|
ภาค ๒
อาทีนวะของศิลปะ
ส่วนเสีย ข้อเสีย โทษ หรือความเลวร้ายของศิลปะ
โทษหรือส่วนเสียของศิลปะ
เกิดจากอะไรและนำไปสู่อะไร
ศิลปะเพื่อรับใช้อะไรกัน? ๑
านศิลป สมัยนี้ บัญญัติอะไรไกลออกไป ๆ เพื่อความ (ความ
,) ขออภัยต้องใช้คำว่า
ความงมงายโง่เขลา; ทำให้เสียเวลามาก, ไม่ถึงจุดของสันติภาพ, และก็ไม่รู้ว่า
ศิลปนี้จะมีไว้เพื่อรับใช้อะไรกัน? เพื่อรับใช้สันติภาพ, หรือเพื่อรับใช้วิกฤตการณ์
หรือรับใช้ความมัวเมาที่สร้างให้ขยายตัวมากขึ้นทุกที?
ขึ้นด้านบน
การศึกษาส่งเสริมความเห็นแก่ตัว
๒
น่าเศร้าที่สุดก็คือว่า การศึกษา, การศึกษาที่ถือว่าเป็นสิ่งสูงสุดมันผิดหมด
การศึกษามันบ้าบอเสียหมด คือจัดการศึกษาแต่ให้ฉลาดอย่างเดียว ให้ฉลาด ๆ
ฉลาดจนไม่รู้ว่าจะฉลาดกันอย่างไร. ทีนี้ ไม่มีอะไรควบคุมความฉลาด การจัดการศึกษาที่ควบคุมความฉลาดมันไม่มี
เขาก็เอาความฉลาดไปใช้เพื่อเห็นแก่ตัว มันก็ยิ่งเห็นแก่ตัวลึก ๆ ๆ ลึกกว่าแต่ก่อน
เพราะมันฉลาด. ถ้าการศึกษามันมีส่วนที่ควบคุมความฉลาด มันก็ไม่ต้องเป็นอย่างนี้;
นี่เอาธรรมะเอาศาสนาออกไปเสียจากการศึกษา การศึกษาก็มีเสรีภาพที่จะฉลาดเพื่อเห็นแก่ตัว.
ทั้งโลกมีแต่การศึกษาที่ให้ฉลาด
แล้วไม่ควบคุม แล้วก็กลายไปเป็นเครื่องมือของความเห็นแก่ตัว; แม้จะเรียนสิ่งที่มันละเอียดประณีต
เป็น วรรณคดี เป็น โบราณคดี เป็น ปรัชญา อะไรก็ตามเถอะ มันก็ยังไปกลายเป็นส่งเสริมความเห็นแก่ตัวเสียหมด
ไม่มาในทางตรงกันข้าม. ยิ่งเจริญทางศิลปะ อันไพเราะ อันละเอียด อันนิ่มนวลตามความหมายของศิลปะ
ของเพลง ของดนตรี มันก็เพิ่มคุก เพิ่มเรือนจำ เพิ่มตำรวจ เพิ่มศาล เพิ่มโรงพยาบาลบ้าอยู่นั้นแหละ;
ทำอะไรกับศิลปะ ก็ไม่จัดไปในทางควบคุมความฉลาด.
อยากจะพูดตามความรู้สึกนะ
ถ้าเราจะฟังเพลงหรือดนตรีให้ไพเราะถึงที่สุดเราต้องยอมโง่ให้มากที่สุด,
ยอมโง่ให้มากที่สุด ให้มันเคลิบเคลิ้มไปตามความต้องการ ที่เขาต้องการให้เคลิบเคลิ้มแหละ
จะได้ไพเราะ ไพเราะสูงสุด ต้องมีเคลิบเคลิ้มชนิดนี้ที่มายอมโง่ ยอมทำจิตใจชนิดนั้น
เพลงและดนตรีมันจึงจะไพเราะถึงที่สุด. แล้วจะได้อะไรมาเพื่อกำจัดความเห็นแก่ตัว
มันไปหล่อเลี้ยงความเห็นแก่ตัวไม่ทันรู้.
ขึ้นด้านบน
การศึกษาสอนแต่เรื่องอาชีพ ๓
ปดูทางโรงเรียนทางมหาวิทยาลัย ไม่มีที่ไหนสอนว่าคนคืออะไร, คนเต็มได้อย่างไร.
ที่มีเรียนมีสอนกันอยู่ ก็เท่าที่จะสนองกิเลสตัณหาทั้งนั้นเลย, จะพูดว่า
ทั้งนั้นเลย ก็อยากจะอธิบายว่า ไม่มีโรงเรียนไหนมหาวิทยาลัยไหน ที่สอนอะไรนอกไปจากเรื่องของการที่จะประกอบอาชีพ,
มีแต่วิชาชีพ ไม่มีวิชาธรรม. จะสอนให้เป็นอะไรก็ตาม จะสอนให้เป็นหมอ, สอนให้เป็นวิศวกร,
สอนให้เป็นผู้พิพากษา, สอนให้เป็นอะไรก็ตาม, เป็นเทคโนโลยี เป็นสูงสุด
กระทั่งว่าจะเก่ง จนจะไปโลกพระจันทร์ได้อย่างนี้ ก็ไม่มีสอนเรื่องอะไรอื่น
นอกจากให้รู้สิ่งที่จะประกอบอาชีพ.
อาชีพนี้มันขึ้นอยู่กับอำนาจ
หรือเครื่องมือที่จะเอาเปรียบผู้อื่น จะชนะผู้อื่น; ฉะนั้นอะไรที่จะเป็นวิชาความรู้
จะให้ได้เปรียบผู้อื่น ชนะผู้อื่น ก็มีความต้องการ. เราก็อุตส่าห์เรียนกัน.
วิชาทั้งหมดมันก็มีแต่เพียงสนองตันหา ของคนนั้น ๆ แล้วแต่ว่าคนนั้นเขาอยากจะมีอาชีพโดยวิธีไหน.
ความหมายที่แท้จริงหมดสิ้นไป เพราะคนต้องการแต่เพียงเป็นอาชีพ : จะเป็นตุลาการก็ดี
จะเป็นทหารก็ดี จะเป็นหมอก็ดี จะเป็นนายช่างก็ดี มันกลายเป็นเรื่องอาชีพไปเสียหมด
ไม่เป็นไปตามอุดมคติของคำเหล่านั้น ซึ่งมีอุดมคติสูง.
อุดมคติสูงก็คือ
ถ้าเป็นหมอ ก็มุ่งแต่จะช่วยคนให้รอดความตาย ไม่ได้นึกถึงอาชีพ, ถ้าเป็นตุลาการ
ก็นึกจะรักษาความเป็นธรรมไว้ในโลกนี้ ไม่ได้นึกถึงสินบน, ถ้าเป็นนายช่าง
คิดว่าจะทำโลกนี้ให้งดงาม ไม่ได้คิดที่จะเอาเปรียบใครโกงโคร อย่างนี้เป็นต้น.
เดี๋ยวนี้ในโลกนี้มันแข่งขันกันแต่ในทางที่ว่า
เราจะได้เปรียบคนอื่นอย่างไรในการแสวงหาทรัพย์, แล้วก็มาใช้เพื่อประโยชน์แก่เนื้อหนังของเราให้สุดเหวี่ยง.
ฉะนั้น
ขอให้ไปสังเกตดูว่า มหาวิทยาลัยทั้งหลาย ได้แบ่งเป็นคณะอย่างไร? สอนกันอยู่กี่คณะอย่างไร
? ทุกคณะไปจบที่ไหน? มันก็ไปจบแค่ปากแค่ท้อง เพื่อจะสนองกิเลสตัณหาของคนแต่ละคน
ซึ่งเข้าไปเรียน. ในโลกนี้มันจึงมีแต่อย่างนี้ มันมีแต่วิชาชีพ ไม่มีวิชาธรรม.
ขึ้นด้านบน
การตกเป็นทาสของสัญญา ๔
นี้ก็มาถึงเรื่องสัญญา เขาหลอกตัวเองให้มีสัญญาสำคัญมั่นหมาย อย่างนั้นอย่างนี้
ของบ้า ๆ บอ ๆ ก็เอามาหลอกให้ว่าดีว่าแพง, โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เรียกกันว่าศิลปนั้น.
ศิลปสมัยใหม่ที่กำลังเจริญในโลกนี้ เกิดมาจากสัญญาวิปลาส, ตกเป็นทาสของสัญญา,
ก็ไปดูเอาเองเถอะ ศิลปของโลกสมัยปัจจุบันนี้ ทำไมจึงกลายเป็นของแพง, ของไม่มีค่ากลายเป็นของแพง
เพราะเขาว่าทำยาก เป็นศิลปสูง ต้องโง่ให้พอกันจึงจะมองเห็นว่าเป็นศิลปสูง.
ที่เมืองฝรั่งก็มีมาก
แล้วก็มาถึงเมืองของเรา แล้วเราก็ลุ่มหลง แล้วก็เปลี่ยนเรื่อยไป เพราะมันไม่ใช่ของจริง,
มันเป็นของที่อยู่ได้เพียงชั่วความโง่มันมี คือสัญญาวิปลาสมันมี ก็ว่านี้สวย
นี้สวย ๆ ทำไมแบบเสื้อแฟชั่นนี้มันเปลี่ยนเรื่อย เพราะสัญญามันเปลี่ยนเรื่อย
เพราะสัญญามันวิปลาส. ศิลปทางภาพ ทางปฏิมากรรม ทางอะไรก็เหมือนกัน เปลี่ยนเรื่อย
แล้วก็แพง แพงมาก แล้วก็ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้.
นี่เพราะสัญญาวิปลาสตกเป็นทาสของสัญญา
ไม่เห็นว่าสัญญานี้เป็นเพียงความสำคัญมั่นหมายเกิดขึ้นตามธรรมชาติ คนก็ไปเป็นทาสของสัญญา
คือความนิยม, อะไรที่นิยม นิยมตามสัญญาวิปลาส ไม่เอาเท่าที่เป็นจริง เท่าที่ธรรมชาติต้องการ
ซึ่งมันน้อยและไม่ยุ่งเหยิง ไม่ยุ่งยากลำบาก.
ฉะนั้นเด็ก
ๆ ควรจะรู้จักสัญญาวิปลาส คือไปหลงสำคัญมั่นหมายให้คุณให้ค่าแก่สิ่งที่ไม่มีคุณค่า,
แล้วยังให้ความทุกข์ด้วย. เราไปหลงกับมัน ถึงกับมานั่งร้องไห้อยู่ เพราะไม่ได้สิ่งที่เราสำคัญมั่นหมายว่าน่ารักน่าพอใจ.
เรื่องโชคเรื่องลาง เรื่องอะไรต่าง ๆ ก็เหมือนกัน เป็นเรื่องของสัญญาวิปลาส
เป็นทาสของสัญญา มีปัญหาในโลก.
ขึ้นด้านบน
ความสวยงามเกิดจากอุปาทาน ๕
วามไพเราะ กับ ความไม่ไพเราะ เช่นดนตรีที่ถือว่าไพเราะนี้ก็ต้องสร้างขึ้นมาด้วยอุปาทาน
ทำนองเดียวกับอุปาทานว่าสวยงาม หรือยิ่งไปกว่าด้วยซ้ำ คือจะต้องถูกลวงมาตั้งแต่ต้นเรื่อย
ๆ ให้มีความยึดถือในโน้ตเสียงตัวนั้น อย่างนั้นอย่างนี้ เรื่อยมาเสียก่อน
แล้วศึกษาในทางสลับซับซ้อนมากเข้า จึงจะรู้สึกว่าไพเราะ เป็นเสียงดนตรีที่ทำยากและเพราะพริ้ง.
แต่ถ้าเราไปถามคุณย่า คุณยาย รุ่นเก่าโน้น ท่านไม่รู้สึกว่าไพเราะ มันเหมือนกันหมด
มันเหมือนกันกระทั่งเอาคนที่เล่นไม่เป็นเลย มาสี มาดีดไปตามประสาคนบ้า
แล้วเอาดนตรีที่บรรเลงดีที่สุด ที่เรียกว่ามหาอุปรากร มาให้สุนัขฟังถ้ามันบอกได้มันก็จะไม่พบว่ารู้สึกแตกต่างกัน
เป็นไพเราะ หรือไม่ไพเราะเป็นศิลป หรือไม่เป็นศิลปเลย. เพราะเหตุว่าในสุนัขนั้น
ยังไม่มีอุปาทานอย่างคน ไม่เคยถูกลวงด้วยของเป็นคู่มากเหมือนกับคน. คนมีแต่ชอบพอกพูนอุปาทานให้มากยิ่งขึ้น
ๆ ตามลำดับ. นี่เราเรียกว่า การถูกลวงด้วยของเป็นคู่เรื่องไพเราะหรือไม่ไพเราะ.
ขึ้นด้านบน
วัตถุนิยมกับความหยาบกระด้างในทางวัฒนธรรม
๖
วามนิยมในทางวัตถุที่หนักขึ้น ๆ นี้ มันทำให้เกิดความกระด้างหรือหยาบคายโสกโดก
ขึ้นในวัฒนธรรม ในศีลธรรมแม้กระทั่งในวรรณกรรม ในศิลปกรรม เช่นดนตรีเป็นต้น
อันเป็นสิ่งที่เราถือว่าเป็นสิ่งสุนทร หรือของงาม. ของที่เคยงามมาแต่ก่อนนั้น
กลายเป็นหยาบกระด้างไปหมด โดยไม่รู้สึกตัว เพราะการที่คนหันไปนิยมวัตถุนิยมมากขึ้น.
ตัวอย่างเช่นในสมัยที่เรายังไม่นิยมวัตถุมากถึงอย่างนี้ เพลงไทยเดิมของเราอยู่ในลักษณะที่นิ่มนวลและเยือกเย็น
ไม่มีถ้อยคำทำนองที่หยาบคายหรือโสกโดก. ครั้นคนไทยเรานี้ นิยมวัตถุตามตะวันตกมากขึ้น
เพลงไทยก็เกิดมีชนิดที่ลักษณะทำนองหยาบคายเร่าร้อน และคำพูดหรือภาษาที่เป็นเนื้อเพลงนั้น
ก็หยาบคายและโสกโดกเหมาะสำหรับโสเภณีร้องขึ้นมา, ฟังแล้วน่าอันตรายอย่างยิ่ง
ย้อมให้เด็ก ๆ ลูกหลานของเรา มีลักษณะที่จะไม่เป็นมนุษย์ไปเสียตั้งแต่เล็กทีเดียว.
ขอให้สังเกตเพลงบางเพลงที่ส่งอยู่ในอากาศประจำวันก็แล้วกัน มีคำหยาบคายไพร่
ๆ สถุล อยู่ในบทเพลง ในเนื้อเพลงนั้น และทั้งทำนองก็เร่าร้อน ซึ่งจะหาไม่ได้ในเพลงไทยเดิม
ซึ่งมีความประณีตละมุนละไมทั้งทำนองและทั้งถ้อยคำเหล่านี้เป็นต้น. ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า
อิทธิพลแห่งวัตถุนิยมนี้เอง ที่ทำให้สิ่งสุนทรต่าง ๆ นั้น กลายเป็นไม่สุนทร
หรือไม่งาม ไม่ไพเราะ ไม่ประณีต.
ทีนี้เราจะไม่พูดถึงวรรณกรรมหรือดนตรีอะไรเหล่านี้
จะพูดถึงคำพูดธรรมดา, อาตมาตั้งข้อสังเกตได้อย่างหนึ่งว่า ในสมัยที่เขาไม่ค่อยเป็นวัตถุนิยมกันนักนั้น
เราพบได้ว่าโลกเราพูดประโยคนี้กันว่า Take your seat. please! โปรดนั่งลงตามที่ของท่านเถิด.
แต่เดี๋ยวนี้เมื่อโลกเราป่วนไปด้วยวัตถุนิยม ก็เกิดมีประโยคชนิดที่ว่า
All aboard! ทุกคนนั่งลง! แทนที่จะพูดว่าโปรดนั่งลงตามที่ของท่านเถิด กลับตวาดว่า
ทุกคนนั่งลง! เหมือนที่เด็กกระเป๋ารถยนต์พูดกัน. แทนที่จะพูดประโยคแรกที่ว่า
Take your seat. please! เขาพูดว่า All aboard! นี่แปลว่าเกิดความกระด้างหยาบคายขึ้น
แม้แต่คำพูดของเด็กกระเป๋ารถยนต์ในสมัยที่เรานิยมวัตถุมากขึ้น. นี้เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ดเล็ก
ๆ น้อย ๆ นอกเรื่องนอกราวของศาสนาหรือศีลธรรม; แม้แต่ในเรื่องสุนทรความงามตามธรรมดาที่ต้องการกันเล็ก
ๆ น้อย ๆ นี้ มันก็ทำให้สูญเสียกันหมดเพราะฉะนั้น เราควรจะเห็นโทษของวัตถุนิยม
ให้ชัดเจนทั้งอย่างกลาง อย่างหยาบ อย่างละเอียด และอย่างโดยตรง และโดยอ้อม
เราจะได้รับผลดี คือจะได้เกิดความสะดุ้งกลัว ต่อวัตถุนิยมขึ้นมา.
ขึ้นด้านบน
ทางของชีวิต ๗
กการเมือง นักเศรษฐกิจ นักอะไรก็ตามเถอะ ในโลกนี้ ไม่มีใครพูดถึงทาง ไม่มีใครพยายามที่จะทำหน้าที่ของตนเพื่อบรรลุผล
คือการเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางของมนุษย์.
นักการเมืองก็เพื่อจะครองเมืองหรือเพื่อจะครองโลก อย่างบ้าที่สุดก็คือครองโลก
แล้วก็มุ่งหมายจะครองเมือง มุ่งหมายจะมีอำนาจในเรื่องการเมือง. นี่มันก็ดีกว่าเด็ก
ๆ นิดเดียว ที่เด็ก ๆ มันเกิดมาเพื่อกินเพื่อเล่น; นักการเมืองก็เกิดมาเพื่อจะมีอำนาจในเรื่องการเมือง
แล้วในที่สุดก็เพื่อผล คือกิน คือเล่น ตามแบบของผู้ใหญ่ หรือคนโต ๆ. นักเศรษฐกิจหรือนักการทหาร
นักอะไรก็ตาม ก็เพื่อผลที่เป็นทางวัตถุทั้งนั้น แม้ที่สุดแต่นักปรัชญาในโลกเวลานี้
ก็พูดเรื่องอื่น พูดเรื่องปัญหาไม่รู้จบ; ปัญหาใหญ่ที่จะพูดกันเรื่องอะไรจริง
อะไรไม่จริง อย่างนี้มันก็เพ้อเจ้อ เป็นวิชาที่ไม่รู้จักจบ. พวกศิลปะก็เหมือนกัน
มันเหมือนกับคนเมาเหล้า มีความงาม ความประดิดประดอยเกี่ยวกับความลึกซึ้งของความงามไม่มีที่สิ้นสุด
แล้วก็วนเวียนอยู่ที่นั่น ที่ตรงนั้น ไม่ลืมหูลืมตา หรือว่าเมาไม่สร่าง
แล้วจะรู้จักการเดินทางได้อย่างไร ที่ชีวิตจิตใจจะไปถึงที่สุดปลายทาง.
ถ้าเขามีการเดินทาง ก็เป็นการเดินทางที่วกวนอยู่ที่ตรงนั้นเอง วนไปวนมาอยู่ที่ตรงนั้นเอง
ประดิษฐ์แบบของศิลปะขึ้นใหม่ ๆ ไม่รู้จักกี่แบบ ๆ; อย่างนี้ก็ไม่เป็นการเดินทางที่พุ่งตรงไปสู่จุดปลายทางได้เลย
มันมีแต่วกวน หรือทำให้ยากมากเข้า เข้าใจยากได้มากเข้า หลงได้มากเข้า คล้าย
ๆ กับทำเหล้าที่มีรสดีกว่าก่อน กินเรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด มันก็ไม่มีการเดินทาง.
ขึ้นด้านบน
ได้อะไรบ้างจากความก้าวหน้าทางศิลปะ
๘
านศิลปในโลกกำลังก้าวหน้า : นิยมศิลป ส่งเสริมศิลป,
เพ้อฝันกันถึงเรื่องศิลป, แต่ดูแล้วมันมีผลอะไรบ้าง ที่เกิดมาจากความก้าวหน้าทางศิลป
?
ศิลปก้าวหน้า
จนมาถึงคนธรรมดาเข้าใจไม่ได้; ต้องไปเรียนโง่ให้มาก ๆ ให้มากที่สุด
จึงจะเข้าใจศิลปนั้นได้. นี่มันมีประโยชน์อะไร? นอกจากว่าให้มันเสียเวลามากขึ้น.
แล้วก็เป็นศิลปที่ไม่เคยรับใช้สันติภาพ,
ไม่เคยรับใช้พระศาสนาเหมือนแต่กาลก่อน, เป็นศิลปที่รับใช้กิเลสของมนุษย์,
ให้มนุษย์ได้ขยายกิเลสมากออกไป. อย่างดีที่สุดก็รับใช้การเมือง ศิลปเพื่อประโยชน์แก่การเมืองรับใช้การเมือง
ยังไม่มีลู่ทางที่จะแสดงให้เห็นว่า จะสร้างสรรค์ให้เกิดสันติภาพ.
ขึ้นด้านบน
เสรีภาพ ๙
งมีสิ่งที่ร้ายกาจอีกสิ่งหนึ่ง ก็คือสิ่งที่เรียกว่า เสรีภาพ.
ทุกคนบูชาเสรีภาพ แต่มันเป็นเสรีภาพเพื่อจะเป็นภูตผีปีศาจ หรือเป็นสัตว์เดรัจฉานในที่สุด.
เสรีภาพของเขาต้องการอย่างนี้; ต้องการจะเสรีภาพตามใจกิเลสตามใจซาตาน ตามใจพญามาร
ไม่มีศีลธรรม. นี่เขาต้องการเสรีภาพอย่างนี้ : อยากจะไว้ผมยาว, อยากจะแต่งตัวให้แปลกประหลาด,
อยากจะมีเสรีภาพ. ไม่รู้ว่าเสรีภาพอะไรกัน.
ทีนี้ เสรีภาพที่เป็นอันตรายที่สุด
ก็คือการแสดงอะไรได้ตามชอบใจ : เขียนก็จะเขียนได้ตามชอบใจ, จะแสดงศิลปอะไรก็แสดงได้ตามชอบใจ,
ไม่ถือว่าเป็นลามกอนาจาร. สิ่งที่เป็นลามกอนาจาร ก็บัญญัติกันเสียใหม่ว่าไม่ใช่ลามกอนาจาร.
เรื่องที่เขาแก้ไขกันเสียใหม่ว่าไม่ลามกอนาจารนะ
มันมากมายด้วยกัน : การประกวดนางหน้าด้านนั้น, ก็กลายเป็นของดีของวิเศษ
ของอะไรไปทั่วโลกสมัยนี้. เขาเห็นเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ดีที่สุด ประกวดกันทุกหนทุกแห่งในโลกนี้.
ผมเรียกว่าประกวดนางหน้าด้าน ถ้าหน้าไม่ด้านพอ ก็ไปเปิดแข้งเปิดขาเปิดอะไร
แสดงอย่างนั้นไม่ได้.
ถ้าเป็นสมัยก่อน
คุณย่า คุณยาย เป็นลมตายแน่ ถ้าลูกหลานของแกไปทำอย่างนั้น. เดี๋ยวนี้ เขาเห็นว่าถูกต้องดีงามไปหมด;
นี่ก็คือเสรีภาพ. ผลของเสรีภาพมันเป็นอย่างนี้ นี้เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัด
ๆ โต้ง ๆ แล้วที่มันยังละเอียดเห็นได้ยาก แฝงอยู่ในอะไรต่าง ๆ ยังมีอีกมาก.
เสรีภาพในการเขียน
ไม่มีใครว่าใครได้ แล้วก็เขียนเรื่องลามกอนาจาร ลงไปในหนังสือประจำวัน,
แพร่หลายทั่วไปหมด; ย้อมนิสัยเด็ก ๆ ให้เสียไปโดยไม่รู้สึกตัว, โดยไม่ต้องรู้สึกตัว.
เขียนเรื่องอ่านเล่นโดยนามปากกาที่มีชื่อเสียง นิยมนับถือกันทั้งประเทศ;
แต่แล้วก็เขียนเรื่องที่ทำให้เด็กมีจิตใจเลวทราม, เสื่อมเสียทางศีลธรรมโดยไม่รู้สึกตัว.
คุณไปเอาหนังสือพิมพ์มาพิจารณาดูเอาก็แล้วกัน ก็จะมองเห็น.
ยังมีอะไรอีกมาก
ที่ทำให้เด็ก ๆ กลายเป็นปีศาจในร่างมนุษย์นี้, มีอีกมาก ทำให้คนเรากลายเป็นปีศาจในร่างมนุษย์.
คนโต ๆ ไม่เป็นไร, ไม่กี่ปีก็ตาย. แต่ว่าการที่ทำให้เด็ก ๆ มากลายเป็นอย่างนั้น
นั้นมันน่าอันตรายอย่างยิ่งเพราะว่าเขายังจะอยู่ไปอีกนาน.
การพูดจาก็ดี
การเขียนก็ดี ศิลปวัตถุ นิทรรศการ ภาพยนตร์ อะไรต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นอย่างเดียวกันหมด.
เขามีเสรีภาพ มีอิสรภาพ มีเสรีภาพที่จะทำ, ใครห้ามกันไม่ได้ หรือบางทีเขาก็มีอำนาจอย่างอื่น
มาช่วยให้เขาต้องทำหรือได้ทำ.
เมื่อ อ้างเสรีภาพไม่ได้
ก็ใช้อำนาจอย่างอื่นมาช่วยให้ได้ทำ เขาก็ทำกันทั่วไปหมดทุกหนทุกแห่ง
ทุกหัวระแหง; ทำลูกเด็ก ๆ ของเราให้กลายเป็นปีศาจในร่างมนุษย์นี่ มากขึ้น
ๆ เหลือที่จะป้องกัน, เหลือที่จะแก้ไขแล้ว. นี่แหละคือรากฐานอันแท้จริงของการเสื่อมทางศีลธรรม,
แล้วเรื่องอื่น ๆ มันก็ต้องตามมาแน่นอน; เรื่องอันธพาล, เรื่องอะไรก็ตาม,
มันก็ต้องตามมามากเหลือที่จะประมาณได้.
นี้มันก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย
เป็นเรื่องทั้งหมดของมนุษย์ หรือของโลกมนุษย์ ที่จะอยู่หรือว่าจะล่มจม
มีมูลมาจากการศึกษาแผนใหม่ วัฒนธรรมแผนใหม่ ที่มาจากข้างนอก เข้ามาสู่ประเทศไทย;
เรียกว่า เราอยู่ในยุคของอะไร ลองคิดดู. พวกเรากำลังอยู่ในยุคอะไร? ควรจะเรียกชื่อของยุคนี้ว่ายุคอะไร.
ลองคิดดู? ส่วนผมนั้น สมัครเรียกว่า ยุคที่กลายเป็นปีศาจในร่างของมนุษย์.
ขึ้นด้านบน

๑ เทคนิคของการมีธรรมะ, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๓๗.ก, เรื่อง ธรรมะในฐานะ สิ่งที่ต้องรู้ว่า ศีลธรรมกลับมาโลกาสงบเย็น, หน้า
๔๗๘, บรรยายเมื่อ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๒๔.
๒ อตัมมยตาปริทัสน์, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๑๒.ค, เรื่อง อตัมมยตา กับ สันติสุข, หน้า ๒๕๕๒๕๖, บรรยายเมื่อ ๒๐ สิงหาคม
๒๕๓๒.
๓ ใครคือใคร, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๓๗.ข,
เรื่อง คนคือใคร, หน้า๑๖๑๗, บรรยายเมื่อ ๑ กรกฏาคม ๒๕๒๑.
๔ ธรรมะในฐานวิทยาศาสตร์, ธรรมโฆษณ์
เล่มที่ ๑๕.ข, เรื่อง เบญจขันธ์เป็นสิ่งที่จำเป็นต้อง-รู้จัก, หน้า ๒๗๐๒๗๑,
บรรยายเมื่อ ๘ กันยายน ๒๕๒๒.
๕ ตุลาการิกธรรม, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๑๖, เรื่อง การถูกลวงด้วยของเป็นคู่, หน้า ๔๓๑, บรรยายอบรมผู้พิพากษา เมื่อ
๒๒ มิถุนายน ๒๕๐๐.
๖ ตุลาการิกธรรม,ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๑๖, เรื่อง วัตถุนิยม กับ พุทธศาสนา, หน้า ๕๐๙๕๑๐, บรรยายอบรมผู้พิพากษา
เมื่อ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๐๐.
๗ บรมธรรมภาคต้น, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๑๙, เรื่อง สิ่งที่เรียกว่าหนทาง, หน้า๘๔๘๕, บรรยายเมื่อ ๑๐ เมษายน ๒๕๑๒.
๘ เทคนิคของการมีธรรมะ, ธรรมโฆษณ์
เล่มที่ ๓๗.ก, เรื่อง ธรรมะในฐานะ สิ่งที่ต้องรู้ว่า การลงแรงต้องคุ้มค่า,
หน้า ๔๖๓, บรรยายเมื่อ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๒๔.
๙ ชุมนุมล้ออายุ, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๔๒.ก, เรื่อง ยิ่งจะทำให้ดี, โลกมันยิ่งบ้า, หน้า๕๑๙๕๒๑, บรรยายเมื่อ
๒๗ พฤษภาคม ๒๕๑๓.

บทความที่น่าสนใจ
> พุทธทาสภิกขุสวนโมกขพลาราม
> สรรนิพนธ์พุทธทาสภิกขุว่าด้วย
ศิลปะและสุนทรียภาพทางจิตวิญญาณ
> ภาค ๒ อาทีนวะของศิลปะ > โทษหรือส่วนเสียของศิลปะ เกิดมาจากอะไร/นำไปสู่อะไร
|