่มีค่ามากที่สุด ถ้าเอาติดไปได้ ก็เรียกว่ามีประโยชน์มากจะช่วยทำชีวิตให้ฉลาด
ให้สามารถรู้จักชีวิตนั้นเองว่า ชีวิตนั้นหมายถึงอะไรโดยสิ้นเชิงก็จัดมันให้เป็นไปในลักษณะที่ถูกต้อง
ไม่เป็นทุกข์, เพราะฉะนั้นเมื่อมาในที่อย่างนี้ก็ต้องให้กลายเป็นว่า มาศึกษาในเรื่องของชีวิต
ในด้านลึก หรือในด้านที่เรียกว่า วิญญาณ.
สำหรับในโรงหนัง
คือ ตึกหลังนั้น เราเรียกล้อ ๆ กันว่า โรงหนัง; ณ ที่นี้ หมายถึง โรงมหรสพทางวิญญาณ
ที่ไม่ใช่ธรรมชาติแท้; อย่างนี้คือ ที่ที่จัดขึ้นเฉพาะ เช่นตึกหลังนั้นก็มุ่งหมาย
ให้เป็นโรงมหรสพทางวิญญาณ.
นี่ก็ได้พูดแล้วว่า
มหรสพ หมายถึง entertainment เพราะฉะนั้นเราจึงได้ใช้วัตถุบางอย่างเป็น
entertainment ทางวิญญาณ คือ ภาพเขียน เป็นต้น.
ยกตัวอย่าง
เช่น ภายในตึกนั้น มีภาพเขียนที่ให้ความสนุกสนานในการดู, ให้ความสนุกสนานในการที่จะตีความหมาย,
ให้ความสนุกสนานในการที่จะรู้ธรรมะ, และให้ความสนุกสนานในการที่จะน้อมเข้ามา
เปรียบเทียบกับตัวเรา วิจารณ์ตัวเราจนกระทั่งรู้จักตัวเราดีขึ้น.
การเรียนธรรมะด้วยภาพ
อย่างสนุกสนานอย่างนี้ ในส่วนลึกของธรรมะอย่างนี้ เราก็เรียกว่า มหรสพทางวิญญาณเหมือนกัน;
ไม่ใช่แสดงศิลปะอย่างภาพเขียน ที่เขาแสดงกันอยู่ทั่ว ๆ ไป แต่ได้แสดงศิลปะทางวิญญาณ.
(ตอนบ่ายนี้จะเข้าไปดูได้).
ภาพพุทธประวัติ
รอบ ๆ ตึกโรงมหรสพทางวิญญาณนั้น เป็นภาพพุทธประวัติชุดแรกที่สุดในโลก เป็นภาพชุดแรกที่สุดของอินเดีย
ก็เป็นชุดแรกที่สุดในโลกเป็นแบบที่สร้างขึ้นก่อน พ.ศ. ๕๐๐ ระหว่าง พ.ศ.
๓๐๐๕๐๐ นั้น ไม่มีพระพุทธรูป; เอาความว่าง หรือที่ว่าง ที่นั่งว่าง อะไรว่าง
ๆ เป็นสัญลักษณ์; ไม่ทำพระพุทธเจ้า ปล่อยว่างไว้อย่างนั้นแหละ ถือว่าเป็นพระพุทธเจ้า,
เรียกว่าเอาความว่างเป็นพระพุทธเจ้า.
เช่น ภาพขี่ม้าออกบวชนั้น
บนหลังม้า ไม่ทำภาพใครเลย ม้าหลังว่างกั้นกลดให้เท่านั้น ไม่มีใครนั่งบนหลังม้าเลย.
แม้รูปที่ตรงโคนต้นโพธิ์ ตรงนั้นก็ทำที่ว่างไว้; ทุกแห่งที่พระพุทธเจ้ามีอยู่ที่ตรงไหน
ตรงนั้นเขาทิ้งว่างไว้. จนถึง พ.ศ. ๕๐๐ เศษ เขาจึงกล้าทำพระพุทธรูปกันขึ้นเป็นครั้งแรก.
ถ้าเป็นหินสลักพระพุทธประวัติ
ที่สร้างก่อน พ.ศ. ๕๐๐ เศษนี้แล้ว จะไม่มีพระพุทธรูปของพระพุทธเจ้า นี้เขาแสดงภาพพระพุทธเจ้าด้วยความว่าง.
เรื่องความว่างนี้จะต้องศึกษากันอีกมาก;
ถ้ายังเข้าใจไม่ได้ในเวลานี้ ก็เอาไว้ศึกษาในเวลาต่อไปข้างหน้า. แต่ว่า
ความว่าง นี้มีความหมายที่สำคัญมาก.
เราจะได้มีการเรียนธรรมะ
มีการเข้าใจธรรมะอย่างสนุกในตึกหลังนั้น เราจึงเรียกว่า โรงมหรสพทางวิญญาณ
และยอดของมหรสพก็คือ เรื่องที่เรียกว่า ความว่าง.
นี่ก็คงจะไม่เข้าใจและคงจะเริ่มง่วงนอน; พอพูดถึงเรื่อง ความว่าง คนก็เริ่มง่วงนอนและไม่เข้าใจ
แต่ว่านี่เป็นเรื่องหัวใจทั้งหมดของพุทธศาสนา หรือเป็นหัวใจของธรรมะที่จะช่วยให้ดับทุกข์.
ขอย้อนมาเข้าเรื่องใหม่
ว่า เมื่อตะกี้ได้พูดแล้วว่า เมื่อเรามานั่งอยู่ที่นี่ จิตใจของเราว่างจากความผูกมัด
จากความรับผิดชอบ จากอะไรทุกอย่าง ลืมแม้กระทั่งชีวิตมันก็ต้องรู้สึกเป็นสุข
เหมือนไปตากอากาศชายทะเล รู้สึกเป็นสุข ก็เพราะจิตมันว่าง.
ยอดของมหรสพ
นั้นก็คือ ความว่าง แล้วก็ไม่มีเวลาไหนที่เราจะมีความสุขมากที่สุดในเวลาที่
เรารู้สึกว่า เราไม่มีอะไร, รู้สึกแต่ว่า มีจิตใจที่ได้รับความว่าง ได้รับความสงบเท่านั้น.
พอเรารู้ว่าเราเป็นอะไรเท่านั้น
เราก็มีภาระอะไรขึ้นมา แล้วเราก็ต้องมีความรับผิดชอบขึ้นมา เดี๋ยวเราก็จะต้องรักบ้าง
เดี๋ยวเราก็จะต้องโกรธบ้าง เดี๋ยวเราก็จะต้องเกลียดบ้าง เดี๋ยวเราก็จะต้องกลัวบ้าง;
อย่างนี้มันไม่ว่าง มันก็เรียกว่าเป็นทุกข์. เพราะฉะนั้น ถ้าว่างจากสิ่งเหล่านี้หมดก็มีความสงบสุข
เช่นเดียวกับที่ธรรมชาติมันต้องการให้เราเป็น.
ดูธรรมชาติ
ต้นไม้ถูกลมพัด เหมือนกับเต้นรำ; ต้องให้ต้นไม้ทำอาการเหมือนกับจะบอกว่า
เมื่อไรมนุษย์จะลุกขึ้นเต้นรำ ด้วยจิตที่ว่างอย่างนี้บ้าง.
มนุษย์ลุกขึ้นเต้นรำด้วยจิตที่วุ่นวาย
ประกอบไปด้วยกิเลส แล้วก็มีความทุกข์มีความร้อนก็ทนเอา ๆ. แต่ถ้าว่า เต้นรำด้วยจิตที่ว่าง
อย่างนี้ หมายความว่าร่างกายไม่ต้องลุกขึ้นเต้น มีญาณ มีความรู้แจ้งในสิ่งทั้งปวงอยู่
พอใจอยู่ เป็นสุขอยู่ สงบอยู่ จึงถือว่า อันนั้นแหละคือ การเต้นรำของมนุษย์ในขณะที่มีจิตว่าง.
ทีนี้ เราดูต้นไม้อย่างนี้
เราไม่เห็นภาพของความทุกข์เลย เห็นแต่ภาพของความหยุด ความสงบ ความพอใจ
ความเป็นสุข ถูกลมโชยมา ก็เต้นรำ อย่างนี้เป็นต้น.
คำว่า เต้นรำ
หมายถึงว่า มันพอใจ คือ ไม่มีความทุกข์ นี่เป็นคำที่ประหลาด ที่ว่า ความว่างนี้
เป็นยอดของมหรสพ เป็นยอดของ entertainment แล้วก็เป็นคำพูดทางวิญญาณฝ่าย
spiritual มากเกินไป. นี่จะฟังไม่ถูก หรือยังฟังไม่ถูกหรือฟังถูกแต่น้อย
ก็สุดแท้. แต่จะขอร้อง ขอวิงวอนว่า ให้จำไปคิด ให้เข้าใจคำว่า ความว่าง
ที่มีอยู่เอง ตามธรรมชาตินี้ก่อน แล้วก็จะรู้ความว่างชนิดที่เราอาจจะทำให้เกิดได้
เมื่อไรก็ได้ตามต้องการ เมื่อใดจิตว่าง เมื่อนั้นก็จะไม่มีทุกข์ จะมีความฉลาดและมีความสบายตามธรรมชาติ.
นี่ขอพูดย้ำ
ไม่กลัวเบื่อ ไม่กลัวโกรธ ว่าขอให้สนใจ ในเรื่อง มีจิตว่างจากความยึดมั่นถือมั่น;
ไม่เป็นห่วง ไม่วิตกกังวล แม้แต่ชีวิต, ลืมไปแม้กระทั่งชีวิต. พอนึกว่ามีชีวิตเมื่อไร
ชีวิตนั้นจะกลายเป็นโซ่ตรวน เป็นอะไรขึ้นมาทันทีในขณะที่เรานึกว่า เรามีชีวิตเท่านั้น.
ฉะนั้นป่วยการ เราต้องนึกไปในทาง ไม่ต้องมีโซ่ตรวนอย่างนั้น แล้วจิตมันก็จะฉลาดพอที่จะคิดว่า
ควรจะทำอะไร หรือไม่ควรทำอย่างไร; แล้วก็ทำอย่างนั้นไปก็แล้วกัน. อย่าไปนึกให้เกิดความเป็นห่วงขึ้นมา.
มีคำกลอนของกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์
พระบิดาของพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร ว่า
มีชีพก็มีห่วง ดุจะบ่วงประแจมือ
สิ้นชีพก็สิ้นถือ ทิฏฐิสิ้นกระบิลหวง.
ถ้าเรารู้สึกว่า
เรามีชีวิต ก็เหมือนกับถูกใส่ประแจมือ; ถ้ารู้จักทำจิตให้ไม่มีห่วงมันก็หมดความรู้สึก
ที่เป็นความฝันว่า มีเรา มีกู มีของกู หมดในความรู้สึกอย่างนั้น ก็เลยสบาย
และเป็นอิสระ. การเรียนโดยวิธีนี้ เรียนได้ทุกคน อย่าว่าแต่ท่านทั้งหลาย
ที่เป็นผู้มีปัญญา เป็นนิสิตในมหาวิทยาลัยเลย พวกชาวบ้านก็เรียนได้ พวกชาวบ้านแท้
ๆ ที่แทบจะไม่เคยเรียนหนังสือ นี้ก็เรียนได้.
เรื่องเช่นนี้
ขอถือโอกาสเล่าสักนิด ถึงเรื่องว่า ได้เคยไปนอนที่ภูเขาทางโน้นเดินไปวันหนึ่งเต็ม
ๆ จากสถานีที่ใกล้ที่สุด เป็นที่มีเสือ มีช้าง มีสัตว์อะไรทุกอย่าง คือว่าเป็นดงแท้
คิดดูซิไปถึงก็ค่ำ ไม่มีที่พัก ไม่มีอะไร ก็ต้องนอน นอนบนใบไม้ ซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย
ไม่มีเครื่องป้องกัน ความเหนื่อยมันก็บังคับให้ต้องนอนอยู่แล้ว; ถึงจะไม่เหนื่อยมันก็ต้องนอน
เพราะฉะนั้น มันต้องตัดสินใจที่จะนอน จึงต้องเสียสละ.
พวก subconscious
ภายใต้สำนึกความรู้สึก ไม่ต้องรู้สึกหรอก มันทำหน้าที่ของมันเอง. พอเสียสละชีวิต
มันก็นอนได้ เพราะต้องการจะนอน มันจึงต้องเสียสละแม้แต่ชีวิต กระทั่งเสือจะมากินในเวลาหลับก็ตามใจ
ก็ได้; แปลว่าเวลานั้น ตลอดคืนนั้น มีความเสียสละตัวเอง เสียสละตัวตนนี้ออกไปตลอดคืน.
พอตื่นเช้า
รู้สึกสบายทั้ง ๑๓ คน ต่างบอกว่า วันนี้ทำไมสบาย บอกไม่ถูกพากันหัวเราะกันอยู่อย่างนั้น
, พวกหมอช้างที่ไม่รู้หนังสือเลย ไม่รู้ประสีประสาทางปรัชญาเลย เขาก็บอกอย่างนั้น,
พวกพระก็บอกอย่างนั้น, คนอื่น ๆ ก็บอกอย่างนั้น. นี่เขาก็อธิบายไม่ได้;
ถามให้อธิบาย ก็อธิบายไปต่าง ๆ นานา เช่นว่า ไม่คิดถึงบ้านหรืออะไรทำนองนี้.
อธิบายกันอย่างนั้น
ก็มีส่วนถูกอยู่มาก แต่ยังไม่ลึกถึงกับเข้าใจว่า เพราะว่าตลอดคืนนั้นเราได้สละชีวิต
สละตัวตน สละสิ่งที่เคยประทับวิญญาณอยู่ภายใต้สำนึกนั้นออกไปหมด เพราะฉะนั้น
ตื่นขึ้นก็เลยเบาสบาย. นี่เป็นวิธีเรียน หรือเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุด ที่จะเรียนธรรมะ.
ขอให้พยายามจดจำเรื่องอย่างนี้
ว่าเป็นวิธีเรียนธรรมะ ที่เป็นตัวพุทธศาสนาจริง ๆ ในเวลาที่เร็วที่สุด;
อย่างนี้แหละทำให้เรารู้สึกสิ่งที่เรียกว่า ความว่าง ได้ง่ายที่สุด ได้ลึกซึ้งที่สุด
ซึ่งก็คือได้รู้จักมหรสพทางวิญญาณ ได้ถึงที่สุดนั่นเอง เพราะฉะนั้นจึงอยากจะขอให้จดจำไปคิดไปนึก.
สรุปความว่าขอให้พวกเราทุกคน
รู้จัก เท่านั้น ในชั้นแรกนี้ ขอให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า มหรสพทางวิญญาณ
นั่นคือธรรมะ ซึ่งจะรู้จักได้อย่างโดยวิธีที่ว่ามานั้น; แล้วรู้จักอย่างขนาดที่ว่า
พอมาถึงสถานที่อย่างนี้แล้ว ก็ได้รับเลย ไม่เห็นเป็นเพียงไปเที่ยวป่าตามธรรมดา.
ให้รู้ว่า
รอบตัวเรานี่แหละเป็นโรงละครทางวิญญาณ รอบตัวเรานี้เต็มไปด้วย poetry เต็มไปด้วย
music ที่มนุษย์ใฝ่ฝันกันนัก. แต่ว่าในด้านลึก ในทางวิญญาณจะเรียกว่าเป็นโบสถ์ในทางวิญญาณ
ก็ได้ และมันเป็นได้ยิ่งกว่าโบสถ์ธรรมดาในความหมายเดียวกัน, มีพระพุทธเจ้าที่แท้จริง
ยิ่งกว่าพระพุทธรูปในโบสถ์ตามธรรมดา.
ถ้าท่านทั้งหลาย
พบธรรมะ อย่างที่ว่า หรือความสงบอย่างที่ว่า หรือความว่างอย่างที่ว่า นั่นแหละคือ
พบพระพุทธเจ้า ที่แท้จริงในโบสถ์เช่นนี้ ยิ่งกว่าในโบสถ์ตามธรรมดา.
นี้เป็นตัวอย่างของข้อที่ว่า
ทำไมเราจึงเรียกว่า โบสถ์ทางวิญญาณ อย่างนี้เป็นต้น ก็เพราะว่า เราจะพบความสวยงามของภาพเขียนฝาผนังโบสถ์กัน
ซึ่งกล่าวได้ว่าที่นี่มีภาพเขียนฝาผนังโบสถ์ สวยงาม ลึกซึ้ง ยิ่งกว่าในโบสถ์ธรรมดา
หลายร้อยเท่า หลายพันเท่า. แต่ต้องดูด้วยสายตา ที่เรียกว่า ทางฝ่ายวิญญาณ
มีภาพเขียน มีดนตรี มีกวีนิพนธ์ มีอะไรทุกอย่างทางฝ่ายวิญญาณ; เพราะฉะนั้น
ขอให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า มหรสพทางวิญญาณ เป็นข้อแรก แล้วให้พอใจในมหรสพทางวิญญาณเป็นข้อที่สอง
แล้วจงพยายามเข้าใจ และอยู่ด้วยมหรสพทางวิญญาณ เป็นข้อที่สาม.
จงพยายามเข้าใจ
และอยู่ด้วยมหรสพทางวิญญาณนี้ ควบคู่กันไปกับสิ่งต่าง ๆ ทางวัตถุ ทุกกาล
ทุกเวลา ทุกนาที ไม่ว่าที่นี่ หรือกลับไปบ้าน ที่มหาวิทยาลัย หรือ ที่ไหนก็ตาม
เราจะต้องไม่เผลอ จะต้องไม่ลืมในส่วนลึกทางจิตใจ ทางวิญญาณ ซึ่งมันมีอยู่ส่วนหนึ่ง.
ถ้าทำผิดส่วนนี้แล้ว ส่วนวัตถุก็เสียหมด แล้วปัญหาก็จะเกิดขึ้นแก่มนุษย์จนแก้ไม่ไหว
ในที่สุดโลกนี้จะตกต่ำไปในทางวิญญาณ; ไม่ดีไปกว่าสัตว์เดรัจฉาน แม้จะมีอะไรกินอร่อยกว่า
มีเครื่องแต่งตัวสวยกว่า ก็แต่ทางวัตถุ แต่ทางฝ่ายจิตใจไม่ดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน.
ถ้ามนุษย์ตกต่ำทางวิญญาณ
ยังจะร้ายกาจไปกว่าสัตว์เดรัจฉาน คือ จะเบียดเบียนตัวเองและเบียดเบียนผู้อื่น
ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานเบียดเบียนกันเสียอีก. ขอให้ดู ที่มนุษย์กำลังเบียดเบียนกันอยู่
นี่ก็พอจะเข้าใจได้ว่า มันลึกซึ้งเท่าไร?. เพราะเหตุอะไร? ก็เพราะเหตุว่า
มนุษย์ไม่รู้จักแสวงหา สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ คือมหรสพทางวิญญาณ
ไปหลงแต่เรื่องทางวัตถุ มันก็เกิดการแย่งชิงกัน ริษยาอาฆาตกัน ทำลายกัน.
ถ้ามนุษย์รู้จักสนใจ
มหรสพทางวิญญาณ ก็จะมีความรู้สึกเป็นไปในทางอื่น จะไม่เบียดเบียนกัน จะไม่เบียดเบียนตัวเอง
จะไม่เบียดเบียนผู้อื่น จะอยู่เป็นสุขกันยิ่งกว่านี้ เพราะว่า ความสุขทางวิญญาณนั้น
จะช่วยดึงเอาไว้ มันให้ความพอใจกว่าที่จะไปลุ่มหลงทางวัตถุ.
ทีนี้ เมื่อไม่มีใครลุ่มหลงทางวัตถุอย่างประดังกันอย่างนี้
วัตถุมันก็ไม่ขาดแคลน; ถ้าทุกคนประดังกันไปหาวัตถุ พร้อมกันไปหาวัตถุทั้งหมด
วัตถุมันก็ขาดแคลน อย่างที่กำลังเป็นกันอยู่เดี๋ยวนี้ มันก็ต้องรบกัน เพื่อแย่งกัน
เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้จักทำจิตใจให้ถูกต้อง เรื่องทางวัตถุก็จะไม่เกิดเป็นปัญหาขึ้น
แล้วจะอยู่กันได้อย่างสันติสุข ตามความมุ่งหมายของศาสนาในโลก ทุก ๆ ศาสนา
รวมถึงพุทธศาสนาด้วย.
นี่เราก็ต้องไม่ละเมอ
ต้องไม่งมงาย ต้องไม่ละเมอ ในการที่เราเป็นสมาชิกชุมนุมพุทธศาสตร์ เพื่อศึกษาพุทธศาสนา
หรือเพื่อใช้พุทธศาสนาสำหรับเราให้มากที่สุดนี้; เราจะต้องรู้ว่า มันคืออะไรกันแน่
และเราจะต้องทำอย่างไร. ถ้าเราเห็นว่ามันมีความสำคัญอย่างยิ่งแล้ว เราจะได้ให้ความสนใจให้มากที่สุด
ให้ได้รับผลจริง ๆ.
ขอร้องให้คิดนึก
ในฐานะที่เป็นคนไทย นับถือพุทธศาสนา มีพุทธศาสนาเป็นมรดก มีบรรพบุรุษที่เป็นพุทธบริษัท
เราจะต้องตอบปัญหาของพุทธศาสนาแก่ชาวต่างประเทศได้ดี พร้อมกันไปในขณะที่เรารู้จักใช้พุทธศาสนานั้น
ให้เป็นประโยชน์แก่เราด้วย ไม่พูดแต่ปาก.
เมื่อเป็นได้เช่นนี้
ความเป็นสมาชิกกลุ่มพุทธศาสตร์ หรือ พุทธบริษัทประเภทไหน ก็ถูกต้องหมด
มีผลตามนั้นหมด; แล้วเราก็อยู่ในสภาพที่ว่า จะไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
กล่าวคือจะไม่เป็นทุกข์. วิชาต่าง ๆ ที่เราเรียนมาในโลกนี้ก็จะมีประโยชน์
คือไม่ทำให้เรามีความทุกข์ขึ้นมา; ถ้าเราไม่มีความรู้ทางธรรมะพอ สิ่งที่เราเรียนนั่นแหละจะฆ่าเรา
เงินที่เราหามานั่นแหละจะฆ่าเรา เกียรติยศ ชื่อเสียง ที่เราหวังจะได้ หรือได้มา
นั่นแหละมันจะฆ่าเรา ทำเราให้เป็นทุกข์ และวินาศไปในทางจิตใจ.
ถ้าเรามีความรู้ทางธรรมะ
หรือ มหรสพทางวิญญาณเพียงพอแล้ว เราจะควบคุมสิ่งเหล่านั้นได้; สิ่งเหล่านั้นไม่อาจจะฆ่าเรา
แต่เราจะควบคุมสิ่งเหล่านั้น. เพราะฉะนั้นจึงขอให้เห็นความจำเป็นของธรรมะในลักษณะอย่างนี้
ว่ามันมีมากถึงอย่างนี้ แล้วช่วยกันขวนขวายให้เข้าใจยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ให้ชุมนุมพุทธศาสตร์นี้เป็นกลุ่มที่มีความหมายในลักษณะเป็นดวงวิญญาณของมหาวิทยาลัย
เป็นดวงวิญญาณของประเทศชาติ หรือว่าเป็นดวงวิญญาณของมนุษยชาติ ทั้งหมดทั้งสิ้น.
นี่คือใจความสำคัญ
ที่อยากจะพูดในที่อย่างนี้ เวลานี้ ก็มีอยู่อย่างนี้ คือเรื่อง มหรสพทางวิญญาณ
ซึ่งก็คือเรื่องธรรมะ, และสถานที่ ที่ให้เกิดความรู้สึกอย่างนี้
เรียกว่า โรงมหรสพทางวิญญาณไปหมด : ที่ภูเขาก็ได้ ชายทะเลก็ได้ ในป่าที่อื่น
ที่มีอะไรอย่างที่คล้าย ๆ กันนี้ก็ได้เหมือนกัน; ถ้าเรารู้จักทำจิตใจให้ถูกต้องแล้ว
มันเป็นมหรสพทางวิญญาณ.
ถ้าเป็นโรงมหรสพทางวิญญาณ
จะได้ยินก้อนหินพูด ได้ยินต้นไม้พูด ได้ยินทุกอย่างพูด ซึ่งล้วนแต่พูดให้เราเป็นมนุษย์ให้ถูกต้อง
ไม่ได้พูดเรื่องอื่น. เรากำลังจะเป็นมนุษย์อย่างไม่ถูกต้อง มันก็บอกให้เราเป็นมนุษย์อย่างถูกต้องเสีย
ให้ได้รับประโยชน์คือสิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ซึ่งมันไม่ใช่เพียงวัตถุล้วน
ๆ เขียว ๆ แดง ๆ โลด ๆ เต้น ๆ ไปตามความที่หลงใหลกันอยู่ มันต้องมีส่วนลึกทางจิตใจด้วย
จึงจะสมบูรณ์.
ขอยุติคำแนะนำวัดนี้,
ให้รู้จักสวนโมกข์ ในลักษณะอย่างนี้ ในลักษณะที่เรานั่งกันอยู่ที่นี่;
เมื่อมีความประสงค์มุ่งหมายจะมาดูสวนโมกข์ ก็อุตส่าห์พากันมาจนถึงสวนโมกข์.
สวนโมกข์ก็คือบริเวณนี้ และเมื่อมาถึงสวนโมกข์แล้ว ก็ได้พยายามที่จะให้ได้เห็นเข้าไปถึงหัวใจ
หรือ spirit ของสวนโมกข์ ก็คือเรื่องที่กำลังพูดอยู่นี้. จึงหวังว่า ทุกคนอย่าได้เปล่าประโยชน์เลย
ที่อุตส่าห์มาถึงที่นี่.
ขอให้ได้รับความเจริญก้าวหน้าในทางจิตใจ
เกี่ยวกับธรรมะนี้เรื่อยไป.
ขึ้นด้านบน

๑ ฟ้าสางระหว่าง ๕๐ ปีที่มีสวนโมกข์ (ตอน
๒), ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๔๖.ง, เรื่องฟ้าสางในทาง-พุทธศิลป, หน้า ๔๐๑๔๑๒ คำบรรยายประจำวันเสาร์,
๒๔ กันยายน ๒๕๒๖.
๒ ธรรมบรรรยายระดับมหาวิทยาลัย, ธรรมโฆษณ์
เล่มที่ ๓๖, เรื่อง การมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน, หน้าที่ ๑๗๔๑๗๘, บรรยายเมื่อ
๑๕ ธันวาคม ๒๕๐๔ ให้กับกลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์ และประเพณี ณ สโมสรจุฬาฯ.
๓ ศีลธรรมกับมนุษยโลก, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๑๘.ข, เรื่อง ไม่มีปัญหาอะไรที่-ไม่เกี่ยวกับปัญหาทางศีลธรรม, หน้า ๖๖๖๗,
บรรยายเมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๑๘.
๔ ธรรมศาสตรา เล่ม ๑, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๔๐.ก, เรื่อง จตุราริยสัจจ์ คือ หลักวิชา-ยอดสุดของธรรมศาสตรา, หน้า ๒๖๓๒๖๔
บรรยายเมื่อ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๑๖.
๕ เยาวชนกับศีลธรรม, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๑๘ .ง, เรื่อง ทางเขวและทางตรงของเยาวชน, หน้า ๔๗๔-๔๘๐ คำบรรยายประจำวันเสาร์,
๑๙ มีนาคม ๒๕๒๐.
๖ ธรรมะกับสัญชาตญาณ, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๑๕, เรื่อง สัญชาตญาณกับกิเลส, หน้า ๑๑๗๑๑๘ คำบรรยายประจำวันเสาร์, ๑
กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙.
๗ ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม ๑, ธรรมโฆษณ์
เล่มที่ ๓๑, เรื่อง ทำงานด้วยจิตว่าง, หน้า ๔๖๑, แสดงเมื่อ ๒๑ มีนาคม ๒๕๑๑.
๘ ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย เล่ม
๒, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๓๖. ก, เรื่อง พุทธวิหาร ที่มหาวิทยาลัย, หน้า๓๔๗๓๔๙,
แสดงให้กับกลุ่มพุทธศาสตร์และประเพณี ณ ห้องกลุ่มพุทธศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เมื่อ ๒๖ มกราคม ๒๕๐๔.
๙ ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย เล่ม
๒, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๓๖. ก, เรื่อง มหรสพ ทางวิญญาณ, หน้า ๓๕๑๓๗๑, บรรยายเมื่อ
๒๗ ตุลาคม ๒๕๑๐.

บทความที่น่าสนใจ
> พุทธทาสภิกขุสวนโมกขพลาราม
> สรรนิพนธ์พุทธทาสภิกขุว่าด้วย
ศิลปะและสุนทรียภาพทางจิตวิญญาณ
> ภาค ๓ นิสสรณะของศิลปะ > ทางออกของศิลปะ
|